คืนนี้ อัศจรรย์วิจิตร เกินจริตลิขิตสรรค์
..


..

รำพันสวัสดิ์

..



ค่ำแล้ว
ดูเหมือนหล่อนจะสาย
หล่อนลังเล ไม่รู้ว่าแต่งตัวยังไงถึงจะดูสวยเลิศ
ที่สุด หล่อนตัดสินใจแต่งหน้าโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ด

โอ ขณะนั่งสางผม หล่อนช่างทรงเสน่ห์เหลือกิน
ผมได้แต่กลืนน้ำลาย จิตใจคล้ายหลงติดอยู่ในภวังค์

และแล้ว หล่อนหันมาถามผมด้วยแววตาซื่อๆไม่เดียงสา
“คืนนี้ ฉันดูเป็นไง”

ให้ตาย คุณๆคงรู้ว่าผมต้องตอบยังไง
“ใช่ คืนนี้เธอดูเลิศมาก”

เรามีงานเลี้ยงเล็กๆ
แต่งานคืนนี้ มันไม่ได้เล็กสำหรับเรา
ดูสิ ทุกคนตะลึงงันไปกับสาวงามที่อยู่ข้างกายผม
ทำไงได้ หล่อนดูงามเลอเลิศออกซะอย่างนั้น

ในงาน หล่อนเป็นจุดสนใจคล้ายดารา แต่ผมคลับคล้ายลูกหมาที่หล่อนจูงมา
คืนนี้ผมประหม่าขาสั่นไปหมด ขอบอก
แต่ถึงไง ผมก็สุขใจ

“เธอ รู้สึกเป็นยังไงบ้าง” หล่อนดูออกว่าผมตื่นเต้น
“เออ ใช่ คืนนี้ช่างวิเศษสุด” ผมสารภาพขณะสบตากัน
จริง ผมปลื้มมาก

จะไม่ให้ผมเป็นปลื้มได้ไง
คืนนี้ ผมได้พบเห็นเปลวเพลิงแห่งความรัก
ไม่น่าเชื่อ มันลุกโชนอยู่ในแววตาของหล่อน
พระเป็นพยาน ช่างอัศจรรย์เหลือเกินที่ได้ประจักษ์ว่า ผมรักหล่อนมากเพียงใด

ไม่ช้าเราลากลับ
ใช่ ผมรีบ
ก็ดื่ม เลยปวดหัวนิดหน่อย
หล่อนอุตส่าห์หอบหิ้วผมกลับบ้าน แล้วส่งผมถึงเตียง

จะบอกอะไรให้
ก่อนปิดไฟหัวเตียง ผมกระซิบที่ข้างหูของหล่อน
“ที่รัก รู้ไหม คืนนี้เธอเลิศมาก”
แน่นอน สำหรับผมแล้วหล่อนเลิศมาก

แต่หลังจากนั้น ผมแทบไม่อยากบอกกับใครๆ
“โอ ใช่ เธอเลิศมากเหลือเกินในค่ำคืนนี้”
ผมตั้งหน้าตั้งตา"สารภาพตรงๆ"อย่างนั้นกับหล่อนอยู่ตลอดทั้งคืน
ไม่รู้จะกี่ครั้งกี่หน




เอ่อ กรุณาอย่าได้อิจฉา

สว่างคาตา
อารมณ์เดียวกับแรงบันดาลใจเดิมในแบบไทยๆ
ผมหยิบปากกาขึ้นมาลิขิต
ความเคลิบเคลิ้มพาไป ละมุนละไมแสนวิจิตร



..

ตะวันรอนอรอนงค์แต่งองค์ก่อน
โอ้งามงอนอ่อนวัยยองใยฉวี
สวมอาภรณ์สางเกศาชวนพาที
ค่ำคืนนี้จะออกงานเบิกบานใจ

จันทร์กระจ่างแจ้งพักตร์ประจักษ์จิตร
ขวัญชีวิตแอบถามว่างามไหม
ละมุนผ่องละอองนวลยวนฤทัย
สุดวิไลเทวีฉวีวรรณ

ยามสะเทิ้นเขินอายพี่ชายทึ่ง
เพริศสุดซึ้งเกินวิจิตรลิขิตสรรค์
สำอางแพร้วบรรเจิดล้ำเลิศพรรณ
นางสวรรค์ฤๅเพียงเทียบเคียงนวล

ราตรีแห่งอัศจรรย์รังสรรค์แล้ว
เคียงดวงแก้วรัตนาข้าสรวล
งามหยาดฟ้ามาดินสุดจินต์ครวญ
ให้อบอวลอุ่นไอรักชื่นนักเอย ฯ

..







..

W o n d e r f u l t o n i g h t
คือแรงบันดาลใจ
ป๋า อิริค แคลปตัน ร้องไว้ราวเกือบสามทศวรรษแล้ว
เพลงมีชีวิตแลเป็นอมตะได้ก็เพราะ .. อารมณ์ในเนื้อเพลง ..
ตอนต้นเป็นกลอนเปล่า เล่าอารมณ์เพลง
ตอนท้ายเป็นกลอนจากใจแต่งสรรเสริญเจ้าของเพลง
แลมอบให้เพื่อนๆได้สัมผัสความประทับใจในหนหลัง

..







Create Date : 03 เมษายน 2551
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 16:55:29 น.
Counter : 209 Pageviews.

7 comments
  
ชื่อบล็อกได้ใจสุดๆเลยค่ะ เรื่องราวที่เล่ากับกลอนก็เข้ากันจัง คงเป็นคืนที่น่าจดจำนะคะ
โดย: Chulapinan วันที่: 3 เมษายน 2551 เวลา:22:54:17 น.
  
oh ! romantic and perfect thankyou from hamburg
โดย: rose IP: 91.6.245.18 วันที่: 4 เมษายน 2551 เวลา:0:29:55 น.
  
ไพเราะ



โดย: คนสาธารณะ วันที่: 4 เมษายน 2551 เวลา:3:54:33 น.
  
แอบมาอั๊พบล็อกเหรอลุง
ทำไมไม่เห็นส่งข่าวเลย
ชิงอลลลลลลลลลลลสามปีอย่าดีสามชาติ
โดย: sugarhut วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:14:02:19 น.
  
ในที่สุดก็กลับมานะคะ..ดีใจจังค่ะที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวในบ้านน้อยหลังนี้
สบายดีนะคะ..ลืมกันไปหรือยังหนอ..

เพลงนี้ชอบค่ะ..
โดย: ณ กมล วันที่: 19 มิถุนายน 2551 เวลา:23:02:46 น.
  

มาเยี่ยมชม มาทักทายครับ

จะมาบอกว่า ...

ยังจำ"น้องตุ้งแช่"ได้ไหมครับ?



ในขณะนี้ "น้องตุ้งแช่" ตอนที่ 6 ตอนใหม่ล่าสัตว์ ... เฮ้ย ... ใหม่ล่าสุด กลับมาเรียกเสียงหัวเราะอีกแล้วครับ

อย่าลืมตามไปดูที่บล็อคของผมนะครับ

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:05:01 น.
  
WoWooowwWww,, this is the first time i read yr blog... and hope to read the most updated soon na ka..

I love the way you set up this blog....****FLOWERS***** uhm uhm...eiei I like it....

โดย: Euphoric Girl IP: 125.26.119.117 วันที่: 26 สิงหาคม 2551 เวลา:20:23:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

วรุณนฤมล
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชายหนุ่มนี้นามวรุณบุญคงน้อย
อายุด้อยต้อยต่ำไม่เดียงสา
รักศาสตร์ศิลป์จึงซมซานจากบ้านนา
ระเห็จมาเมืองกรุงมุ่งสร้างตัว


จิตพาล่องลอยย้อนไกลใจจึงเห็น
อดีตเช่นรอยกระทำทั้งดีชั่ว
สนุกเศร้าวาบหวิวบ้าโกรธกล้ากลัว
บาปพันพัวบุญนฤมิตอดีตตน

ให้คำนึงถึงสายลมโบกโชยเอื่อย
ธารเลาะเลื้อยริมชายป่าในหน้าฝน
มัจฉาน้อยเวียนแหวกว่ายเริงสายชล
ใบไม้หล่นรกราวป่าหญ้าขจี


บึงบัวบานชวนบินร่อนภมรภู่
ฝนพร่างพรูฟ้าสว่างพราวพร่างสี
ปทุมขาวแซมดอกม่วงชมพูมี
รื่นฤดีแดดรอนลับนกกลับรัง

กึ่งราตรีหอมลอยลมชมกลิ่นแก้ว
ปีบร่วงแล้วกลีบรำเพยพระพายสั่ง
หรีดเรไรพงไพรร้องก้องผาดัง
น้ำค้างหลั่งหมอกลอยโรยโปรยโพยม


แสนอาลัยในชีวิตคนชายป่า
นอนมองฟ้านับดวงดาวสกาวโสม
หนาวแต่นอกอุ่นทรวงในใจประโลม
เหมือนอาจโน้มวิมานฟ้าลงมาครอง

สมเพชใจย้ายเข้ากรุงมาตกอับ
หอพักคับแคบขัดเหมือนยัดกล่อง
อบอ้าวกายคล้ายอั้งโล่เสโทนอง
มองฝาห้องต้องคุมขังวังเวงทรวง


นี่หรือคือเวียงชั้นฟ้ามหาเขต
แดนอมเรศเจริญเฟื่องเรียกเมืองหลวง
คนแออัดแต่ส่วนใหญ่หัวใจกลวง
ความหลอกลวงล้วนหลอนทั่วทั้งตัวเมือง

ตึกสูงใหญ่ยอดชูชันถึงชั้นฟ้า
แลรถราล้มหลามคำรามเครื่อง
เสียงกระหึ่มฝุ่นควันฝ้านัยน์ตาเคือง
ค่ำคืนเรืองหลอดไฟฟ้าบ้าเล่นไฟ


บ้างรีบเร่งทำงานจนหามรุ่ง
บ้างก็มุ่งแสวงอำนาจให้บาทใหญ่
ลูกหลานถูกทิ้งขว้างเหมือนร้างไกล
เงินทองไซร้สิ่งสอพลอหล่อเลี้ยงกาย

ผู้มีอัฐถูกนับถือคือพระเจ้า
สั่งซื้อข้าวของสิ่งใดได้ดังหมาย
ต่างละโมบโลภริญำ*ศีลธรรมวาย
บ้างยอมขายแม้ศักดิ์ศรีชีวีตน


แบ่งผักฝ่ายรวมพลังไล่ให้อนาถ
จ้องพิฆาตทำลายล้างอ้างฉ้อฉล
เงินเป็นใหญ่ไร้คุณธรรมนำกมล
ล้วนวกวนก่อบาปกรรมย่ำยีกัน

คนจนดั่งนายวรุณฤๅอุ่นสุข
แค่ไม่ทุกข์เพียงวันใดใช่คือฝัน
จะกินอิ่มนอนอุ่นได้อย่างไรกัน
เพราะนับวันเงินร่อยหลอไม่พอกิน


อุตส่าห์สอบเอนทรานซ์แล้วติดแถวหน้า
เข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนศิลป์
ลูกชาวนาสามัญชนจนติดดิน
ต้องโผผินจากบ้านนามาอยู่กรุง

พ่อก็แก่แม่ก็เฒ่าเจ้าคงเห็น
อยากจะเป็นนายช่างศิลป์ตามจินต์มุ่ง
ต้องไขว่คว้าสองมือหาสองขาพยุง
ถึงไต่รุ้งสอยตะวันไม่ครั่นคราม

All Blog