|
|
|
อนาคต กับ อาชีพและธุรกิจ
อนาคต กับ อาชีพและธุรกิจ
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
หนึ่งในแนวคิดเชิงกลยุทธ์ คือ การสร้างให้มีวิสัยทัศน์ โดยใช้แนวความคิดไปข้างหน้า (Forward Thinking) แต่การสร้างให้มีการมองไปยังอนาคต (Future Thinking) ก็เป็นแนวคิดเชิง Forward Thinking อย่างหนึ่ง ทั้งนี้ การมองเห็นภาพในอนาคตได้ก่อน จะทำให้องค์กรหรือตนเอง สามารถวางแผนการปรับตัวเองให้เหมาะสมกับอนาคตกำหนดพันธกิจ (Mission) เพื่อเป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันให้เหมาะกับอนาคต อีกด้วย
แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายจำเป็นต้องมีข้อมูลตั้งแต่อดีต มาจนถึงปัจจุบัน และ คาดการณ์ไปถึงอนาคตว่าจะเป็นเช่นใด ดังนั้น ทักษะแนวความคิด จึงต้องสร้างจากประสบการณ์ส่วนหนึ่ง สร้างจากการสังเกตุส่วนหนึ่ง สร้างจากจินตนาการส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ในแต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์จะต้องมีข้อมูลเพื่อสนับสนุนในแต่ละมุมมองว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร
เพื่อให้บทความนี้เป็นประโยชน์กับคนที่ต้องการสร้างธุรกิจของผู้เข้ามาอ่าน รวมไปถึงประโยชน์ในการวางแผนงานของตนให้เหมาะสมและสามารถดำรงอยู่ได้ในอนาคต จึงขอยกตัวอย่าง อาชีพในอนาคต ว่า จะมีอาชีพใด มีธุรกิจใดได้บ้าง ทั้งนี้ ผมจะพยายามคิดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถอันเล็กน้อยที่มีจะคิดได้ จึงอยากให้เพื่อนๆ ช่วยกันคิดครับว่า มีอาชีพและธุรกิจใดบ้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อว่าอาจจะมีใครสักคนนำเอาแนวความคิดที่เขียนไว้ไปปฏิบัติจริงและประสบความสำเร็จในอนาคต...
องค์กรในอนาคต
ถ้ายังไม่นับการบริหารจัดการที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการบริหารจัดการไปมากมาย เราพบว่า องค์กรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเมื่อนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในองค์กร ทั้งนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูล การพิมพ์ การคำนวน ต่างๆสดวกสบายมากขึ้น และ รวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ เมื่อประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์มีความเร็วมากขึ้น มีการเชื่อมโยงผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ก็จะยิ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ในปัจจุบัน เราสามารถจับหน้าจอที่ทำงานในแต่ละเครื่องได้ผ่านอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถมีกล้องติดกับเครื่องเพื่อถ่ายภาพอีกฝั่งหนึ่ง และ อินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีความเร็วมากขึ้น
องค์กรในอนาคต จะใช้เครื่องมือเหล่านี้มาประยุกต์เข้ากับการทำงานมากขึ้น ทั้งนี้ การที่เราจะทำงานที่บ้านก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบการดำเนินงานมีให้พร้อมสรรพ ไม่ว่า การติดต่อสื่อสารทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต การโทรศัพท์ผ่านเน็ต VOIP การจับหน้าจอภาพว่ากำลังทำงานอยู่หรือไม่ หรือ การมองผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งในเครื่องไว้ ทั้งนี้ การรวมความสามารถของเครื่องมือต่างๆ เพื่อสร้างให้เป็นระบบการทำงานขึ้นมา จึงเป็นแนวความคิดต่อไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
องค์กรไม่ใช่มีเพียงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การบริหารองค์กรจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย การบริหารควบคุมองค์กรจะมีความกระชับมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการใช้ KPI ในการกำหนดงานหลักให้ทำ ก็จะกลายมาเป็นการตรวจวัดการทำงานเป็นหน่วยๆเพื่อควบคุมปริมาณต่อเวลาในการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และ รูปแบบการทำงานที่บ้าน ดังนั้น การควบคุมการทำงานจึงต้องควบคุมจากปริมาณงานที่ทำ โดยงานต่างๆจะถูกบันทึกการทำงาน และ ส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าศูนย์ข้อมูล และ ประมวลผลออกมาในแต่ละชั่วโมง หรือ ตามแต่กำหนด เพื่อได้ผลของการทำงานในแต่ละวันออกมาเป็นสถิติได้เสร็จสมบูรณ์
การบริหารจัดการองค์กร จะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น องค์กรจะมีคนทำงานที่แตกต่างทั้งภาษา วัฒนธรรม แต่จะทำงานร่วมกัน และ กระจายงานกันทำได้อย่างลงตัวมากขึ้น ทั้งนี้ การสื่อสารโดยคอมพิวเตอร์จะมีมากขึ้น แม้นแต่คนพูดภาษาไม่ได้ แต่เขียนและอ่านได้ อย่างคนไทยทั่วไปที่เรียนภาษามาแต่พูดไม่ได้ ก็สามารถทำงานร่วมกับต่างประเทศได้ด้วยการพิมพ์เพื่อสื่อสารกัน
งานที่กระจายจากศูนย์กลาง จะกลายมาเป็นงานเฉพาะในแต่ละเรื่อง และงานจะยากเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก งานหลายๆงานได้ถูกจัดเก็บเป็นระบบในฐานข้อมูลไว้ ดังนั้น งานสร้างสรรอย่างโปรแกรมเมอร์จึงมีแต่งานที่ยากขึ้น ระบบงานทั่วไปมีขายเกลื่อนตลาด องค์กรที่ยังไม่มีฐานข้อมูลจะเกิดยาก มีธุรกิจการขายข้อมูล และ ฐานข้อมูลเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ องค์กร ที่ยังคงใช้ระบบเดิม ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะงานที่ยังต้องใช้แรงงานคน หรือ เพื่อการติดต่อสื่อสาร แต่ถึงกระนั้น การเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานก็จะมีมากขึ้นตาม การเดินทางไปหาลูกค้าจะมีน้อยลง การประชุมผ่านอินเทอร์เน็ตจะมีมากขึ้น การอบรมผ่านอินเทอร์เน็ตมีมากขึ้น
เมื่อมีข้อดีก็มีข้อเสีย เราจะพบว่าในอนาคต การขโมยข้อมูลจะมีมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการขึ้นไปใช้งานในระบบอินเทอร์เน็ตกันเป็นส่วนใหญ่ จึงมีการเข้ารหัส ยุ่งยากซับซ้อนกันมากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องเข้ารหัสด้วย 128-256 หลักกันเลยทีเดียว เพื่อความปลอดภัยขององค์กร
การซื้อขายอัตโนมัติ
ปัจจุบันการซื้อขายบางส่วนในองค์กรขนาดใหญ่ เริ่มมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านเน็ต เพื่อลดขั้นตอนการทำงานต่างๆที่ยังใช้คนอยู่ และ เรามีตัวอย่าง Just in Time ของบริษัทฯรถญี่ปุ่นให้เห็น ซึ่งผลคือประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ต้องมีระบบต่างๆที่รองรับด้วย
การซื้อขายระหว่าง C2C ในอนาคตจะเริ่มต้น ณ จุดนี้ และ พัฒนาไปถึงการซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีคนเพียงไม่กี่คนที่จะตรวจสอบ ระบบจะทำการตรวจสอบยอดสินค้าคงเหลือ และ สั่งสินค้าเพื่อนำมาจัดเก็บในสต๊อกได้น้อยมาก ทั้งนี้การสั่งซื้อจะดำเนินการทั้งสองฝ่ายผ่านคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ที่เหลือคือการส่งสินค้าที่ยังต้องใช้แรงงานแต่ ก็จะถูกจัดระบบระเบียบเพื่อให้สอดคล้องกับการสั่งงานของคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพื่อให้งานต่างๆดำเนินไปอย่างสอดคล้อง
แต่ระบบ่ต่างๆเหล่านี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-20 ปี สำหรับเมืองไทยอาจจะนานกว่านั้น
ความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้ามีมากขึ้น
เราจะพบว่า การตลาดของเรา เริ่มต้องการสร้างความแตกต่างเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของแต่ละคน ดังนั้น สินค้าต่างๆ จึงพยายามสร้างเอกลักษณ์สำหรับแต่ละบุคคล โดยจะเริ่มจากสินค้าราคาแพง และ ลามมาถึงสินค้าทั่วไป ทั้งนี้ การทำ Just in Time ของบริษัทรถญี่ปุ่นได้จุดชนวนแนวความคิดต่างๆให้กลายมาเป็นความจริงมากขึ้น
ในอนาคต รถยนต์ที่เราใช้จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราสามารถกำหนดได้ว่า รถยนต์ของเรา ต้องการเครื่องกี่แรงม้า สีอะไร ด้านหน้าแบบใด ด้านหลังแบบใด ประตูแบบใด ที่นั่งแบบใด ล้อแบบใด สินค้าต่างๆต้องการยี่ห้ออะไร อุปกรณ์และระบบต่างๆสามารถเลือกได้ตามความต้องการ พร้อมทั้งจะทราบว่า ราคาที่เลือกนั้นเราสามารถชำระได้หรือไม่ ธนาคารให้เครดิตเท่าไหร่ และ จะสามารถรับรถได้วันใด
ทั้งนี้เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ในการสั่งการ และ ออบแบบมีการพัฒนาตัวมากขึ้น พร้อมทั้งการสั่งการระหว่างคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรกล มีความง่ายเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความฝันในเรื่องนี้ไม่ไกลเกินฝัน ซึ่งเราอาจจะเห็นได้ในเร็ววัน
นอกจากธุรกิจรถยนต์ที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด บางสิ่งในปัจจุบันที่คิดว่า สินค้าไม่น่าจะมีความแตกต่างได้ ก็จะมีความแตกต่างเกิดขึ้น ธุรกิจอื่นๆ ก็จะเริ่มสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เราจะพบว่า แม้นแต่สบู่ เราก็สามารถเลือกกลิ่น เลือกสี เลือกขนาด และ ส่วนผสมเองได้ หรือแม้นแต่เครื่องแต่งกาย เราก็จะสามารถเลือกผ้า ลาย ลักษณะต่างๆ องค์ประกอบต่างๆ พร้อมกันนั้น ก็สามารถเห็นภาพ 3 มิติได้ก่อนเลยว่า ถ้าสวมใส่แล้วจะมีลักษณะเช่นใด
ปริญญาตามงานที่ทำ
เราพบว่า การเรียนการศึกษาของเรานั้น ส่วนใหญ่ เป็นการเรียนแบบรวมๆ ไม่เจาะจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนเราได้นำเอาสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้งาน แต่เราพบว่า การศึกษาลักษณะนี้ ไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริง เช่น จบบริหารจัดการมา แต่ต้องบริหารองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
การรับสมัครงานในอนาคต จะรับสมัครคนเข้าทำงานก่อนการเรียน ปริญญาตรี ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างคนเหล่านั้นให้ได้ตามความต้องการของระบบงาน นอกจากนั้น ปริญญาโท และ ปริญญาเอก ก็จะมีความยืดหยุ่นขึ้นกับงานที่ได้ทำไปแล้วด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ องค์กรการศึกษา จะปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับกับงานที่หลากหลายมากขึ้น และ สร้างคนให้เหมาะสมกับงานในตำแหน่งนั้นๆ ทั้งนี้ การเลือกเรียนจะเหมาะกับงานที่จะไปทำ เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ จะแยกออกไปอย่างเด่นชัด เช่น การออกแบบเสื้อผ้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การออกแบบลายผ้า การออกแบบถ้วยชาม ฯลฯ ทั้งนี้ แต่ละวิชา แต่ละสาขาก็จะมีการเรียนการสอนในแต่ละเรื่อง แต่ละวิชา ที่แตกต่างกันออกไปเฉพาะด้านมากขึ้น
ทั้งนี้ การเรียนการสอนจะแยกแยะแบบเจาะจง การเรียนการสอนก็จะอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ มีการสอนทางอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ผู้ชำนาญการพิเศษในแต่ละเรื่อง ในแต่ละสาขามาสอนเฉพาะเจาะจงลงไป ทั้งนี้นักศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยังมหาลัย ก็สามารถได้ปริญญาได้ เราจะพบว่า คนจบจากมหาลัยต่างประเทศ แต่ไม่เคยได้ไปประเทศนั้นมีมากขึ้น เคยเจออาจารย์ที่ปรึกษาเพียงครั้งเดียวก็จะมีมากขึ้น
ส่วนอาจาร์ยก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์ในการสอนแต่ละครั้ง และ เวลาส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิจัยเพื่อหาความรู้เฉพาะด้านมากขึ้น เพื่อนำมาทำบทเรียนที่เหมาะในแต่ละสาขาอาชีพมากขึ้น
มหาลัยจะใช้วิทยานิพนธ์เป็นวิชาสำหรับการเรียนการสอนมากขึ้น และ จะกระจายรายได้ไปสู่นิสิต นักศึกษาของผู้เขียนวิทยานิพนธ์นั้นๆ ทำให้การศึกษาของแต่ละคนจะมีปริญญาหลายใบเพื่อต้องการทำวิทยานิพนธ์สำหรับการเรียนการสอนมากขึ้นกลายมาเป็นอาชีพใหม่ไปในที่สุด
พนักงาน IT ทั่วไปจะลดลง IT เฉพาะทางจะมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง และ องค์ความรู้มีมากมาย ซึ่ง พนักงาน IT ที่แต่เดิมพยายามกุมความลับต่างๆไม่ให้คนอื่นรับรู้ ความรู้ต่างๆก็จะเปิดเผยขึ้น ทั้งนี้ ผู้มีความรู้เพียงเล็กน้อยไม่สามารถทำงานทางด้าน IT ได้ในอนาคต แต่ IT จะมีความรู้เฉพาะทางและ ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ มากกว่าการแก้ปัญหาการใช้ Word Excel
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป ความต้องการพนักงาน IT ทางด้านการพัฒนาโปรแกรมภายในมีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่พนักงาน IT จะไปอยู่กับองค์กรพัฒนาระบบกลางๆ ซึ่งจะถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาโปรแกรมให้สอดคล้องในแต่ละองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีการรวบศูนย์ฐานข้อมูลต่างๆมากขึ้น และ พนักงานภายในนั้นก็จะสามารถทำงานทั้งที่บ้าน หรือ เข้ามายังที่ทำงานก็ได้
พนักงาน IT ที่จะเหลือมากที่สุดคือกลุ่มคนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถทั้งการดูแลระบบเครื่อง และ Software ต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จภายในคนๆเดียว ทั้งนี้ จำนวนคนดูแลจะมีน้อยลงและไม่จำเป็นต้องเข้าองค์กร แต่ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้จากคอมพิวเตอร์มือถือ และ หากเกิดปัญหากับเครื่อง หรือระบบ ในระบบส่วนกลางจะส่งปัญหาต่างๆผ่านทางมือถืออัตโนมัติ เพื่อแจ้งให้ทาง IT รับทราบเพื่อแก้ไขระบบงานได้ทันท่วงที
หนังสือที่หลากหลาย
จะพบว่า คอมพิวเตอร์ ณ ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ได้เปลี่ยนแปลงการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด มาเป็นการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ Laser ที่มีความคมชัด และ ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ก็จะกลายมาเป็นเครื่องจัดเรียงพิมพ์ราคาถูก และ สามารถพิมพ์หนังสือที่ต้องการออกมาได้ตามความปราถนาของนักเขียน ซึ่ง นักเขียนก็จะแยกวิธีการขายหนังสือได้ออกเป็น 2 แนวคือ การขายแบบเป็นอิเล็กทรอนิกส์ และ การขายแบบเป็นหนังสือโดยใช้กระดาษ
ความยุ่งยากในการจัดเรียงพิมพ์จะหมดไป ทั้งนี้ ไม่ว่าลักษณะการจัดวางรูปเล่ม เนื้อหาให้น่าสนใจ หรือแม้นแต่ภาพประกอบในแต่ละเรื่อง ก็สามารถซื้อหาสำเร็จรูปได้ทั่วไป ง่ายและสดวกมากกว่าเดิม ใช้คนน้อยกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับเปลียนแก้ไขแต่ละเล่มได้อีกด้วย
ทั้งนี้การผลิตจะผลิตเพื่อส่งให้ลูกค้าเฉพาะรายๆ ไป หรือแม้นแต่การผลิตเพื่อจำหน่ายก็จะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ใช้คนเพียงคนเดียวในการดำเนินการมากขึ้น
พฤติกรรมการอ่านของคนจะเปลี่ยนแปลงจากการอ่านหนังสือ มาเป็นการอ่านในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จนมีเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบโดยใช้คอมพิวเตอร์อ่านหนังสือให้เราฟังโดยไม่ต้องเสียสายตาจากการอ่านในเครื่องคอมพิวเตอร์อีกต่อไป
อาชีพที่ไม่จริงใจจะตายจาก
ในภาวะปัจจุบันข่าวสารต่างๆสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ไม่ว่าข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่เนื่องจากคนไทยชอบฟังข่าวร้ายๆมากกว่าข่าวดี และ ตื่นข่าว แบบไม่วิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ ทั้งนี้ จึงกลายมาเป็นเครื่องมือให้กับนักสร้างกระแสที่ต้องการหวังผลประโยชน์เข้าตน
จากภาวะเช่นนี้ กลุ่มนักสร้างกระแส จะใช้จุดอ่อนเหล่านี้ปลุกกระแสให้เกิดขึ้น มีการสร้างภาพให้เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งเป็นเรื่องของทุกคน ทั้งๆที่การแสวงหาผลประโยชน์ยังคงมีเพื่อกลุ่มชนเพียงเล็กน้อย หรือ ต้องการแก้แค้นในเรื่องผลประโยชน์ทั้งสิ้น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การออกอากาศเกินจริง สิ่งเหล่านี้จะโน้มน้าวคนให้เกิดภาวะตามกระแสเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงจึงจะปรากฎขึ้นให้เห็นถึงภาวะความเป็นจริงของสิ่งที่ได้รับว่า เป็นเรื่องที่พยายามบอกกล่าวให้ผู้รับสารเข้าใจผิด อย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะคิดว่า สิ่งที่ผู้รับสารต้องการฟังคืออะไร ก็จะให้ในสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อความจริงปรากฎว่า ไม่ได้ตรงตามสิ่งที่กล่าวมา ก็จะเริ่มเป็นจุดที่จะทำให้เกิดแนวความใหม่เพื่อแยกตัวออกมา
อีกทั้งการตรวจสอบของประชาชน จะเริ่มมีมากขึ้น ผู้คนที่โดนเอาเปรียบจะเริ่มมีปากเสียงมากขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงเสียงของผู้บริโภคมากขึ้น รวมไปถึงการสำรวมระวังในสิ่งที่เสนอออกไปว่าเกินความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
องค์กรที่ไม่ปรับตัวและหวังผลระยะสั้น ก็ยังคงมีปรากฎให้เห็น แต่จะไม่สามารถทำธุรกิจในระยะยาวได้
องค์กรที่สามารถอยู่ได้ยาวนาน จะปรับตัวค่อนข้างมาก และ บ่อย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมกันนั้น ยังต้องสร้างพันธมิตร และ สร้างสินค้าอื่นๆ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ความยึดมั่นถือมั่นในชื่อสินค้าจะลดน้อยลง การเชื่อโฆษณาต่างๆลดลง มีการแข่งขันทางด้านสินค้าสูงมากขึ้น จากสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือ สินค้าที่ไม่น่าจะเป็นคู่แข่งขันก็จะกลายมาเป็นสินค้าที่เข้าสู่การแข่งขันกันมากขึ้น
ข้อมูลข่าวสารมากเกินความจำเป็น
ในยุคปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารมีมาก มากถึงขนาดทำให้ผู้ติดตามข่าวสารเกิดโรค IOKO = Information Overflow, Knowledge Overload ขึ้นทั้งนี้ โรคนี้คือการเสพเอาแต่ข้อมูลข่าวสารที่มีจำนวนมากเข้าไป แต่ไม่ได้ทำการย่อยหรือวิเคราะห์ให้เห็นสภาพความเป็นจริง มากขึ้น ทั้งนี้ ธุรกิจทางด้านข่าวสาร จะบูมต่อไปอีก 5-10 ปี พร้อมกันนั้น การเรียนรู้ต่างๆสามารถทำได้ง่ายขึ้น เด็กๆประถม จะสามารถเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้กันในมหาวิทยาลัย จนการเรียนรู้ในมหาลัยต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนใหม่หมดโดยมุ่งเน้นทางด้านความรู้ใหม่ๆมากขึ้น
เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป คนจะเริ่มสนใจไปในทางข้อมูลสรุปที่ตรงประเด็น การรายงานข่าวจะกลายมาเป็นการย่อยข่าว โดยมีนักวิเคราะห์ย่อยข่าวให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริง ทั้งทางด้านบวก และ ลบ ทั้งนี้ข่าวในเชิงปริมาณก็ยังมีมาก แต่คนก็จะเริ่มย้ายฐานการรับฟังข่าวทางด้านวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเบื่อการวิเคราะห์ข่าวเหล่านั้น และ จะกลับมายังข่าวพื้นฐานที่มีคุณภาพมากขึ้น
ในเชิงการเรียนรู้ ก็จะมีการเรียนรู้มากขึ้น นักเรียนประถมจบมหาลัยต่างชาติ นักเรียนมัธยมจบหลักสูตรการตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ การเรียนรู้จะกลายมาเป็นแนวทางการใช้งานมากกว่าเรียนเพื่อรู้สำหรับ เด็กวัยรุ่น และ ใช้กลยุทธ์ต่างๆมากมายมาเป็นแนวคิดเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับตนเอง
ช่วงของคนแต่ละยุค มีความแคบเข้า
ในปัจจุบัน คนแต่ละยุค แต่ละสมัย จะใช้เวลาห่างกันประมาณ 30-40 ปี แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการรับข้อมูลข่าวสาร และ การดำเนินไปของการตลาด จะทำให้ยุคของคนในแต่ละยุคมีความสั้นเข้าไป
เด็กวัยรุ่น เมื่อผ่านวัยรุ่นมา 10 ปีก็จะกลายเป็นคนอีกรุ่นหนึ่งไปทันที เพลงที่ฟังจะล้าสมัยอย่างมาก โบราณ การปรับเปลี่ยนของกลุ่มคนจะสามารถมองเห็นได้จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ จะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านสินค้าใหม่ๆ Intrend มากขึ้น สินค้ามีอายุสั้นลง แต่ราคาจะสูงขึ้น เหมาะกับกลุ่มคนมากขึ้น สินค้าทั่วไปก็ยังคงมี แต่ทำรายได้ไม่มากเท่ากับ สินค้าเฉพาะเจาะจง
กลุ่มคนใหม่
ความเปลี่ยนแปลงทางการตลาด และ ภาวะถดถอยของระบบทุนนิยม จะทำให้เกิดภาวะย้อนกลับ จะมีกลุ่มคนที่กีดกันการตลาดมากขึ้น มีการประนาม และ ไม่ยอมรับการตลาดใดๆที่ทำการตลาด ทั้งนี้ กลุ่มคนนี้จะสร้างสภาวะโลกใหม่ ที่ทำให้ตนเอง พออยู่ พอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อตามกระแสสังคม ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างแน่นหนาของชนกลุ่มนี้ และ เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง กลุ่มคนกลุ่มใหม่นี้จะยังคงสามารถรักษาเศรษฐกิจภายในกลุ่มได้อย่างเหนียวแนน่ มีผลกระทบน้อยมาก แต่เศรษฐกิจของกลุ่มก็ไม่ได้ก้าวหน้าไปมากนักเช่นกัน
ธุรกิจในกลุ่มจึงมีความสำคัญอย่างมาก สินค้าจากภายนอกกลุ่มจะมีเพียงสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ สินค้าที่ออกมาจากกลุ่ม กลับเป็นสินค้าในเชิงฟุ่มเฟือยเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมภายนอก
ประชากรมีอัตราการเพิ่มน้อยลง
เนื่องจากภาวะสังคมสร้างสมให้มีแนวคิดในเชิงการเรียนรู้จะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น สังคมไทยจะเพิ่มจำนวนคนที่มีการศึกษาอย่างมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับ ปริญญาโท ขึ้นไป จนถึงระดับ ด๊อกเตอร์ โดยเฉพาะคนเมืองหลวง
แต่ในระดับสังคมชนบท ก็จะมีคนที่มีความรู้เข้าไปอยู่เพิ่มมากขึ้น เริ่มมีการกอบโกยจากผู้มีความรู้ เอาเปรียบประชาชนโดยทั่วไป ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่
การศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงเป็นทางนำมาสำหรับการสืบทอดทายาท ซึ่งจะมีการควบคุมจำนวนประชากรที่มีคุณภาพให้ลดน้อยลง เนื่องจาก พ่อแม่ไม่ต้องการมีบุตร หรือ มีบุตรเพียง 1-2 คนเท่านั้น เพื่อต้องการสร้างบุคคลที่มีคุณภาพจริงๆ
ในทางกลับกัน รัฐบาลจะเห็นถึงความสำคัญของสัดส่วนที่แตกต่างระหว่างผู้สูงอายุที่จะเกษียร และ เด็ก จะอยู่ในอัตราส่วนที่ไม่สมดุลย์ จึงเร่งรณรงค์ให้เพิ่มจำนวนประชากร ทั้งนี้ กลุ่มบุคคลที่เพิ่มขึนมากลับเป็นกลุ่มบุคคลชนชั้นกลางล่างลงไป ซึ่งไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพเท่าคนในเมือง ดังนั้น จึงเกิดความเหลื่อมล้ำทางความคิด และ พฤติกรรมอย่างมากในสังคม จนจะทำให้เกิดความขัดแย้งและจะนำไปสู่การแบ่งชนชั้นอย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าปัจจุบัน
ธุรกิจสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น
สภาวะความเป็นอยู่ของเรานั้นมุ่นเน้นการดำรงชีวิตให้ยาวนานมากที่สุด ประกอบกับจำนวนประชากรของคนไทยจะมีการเพิ่มน้อยลงอย่างมาก คนแก่อายุยืนมากขึ้น ธุรกิจสำหรับคนชราจึงเป็นธุรกิจที่ส่งให้บูมขึ้น ทั้งนี้ อายุของธุรกิจประเภทนี้ จะมีอายุเพียง 10-20 ปีหลังจากนั้นองค์กรที่มีการบริการที่ดี พร้อมทั้งระบบงานที่ดีเท่านั้น ที่จะสามารถดำรงต่อไปได้อย่างถาวร ช่วงนี้เป็นช่วงฟื้นฟูของแพทย์และพยาบาล แต่ไม่โดดเด่นเหมือนเดิมที่ผ่านมา
อาชีพและธุรกิจในอนาคต
จากสภาวะเหตุการณ์ต่างๆ ที่คาดคะเนจากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน และ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เราสามารถนำมาแยกแยะหาจุดที่จะสามารถทำอาชีพ และ ธุรกิจในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ อย่าเชื่อในสิ่งที่ผมเขียนทั้งหมด แต่จงใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ก่อนจะดำเนินการใดๆว่า ท่านมีศักยภาพในการทำอาชีพ หรือ ธุรกิจในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด และ สภาพแวดล้อมของท่านเหมาะกับการดำเนินธุรกิจเช่นนั้นหรือไม่เพียงใด ด้วย
- ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมควบคุมการดำเนินงานที่บ้าน - ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมตรวจวัดผลงานทางไกล - ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมตรวจวัดและควบคุมผลงานทั้งองค์กร - ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมการเชื่อมโยงระหว่างองค์กร - ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมการเข้ารหัสเฉพาะ - ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมส่งภาพหลอก Video - งาน IT ทำงานจากที่บ้าน - ตำรวจเทคโนโลยีธุรกิจ - ยามอิเล็กโทรนิกส์ - บริษัท บริหารจัดการบุคคลากรและประเมินในอนาคต - บริษัท บริหารจัดการขนส่งสินค้า และ wherehouse - บริษัทฯ ตัวกลางรับออเดอร์อิเล็กทรอนิกส์ - ธุรกิจจำหน่ายและพัฒนาโปรแกรมรวมทั้งอุปกรณ์เลเซอร์สำหรับสร้างภาพ 3D - มหาวิทยาลัย Teller Made - มหาวิทยาลัย เฉพาะทาง - อาชีพสร้างหลักสูตรเฉพาะทาง - หนังสือตามสั่ง - Virtual Professor - บริษัทฯ รับดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศฯ - อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า - บริษัทฯ หาพนักงานทดแทนผู้บริหารระดับสูง - บริษัทฯตรวจวัดและ จัดอันดับควาทน่าเชื่อถือทางธุรกิจ - องค์กรบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร - รายการโทรทัศน์ทางด้านการวิเคราะห์ข่าวสาร ประยุกต์ทฤษฎี - รับจ้างเรียนกับมหาลัยต่างชาติ - เครื่องผลิตโมลฯ สินค้าอัตโนมัติ - เครื่องฉีดพลาสติกขนาดเล็ก ที่มีการสร้างโมลฯ จาก 3D
คิดไม่ออกละ ยิ่งคิดยิ่งเลอะเทอะ เอาเป็นว่า จากสิ่งที่เขียนมาทั้งหมด ผมแค่ยกตัวอย่างให้เห็นถึงสภาพอนาคต และ สินค้าที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ มันอาจจะไม่ตรงประเด็นสำหรับท่าน แต่อย่างน้อยก็เป็นแนวทาง หรือ ถ้าต้องการมุมมองในเชิงการดำเนินการของท่านก็เมล์มาคุยครับ ยินดี...
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
| Create Date : 13 ตุลาคม 2551 |
| Last Update : 13 ตุลาคม 2551 10:06:42 น. |
| |
|
|
|
|
อยากจะทำธุรกิจ ก็ต้องวางโครงร่างของสิ่งที่จะทำเสียก่อน
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

จากผังด้านบนแสดงให้เห็นถึง การที่เราต้องการทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น จะต้องมีความรู้ ความสามารถ และ ต้องวิเคราะห์ข้อมูลของเราให้รู้ว่า เราเหมาะหรือไม่เหมาะ มันมีโอกาสของความเป็นไปได้มากน้อยเท่าใด ก่อนลงมือทำ ไม่อย่างนั้น การที่เราเอาเงินไปลง ก็อาจจะเสียเงินทั้งหมด หรือ อาจจะเป็นหนี้เป็นสินได้ หรือ แม้นแต่จะพยายามขอกู้เงินใคร นายธนาคาร ก็คงต้องการความมั่นใจว่า งานที่คุณเสนอมา ประกอบกับหลักทรัพย์ที่นำเข้ามาค้ำประกันนั้น มีความเป็นไปได้ และรายได้ต้องสามารถมีพอที่จะจ่ายธนาคาร พร้อมทั้งมีพอที่จะดำเนินธุรกิจอย่างสบายๆ ด้วย...
ดังนั้น การปูพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจของผู้ประกอบการใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญว่า คุณควรจะรู้อะไร และ ทำอย่างไร แต่เหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือ คุณต้องเลือกสิ่งที่คุณจะทำให้เหมาะสมกับตัวคุณ และ สภาพแวดล้อมของคุณให้ได้ก่อนที่จะให้ใครเข้าไปช่วยเหลือ...
การทำธุรกิจใดๆนั้น ตราบใดที่คุณยังไม่รู้ตัวตนของตนเองเลยว่า คุณอยากทำอะไร หรือ อยากทำอย่างนี้ อยากทำอย่างนั้น แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงจุดใด ผมแนะนำว่า ให้คุณลองเขียนโครงร่างของธุรกิจของคุณเสียก่อน เพื่อจะได้มองภาพโดยรวม และ ภาพอย่างละเอียดได้ว่า สิ่งที่คุณอยากจะทำนั้น มีความเป็นไปได้ในการทำมากน้อยเพียงใด
ถ้าพูดภาษาที่เลิศหรูอลังการก็คือ ให้คุณ เขียนแผนการประกอบธุรกิจ แต่สิ่งที่ผมอยากให้คุณทำนั้น มันคงไม่ใช่เอาหลักการณ์ต่างๆ มาลงไว้ซะทุกอย่าง เพียงขอแค่ ผู้ที่จะเริ่มธุรกิจใหม่นั้น ควรจะจัดลำดับความคิด และ เรียบเรียงสิ่งที่ต้องการทำให้เป็นรูปเป็นร่างที่สามารถสื่อให้คนอื่นรู้ว่า คุณจะทำอะไร ให้ได้เสียก่อน
สิ่งต่อไปนี้ ผมแค่สมมติให้เห็นถึงการทำธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมก่อนว่า วิธีการคิด และ ทำอย่างมีเหตุผลนั้น ควรจะทำกันอย่างไร
ยกอย่างเช่น ถ้าคุณจะขายบะหมี่เกี๋ยว คุณก็ต้องเข้าใจองค์ประกอบต่างๆของบะหมี่เกี้ยวว่า มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของบะหมี่เกี้ยว 1 ชามประกอบด้วยอะไร - เส้นบะหมี่ เกี้ยว ผักกวางตุ้ง หมูแดง น้ำมัน ผักชีต้นหอม น้ำซุป เป็นต้น
วิธีการทำบะหมี่เกี้ยวก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งด้วยที่ต้องรู้ขั้นตอนการทำ ตั้งแต่การห่อเกี้ยว การลวกเส้น การกำหนดส่วนผสมของวัตถุดิบต่างๆ การใส่น้ำมัน การใส่น้ำ เป็นต้น
จากนั้น คุณก็ต้องมองว่า คุณจะต้องมีอะไรอีกที่เป็นสิ่งประกอบการเปิดร้านบะหมี่เกี้ยว เช่น พวงพริก โต๊ะ เก้าอี้ รถเข็น ช้อน ตะเกียบ แก้วน้ำ ถังน้ำแข็ง อาจจะมีกระดาษทิชชู่ ฯลฯ ตามแต่ที่คุณคิดได้
ถ้ามีวัสดุพร้อมแล้ว ก็ลองหาราคาสินค้าต่างๆ ว่าราคาเท่าใด จะหามาจากไหนได้บ้างถ้าเปิดร้านค้าจริงๆ คุณก็จะรู้ว่า เงินที่คุณจะต้องลงทุนกับสิ่งของต่างๆ นั้นราคาเท่าใด
ไม่เพียงเท่านี้ ราคาของที่เอามาทำบะหมี่เกี้ยว แต่ละชิ้น แต่ละอย่างนั้นราคาเท่าใด
เมื่อคุณได้ราคาต่างๆ ก็มาพิจารณาว่า คุณน่าจะขายบะหมี่เกี้ยวชามนึงราคากี่บาท อาจจะหาจากต้นทุนทั้งหมดที่คุณมีก็ได้ หรือ คุณมีเงินพอเพียงต่อการประกอบอาชีพนี้หรือเปล่า มีเงินทุนสำรองเพียงใด และ คุณมีความรู้เรื่องการทำบะหมี่เกี้ยวมากเพียงใด สิ่งเหล่านี้จะบอกคุณเองว่า คุณพร้อมที่จะทำธุรกิจในเบื้องต้นได้แล้วหรือยัง...
ถ้าคุณมั่นใจว่าเรื่องเงิน เรื่องการผลิตสินค้านั้น คุณรู้ครบและไม่มีอุปสรรคแล้ว ก็ค่อยมามองว่า คุณจะขายใคร ราคาขายของคุณเป็นที่ยอมรับของคนซื้อหรือเปล่า คุณจะขายที่ไหน สถานที่นั้นมีค่าใช้จ่ายหรือเปล่า เหล่านี้เป็นต้น เพื่อทำให้คุณได้พยายามมองหาจุดขายว่าจะขายที่ไหนก่อน
และ ถ้าคุณพร้อม และคิดว่า ธุรกิจน่าจะไปรอดแล้ว ก็ค่อยเริ่มธุรกิจ แต่ถ้าข้อมูลที่คุณคิดบอกว่า คุณยังไม่พร้อม หรือ มันอาจจะไปไม่รอด ก็อย่าดันทุรังจะเปิดร้านเลยครับ เจ๊งไปเสียเงิน เป็นหนี้ มันไม่มีความสุขหรอก
ไม่ใช่ว่าธุรกิจแต่ละธุรกิจจะคิดเหมือนกัน มันมีข้อแตกต่างในรายละเอียดอยู่มากขึ้นอยู่กับธุรกิจ ขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมรวมทั้งตัวตนของผู้จะเปิดร้านค้าว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น คุณต้องค่อยๆคิด และ วิเคราะห์โดยให้มีความคิดเห็นเป็นกลางมากที่สุด คุณก็จะสามารถทำสิ่งที่คุณคิดออกมาเป็นกระดาษเพื่อวิเคราะห์ และ ถ้าผลออกมาคือไม่ควรทำ หรือ ไม่เหมาะที่จะทำ ก็ยกเลิกโครงการไป แล้วหาโครงการใหม่ขึ้นมาทดแทน ถ้าทำอย่างนี้ คุณก็จะไม่เสียเงินกับการจัดตั้งธุรกิจที่ไม่มีโอกาสหาผลกำไร แต่ถ้าคุณคิดว่า เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นแต่คุณต้องการเพียงประสบการณ์ ก็แล้วแต่ คุณก็ยังสามารถทำได้
สรุป: การจะทำธุรกิจนั้น คุณต้องเข้าใจสิ่งที่คุณจะทำ เข้าใจวิธีการทำ เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบธุรกิจของคุณ อีกทั้ง คุณต้องประเมิณความเป็นไปได้ว่า มันสามารถเกิดได้จริงหรือไม่ก่อน ก่อนที่จะลงเงินลงแรงไปจริงๆ
"รบในกระดาษให้ชนะก่อนออกสงครามจริง"
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
| Create Date : 19 สิงหาคม 2550 |
| Last Update : 24 สิงหาคม 2551 13:17:08 น. |
| |
|
|
|
|
Food Court / Food Center / Food Park
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
ถ้าพูดถึงระบบการจัดการทางด้าน ร้านขายอาหารแบบ Food Court นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับวงการบ้านเราพอสมควร เพราะ เป็นระบบที่พัฒนากันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่มีการเริ่มสร้างห้างสรรพสินค้ากันเลยทีเดียว
เริ่มแรกของธุรกิจ Food Court หรือ Food Park หรือ Food Center หรือ ชื่ออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นการขายอาหารแบบ บริการตนเอง ในปัจจุบัน ธุรกิจเหล่านี้ เกิดจากที่ห้างสรรพสินค้า ได้จัดตั้งร้านขายอาหารขึ้น เพื่อให้บริการลูกค้าในห้าง เริ่มจากการจ้างพนักงานเข้าไปเพื่อทำเรื่องอาหารโดยเฉพาะ ทั้งทำอาหาร ทั้งเก็บเงิน แต่ก็เกิดปัญหาเรื่อง เงินไม่ครบจำนวน เลยเปลี่ยนระบบมาเป็นคูปอง เพื่อไม่ให้พนักงานถือเงิน และ บางห้างก็ไม่ต้องการเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ ก็เลยเปิดให้ร้านค้าภายนอกมาเปิดร้านแต่เก็บเงินค่าเช่าพื้นที่แทน... เมื่อเวลาผ่านไปก็มีระบบการเก็บเงินผ่านบัตรบาร์โค๊ต เพื่อลดการผลิตคูปองลง และ นำกลับมาใช้งานได้ใหม่ขึ้น เริ่มมีการเก็บเงินค่าเช่าพื้นที่ และ หักเงินเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย หรือ ทั้งสองอย่างรวมกัน ก็มี ซึ่งก็แล้วแต่ว่าพื้นที่ใดใช้นโยบายใด
การเลือกสถานที่ตั้ง สถานที่ตั้งเป็นจุดแรกของการทำธุรกิจเช่นนี้ การเลือกสถานที่ตั้ง Food Center นั้นค่อนข้างง่าย ขอแค่เป็นสถานที่ๆมีคนอาศัยในช่วงกลางวันค่อนข้างมาก ก็เพียงพอ ซึ่งจะสังเกตุได้จาก เป็นสถานที่ๆ มีคนทำงานอยู่ค่อนข้างมาก และคนที่ทำงานต้องไม่มีอาหารทานฟรีด้วย อย่างเช่น ถ้าไปเปิดในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีคนทำงานตอนกลางวันค่อนข้างมาก แต่ก็จะไม่ดีเพราะ ในแต่ละโรงงานก็มีโรงครัว เพื่อทำอาหารให้กับพนักงานอยู่แล้ว แต่ควรจะไปเปิดในที่ๆ มีคนทำงานแบบออฟฟิศมากกว่า เช่น สีลม หรือ ตามตึกต่างๆ ที่เปิดสถานที่ให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจเป็นต้น การเลือกพื้นที่ตั้งที่ออกห่างจากกลุ่มลูกค้านั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะหัวใจของธุรกิจให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบอาหารนั้น คือการที่ต้องให้ความสดวกสบายต่อผู้บริโภค อีกทั้ง อาหาร จาน ชาม ช้อน ต้องสะอาด ราคาต้องเหมาะสมกับอาหาร รวมทั้งสภาพแวดล้อมทั้งภายในภายนอก ก็ควรจะเหมาะสม จึงต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะกับแต่ละสถานที่ หากไม่สามารถเลือกพื้นที่ได้ ก็ต้องใช้การตลาดเข้ามาช่วย เพื่อทำให้คนทั่วไปรู้จัก และ กลายมาเป็นลูกค้าต่อไป ถ้ามีสถานที่แล้ว สิ่งต่างๆ ที่จะเป็นองค์ประกอบของธุรกิจนี้ ก็จะขอแจกแจงเป็นหัวข้อๆ ต่อไป
ห้องน้ำ
แก๊สหุงต้ม การจัดพื้นที่ให้เหมาะสม เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก อันเนื่องจาก แต่ละร้านค้าต้องใช้แก๊สหุงต้มในการทำความร้อนเพื่อทำให้อาหารสุก เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การจัดวางถังแก๊ส และ ท่อแก๊สนั้นจึงสำคัญมาก โดยทั่วไป ถังแก๊สจะวางไว้ที่ชั้นล่าง หรือ สถานที่ๆสามารถนำรถขนถังแก๊สเข้าถึง ซึ่งค่าแก๊ส ก็จะขึ้นอยู่กับลักษณะการจัดวางท่อแก๊ส แต่ก่อนเริ่มแรก เนื่องจากผู้ให้เช่าสถานที่ ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการวางท่อแก๊สแต่ละจุด เลยติดตั้งแก๊สให้อยู่ที่เดียวกัน และ เดินสายแก๊สมาเส้นเดียวและแยกในแต่ละห้อง และคิดราคาค่าแก๊สทั้งหมดรวมกับค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น การเปิดแก๊สหุงต้มทิ้ง หรือ ใช้อย่างไม่ประหยัด ซึ่งก็มีวิธีการมากมายในการควบคุมตามมา เช่น การกำหนดเวลาปิดเปิดแก๊ส เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้เช่าพื้นที่มีความไม่พอในกันส่วนมาก หลังจากพบปัญหาเหล่านี้ขึ้น ทางผู้ให้เช่าสถานที่เริ่มมีการจัดสถานที่วางถังแก๊สมากขึ้น และ ท่อแก๊สก็แยกในแต่ละห้อง เพื่อให้ทางลูกค้าจ่ายค่าแก๊ส และ ควบคุมการใช้แก๊สกันเอง แต่ก็ยังมีการป้องกันการรั่วของแก๊ส โดยมีวาล์วแก๊ส ของแต่ละที่ และ มีเวลาในการปิดวาล์วแก๊ส หลังทำการ เพื่อป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ ตำแหน่งถังแก๊ส จะอยู่ในสถานที่โล่ง สามารถมีการระบายได้ง่าย รวมทั้งสดวกต่อการขนย้ายถังแก๊สออกจากสถานที่ ควรจะอยู่ไม่ไกลจากสถานที่มากนักเพื่อลดระยะทางของท่อแก๊สลง แต่สถานที่วางถังแก๊สต้องห่างจากกลุ่มคนที่เดินพลุกพล่าน และควรจะป้องกันคนภายนอกเข้าออก ควรจะมีการรักษาความปลอดภัย และตรวจสอบการเข้าออกสถานที่ ทุกครั้งที่มีการนำถังแก๊สเข้า หรือ ออกจากสถานที่นี้ เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยอย่างมาก อันเนื่องจากหากเกิดประกายไฟ หรือ มีหากแก๊สรั่วออกมานั้นควรจะมีการระบายออกโดยง่าย เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตราย
กลิ่น และ ควัน พื้นที่ภายในร้านค้า จะมีทั้ง กลิ่น ควันจากการทำอาหาร การวางโครงสร้างของสถานที่ในการกำจัดกลิ่น และ ควัน ต้องทำอย่างดี ไม่เช่นนั้น กลิ่นและควันจะแผ่เข้าไปรบกวน ผู้ทานอาหาร หรือ ทำให้สถานที่เหม็นอับได้ เครื่องกำจัดกลิ่น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องเล็ก ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานที่ ยกเว้น จะติดเครื่องกำจัดกลิ่นไว้ในแต่ละร้าน ซึ่งก็จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่จำเป็นต้องใช้หากสถานที่เป็นที่อับ ไม่มีอากาศถ่ายเท หรือ มีช่องระบายอากาศออกน้อยเกินไป ซึ่งขึ้นกับการออกแบบสถานที่ว่า ในช่วงที่ไม่ได้ใช้สถานที่ สามารถทำให้อากาศถ่ายเทได้มากน้อยเพียงใด หรือ มีการถ่ายเทระบายอากาศได้ดีมากน้อยเพียงใด ส่วนควันนั้น จะต้องกำจัดตั้งแต่สถานที่ประกอบอาหารของแต่ละร้าน ซึ่งต้องใช้เครื่องดูดควันจากหัวรับควันของแต่ร้าน และ ต้องมีพัดลมเพื่อช่วยในการดูดควันปล่องทางออก เพื่อป้องกันไม่ให้ควันย้อนกลับ หรือ ไปยังร้านอาหารอื่นด้วย ปล่องควันนั้น จะต้องออกแบบให้สมดุล เพราะการดูดควันนั้น หากจัดวางโครงร่างและแบ่งรับความหนักเบาของควันได้ไม่เหมาะสม จะทำให้เกิดการย้อนกลับของควันได้เช่นกัน หรือ จะทำให้เกิดแรงดูดมาก ในห้องที่มีควันน้อยๆ ได้ บางสถานที่จะใช้พัดลมอุตสาหกรรม ในการระบายกลิ่น และ ควันภายในที่หลงเหลืออยุ่ในสถานที่ทานอาหาร แต่ถ้าสถานทีติดตั้งแอร์ ก็จะสูญเสียความเย็นด้วย จึงต้องวางแผนในการระบายกลิ่นและควันให้ดี เพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหาในภายหลัง
ตู้แสดงอาหาร และ อุปกรณ์ปรุงอาหาร
จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ
ความสะอาดของสถานที่ การทำความสะอาด พื้นที่ การทำความสะอาด โต๊ะ และ เก้าอี้
การกำจัดเศษอาหาร เศษอาหาร
การกำจัด มด หนู และ แมลงต่างๆ เครื่องดักแมลง ยาฆ่าแมลง
การควบคุมคุณภาพของอาหาร
น้ำสะอาด
การคิดค่าเช่าพื้นที่ และ ค่าคอมมิชชั่น การเลือกร้านค้ามาลงพื้นที่ การประมูลพื้นที่ การเก็บเปอร์เซ็นต์จากร้านค้า - อันนี้ อาจจะลองจัดระบบให้ดู ซึ่งจะอ้างอิงจากพื้นฐานความเป็นจริงละกัน
บริเวณลูกค้ารับประทานอาหาร
ระบบการแลกเงิน ข้อดีข้อเสียของระบบบัตรและคูปอง การตรวจสอบพนักงานแลกเงิน
วิถีทาง การตลาด
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
| Create Date : 04 กรกฎาคม 2550 |
| Last Update : 24 สิงหาคม 2551 13:27:54 น. |
| |
|
|
|
|
การผลิต
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
องค์กรธุรกิจทางด้านการผลิต มักจะแบ่งออกเป็นส่วนๆตามหน้าที่เสมอ อย่างเช่น หน้าที่การตลาด เพื่อการขายสินค้า เพื่อที่จะทราบความต้องการของลูกค้า หน้าที่การเงินและการบัญชี เพื่อจัดหาทุน และการตัดสินใจในการลงทุน หน้าที่ทางการบริหารบุคคล หน้าที่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญขององค์กรธุรกิจทางด้านการผลิตก็คือ การผลิต
การผลิตก็ขาดระบบการผลิตไม่ได้เช่นกัน ระบบการผลิตจะแบ่งออกเป็นขั้น เป็นตอน หรือ การผลิตสินค้าแบบตามสั่ง ก็ต้องมีการควบคุมการผลิตด้วยระบบการผลิตทั้งสิ้น การบริหารจะเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบการผลิต เพื่อกำหนดแผนรวมของกิจการธุรกิจการผลิตสินค้า ซึ่งจะต้องพิจารณาทั้งสภาวะแวดล้อมทั้งภายใน และ ภายนอกองค์กร
สภาวะแวดล้อมภายในองค์กร ก็อย่างเช่น เงิน ทรัพยากรมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผลการดำเนินการ ปัญหาต่างๆ นิสัยส่วนบุคคล ประสบการณ์ส่วนบุคคล บันทึกและเอกสาร รายงาน การสัมนา การประชุม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสภาวะที่เกิดภายในองค์กรทั้งสิ้น ส่วน สภาวะแวดล้อมภายนอกองค์กร ที่จะมีผลกระทบกับองค์กร ก็อย่างเช่น สภาวะเศรษฐกิจ กฎหมาย สังคม การเมือง วัฒนธรรม การแข่งขันจากคู่แข่ง เทคโนโลยี ลักษณะและพฤติกรรมผู้บริโภค แหล่งวัตถุดิบ หนังสือพิมพ์ วารสาร รายงาน หนังสือ เป็นต้น
ทั้งนี้ระบบการผลิตต้องอาศัย ทิศทางขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของกิจการ ต้องอาศัยทิศทางจากความต้องการของลูกค้า กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน วัตถุประสงค์ของสินค้าที่ผลิต วิธีการ เทคโนโลยี และ งบประมาณที่ต้องใช้ดำเนินการ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็ต้องอาศัยระบบ และ การบริหารจัดการเข้ามาควบคุมเพื่อจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ไมว่าจะเป็นคุณภาพ ต้นทุนที่ต่ำ มาตรฐานการทำงาน ราคา ปริมาณการผลิตที่เหมาะสม และ ระดับสินค้าคงคลัง
การผลิตนั้น ต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิต แรงงาน ที่ดิน ทุน และ การบริหาร ซึ่งการเลือกทำเลหรือ ที่ดิน เพื่อใช้ในการผลิตนั้น ก็สำคัญค่อนข้างมาก การเลือกทำเลในการผลิตนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ทำเลที่ดีควรจะอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ หรือ อยู่ใก้ลกับแหล่งจำหน่ายสินค้า เพื่อลดต้นทุนที่เกิดจากการขนส่ง หรือถ้าหากต้องอยู่ห่างจากแหล่งวัตถุดิบหรือแหล่งจำหน่ายสินค้า ก็ต้องมีทำเลทีมีการคมนาคมสดวก มีการติดต่อสื่อสารได้อย่างดี หลีกเลี่ยงการแข่งขัน หรือ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีทำเลที่ดีกว่า และ ทำเลนั้นๆต้องมีสาธารณูปโภคที่ดี วิธีการที่จะใช้ในการเลือกทำเลในการตั้งโรงงานผลิตนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการสร้างตาราง ให้น่้ำหนักกับความต้องการแต่ละอย่างที่เหมาะกับกิจการ แล้ว ให้คะแนนแต่ละหัวข้อ ของแต่ละทำเล ผลรวมของน้ำหนักที่คุณให้กับแต่ละสถานที่นั้น จะบ่งบอกได้ว่า คุณควรจะเลือกสถานที่ใดมากกว่ากัน...
เมื่อมีการผลิตเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาต่างๆของการผลิต ซึ่งแบ่งออกได้เป็น - ปัญหาเกี่ยวกับเทคนิค - อุปสรรคที่เกิดในกระบวนการผลิต - ปัญหาที่เกี่ยวกับคน - ปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ - ปัญหาจากการดำเนินงาน - ปัญหาด้านการวางแผน อย่างเช่นการคาดคะเนความต้องการของผู้บริโภคผิด - การวางแผนการผลิตผิดพลาด - ปัญหาการออกแบบกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนหรือลดขั้นตอนมากเกินไป - การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมหรือยากเกินกว่าความสามารถที่จะผลิต - หาบุคคลากรที่ไม่เหมาะสมกับงาน - แรงงานมากหรือน้อยเกินไป - เครื่องจักรขาดการบำรุงรักษา - การจัดซื้อที่ได้ต้นทุนสูงกว่าปกติ - ปัญหาความปลอดภัยของพนักงาน - ปัญหาจากเงินทุน - ปัญหาการขนส่ง ฯลฯ เป็นต้น
ซึ่งปัญหาต่างๆนั้น ก็ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการกับปัญหา ไม่ว่าจะจัดการที่ต้นเหตุของปัญหา หรือหาวิธีการป่้องกัน หรือ แก้ไขปัญหาเหล่านี้
การผลิตไม่ใช่เรื่องยาก และก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญหาต่างๆของการผลิตของคนไทย ส่วนใหญ่มาจากการไม่มีเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้มองไม่เห็นภาพรวมของการผลิต มองไม่เห็นปัญหาที่ซุกซ่อนไว้ และ มองไม่เห็นการสิ้นเปลืองที่สามารถควบคุมได้ แต่ไม่ได้ทำ
ถ้าคุณมีส่วนร่วมกับการผลิต หรือ ปัญหาการผลิต ต้องหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริง แล้วแก้ปัญหาให้ตรงจุดตั้งแต่จุดเริ่มของปัญหา การที่จะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจะทำให้สิ้นเปลือง และ ปัญหาไม่ยุติไม่ว่าจะให้เวลามันนานเท่าใดก็ตาม
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
| Create Date : 16 ตุลาคม 2548 |
| Last Update : 24 สิงหาคม 2551 13:29:02 น. |
| |
|
|
|
|
การจัดองค์กรธุรกิจ
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
เมื่อต้องการจัดตั้งธุรกิจประเภทใดก็ตาม จะใหญ่หรือจะเล็กก็ตาม ก็ต้องสร้างองค์กรธุรกิจให้สอดคล้องกับธุรกิจเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ นักบริหารจะต้องออกแบบและพัฒนาองค์กรขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้ธรุกิจเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งแต่ละธุรกิจก็จะไม่เหมือนกัน
การจัดองค์กรต้องอาศัยความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐาน 3 ประการคือ อำนาจหน้าที่การงาน บุคคลากร และ ทรัพยากร ซึ่งเราจะใช้หลัก 7 ประการในการจัดองค์กร คือ
1. การคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของการผลิต เช่น กระบวนการผลิต ต้นทุนการผลิต วัตถุดิบ เครื่องจักร การจัดการและการวางแผน เป็นต้น
2. การพัฒนาคนเพื่อสร้างคุณภาพของงาน โดยการพัฒนาทั้งทางด้านจิตใจ และ ความรู้ความสามารถควบคู่กันไป ซึ่งเหมาะกับธรุกิจบริการ หรือ ธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก
3. การศึกษาและวิเคราะห์การทำธุรกิจอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นจุดใดๆ ก็ตาม และต้องติดตามธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
4. การศึกษาและวิเคราะห์สภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ เรื่องเกี่ยวกับการเมือง นโยบาย เป็นต้น
5. การศึกษาและวิเคราะห์การลงทุน และ การหาแหล่งเงินทุน รวมทั้งการหาแหล่งเงินทุนสำรองเพื่อเป็นตัวสนับสนุน และ ทำให้ธรุกิจดำเนินต่อไปได้
6. การพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ อยู่เสมอ ด้วยการตรวจสอบคุณภาพ รวมทั้งตรวจสอบวิธีการผลิต การประเมินผลจากลูกค้า หรือผู้บริโภค ซึ่งคุณภาพก็จะขึ้นกับราคาด้วยเช่นกัน
7. ความร่วมมือและการมีผลประโยชน์ร่วมกันของธุรกิจต่อเนื่อง การคำนึงถึงผู้ขายวัตถุดิบ การสานประโยชน์ร่วมกัน การเข้าใจว่า ทุกคนต้องการกำไรทั้งสิ้น เพียงแต่เขาหรือเราได้พอควรหรือมากเกินไปหรือไม่อย่างไรเท่านั้น
โครงสร้างขององค์กรต้องเหมาะสมกับการบริหารงาน และควรจะยืดหยุ่นได้เพื่อที่จะรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโครงสร้างขององค์กรถ้าจัดไว้อย่างเหมาะสมจะทำให้ การบริหารงานง่ายเพราะรู้ว่าใครรับผิดชอบอะไร ช่วยให้ติดตามงานง่ายไม่ก่อให้เกิดปัญหางานคั่งค้าง ช่วยให้การทำงานไม่ซ้ำซ้อน สามารถจ่ายงานออกไปได้โดยทั่วถึง ทำให้ขจัดปัญหาการเกี่ยงงาน หรือ ลังเลในการลงมือทำงาน ทำให้คนทำงานรู้ถึงอำนาจหน้าที่ของตนเองว่ามีขอบข่ายงานของเขามีเพียงใด ทำให้มีจิตใจสามารถจดจ่อกับงานที่ทำ สามารถประสานงานระหว่างหน่วยงานและมีความร่วมมือกับบุคคลอื่นได้ดี เป็นต้น
การแบ่งแผนกงานให้เหมาะสมควรกำหนดให้สอดคล้องกับการทำงาน และสนับสนุนให้องค์กรเจริญเติบโต ซึ่งการจ้ดแบ่งแผนกนั้น จะต้องคำนึงถึง การจัดการงานบริหาร การกำหนดขนาดของแต่ละแผนกอย่างเหมาะสม การมองถึงส่วนขยายในอนาคต งบประมาณที่มี การจัดหาบุคคลากรให้ตรงกับหน้าที่รับผิดชอบ และ การประสานงานอย่างมีระบบ ให้เกรียติแก่กันและกัน
แต่ถ้ามองในมุมมองของเจ้าของกิจการนั้น เราจะแบ่งองค์กรตามการบริหารได้ 3 อย่าง คือ องค์กรแบบรวมอำนาจ องค์กรแบบกระจายอำนาจ และ องค์กรที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งจะใช้การบริหารแบบใดนั้น ก็ย่อมขึ้นกับความเหมาะสมกับธุรกิจ แต่ผมชอบองค์กรที่สามารถปรับตัวได้ง่ายมากกว่า
องค์กรที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้นั้น เป็นองค์กรที่มีความยืนหยุ่นทั้งการจัดรูปแบบ การจัดหน่วยงาน และ การดำเนินกิจการ แต่องค์กรก็จะมีหลักในการออกแบบง่ายๆ อย่างเช่น
1. มีการวางแผนงานล่วงหน้า โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หรือ มีปัจจัยอื่นๆกระทบ
2. บุคคลากรระดับสูง ต้องมีความสามารถดัดแปลงระบบที่ทำงานให้ยืดหยุ่น
3. ขนาดของกิจการต้องกระชับ
4. มีการหมุนเวียนของเงินได้ดี เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ สามารถควบคุมรายรับรายจ่ายได้
5. สามารถติดตามผลการทำงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสามารถรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ
ซึ่งหากสามารถจัดองค์กรได้อย่างนี้แล้ว จะทำให้องค์กรขยายตัวได้อย่างเหมาะสมทั้งขนาด และ วิธีการ เพื่อนๆมีวิธีการจัดองค์กรของเพื่อนๆอย่างไร ลองมาแชร์ความรู้กันหน่อยนะครับ...
โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)
| Create Date : 14 ตุลาคม 2548 |
| Last Update : 24 สิงหาคม 2551 13:30:00 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|
|
Location :
กรุงเทพ Thailand
[Profile ทั้งหมด]
|
My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
|
การเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องปกติของชีวิต ผู้ชาย อารมณ์ดี เรียนรู้ชีวิตรอบด้าน พูดตรงจนอาจจะไม่เข้าหูคน แต่ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ได้คิด รับฟังหากมีเหตุผล เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะถูกเสมอไป จริงใจ และ จริงจัง
ถ้าจะสอบถามอะไร และรอได้ถึงเมษายน กรุณาติดต่อทางเมล์ ที่ wbjoong@จีเมล์ดอทคอม หลังจากบวชกลับมาแล้วจะตอบเมล์ให้ครับ
ทำก็ต้องทำให้ดีกว่าดีที่สุด
ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้... ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
บทความใหม่
ดวงปี 2008 / 2551
ดวงตามราศีเกิด 2551-2552
ดวงตามวันเกิด
ดวงตามปีเกิด
|
|
| |
|
|
|
|
|