☆ ☆ ☆ ขอเชิญร่วมติดตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ☆ ☆ ☆
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์เป็นปีที่ ๖๐ รัฐบาลจึงให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ ได้ประดับธงชาติไทย และ ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี

ความหมายของตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบุติครบ ๖๐ ปี

อักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. สีเหลืองนวลทอง อันเป็นสีประจำพระชนมวาร ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทองบนพื้นสีน้ำเงินเจือทอง อันเป็นสีประจำพระราชวงศ์ ล้อมด้วยเพชรอันเป็นเอกแห่งรัตนะ หมายว่า เหล่านักปราชญ์ ราชกวีสำคัญ อีกบรรดาช่างอันมีชื่อ พระยาช้างสารสำคัญ นางงาม เหล่าทแกล้วทหาร ข้าราชบริพาร อันยอดฝีมือในการปฏิบัติราชการอย่างสุจริตยิ่ง เหล่านี้เปรียบด้วยเพชรอันชื่อว่า รัตนะ แวดล้อมประดับเกียรติยศแห่งพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์นั้นเหนือยิ่งกว่าเพชรอันได้ชื่อว่ารัตนทั้งปวง คือ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถิตเป็นเพชรอันยอดค่ายิ่งในดวงใจราษฎร์ ทรงบำบัดทุกข์ผดุงสุขอันเป็นที่พึ่งอันเกษมสุขร่มเย็นแก่พสกนิกร ซึ่งต่างเชื้อชาติ ศาสนา ในพระราชอาณาจักรของพระองค์

อนึ่ง อักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. นี้ ประดิษฐานบนพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฏ ประกอบพระอุณาโลม อันเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ แวดล้อมด้วยพระแสงขรรค์ชัยศรีและพระแส้หางช้างเผือกทอดสอดอยู่ในกงพระที่นั่งภัทรบิฐ เบื้องซ้ายแห่งพระมหาพิชัยมงกุฎ มีธารพระกรและพัชนีฝักมะขามทอดสอดอยู่เบื้องขวาแห่งกงพระที่นั่งภัทรบิฐอันประดิษฐานบนฐานเขียง ซึ่งทอดฉลองพระบาทประดิษฐานอยู่ เหล่านี้รวมเรียกว่า เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ประกอบด้วย สิ่งอันแสดงความเป็นกษัตริย์ทั้ง ๕ คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ ๑ พระแสงขรรค์ชัยศรี ๑ ธารพระกร ๑ พัดวาลวิชนีและพระแส้ ๑ ฉลองพระบาท ๑ หมายถึงปีแห่งการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ

ล่างลงมาเป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทองเขียนอักษรสีทอง ความว่า ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ ปลายแห่งแพรแถบผูกเป็นภาพกระบี่ธุช เป็นวานรกายขาว มือถิอก้านลายซุ้มอันเป็นกรอบลายของตราสัญลักษณ์ฯ อยู่ด้านขวา ส่วนด้านซ้ายปลายแพรแถบผูกเป็นภาพพระครุฑพ่าห์ เป็นครุฑหน้าขาวกายสีเสนปนทอง มือถือก้านลายกรอบแห่งตราสัญลักษณ์ฯ พื้นภาพตราสัญลักษณ์ฯ เฉลิมพระเกียรติทั้งหมดสีเขียวปนทอง อันหมายถึงสีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ และยังหมายถึงสีของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แห่งผืนภูมิประเทศที่ทรงปกครองทำนุบำรุงอย่างหนักยิ่งมาตลอด ระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติมา ณ บัดนี้ถึงมหามงคลสมัยที่จะฉลองเฉลิมพระเกียรติในการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อันยาวนานที่สุดยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใดในพระราชพงศาวดารในสยามประเทศ








จึงถือโอกาสเชิญชวนเพื่อนๆ ร่วมกันนำตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ไปประดับในบล็อก หรือจะนำไป print ประดับตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงที่ทำงานครับ

  • ดูช่อง ๙ ผ่านตาสปอตประชาสัมพันธ์ทุกวันเลยขอนำมาบอกกล่าว



  • Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2549
    Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2549 1:19:25 น.
    Counter : 615 Pageviews.

    64 comment
    คันฉ่อง#1
    “ขอหยิบความคิดที่มีคุณค่าในหนังสือเล่มนี้มาเพื่อใช้เตือนสติตนเองครับ”
    ปล. ไปหาซื้อมาอ่านได้แบบเต็มๆ นะครับ ผมซื้อไว้เมื่อปี 2537 ไม่รู้มีพิมพ์ซ้ำหรือเปล่า


    ปกหน้า

    อดีต • ศึกษาบทเรียน
    ปัจจุบัน • ได้ชัยชนะ
    อนาคต • รุ่งเรือง

    ปกหลัง

    “เอาทองแดงเป็นคันฉ่อง
    ส่องให้เห็นการใส่เสื้อสวมหมวกเรียบร้อย หรือไม่เรียบร้อย”

    “เอาประวัติศาสตร์เป็นคันฉ่อง
    ส่องให้เห็นความเสื่อม ความรุ่งของอาณาจักร”

    “เอาคนเป็นคันฉ่อง
    ส่องให้เห็นความสำเร็จ ความล้มเหลวของคนได้”
    -พระราชดำรัส ทังไท่จงฮ่องเต้-

    คันฉ่องส่องคน
    “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา”

    อย่าพูดมาก พูดมากเสียมาก
    “...”

    จิตใจที่ตายด้าน
    “ไม่มีใครช่วยข้าเลย น้ำใจของคนถูกหมาคาบไปแดกหมด”

    พ่อแม่ไม่สั่งสอน
    “อุปนิสัยของคนบ่มเพาะมาตั้งแต่เยาว์วัย”

    ดูเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่
    “แต่เดิมคิดว่า สิ่งที่เชื่อได้คือดวงตาของตนเอง
    แต่มาบัดนี้ เห็นทีจะเชื่อดวงตาของตนเองทั้งหมดไม่ได้เสียแล้ว”

    “แต่เดิมคิดว่า สิ่งที่พึ่งได้คือสมองของตนเอง
    แต่มาบัดนี้ เห็นทีจะพึ่งสมองของตนเองทั้งหมดไม่ได้เสียแล้ว”

    “ศิษย์ทั้งหลายโปรดจำใส่ใจไว้ การเข้าใจคนๆ หนึ่งจริงๆ แล้วมิใช่เรื่องง่ายเลย”
    - ขงจื่อ-

    คนไม่ซื่อ คบไม่ได้
    “ทองคำหมื่นตำลึงหาง่าย เพื่อนแท้หนึ่งคนหายาก”

    “เพื่อนที่มีประโยชน์มีอยู่ 3 ประเภท คือ
    เพื่อนที่เที่ยงตรง เพื่อนที่ซื่อสัตย์ และเพื่อนที่มีความรู้กว้างขวาง
    ส่วนเพื่อนที่มีโทษ ก็มี 3 ประเภท คือ
    เพื่อนที่ชอบประจบสอพลอ เพื่อนที่หน้าไหว้หลังหลอก และเพื่อนที่ชอบพูดคำหวานโป้ปดมดเท็จ”
    -ขงจื้อ-

    บ้าก็บ้าวะ
    “คนบ้ากลายเป็นคนดี คนดีกลายเป็นคนบ้า
    คนทำชั่วได้ดี คนทำดีได้อะไร”

    ข้อคิดจากคันธนู
    “ข้ายิงธนูมาตลอดชีวิต ข้าคิดว่าตนเองเชี่ยวชาญและรู้เรื่องธนูและคันธนูเป็นอย่างดี แต่ที่แท้ไม่ได้รู้จริง หากไม่ได้ช่างทำคันธนูบอก ข้าคงต้องโง่ต่อไป นี่แสดงว่า ปัญญาของคนคนหนึ่งมีจำกัด จะเชี่ยวชาญรอบรู้ไปทุกเรื่องคงเป็นไปไม่ได้ เรื่องการปกครองบ้านเมืองก็เหมือนกัน ข้าไม่สามารถรู้ไปทุกเรื่อง จึงต้องมีคนคอยชี้แนะ คอยตักเตือน จะได้ไม่ผิดพลาด”
    -ทังไท่จงฮ่องเต้-

    ฟ้ารู้ ดินรู้ ข้ารู้ แกรู้
    “คนที่ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์ มีฐานะยากจน จะมีแต่คนดูหมิ่นถิ่นแคลน
    คนที่ร่ำรวยก็จะได้รับความยกย่องจากผู้คนทั่วไป โดยมิได้คำนึงถึงว่า เงินทองที่เขาหามาได้มาจากไหน”

    “เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่ต้องการมีฐานะทางสังคมสูงเด่น เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป ต้องพยายามดิ้นรนแสวงหาทรัพย์สินเงินทองให้มากเข้าไว้ โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่จะได้มันมา ว่าถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่”

    “แกรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครรู้เห็น อย่างน้อยฟ้ารู้ ดินรู้ ข้ารู้ แกรู้”



    Create Date : 28 พฤศจิกายน 2548
    Last Update : 29 พฤศจิกายน 2548 0:13:54 น.
    Counter : 202 Pageviews.

    94 comment
    สองยาม = ?
    ยามศึกเรารบ...ยามสงบเรารัก

    ในสมัยราชวงศ์ชาง ยุคก่อนคริสตศักราชที่ 1776 – 1122 มีชุมชนเป็นนครรัฐและสังคมเกษตร เขียนอักษรภาพหรือสัญญลักษณ์ลงบนกระดูกสัตว์ซึ่งสะท้อนความเชื่อเรื่องโชคลาง มีการทำภาชนะที่ใช้ในการเซ่นไหว้และศาสนพิธี นำหยกมาแกะสลักเชื่อว่าเป็นวัตถุมงคลมีความหมายถึง กล้าหาญ เมตตา ฉลาด ศีลธรรมและบริสุทธิ์ ยกย่องและบูชาบรรพบุรุษดุจเทพเจ้า และเชื่อว่ามีเทพเจ้าสิงสถิติในธรรมชาติ

    ตัวอักษรในภาพอ่านออกเสียงได้ว่า qi jin gong ai qi you ai zi เป็นปรัชญาจีนซึ่งประกอบในภาพเขียน ซึ่งเป็นผลงานของจิตรกรชาวจีนนามว่า ซาน หยาง สื่อให้เห็นถึงภาระหน้าที่ สำคัญสองประการของ มหาบุรุษ

  • ในฐานะท่านแม่ทัพยามอยู่ในกองทัพมีภาระหน้าที่สำคัญในการออกศึกเพื่อปกป้องบ้านเมืองและขับไล่อริศัตรูประการหนึ่ง
  • และอีกประการคือหัวหน้าครอบครัว พ่อของลูก สามีของภรรยา ยามเมื่ออยู่กับบ้าน เป็นเพื่อนเล่นของลูก เป็นคู่ทุกข์คู่ยากของภรรยา

    หลังจากที่ได้กลับจากกองทัพมาสู่บ้าน หน้าที่ของท่านแม่ทัพก็หมดไปถูกถอดทิ้งไว้ คงเหลือสภาพเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาในฐานะพ่อที่เล่นกับลูก โดยมีศรีภรรยาข้างกาย บุรุษผู้มอบความรัก ความอบอุ่น ความซื่อสัตย์ เพื่อสิ่งที่สำคัญยิ่งของชีวิตคือ “ครอบครัว”

    วันนี้คุณลืมทำหน้าที่บางอย่างไปหรือเปล่า ได้โปรดสละเวลามาให้กับคนในครอบครัวบ้างนะครับ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะพ่อ แม่ หรือลูก ก่อนที่จะนำเวลาไปมอบให้กับผู้อื่น
    ด้วยความปรารถนาดี...


  • ลป. อ่ะจ๊ากส์ ตี 3 ครึ่ง ลืมไปว่าป่วย ไปนอนก่อนล่ะครับ



    Create Date : 25 พฤศจิกายน 2548
    Last Update : 2 ธันวาคม 2548 15:15:44 น.
    Counter : 310 Pageviews.

    55 comment
    คิดสามครั้งจึงทำ
    พอดีผมเป็นคนประเภทอารมณ์มุทะลุ ทำอะไรก็จะห้ามใจตัวเองไม่ได้สักที ไม่ค่อยคิด คิดแต่เพียงว่าเราถูก ทำใจอารมณ์ ไม่มีการคิดพิจารณารอบคอบ ทำไปก่อนแล้วมารู้สึกเสียใจในภายหลัง ประเภท สำนึกผิดหลังทำทุกทีน่ะสิ จึงมี บทความเก่าๆ ดีๆ หยิบมาปัดฝุ่นให้เพื่อนๆ อ่านกันครับ จากหนังสือ “คันฉ่อง ส่องคน” โดย ส. สุวรรณ ครับ

    มีนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องหนึ่ง เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณนานนมกาเลแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า มีพี่น้องตระกูลหลูสองคน คนพี่ชื่อเจิ้งเต๋อ คนน้องชื่อเจิ้งจื้อ เจิ้งเต๋อเขียนหนังสือสวย มีอาชีพรับจ้างเขียนตัวหนังสือ รายได้น้อยมาก มีฐานะยากจน ส่วนเจิ้งจื้อทำมาค้าขายเก่ง เงินทองไหลมาเทมา มีฐานะร่ำรวย

    วันหนึ่ง เจิ้งเต๋อเห็นข้าวสาลีในนาของน้องชายเหลืองอร่าม ถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้แล้ว จึงไปหาน้องชายเพื่อถามไถ่ว่า ต้องการให้ช่วยเก็บเกี่ยวข้าวหรือไม่ แต่เผอิญน้องชายไม่อยู่ เห็นน้องสะใภ้กำลังเอาเครื่องประดับพวกเงินๆ ทองๆ ออกมาลองใส่ดูว่า โก้เก๋เพียงไร พอเห็นพี่สามีแต่งตัวมอซอเดินเข้ามา ก็รีบเอาแหวนที่ถือไว้ในมือวางไว้บนโต๊ะ พลางพูดอย่างเย็นชาว่า “พี่เขาไม่อยู่ มีธุระอะไรหรือ” เจิ้งเต๋อตอบว่า “ไม่มีธุระอะไรหรอก เพียงแต่มาบอกให้รู้ว่า ข้าวสาลีเก็บเกี่ยวได้แล้ว หากต้องการให้ช่วยก็บอก ไม่ต้องเกรงใจ” ว่าแล้วก็ลาจากไป

    แต่หลังจากเจิ้งเต๋อจากไป แหวนทองที่วางไว้บนโต๊ะก็อันตรฐานไป เธอเชื่อว่า จะต้องถูกเจิ้งเต๋อขโมยไปเป็นแน่ จึงหุนหันพลันแล่นไปฟ้องเจิ้งจื้อผู้สามีว่า “พี่ชายแสนดีของคุณขโมยแหวนทองของน้องไป” เจิ้งจื้อก็หูเบา เชื่อคำพูดภรรยาทันที ผลีผลามไปทวงแหวนทองกับพี่ชาย พอปะหน้าก็คำรามใส่ “พี่ขโมยแหวนทองของน้องสะใภ้ได้ลงคอ อย่าแกล้งทำเป็นคนดีตบตาใครต่อใครอีกเลย หากวันนี้พี่ไม่เอามาคืน ข้าก็จะไปแจ้งความ” ไม่ว่าเจิ้งเต๋อจะอธิบายอย่างไร จะแสดงความบริสุทธิ์อย่างไร น้องชายกับน้องสะใภ้ก็ไม่ยอมเชื่ออยู่ท่าเดียว เจิ้งเต๋อตัดบทพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “เอาล่ะ ในเมื่อแกสองคนเชื่อว่าข้าขโมย ก็ถือว่าข้าขโมยไปจริงๆ ก็แล้วกัน ข้าจะชดใช้ให้” เจิ้งเต๋อเอาทรัพย์สมบัติเท่าที่มีอยู่ในบ้านออกมาขาย นำเงินไปชดใช้ตามจำนวนที่น้องชายเรียกร้อง แล้วตัวเองต้องเที่ยวขอทานเขากิน

    อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ผู้เป็นน้องสะใภ้กวาดบ้านอยู่ มีสิ่งของสิ่งหนึ่งเหลืองอร่ามวูบวาบกลิ้งออกมา ที่แท้เป็นแหวนทองของเธอที่หายไปนั่นเอง เมื่อเจิ้งจื้อรู้ความจริงก็เสียใจมากที่เข้าใจพี่ชายผิด จึงไปตามหาพี่ชายจนพบ แล้วคุกเข่าขอให้พี่ชายลงโทษให้สาสมกับบาปกรรมที่ทำไว้ และยังพูดว่า “เสียดายที่ในโลกนี้ ไม่มียากสำนึกผิด” เจิ้งเต๋อตอบว่า “ข้ามีตำรับยาสำนึกผิดอยู่ตำรับหนึ่งมอบให้แก” ว่าแล้วก็เขียนหนังสือ 5 คำ “คิดสามครั้งจึงทำ” มอบให้น้องชาย พลางตักเตือนว่า “ที่คนเราทำผิดกันก็เพราะไม่คิดให้รอบคอบก่อน ถ้าหากคิดชั่งใจ 3 ครั้งแล้วจึงทำ ก็จะไม่ผิดพลาด และไม่ต้องมาเสียใจมาสำนึกผิดภายหลัง

    หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปได้ปีหนึ่ง เจิ้งจื้อเดินทางไปต่างเมืองค้าขาย ไม่ได้กลับบ้าน 3-4 เดือน เกิดระแวงขึ้นมา เกรงว่าตนเองไม่ได้อยู่บ้านนานๆ ภรรยาอาจนอกใจไปคบชู้ได้ จึงเดินทางกลับบ้านอย่างลับๆ เพื่อสืบดูว่าภรรยานอกใจหรือไม่ เมื่อเขาย่องมาถึงหน้าบ้าน มองลอดช่องหน้าต่างเล็กๆ เขาถึงกับตกตะลึงที่เห็นภรรยากำลังกอดรัดกับผู้ชายที่สวมเสื้อยาวและใส่หมวก เขาโมโหจนไม่ยอมมองให้แน่ชัด ก็คว้าเอามีดตัดหญ้าที่อยู่บนลานบ้าน ตรงรี่เข้าไปในบ้าน หมายจะฆ่าให้ตายไปทั้งสองคน ทันใดนั้น เขาฉุกคิดถึงตัวหนังสือ 5 คำ ของพี่ชายขึ้นมาได้ เขาคิดว่า ควรจะตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนแล้วจึงค่อยจัดการ เขาถือมีดตัดหญ้าเดินเข้าไปในบ้าน ทันใดนั้น คนสวมเสื้อยาวและใส่หมวกร้องเรียก “คุณพ่อ” เสียงดังด้วยความดีใจ ที่แท้เป็นลูกสาวของตน ลูกสาวบอกว่า “คุณแม่คิดถึงคุณพ่อมาก คุณแม่เอาหมวกและเสื้อที่เตรียมให้คุณพ่อมาให้ลูกสวมใส่ดู ใส่แล้วดูเหมือนกับคุณพ่อมาก คุณแม่ถึงกับดีใจกอดรัดลูกใหญ่เลย” แล้วลูกสาวถามว่า “คุณพ่อถือมีดเข้ามาทำไม”

    เจิ้งจื้อตกใจจนเหงื่อกาฬไหล เพราะตนเองเกือบทำผิดอย่างมหันต์ เขาพูดด้วยน้ำตานองหน้าว่า “ลูกเอ๋ย คำเตือนสติ คิดสามครั้งจึงทำของคุณลุงของลูก ได้ช่วยชีวิตแกสองแม่ลูกแท้ๆ”

    นิทานเรื่องนี้สอนคนให้ทำอะไรอย่าวู่วาม จะต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน แล้วจึงค่อยทำ จะได้ไม่ผิดพลาด ขงจื่อ ปรมาจารย์แห่งสำนักปรัชญาหยู กล่าวว่า “คนดีต้องมีคิดดี 9 ประการคือ เวลาดูจะต้องคิดว่าดูชัดแจ้งหรือไม่ เวลาฟังจะต้องคิดว่าฟังแจ่มชัดหรือไม่ เวลาไปพบผู้คนจะต้องคิดว่าสีหน้าอ่อนโยนหรือไม่ จะต้องคิดว่าท่าทางเรียบร้อยหรือไม่ เวลาพูดจะต้องคิดว่าเป็นความจริงหรือไม่ เวลาทำงานจะต้องคิดว่าตั้งใจทำหรือไม่ เวลามีข้อสงสัยจะต้องคิดว่าจะถามอย่างไร เวลาโมโหจะต้องคิดว่าจะทำให้เกิดผลเสียอย่างไร เวลาได้รับสิ่งใดจะต้องคิดว่าสมควรได้รับหรือไม่

    ถ้าหากคนเราทำได้อย่างที่ท่านขงจื่อสอน คือ ไม่ว่าจะทำอะไรขอให้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนแล้วค่อยทำ ก็จะห้องกันความเข้าใจผิด ป้องกันเหตุการณ์โล่เขลาวู่วามได้ และก็จะทำให้สังคมสงบมีสันติสุขได้

    คนที่ทำอะไรไม่ยั้งคิด ก็คือคนที่ไม่มีขันติธรรม ไม่มีความอดทน และคนที่ไม่มีความอดทนก็มักจะทำให้เสียการใหญ่เสมอ ท่านขงจื่อเคยกล่าวว่า “เรื่องเล็กไม่อดทน จะทำให้เสียการใหญ่” ก็อย่างเรื่องกวนอูในเรื่องสามก๊กนั่นแหล่ะ กวนอูเป็นขุนพลฝ่ายจ๊กก๊กของเล่าปี่ ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ขงเบ้ง อัครเสนาบดีของจ๊กก๊ก ได้วางนโยบายหลักให้ผูกมิตรกับงอก๊กของซุนกวน เพื่อร่วมกันต่อต้านงุยก๊กของโจโฉ แต่กวนอูถือว่าเป็นขุนพลเอกมีความเก่งกาจสามารถ มิได้เห็นฝ่ายซุนกวนอยู่ในสายตา ดังนั้น เมื่อซุนกวนต้องการยกลูกสาวให้แต่งงานกับลูกชายกวนอู กวนอูกลับปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ทั้งยังพูดเหยียดหยามว่า “ลูกเสือจะไปคู่ควรกับลูกหมาได้อย่างไร” เล่นเอาซุนกวนเดือดดาลเคียดแค้นสุดขีด และประกาศว่า แค้นนี้จะต้องชำระให้สาสม แผนผูกมิตรกับฝ่ายกังตั๋งของขงเบ้งจึงถูกกวนอูทำลายสิ้น ผลสุดท้ายฝ่ายซุนกวนวางแผนตีเอาเมืองเกงจิ๋วได้ และกวนอูก็ถูกฆ่าตายด้วย เล่าปี่ต้องการแก้แค้นให้กวนอู ไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดี ยกทัพใหญ่มาตีเมืองกังตั๋งโดยไม่ฟังคำทัดทานของขงเบ้ง เล่าปี่วางแผนการรบผิดพลาด ถูกฝ่ายซุนกวนตีพ่ายยับเยิน ตัวเล่าปี่เองถึงกับตรอมใจตาย จะเห็นได้ว่า คนที่ทำอะไรไม่คิดอย่างกวนอู ทำให้ฝ่ายเล่าปี่เสียการใหญ่ไปจนยากที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้

    ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องให้คิดก่อนทำ และเรื่องความอดทนอดกลั้นนั้นก็เพื่อเตือนสตินักการเมืองและนักวิชาการของเราที่กำลังเร่งเร้าสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกที ให้รู้จักยั้งคิดเสียบ้าง ข้อเรียกร้องต่างๆ อาจจะถูกต้อง อาจจะดี แต่เมื่อมีข้อโต้แย้ง มีคนไม่เห็นด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วาจาก้าวร้าว ใช้พลังมวลชนบีบบังคับ น่าจะทอดเวลาออกไปได้ น่าจะรอได้ เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร การที่นักการเมือง และนักวิชาการบางคนออกมาเย้วๆ อย่างไม่ยั้งคิด อาจจะก่อความเสียหายให้กับบ้านเมืองได้ เหมือนกับที่กวนอูทำให้จ๊กก๊กของเล่าปี่ เสียหายยับเยินมาแล้ว ดูเหมือนักการเมืองและนักวิชาการบางคนของเราไม่เข้าใจหลักการสำคัญของระบบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะต้องควบคู่กันไปกับขันติธรรม หรือความอดทน ถ้านักการเมืองและนักวิชาการยังไม่มีขันติธรรมก็ป่วยการที่จะไปพูดถึงความหวังของระบบประชาธิปไตย



    Create Date : 14 ตุลาคม 2548
    Last Update : 16 ตุลาคม 2548 2:48:45 น.
    Counter : 242 Pageviews.

    3 comment
    จิตใจที่ตายด้าน
    ว่ากะจะไม่พิมพ์บทความหนึ่งที่ผมอ่านใน คันฉ่องส่องคน (ส.สุวรรณ) แล้ว เพราะคิดว่าคนไทยจะมองไม่เห็นภาพและมาเปรียบเทียบกับสังคมไทยไม่ออก ซึ่งผมคิดว่ามันคล้ายๆ กันไปทุกที แต่บังเอิญวันนี้ได้ไปเหลือบอ่านข่าว จีนมุงดูครึ่งร้อย สาวถูกข่มขืน แต่ไม่มีใครช่วย แต่โชคยังดีที่ตำรวจมาช่วยทัน

    ดังนั้นในความคิดผมจึงปัดฝุ่นหยิบเอาบทความนั้นมาลงดีกว่า ดีกว่าปล่อยให้เหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้เกิดกับสังคมไทย เพราะมันมีกรณีที่นักศึกษาสาวทุกคนร้ายแย่งชิงของที่ BTS แต่ไม่มีใครสนใจช่วยเหลือเหมือนกัน



    หลู่ซิ่น (1881-1936) นักเขียนนักคิดจีน เคยเขียนเล่าไว้ในคำนำนหนังสือรวมเรื่องสั้นของท่านที่ชื่อ "น่าหั่น" แปลว่า โห่ร้อง ว่า เดิมทีท่านตั้งใจจะเรียนแพทยศาสตร์แผนปัจจุบัน เพื่อจะได้เป็นหมอคอยเยียวยารักษาคนจีน ซึ่งส่วนใหญ่ยังล้าหลังและงมงามอยู่กับเรื่องไสยศาสตร์ แต่ในระหว่างเรียนแพทยศาสตร์อยู่ในประเทศญี่ปุ่น เผอิญได้ชมภาพยนตร์ข่าวเรื่องหนึ่ง เป็นข่าวเกี่ยวกับทหารญี่ปุ่นจับคนจีนมาตัดหัวประจาน มีคนจีนจำนวนมากมายมุงดูคนจีนด้วยกันถูกตัดหัวด้วยสีหน้าที่เย็นชา ไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น คนจีนที่มุ่งดูอยู่นั้น มีร่างกายแข็งแรงทุกคน หลังจากดูภาพยนตร์ข่างเรื่องนี้แล้ว หลู่ซิ่นฉุกคิดได้ว่า การเรียนแพทยศาสตร์มิใช่เรื่องสำคัญรีบด่วนเสียแล้ว หากประชาชนจีนยังโง่เขลาและอ่อนแอ แม้ว่าจะมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ก็เป็นได้เพียงคนถูกประจานและคนดูที่ไม่มีความหมายอะไรเลยเท่านั้น จะเจ็บป่วยล้มตายไปมากน้อยเท่าไร ก็ไม่ต้องไปถือว่าเป็นเรื่องโชคร้ายหรอก เพราะฉะนั้น ภาระหน้าที่สำคัญอันดับแรกของคนจีนคือ เปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของคนจีนด้วยกัน และหลู๋ซิ่นเห็นว่า เครื่องมือที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของคนจีนได้ดีที่สุด คือ วรรณกรรม ท่านจึงได้เลิกล้มโครงการเรียนแพทย์ เพื่อช่วยชาติลงกลางคัน และหัสมาจับพู่กันเขียนนวนิยาย บทความ และความเรียง หลู่ซินต้องการเห็นคนจีนเป็นคนที่มีคุณธรรม มีความรู้ และเห็นอกเห็นใจเพื่อมนุษย์ด้วยกัน กล้าลุกขึ้นมาผดุงความยุติธรรม กล้าต่อสู้กับฝ่ายอธรรม ท่านไม่ต้องการเห็นคนจีนเป็นคนดูที่มีจิตใจตายด้าน

    แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้า น่าปวดร้าวอย่างยิ่ง ความวาดหวังของหลู่ซิ่นมิได้กลายเป็นจริงตราบจนปัจจุบัน อาการตายด้านทางจิตใจของคนจีนบนแผ่นดินจีน ดูจะสาหัสสากรรจ์ยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป อาจจะเป็นผลพวงของ “ทฤษฎีแมวดำแมวขาว” ของเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำตัวจริงของจีนก็ได้ เติ้งเสี่ยวผิงพูดว่า “ไม่ว่าแมวดำหรือแมวขาว ขอให้จับหนูได้ก็คือแมวดี” พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ใดสามารถสร้างความร่ำรวยมั่งคั่งให้กับตนเอง ก็ถือว่าเป็นคนเก่งคนดี โดยไม่คำนึงว่าเขาจะได้ความมั่งคั่งร่ำรวยมาด้วยวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ แมวที่จับหนูได้ แต่ก็ขโมยปลาเค็ม หรือจับไก่เลี้ยงของเจ้าของกิน หรือขี้เยี่ยวรดหมอนมุ้งของเจ้าของจนสกปรกเลอะเทอะ แมวอย่างนี้จะถือเป็นแมวดีได้ละหรือ นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและเน้นแต่ความเจริญทางวัตถุของเติ้งเสี่ยวผิง ส่งเสริมให้คนจีนเห็นเงินเป็นพระเจ้า เห็นผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นการกระทำที่มีคุณธรรม เห็นการช่วยเหลือผู้อื่น เห็นการมีน้ำใจต่อเพื่อมนุษย์ เป็นเรื่องโง่เขลา น่าเยาะเย้ยไปเสีย

    เพราะฉะนั้น ปัจจุบันจะพบเห็นข่าวประเภท “คนดู” ปรากฎบนหน้าหนังสือพิมพ์ และบนจอโทรทัศน์ของจีนมากมาย อย่างเช่น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปีที่แล้ว ที่ตลาดแห่งหนึ่ง เมืองเสิ่นเจิ้น มีผู้คนไปจ่ายกับข้าวกันเบียดเสียดยัดเยียด ทันใดก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องลั่นว่า “ช่วยด้วย มีคนชิงสร้อย” ผู้คนหันไปดู เห็นคนร้ายกำลังฉกชิงสร้อยคอทองคำจากคอผู้หญิงวัยกลางคน ผู้หญิงคนนั้นดึงสร้อยไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พลางร้องตะโกนให้คนช่วย แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปช่วยสักคน ในที่สุดคนร้ายก็แย่งสร้อยไปได้ และวิ่งหนีไปท่ามกลางฝูงชนที่แออัด



    Create Date : 14 ตุลาคม 2548
    Last Update : 16 ตุลาคม 2548 2:51:55 น.
    Counter : 261 Pageviews.

    5 comment
    1  2  

    I recommend you
    Location :
      

    [ดู Profile ทั้งหมด]
    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
     ฝากข้อความหลังไมค์
     Rss Feed
     Smember
     ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]