ค่ำคืนนี้.. อุ่นฤดีไม่มีเหงา
..
รำพันสวัสดิ์
..





ค่ำ
ใช่ ค่ำแล้ว
ผมเกลียดค่ำคืน ก็มันเหงา
ไม่ใช่สิ ผมแค่เคยเกลียดค่ำคืน
ค่ำคืนเคยพาให้ผมเหงา

แต่คืนนี้ผมไม่เหงา
จริง ผมไม่เหงาแล้ว
นอกจากจะไม่เหงา ผมยังอุ่นอก

ใช่ หล่อนซบอยู่บนอกข้างซ้ายของผม
ขณะกุมมือนุ่มๆของหล่อนไว้ ผมรู้
หล่อนแอบฟังเสียงกระซิบจากหัวใจของผมอยู่

วินาทีนี้
เรากำลังซึมซับความอบอุ่นของกันและกัน
สารภาพตรงๆ ผมลุ่มหลงหล่อนอย่างชนิดถอนตัวไม่ขึ้น

หล่อนหลับแล้ว
หลับอยู่บนอ้อมอกของผม
หล่อนคงไม่เหงาเหมือนดังที่ผมเคยเป็น

ขณะลมหายใจของเราผสานกัน
ผมลูบผมของหล่อนแผ่วเบา
อยากให้เวลาผ่านไปช้าๆ
เพื่อจะได้ดูดซับความสุขเช่นนี้นานๆ

ริมฝีปากสีชมพูของหล่อนเผยอยิ้ม
โอ ยิ้มนี้สำหรับผมคนเดียว ผมบอกตัวเอง
ให้ตาย รอยยิ้มเล็กๆของหล่อนช่างทรงเสน่ห์

ด้วยแรงพิศวาส ที่สุด ผมเถลไถลลูบไล้พวงแก้ม
คุณพระ สัมผัสนุ่มเนียนนั้น ถ่ายทอดจากปลายนิ้วถึงผิวใจ
วาว หัวใจของผมเสมือนว่า กำลังถูกลูบไล้ด้วยพวงแก้ม
โอ ไม่อยากบอกเลยว่า มันสุขซาบซ่านเพียงใด

แน่นอน คืนนี้ผมจึงไม่เหงา
คืนไหนๆ ผมก็จะไม่เหงาอีกต่อไป
ในห้วงลมหายใจนี้ ผมจึงไม่เกลียดค่ำคืน
ค่ำคืนไม่อาจพาให้ผมเหงาได้อีก

ผมยังคงลูบเผ้าผมของหล่อนด้วยความนุ่มนวล
ใช่ นุ่มนวลเหมือนดังกับที่หล่อนลูบไล้ดวงใจของผม

ขณะแนบชิด
ผมจ้องมองวงหน้าของหล่อน
แล้วปล่อยให้ลมหายใจของเราผสานกันอย่างไม่รู้เบื่อ
ผมรู้ หล่อนยังคงแอบฟังเสียงกระซิบจากหัวใจของผมอยู่

ในค่ำคืนนี้
เราจึงต่างซึมซับซึ่งความอบอุ่นของกันและกัน
ผมไม่อยากบอกเลยว่า รักหล่อนเพียงใด
แต่ถึงจะบอกออกไป
มันก็คงยากจะบรรยายให้ได้เทียมเท่ากับ ความรักอันยิ่งใหญ่ภายในทรวง
ไม่นึกว่า จะรักหล่อนได้มากมายถึงเพียงนี้

ในที่สุด ผมก็อดใจไว้ไม่ได้
จึงตัดสินใจลูบไล้แผ่นหลังและไหล่อันเปลือยเปล่าของหล่อนอย่างทะนุถนอม
หล่อนครางเบาๆ ด้วยท่วงทำนองของความสุข
ผมรู้ หล่อนสุขใจที่ผมทำเช่นนี้

หล่อนตื่นแล้ว
ตื่นขึ้นมาเพื่อรับฟังความรู้สึกภายในใจของผม
เราสบตากัน
ดวงตาแสนสวยคู่นี้ยิ่งชวนลุ่มหลง

ถึงเวลาแล้ว
ถึงเวลาที่ผมจะต้องบอกรักหล่อนเสียที

ผมก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของหล่อน
แล้วกระซิบเสียงทุ้มเบา ดุจท่วงทำนองแห่งรัตติกาล
แต่เป็นวจีจากใจ ที่ใครๆก็ใคร่จะครวญคำนึงถึง มิเว้นวาง

“พ่อรักลูก”

วินาทีนั้น
ผมเห็นแววตาไร้เดียงสาของหล่อน เปี่ยมไปด้วยความปีติ
หล่อนกำลังยิ้มให้ผม

โอ นี่เป็นวันแรกในชีวิตที่หล่อนยิ้มให้ผมเห็น
ใช่ หล่อนเพิ่งจะอายุสองเดือนเท่านั้นเอง






..
W H A T ’ S A W O N D E R F U L W O R L D

กรุณาฮัมเพลงนี้ แล้วยิ้มสุขใจไปตลอดทั้งคืนวันหยุด
ขอบคุณการมีชีวิตและสุขสมกับบทความ



Create Date : 20 กรกฎาคม 2550
Last Update : 20 กรกฎาคม 2550 15:19:45 น.
Counter : 220 Pageviews.

5 comments
  
แวะเข้ามาเยี่ยมท่านปรมาจารย์ นายวรุณ ครับ

อ่านจบแล้วก็อดที่จะต้องแอบอมยิ้มไม่ได้ครับ เนื้อรักน่ารักมาก ๆ ครับ

ขอใหลูกสาวแข็งแรง โตเร็ว ๆ นะครับ (ใช่สิ เดือนน่าเธอก็ 3 เดือนแล้ว)

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 20 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:01:56 น.
  
แก้คำผิด

เนื้อหาน่ารักมาก ๆ ครับ

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 20 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:03:20 น.
  
ขอบคุณอาคุงกล่องมั่กๆ
บล็อกผมเหงาจาตาย
มีคุณคนเดียวเปงเพื่อง โฮ โฮ
โดย: วรุณนฤมล วันที่: 20 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:46:25 น.
  
เดี๋ยวผมช่วยแนะนำเพื่อน ๆ ให้ครับ มีหลายคนที่เค้าชอบบทกวีครับ ผมจะแนะนำให้เค้าเข้ามาอ่านบทกลอนระดับปรมาจารย์ของ นายวรุณนะครับ

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ จะต้องชอบบทความและถ้อยคำงานเขียนของคุณวรุณ แน่ ๆ เลยครับ

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 20 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:30:43 น.
  
คุณ นายวรุณฯ ลองไปที่บล็อคนี้ดูนะครับ

บล็อคนี้เป็นบล็อคของนักกวีสาวสวยครับ ในบล็อคนี้มีเพื่อน ๆ เยอะครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=patasogo&month=07-2007&group=11&date=20&gblog=3

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 20 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:36:45 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

วรุณนฤมล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชายหนุ่มนี้นามวรุณบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์จึงซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตพาล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยกระทำทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญนฤมิตอดีตตน

ให้คำนึงถึงสายลมโบกโชยเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมชายป่าในหน้าฝน
มัจฉาน้อยเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกราวป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานชวนบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมดอกม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดรอนลับนกกลับรัง

กึ่งราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วกลีบรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรพงไพรร้องก้องผาดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกลอยโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยในชีวิตคนชายป่า
นอนมองฟ้านับดวงดาวสกาวโสม
หนาวแต่นอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มวิมานฟ้าลงมาครอง

สมเพชใจย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวกายคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องคุมขังวังเวงทรวง


นี่หรือคือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดแต่ส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ความหลอกลวงล้วนหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกสูงใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มฝุ่นควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองหลอดไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งแสวงอำนาจให้บาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สิ่งสอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของสิ่งใดได้ดังหมาย
ต่างละโมบโลภริญำ*ศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายแม้ศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งผักฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตทำลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อบาปกรรมย่ำยีกัน

คนจนดั่งนายวรุณฤๅอุ่นสุข
แค่ไม่ทุกข์เพียงวันใดใช่คือฝัน
จะกินอิ่มนอนอุ่นได้อย่างไรกัน
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์สอบเอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากบ้านนามาอยู่กรุง

พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นนายช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ต้องไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันไม่ครั่นคราม

All Blog