รักรักรักไม่รู้จะกี่รัก แต่ทุกรักปักใจใช่คือเธอ
..


รักคือแก้วแวววาวหาร้าวไม่
รักคือใครใช่สองต้องรักษา
รักคือรักปักตรึงซาบซึ้งพา
รักคือฟ้าดาวจันทร์ตะวันลม

รักใช่แก้วเจียระไนอย่าให้ร้าว
รักใช่คราวเศร้าทุกข์ฤๅสุขสม
รักใช่กุหลาบสีแดงมีคม
รักใช่พรหมผู้สร้างมิร้างใจ

รักคือมอบหรือรับอยากทราบนัก
รักยามปักอุราโศกาไหม
รักเข้าแล้วแก้วตาโอ้อาลัย
รักอย่าไกลใคร่ชิดสนิททรวง

รักทำให้นัยนาคล้ายว่าบอด
รักอยากกอดนวลเนื้อทุกเมื่อห่วง
รักอยากรู้คู่แท้หรือแค่ลวง
รักคล้ายสรวงสวรรค์พิมานดิน


รักรักรัก ไม่รู้จะกี่รัก แต่ทุกรัก ปักใจ
ใช่คือเธอ
นี่คงเผลอ จนรัก ปักทิ่มทรวง ..







Create Date : 30 กรกฎาคม 2550
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 19:22:37 น.
Counter : 189 Pageviews.

0 comment
๐๐๐บวชเข้าพรรษา ป่าช้ารำพัน๐๐๐




หากว่าฉันคือไข่
โตเป็นไก่คงได้ขัน
แต่เป็นไม่กี่วัน
คงถูกฟันลงหม้อแกง
เปลี่ยนใจขอเป็นมด
ทรหดมดเข้มแข็ง
เนื้อไก่ชิ้นแดงๆ
มดร่วมแรงขนไปรัง

น้ำมาน่าสลด
เหล่าฝูงมดหมดความหวัง
ล้มหายตายหรือยัง
ว่ายหาฝั่งบ้างจมลง
เปลี่ยนใจเป็นปลาช่อน
แหวกว่ายต้อนมดพลัดหลง
อิ่มท้องล่องเลาะพง
ผลุบโผล่คงสนุกดี

โชคร้ายเจอพรานเบ็ด
ถูกขอดเกล็ดไม่อาจหนี
ต้มยำตามวิธี
รสเปรี้ยวจี๋ดีเครื่องแกง
เป็นคนดีกว่าปลา
ดื่มสุราแช่น้ำแข็ง
เฮฮาเมาหน้าแดง
อ้วกหมดแรงแบ่งหมากิน

เป็นหมาดีกว่าคน
ไม่เคยจนไม่ต้องดิ้น
โกงกันขายชาติปลิ้น
ตกแผ่นดินพลัดถิ่นไกล
จะบ้าหรือเป็นหมา
เปรตดีกว่าจะว่าไป
กลางคืนมิหลับใหล
เที่ยวหลอกใครให้หวีดสยอง

ไม่เอาแล้วเป็นเปรต
น่าทุเรศปากรูหนอง
หิวโหยโอยกรีดก้อง
ไข่สักฟองมิอาจกลืน
จากไข่มาถึงไข่
คิดอะไรเล่นทั้งคืน
นานาจิตตังยืน
จงกรมฝืนฟุ้งซ่านไกล

เป็นพระไม่รุ่งแน่
จำสึกแท้ราคะไหม้
พรุ่งนี้เป็นอะไร
แล้วแต่ใจจะไคลคลา
สติปลุกให้ตื่น
ฟ้าครืนๆฟื้นขึ้นมา
กิเลสสะกิดหา
จนสมาธิล่มลง

ตั้งจิตพุทโธใหม่
ย่างก้าวให้ใจตั้งมั่น
บวชพระไม่กี่วัน
อรหันต์ ธ สัมมา
หายใจเข้าคำพุท
ออกจนสุดได้คำโธ
จดจ่ออย่าเลโล
ท่องพุทโธเป็นทำนอง

กลางดึกน้ำค้างตก
หญ้าทึบรกนกแสกร้อง
ใจกลัวรัวเป็นกลอง
หวาดสยองผองวิญญาณ
สั่นริกเหมือนเป็นบ้า
กลางป่าช้าราตรีกาล
จิตตกอกสะท้าน
เลิกหวังฌานวิกาลกลัว

เกิดแว่วเสียงอาจารย์
สาธุการพลันตื่นตัว
แค่โดนนิวรณ์ยั่ว
หลงเมามัวกิเลสมาร
รีบตั้งสติใหม่
พุทโธไว้จึ่งได้การ
นิมิตสว่างนาน
วิหารธรรมชำระใจ

สมถะละนิ่ง
หยุดทุกสิ่งนิ่งภายใน
สั่งสมพลังไว้
ลมหายใจคือสิ่งเดียว
ดับหายไร้ทุกสิ่ง
จิตตรงดิ่งไม่ลดเลี้ยว
สติใช้ยึดเหนี่ยว
เกี่ยวจิตไว้ได้พบฌาน ฯ



..

กาพย์ยานี ๑๑
เรียบเรียงจากเนื้อหาคำเทศนา
ของอริยสงฆ์จากทางสื่อวิทยุ
เนื้อความเป็นอารมณ์นานาจิตตังของพระบวชใหม่
ที่เกิดฟุ้งซ่านไปตามกิเลส
ขณะเดินจงกรม

..


อนิจจัง อนัตตา


..




Create Date : 29 กรกฎาคม 2550
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 19:23:56 น.
Counter : 207 Pageviews.

5 comment
หน้าที่ ความรัก ชายชาญ กาลเวลา

..


ไก่เจ้ากรรมโก่งคอรออุษา
จิตผวาข้างกายไร้ชายหนอ
เคยพำนักพักใจใคร่หยอกล้อ
อยากตัดพ้อท้อจริงระวิงใน

ก่อนเคยชิดเชยชมสมสนุก
มิเคยทุกข์เยี่ยงนี้ฤดีไหว
ชะตาต้องมาร้างห่างกันไกล
พี่จากไปป้องทักษิณถิ่นร่มเย็น

หกโมงเช้าเศร้านักรักมาร้าง
ใจน้องนางอยากซบอยากพบเห็น
อยากโอบกอดออดเอื้อนใต้เดือนเพ็ญ
อยากให้เป็นเช่นดังก่อนออดอ้อนกัน

เจ็ดโมงแล้วฟังข่าวเช้าวันนี้
แปรบฤดีมีเรื่องสะเทือนขวัญ
วางระเบิดเกิดเหตุบ้าฆ่ารายวัน
ให้นึกครั่นเคราะห์ลี้นะพี่ชาย

แปดโมงแล้วแก้วตาโทรมาหน่อย
น้องนั่งคอยพี่ยาลับลาหาย
ลาดตระเวนเป็นหน้าที่อันตราย
กราบพระหมายคุ้มครองปกป้องเธอ

เก้าโมงตรงคงยามตามหน้าที่
ปฐพีของไทยใจเสนอ
ปกป้องแลเสียสละเช่นร่มเฌอ
รักเสมอชีวันป้องกันแดน

สิบโมงเศร้าทรวงช้ำคำนึงถึง
ไยพี่จึงเงียบหายอาลัยแสน
ใต้ไม่ไกลโหยไห้ไร้คนแทน
อยากโลดแล่นไปหาไขว่คว้าครอง

เที่ยงแล้วร้องไชโยโทรศัพท์
ดังรีบรับขับขานหน้าพาลหมอง
แทบสลบซบหน้าน้ำตานอง
ศพพี่ต้องห่มไตรรงค์ปลงเพื่อไทย



..


ดังนี้แล
ด้วยหน้าที่ชีวิตรับผิดชอบ ..
บางครั้ง บางท่านจึงจำต้องเสียสละ
แต่การเสียสละที่ยิ่งใหญ่นั้น
น่าเสียดายหากว่า .. สาธารณชนบังเอิญมองข้ามไป

นายวรุณฯ
จึงใคร่ขอเป็นตัวแทนพี่น้องผู้เสียสละเหล่านั้น
สะท้อนในบางส่วนเสี้ยวของอารมณ์
แล กรุณาให้เกียรติวีรชนของไทย
ด้วยการหยุดนิ่งไว้อาลัย ๑ นาที



..

รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
เป็นคุณสมบัติของคนไทย






Create Date : 27 กรกฎาคม 2550
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2555 22:28:31 น.
Counter : 204 Pageviews.

4 comment
ชีวิตชายผู้มีป้ายติดราคา


โอม... กำหนดจิตวันทาขอข้าเขียน
ต่างธูปเทียนกราบพระอธิษฐาน
ฉันทลักษณ์ร่วมสมัยคล้ายโบราณ
เทพประทานพุทธมนต์นิพนธ์กลอน

อรุณรุ่งกรุงไกรกลางสยาม
ท้องฟ้าครามฝุ่นคลุ้งหนคนสลอน
อึกทึกรถรารีบพาจร
ต่างเร่งร้อนตามวิถีชีวีตน


ชานชาลาหนึ่งชายแลคล้ายโศก
ยืนชะโงกรถมาโกลาหล
ตาแดงดั่งคั่งคัดอัสสุชล
หรือกังวลจนใจเรื่องใดมา

เชิ้ตขาวเคราเกลี้ยงแท้ดูแลเฉียบ
ทั่วกายเพรียบงามพรรณสาวฝันหา
ถึงเศร้าแต่หล่อเลิศเพลิดเพลินตา
เชิดอุราเลยละอิสตรี

อาทิตย์ส่องต้องเบี่ยงเอนเอียงหลบ
กลิ่นน้ำอบโชยชวนนวลฉวี
นักศึกษาสาวงวยงันหวั่นฤดี
ชำเลืองชี้ชวนเพื่อนมองด้วยต้องใจ

หล่อระทมก้มหน้ามิกล้าสบ
มัวแต่ขบคิดข้องมิผ่องใส
ทุกข์รุมเร้าร้อนรนจนฤทัย
จะสนใครในตอนนี้ไม่มีทาง


รถเมล์มาห้าเก้าคันเก่าแก่
หนุ่มท้อแท้เหม่อลอยคอยด้านข้าง
ก้าวพลั้งพลาดสะดุดลงตรงหน้ายาง
เคว้งคว้างดังว่าวขาดอนาถชะตา

ฉับพลันชายเงยเศียรเจียนสยอง
รถเมล์ล่องแล่นรี่ฤดีผวา
ลุกมิทันกลั้นใจหลับนัยนา
อนิจจาถึงตัวกลัววายปราณ


จริตดับลงปลงใจยามใกล้ม้วย
ระรวยแต่จิตมุ่งมิฟุ้งซ่าน
สว่างแจ้งสงบในใจเป็นฌาน
วาบนิ่งนานกาลหยุดลงคงเวลา

ชายหนุ่มผู้ล้มลงบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์ซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยธรรมทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญขีดอดีตตน

คำนึงถึงลมลอยอ้อยอิ่งเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมป่ากลางหน้าฝน
มัจฉาเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดลับนกกลับรัง

ราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรไพรร้องผาก้องดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยชีวิตชนชายป่า
นอนมองฟ้านับดาวสกาวโสม
หนาวนอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มแดนฟ้าลงมาครอง

สมเพชย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องขังวังเวงทรวง


นี่หรือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ล้วนหลอกลวงหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มควันฝ้านัยนาเคือง
ค่ำคืนเรืองไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งอำนาจอวดบาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของได้ดังใจหมาย
ต่างละโมบโลภริยำศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตมลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อกรรมย่ำยีกัน

เข้าตาจนดังนี้ฤๅมีสุข
แค่มิทุกข์เพียงนิดลิขิตฝัน
อดอิ่มเอือมระอาให้สากรรจ์
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์เอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากนาเข้ามากรุง

พ่อก็แก่แม่เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันมิครั่นคราม


ออกเร่หางานในเมืองใจบาป
เหมือนถูกสาบแสงส่องแดนต้องห้าม
เป็นเด็กเสิร์ฟคาเฟ่เท่ห์กว่ายาม
แถวหน้ารามฯ ร้านดื่มกินรินสุรา

เงินเดือนน้อยทุเรศขอเศษทิป
เศษยี่สิบไม่พอใช้ใจผวา
สิ้นเดือนไหนค่าเช่าไหนข้าวปลา
ทุกข์อุราค่ารถค่าบทเรียน


อดมื้อกินสองมื้อคืองานหนัก
อาหารหลักข้าวน้ำปลาน่าปวดเศียร
แม้นอดอยากยากไร้ตั้งใจเพียร
ต้องเบียดเสียนเจียนตายไม่คล้ายคน

ร่ำร้องอ๋อนี้หรือคือชีวิต
สุจริตสู้ทำไปแต่ไร้ผล
เรียนตกต่ำช้ำใจให้กังวล
ชีวิตตนหมกไหม้อยู่ในกรุง


อุปมาเด็กชายหลงไพรกว้าง
อ้างว้างว้าเหว่ยันตะวันรุ่ง
ดึกผวาเสือขบนั่งตบยุ่ง
สว่างมุ่งจุดหมายที่ชายดง

ลุยกรุงยิ่งยากแค้นเกินลุยป่า
เรียนวิชาจบไปใช่ประสงค์
ต้องอดนอนอดข้าวรวดร้าวองค์
เพียงแค่ทรงกายได้เกือบวายชนม์


จึงตัดใจใช้ถนนสายโลกีย์
ด้วยเหตุดีรูปกายหญิงชายสน
หล่อละเมียดชวนสมัครปักกมล
ขอใช้ตนแลกเงินตรายอมค้ากาม

แสงไฟส่องเวทีมีหลายหนุ่ม
ยืนเกาะกุมเสาส่ายเปลื้องกายหวาม
บริการเพศชายขายความงาม
เกย์ลายครามม่ายเหี่ยวเจี๊ยวจ๊าวเชียร์


เปลือยเปล่าแอ่นอกไหล่ส่ายสะโพก
เขย่าโยกยั่วใจแบบได้เสีย
เกย์เฒ่าใคร่เกลือกกลั้วเล่นผัวเมีย
แลบลิ้นเลียน้ำลายหยดทุ่มหมดตัว

ละอายใจจำมาละเลงเหลิง
เหมือนจุดเพลิงเผากายเป็นชายชั่ว
ราคะเล่นลวดลายเมามายมัว
สิ้นความกลัวเกาะหญิงชายขายชีวัน


ชายมอซอกลับกลายคล้ายมีคลาส
ใบหน้าวาดสอางค์สมแลคมสัน
เสื้อผ้าเนี้ยบเฉียบแนวเปรียวแพรวทัน
นำแฟชั่นหล่อร้ายชายชาตรี

เคยนอนรูกู้สตางค์มานอนตึก
ไม่อึกทึกคอนโดฯโก้สุดศรี
เทียมฟ้าอยู่ทำเลราชเทวี
ล้วนคนมีเงินทองจับจองนอน


กลางคืนมั่วกลางวันเรียนมิเพียรแล้ว
ตุ๋ยตุ๊ดแต๋วแถวเรียงมาเคียงหมอน
สาวใหญ่ซ้อไฮโซโผสะออน
โทรออดอ้อนจ๋าจ๊ะอยากฉะนาย

คอมฯ เครื่องเสียงมือถือมีหรือขาด
แหวนเพชรหยาดนาฬิกาบอกว่าหาย
แสร้งสะอื้นกลืนกล้ำร่ำไม่อาย
พวกนางกลายเร่งหาเอามาทูน


พอชีวิตติดตรึงด้วยวัตถุ
จึงแล้วอุดมการณ์วายมลายสูญ
วิชาเรียนดร็อบไว้ไม่อาดูร
เลิกเพิ่มพูนผลัดปีเพราะมีงาน

ดวงจิตถูกชโลมด้วยไฟบาป
เหลือแค่คราบร่างกายใจถูกผลาญ
ค่ามนุษย์สุดแล้วไม่แคล้วมาร
กายสะคราญชั่วช้าฟ้าลงทัณฑ์


กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนมนุษย์
ให้สะดุดเคราะห์กรรมธรรมเสกสรร
ดังฟ้าฟาดพ่อมลายวายชีวัน
ตายก่อนกันลูกดิ้นไร้ปริญญา

บัดนี้จึ่งซึ่งดวงอาทิตย์ดับ
ให้เคืองคับข้องใจในวาสนา
หลงระเริงลืมสรรพอัปรา
อนิจจาพ่อวายก่อนชายตรอง


เคยบอกพ่อรอจบแล้วจะบวช
อยากจะอวดปริญญาพ่ออย่าหมอง
ถึงตอนนี้ปริญญายากจับจอง
มุ่งไปครองผ้าเหลืองให้ผู้วายชนม์

ชีวิตคล้ายไม้กระดกมาผกผัน
เสียดายวันล่วงลับจิตสับสน
น้ำตาจึ่งคั่งคัดวิบัติดล
หลงเล่ห์กลกิเลศทุเรศใจ


เลื่อนลอยมิรอท่าจะมาบ้าน
แม่จัดงานศพพ่อรอไม่ไหว
ร้อนรนล้มขาพับรอรับภัย
กาลบรรลัยมัจจุราชกวาดวิญญาณ

เกือบลงโลงโล่งใจไม่ดับจิต
รอดหวุดหวิดรถหยุดได้ไม่พร่าผลาญ
ลุกขึ้นขอบคุณฟ้าที่บันดาล
ให้พบพานความจริงทุกสิ่งอัน


ต่อแต่นี้กลับตัวกลัวความผิด
มุ่งลิขิตหนทางเริ่มสางฝัน
บวชเพื่อพ่อพากเพียรเรียนทุกวัน
เลิกแล้วกันชายชั่วขายตัวตน

จะคืนถิ่นท่องพนาเขียนป่าไม้
วาดพงไพรห้วยแอ่งทั่วแห่งหน
บรรจงแต้มนภาวิทยานิพนธ์
ขอสร้างตนเป็นบัณฑิตจิตรกรรมฯ





..
ขอให้สุขสมอารมณ์หมาย
ในเรื่องของศิลปินผู้เคยหลงผิด





Create Date : 26 กรกฎาคม 2550
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2555 13:13:01 น.
Counter : 233 Pageviews.

7 comment
เริง " อาร์ " รมย์
๑ ศิลปินดัดจริตลิขิตเขียน
ด้นเปลวเทียนลีลาบุบผาไหว
หฤหรรษ์สมสู่นกคู่ไพร
คือบทใบ้โบราณพิจารณ์กัน

๒ ธรรมชาติกระหวัดไว้ไม่ฮาโปก
เนินคูโคกโดกเดกโยกเยกสั่น
เกาะสะเอวอย่างช้าพาไปพลัน
อัศจรรย์ระทึกคึกคักทรวง

๓ ถ้าตกหลุมตกร่องไม่ปล่องชิ้น
ก็จงจินต์เลยไปข้าฯไม่หวง
เรื่องพรรค์นี้จั๊กจี้ดีหรือลวง
อยู่ที่กลวงหรือบ้องตันนั่นปะไร

๔ สำเนียงส่อภาษาพนาสวน
เขียนกวนๆ บ้านๆ มิทันสมัย
ถ้าวาบหวิววจีเว่อวอนอภัย
สำนวนไก่อ่อนหัดแสร้งจัดเจน

...๐ ๐ 0 0 ๐ ๐...

๕ โอม... ประนมกราบเทวานภาสรวง
นิมิตดวงปัญญาให้ข้าฯเห็น
ร่ายลิขิตเสกสรรฉันทลักษณ์เป็น
ดังเฉกเช่นเอกกวีเคยมีมา

๖ รัตติกาลปกคลุมตะคุ่มแสง
ฤดูแล้งผ่านไปใกล้พรรษา
ประกายพรึกกระพริบส่องท้องนภา
กัตติกาแจ่มสว่างกลางเดือนแรม

๗ สายลมโชยเฉี่ยวฉิวเย็นผิวเนื้อ
อากาศเอื้ออำนวยระรวยแย้ม
แก้วกรุ่นกลิ่นเชิญภมรบินร่อนแซม
หอมดั่งแก้มยุพาทาประทิน

๘ ชนบทห่างกรุงจรุงชื่น
เย็นระรื่นเริงรมย์สมถวิล
สงัดเงียบสงบงามสุขตามจินต์
วิมานดินถิ่นวนาน่าภิรมย์

๙ มรรคาจากหมู่บ้านผ่านชายป่า
ตัดทุ่งนาเลาะไพรใช้ดินถม
ทอดข้ามห้วยสะพานด่านพนม
น่านั่งชมน้ำในธารสำราญใจ

๑๐ แสงหิ่งห้อยร่อยลิบกระพริบแล้ว
ดูวาวแววจรัสตาคืนฟ้าใส
จันทร์แรมส่องต้องผิวชลยลแต่ไกล
แลวิไลคล้ายเพชรเก็จรองเรือง

๑๑ เชิงสะพานหนุ่มสาวใสวัยสิบหก
นั่งอิงอกอุ่นไอใจปลดเปลื้อง
ชายประคองหญิงไว้ไม่ขัดเคือง
ไกลจากเมืองหลบลี้หนีสายตา

๑๒ หญิงชื่ออินยินยลคนต่างถิ่น
เคียงชาวดินหนุ่มเหน้าไม่เดียงสา
สมัยคือนามนายชายบ้านนา
เร้นริมป่าอารมณ์หวามยามวิกาล

๑๓ จักจั่นหรีดเร้าเรียกเพรียกหาคู่
เป็นฤดูสมสู่สัตว์จึงอาจหาญ
คึกคะนองครองคู่ผู้ทะยาน
ตัวเมียร่านระเริงเพราะเพลิงกาม

๑๔ เปลี่ยวหนาวน้ำค้างพราวโพยมพร่าง
ตระกองนางนิ่มนวลใคร่ครวญถาม
ชอบหรือไม่ใช่มลักประจักษ์ความ
แนบนงรามมล่อยอ้อนป้อนมธุรา

๑๕ เป็นลำนำพร่ำครวญรัญจวนจิต
หยอกยั่วจริตเตลิดต่ำคำมุสา
ตลบตะแลงแต่งแต้มแต่กามา
โลมเล้าอารมณ์สตรีฤดีเปิง

๑๖ จึ่งอินฟังดังต้องตามประสงค์
นวลอนงค์วาดไว้ฤทัยเหลิง
ยอมทอดกายก่ายกระหวัดปัดไว้เชิง
แสร้งจุดเพลิงเริงระคะโมหะมัว

๑๗ สมัยใจมืดดำกฤษณะ
วิสาสะแนบเนื้อนงดั่งเมียผัว
สบสายตาซ่านกำซาบวูบวาบตัว
ใจระรัวละเลงรื่นระเริงกาม

๑๘ อินโอนอ่อนผ่อนคลายกายสะบัด
แต่โอบรัดระเลียดรอระรึงหวาม
ง่อนแง่นงับโงนเงนแง้มงุบงิบตาม
อ้อมแอ้มถามเสียงออดอ้อนอ่อนระทวย

๑๙ แอบชำเลืองวิหคเค้าเจ้ากรรมร่อน
ลดเลี้ยวผ่อนปีกเหนือโตรกโคกเนินห้วย
เหินถลาก้องกู่ดูระรวย
เกาะก้านกล้วยชันชูคอรอรูงู

๒๐ อินสุดเสียวเปลี่ยวป่าหญ้าหล็อมแหล็ม
มาอ้างแรมฉ่ำน้ำค้างทั้งหัวหู
กำตะพดคดเขื่องรอจ่อหน้ารู
ถ้าไม่ปูก็รูงูตูจะตี

๒๑ แต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอลับล่อหาย
ไม่ออกลายเลื้อยลดหดหน้าหนี
เหลือไส้เดือนจ้อยร่อยดิ้นคอยที
เสียศักดิ์ศรีอสรพิษหงุดหงิดใจ

๒๒ หนุ่มจะลองท่องพงดงมะขาม
แต่ครั่นคร้ามงามหน้าถลาไถล
ถลกถลอกปอกเปิกมิทันไร
ทะลักไหลลื่นล้มทุรนทุราย

๒๓ ลุยพนาปะพงหญ้ามิกล้าแหวก
ฟ้าฝนแรกหลั่งลงร้อนองค์หาย
ตกพรำพรำแล้วแฉะฉ่ำน้ำกระจาย
หน้าไม่อายไร้เค้าอ้าวอกตรม

๒๔ สมัยใจเต้นตุบวิตกตื่น
ประหม่าชื้นมือไม้สั่นไม่สุขสม
ชะงักงันหงอกลัวเรือรั่วจม
ดำดิ่งล่มลงปากอ่าวร้าวชายเชิง

๒๖ อินปลอบใจมือใหม่พายเรือรั่ว
พี่อย่ากลัวกู้ได้คล้ายเถลิง
ขึ้นศกใหม่สบสนุกสุขรื่นเริง
ราคะเพลิงยังคุกรุ่นละมุนทรวง

๒๗ สาวลากลัดอ้อพงไปลงสรง
ลูบไล้องค์ชุ่มฉ่ำใจอย่าได้ห่วง
เลียบเลาะร่องท้องน้ำตื้นชื่นไม่ลวง
ชวนเด็ดพวงโกสุมปทุมบาน

๒๘ อยากเล่นสาดน้ำใส่ให้เปียกชุ่ม
โอ้บัวตูมชูช่อรอชายหาญ
เช้าคลี่กลีบแย้มเกสรอยู่ริมธาร
ราตรีกาลหุบเม้มมิดปิดกลีบใน

๒๙ แต่สมัยคล้ายทรพาแลลางั่ง
พิโถถังทุกขังเลอะหลั่งไหล
ห่วงห่าเหวห่วยเหี่ยวเสี่ยวปืนไว
น่าขับไสฮิ้วโฮช่วยโห่ฮา

๓๐ กิ่งมะอึกนกทึดทือกระพือปีก
ไม่เอาอีกกลับเถอะเราหนาวจริงหนา
ร่ำละลักขอโทษสาวเศร้าอุรา
ดีเกินว่าจะปู้ยำตำหม้อแกง

๓๑ อินให้นึกอึดอัดขัดจริต
มิเสร็จกิจจะรีบลาปลาแขยง
ครอบสุ่มไว้ได้มัจฉาไม่กล้าแทง
ปลาหลดแย่งลี้ลงรูเสียผู้คน

๓๒ จึงเร่งชวนกันกลับอยากดับจิต
ด้วยหงุดหงิดเสียอารมณ์มิสมผล
ขัดค้างคาเงื้อง่าไว้ให้พิกล
หมุบหมิบบ่นผีบ้าน่าละอาย

๓๓ แลทั้งสองลาลับขับรถเครื่อง
มิได้เรื่องนิ่งงันฝันสลาย
หญิงกระเส่าเง้างอดกอดหลังชาย
ไปนานกรายท้ายหมู่บ้านผ่านชายคา

๓๔ ดับเครื่องรถปิดไฟปล่อยไหลแล่น
อีด่างแด่นหอนเห่าสาวผวา
เกรงชาวบ้านซุบซิบหยิบนินทา
สมัยขาอินจะลงตรงปากซอย

๓๕ คล้อยหลังสาวหนาวใจชายเป็นห่วง
เกรงพุ่มพวงหลังลายไม่ควรหนี
จึงย่องตามแต่ห่างหวังฤดี
โอกาสมีไม่รีรอสู่ขอนาง

๓๖ ได้ยินเสียงน้าชายโวยวายลั่น
ว่ามั่วกันกับใครจนใกล้สาง
หน้าไม่อายร่านเหลือทนคนไร้ยาง
ผัวนอนร้างป่วยไข้เมียไปเริง

๓๗ พอได้ฟังหัวใจสมัยวาบ
เกือบทำบาปหยาบคายวัยยุ่งเหยิง
ศีลธรรมสะบั้นสิ้นอินดังเพลิง
ต้องเปิดเปิงเพราะสาวคาวโลกีย์

๓๘ ยินอินว่าผัวขาอย่างเพิ่งโกรธ
อินขอโทษมาช้าอย่าหันหนี
ผัวโวยวายนังชั่วเมียตัวดี
เอชไอวี ติดโรคภัยใครนำมา

๓๙ ทั้งผัวเมียทุ่มเถียงตะเกียงดับ
เสียงตุบตับเนียนัวรัวข้างฝา
อินกรีดร้องวาบหวิวสยิวอุรา
เจ็บแบบว่าสุดสวาทอัศจรรย์

๔๐ สมัยหนาวร้าวรวดเหงื่อกาฬแตก
แผ่นดินแยกดิ่งนรกตกสวรรค์
กลัวเชื้อร้ายกรายเหตุเพศสัมพันธ์
ภัยมหันต์โรคเอดส์ เอชไอวี

๔๑ ทรุดนั่งลงบ้วนน้ำลายดูคล้ายบ้า
ด้วยเหตุว่าอุปาทานจึ่งขวัญหนี
เชื้อเกาะกุมปากคอเจียวเสียวฤดี
บุญไม่มีคงม้วยซวยบรม

๔๒ อุทาหรณ์เรื่องนี้มีไม่มาก
กลัวแสบดากลุงป้าด่ากันขรม
เจริญพันธุ์กลัวโรคร้ายอย่าได้ตรม
ใช้ถุงลม เอ้ย ถุงยาง สำอางเอยฯ



ขอให้สุขสมอารมณ์หมาย






Create Date : 25 กรกฎาคม 2550
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 15:49:22 น.
Counter : 208 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

วรุณนฤมล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชายหนุ่มนี้นามวรุณบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์จึงซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตพาล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยกระทำทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญนฤมิตอดีตตน

ให้คำนึงถึงสายลมโบกโชยเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมชายป่าในหน้าฝน
มัจฉาน้อยเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกราวป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานชวนบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมดอกม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดรอนลับนกกลับรัง

กึ่งราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วกลีบรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรพงไพรร้องก้องผาดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกลอยโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยในชีวิตคนชายป่า
นอนมองฟ้านับดวงดาวสกาวโสม
หนาวแต่นอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มวิมานฟ้าลงมาครอง

สมเพชใจย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวกายคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องคุมขังวังเวงทรวง


นี่หรือคือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดแต่ส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ความหลอกลวงล้วนหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกสูงใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มฝุ่นควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองหลอดไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งแสวงอำนาจให้บาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สิ่งสอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของสิ่งใดได้ดังหมาย
ต่างละโมบโลภริญำ*ศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายแม้ศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งผักฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตทำลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อบาปกรรมย่ำยีกัน

คนจนดั่งนายวรุณฤๅอุ่นสุข
แค่ไม่ทุกข์เพียงวันใดใช่คือฝัน
จะกินอิ่มนอนอุ่นได้อย่างไรกัน
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์สอบเอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากบ้านนามาอยู่กรุง

พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นนายช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ต้องไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันไม่ครั่นคราม

All Blog