One Fine Day :)
Group Blog
 
All blogs
 

เสียน้ำตากับเวลาที่หายไป

วันนี้เสียน้ำตาอีกแล้ว
เปิดเทอมมาได้สองวัน นรกก็ถล่มลงมาตรงหน้าด้วยคำว่า

"เกรด"

มันก็จริงที่ว่าเราเรียนไปเล่นไปสบายใจมีความสุข เรียนเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก
กิจกรรมคือน้ำหล่อเลี้ยง มีพี่น้องรู้จักมากมายทั้งคณะ

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เทอมนี้ทุ่มลงไปมากกว่าครั้งไหนๆในชีวิต
เราอยากได้รับคำว่าสำเร็จ
และหยิ่งเกินที่จะรับอะไรที่น้อยกว่านั้น


แต่ก็นั่นอีก เราตีค่าคำว่าสำเร็จไว้ที่เท่าไร
นั่นเป็นคำถามในใจเล่นๆ ตอนที่เปิดเว็บเพื่อเช็คเกรด
และคำตอบก็คือ
มันจะเป็นเท่าไรไม่รู้ รู้แค่ว่า ต้องมากกว่าที่เห็นในใบคะแนนตอนนี้แน่นอน


ถ้าได้เพียงแค่นี้ เวลาที่ทุ่มไปทั้งหมด เราเอาไปทำอะไรอย่างอืนไม่ดีกว่าเหรอ

ที่แย่ที่สุดคือ วิชาที่ชอบมากๆ ดันแย่อย่างรับไม่ได้
วิขาที่เกลียดสุดๆ กลับได้โอเคขี้นมา
ส่วนวิชาที่เคยเรียนแล้วมีภาคสองมาหลอกหลอน ยังได้เกรดเท่าเดิมเสมือนหนึ่งย้ำว่า มรึงไปไกลได้แค่นี้แหละ สำหรับ GI

โอเค เราไม่เป็นหมอ GI แน่นอนแล้วหนึ่ง

คิดแง่ดียังไงก็ตาม แต่เราก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริงๆ
มันไม่ใช่เพราะเกรดน้อย
แต่มันไม่พอใจตัวเองที่ไม่ประสบความสำเร็จสักที



เราเสียน้ำตาให้เวลาที่เสียไป



เอาล่ะ เราจะเดิมพัน อีกหนึ่งเทอมสุดท้ายของพรีคลินิก
ทุ่มไปทุกวัน เอากะมันสิ
ดูว่าใครจะชนะใครก่อน
ถ้าเราไม่ตายคากองหนังสือไปซะก่อนสอบ
เทอมนี้คงจะไม่มีซีบวกอีก
จะเขียนบล็อกมันไปทุกวัน เสมือนเป็นเรียลลิตี้ชีวิตจริง
เดือนมีนาคราวหน้า จะเอาเกรดมาให้ดู

ถ้าเต็มที่กับมันมากกว่าขีดลิมิตแล้วยังไม่ดีอีก
เราอาจจะไม่เหมาะกับทางสายนี้เท่าไรแล้ว

หรือว่าไง??




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2551    
Last Update : 14 ตุลาคม 2551 20:41:28 น.
Counter : 68 Pageviews.  

น้ำตาอุ่นๆ ก็ทำให้ผ่อนคลายลงได้เหมือนกัน

เคยเป็นไหม ที่อ่านหนังสืออยู่ดีๆ น้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมา


ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งที่สี่ แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนกับเราไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน


เรา - ฉัน และ ชีทเรียน


ไม่เครียดนะไม่เครียด
อารมณ์ที่ใกล้เคียงคงจะเป็นคำว่าน้อยใจ
ทำไมไม่เกิดมาพร้อมฮาร์ดไดร์ฟส่วนตัว


ในวันที่โหดร้ายที่สุด เราก็พบว่า
น้ำตาอุ่นๆ ก็ทำให้ผ่อนคลายลงได้เหมือนกัน




 

Create Date : 27 กันยายน 2551    
Last Update : 27 กันยายน 2551 0:39:10 น.
Counter : 81 Pageviews.  

เมื่อก้าวมาถึงจุดที่เค้าว่ากันไว้

วันนี้ตื่นตีสามกลิ้งหลุนๆหลับต่อไป

ตีห้า เปิดหนังสืออ่าน toxicology และคิดว่าจะหลับตา
ลืมตาอีกทีเจ็ดโมงกว่า อ่านชีทในมือ (มันยังอยู่ดีในมือ ไม่เลอะเทอะน้ำลายแต่อย่างใด)

อ่านจบ
มองนาฬิกาแปดโมงยี่สิบ

สะโหลสะเหลไปล้างหน้า แปรงฟัน คว้า autocoid ลงไปข้างล่าง อ่านต่อ
จบตอนสิบเอ็ดโมงนิดๆ
ลุกไปอาบน้ำ หยิบ ยาในผู้สูงอายุมาอ่าน
จบประมาณ เที่ยงเศษๆ (ทำไมอันนี้อ่านเร็ววะ?)

กินข้าวนิดๆหน่อยๆ
มองนาฬิกาบ่ายโมงตรง

คว้าเคสของตัวเองขึ้นมาอ่าน
มันเป็นปวดข้ออะไรไม่รู้ กลุ่มเดียวกับรูมาตอยด์?
อ้าวไม่ใช่นี่หว่า
เป็นปวดข้อที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
เปิดอีเมล์ดูส่วนของเพื่อนที่ทำมาแล้ว

เปิดดูแฮร์ริสันออนไลน์ที่ไปเปิดไว้ตั้งแต่วันศุกร์จากคอมห้องสมุด
อ่าน
อ่าน
อ่าน
และอ่าน
เปิดวิกิพีเดีย หาข้อมูลที่ลืมเอามาจากแฮร์ริสัน
อ่าน
อ่าน

เข้าสู่โหมดเอ๋อเมาภาษาอังกฤษไปสักพัก
แล้วก็เข้าสู่โหมดลำดับความคิดไม่ถูก

แล้วจะเชี่ยนโรคยังไงวะ?

ทำพาวเวอร์พอย
เช็ค
อ่านใหม่

ปรับพาวเวอร์พอยให้เหมาะกับเพื่อนๆที่ไม่ได้อ่านมาก่อนและมาฟังบรีฟไม่ทัน

เหลืออีกหนึ่งเรื่องเต็มๆ
ขยี้ตาทีหนึ่ง ปวดตาจัง มองนาฬิกาหกโมงเศษๆ
เขียนข้อสุดท้ายอย่างลวกๆ
ส่งเคสให้เพื่อนปรูฟต่อ

ลุกไปล้างหน้า เอาขนมใส่ปาก

กลับมาตอบอีเมล์เพื่อนคนจีนจากสแตนฟอร์ดที่อยากเรียนหมอ
หึหึ
เปิดบล็อกแก๊ง
เขียน

อ่ะ หกโมงสี่สิบห้าแล้ว
เหลือเวลาอีก 7 วัน โดยประมาณ จะสอบ

7 คุณ 24 ได้ 168 ชั่วโมง
ลบเวลานอน วันละ ... 4 ชั่วโมง เป็น 28
ลบเวลาราชการที่ยังต้องเรียน วันละ 7 ชั่วโมง เป็น 35 ชั่วโมง

เหลือเวลาอ่านหนังสือจริงๆ 168-28-35 เท่ากับ 105 ชั่วโมง

เวลาเดินทางไม่เป็นไรไม่ต้องลบเพราะ อยู่ในรถอ่านหนังสือได้
อยู่ในรถไฟฟ้าก็อ่านหนังสือได้
รถเมล์ถึงจะโหนอยู่ก็ทำได้
แต่อาจจะลบเวลากินนิดหน่อย กับเวลางัวเงียในเซฟโหมด
เวลาอาบน้ำด้วย

เหลือชีทที่ต้องอ่าน ... ประมาณ เรียงจากพื้นก็สูงเลยเข่านิดหน่อย
อ้อ เราเป็นคนขายาวนะ

จริงๆ อ่านหนังสือไปมากกว่าครึ่งหรือยัง ก็คงต้องตอบว่า มากกว่าแล้ว
แล้วที่อ่านไปจำได้หรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ

อ่านเอาปริมาณมากกว่าคุณภาพจริงๆเล้ย ไอหมูหวาน

เอาละๆ ประมาณ 100 ชั่วโมง ถ้าอ่านหน้าละ ครึ่งชั่วโมง ก็จะได้หน้าหนังสือทั้งหมด 200 หน้า

สูงเลยเข่านี่มันน้อยกว่าสองร้อยหน้าไหมวะ
คำตอบรู้อยู่แก่ใจ

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดๆนั้นแล้ว
จุดที่รุ่นพี่บอกว่า
ต้องจับฉลากเลือกเอาว่าจะอ่านอะไร
รู้ดีในบางเรื่อง จำได้ทุกอย่าง
ดีกว่ารู้มัวๆไปหมดทุกอย่าง แต่ตอบอะไรดีๆไม่ได้สักอย่าง

อ๊ะ หกโมงห้าสิบสี่แล้ว

วันนี้เราขอเสนอเพลง
เวลาไม่เคยพอ-แดนบีม
ขอมอบเพลงนี้ให้กับทุกคนที่กำลังจะสอบ
ขอให้เพื่อนๆโชคดี




 

Create Date : 14 กันยายน 2551    
Last Update : 14 กันยายน 2551 19:01:16 น.
Counter : 80 Pageviews.  

ชีวิตจะหาอะไรดีกว่านี้ได้ที่ไหน

ขี้เกียจ
จิตตก
อยู่คนเดียวบ่อย
เพื่อนทะเลาะกัน
ทำขี้โปรโตซัวเลอะกล้องจุลทรรศน์ตัวเอง


ชีวิตจะหาอะไรดีกว่านี้ได้ที่ไหน
เยี่ยมจริงๆ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2551    
Last Update : 30 สิงหาคม 2551 19:48:24 น.
Counter : 75 Pageviews.  

ประชุมรวมนิสิตนักศึกษาแพทย์เอเชียที่ญี่ปุ่น เด็กไทยได้ที่หนึ่งอีกแล้วค่ะ

หายหน้าหายตาไปสองอาทิตย์
ไปญี่ปุ่นมาเกือบสิบวันค่ะ

สอบเสร็จวันศุกร์ที่25เที่ยง ก๊อบินไปญี่ปุ่นคืนนั้นเลย

ประสบการณ์มากมาย เพื่อนใหม่เยอะแยะ
แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแบบที่หาที่ไหนจะได้อีก

Asia Medical Student Conference ครั้งที่ 29 ที่ Tokyo
ในธีม Non communicable disease&Health Promotion

ในงานก็มีนักเรียนแพทย์เอเชียมากมายหลายชาติค่ะ
ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น อินโด มาเล ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ยูเค พม่า บังคลาเทศ ปากีสถาน ฯลฯ

Group discussion ที่ทำที่นี่ ไม่ค่อยเครียดมากเหมือนกับหมอทั่วไปหรอกค่ะ เพราะก็ยังไม่จบกัน บางคนอยู่ปีหนึ่งเอง ไม่ค่อยมีความรู้จะมาแลกเปลี่ยนเชิงลึกอะไรได้มาก แต่ที่เราได้จากการประชุมนี้ก็คือ medical curriculum การเรียนการสอนในแต่ละปีเป็นไง แต่ละชาติทำกันยังไง ปัญหาสุขภาพของแต่ละชาติเป็นยังไงแล้วจะแก้ไขกันอย่างไรต่อไป


ที่สำคัญที่สุดคือ มิตรภาพ


ตอนนี้พวกเราทุกคนก็กระจอกงอกง่อยเป็นนักเรียนแพทย์จนๆ กันหมดทุกคนทุกชาติ แต่เราเชื่อมากๆ ว่าคนในองค์กรนี้ พวก chairman chairperson ทั้งหลาย อีกยี่สิบปีผ่านไป พวกนี้คงจะอยู่ใน WHO หรือองค์กรระดับชาติ/ ระหว่างชาติแน่ คนเป็นผู้นำมันก็ต้องได้เป็นผู้นำวันยังค่ำ ชีวิตเค้าหนีไม่พ้นหรอก can't resist น่ะค่ะ

แหม มีเพื่อนเป็น WHO มันเท่ไม่หยอกจริงมะๆ

แลกเปลี่ยนการเรียนการสอนมาถึงระดับหนึ่ง เค้าก็พูดถึงว่าหมอกับคนไข้สื่อสารกันไม่ค่อยจะดีเลยมีคดีฟ้องหมอเยอะ หมอบางคนตรวจกับคนไข้นี่ไม่พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ เชิญนั่ง คว้าสเต็ดฟังๆๆ เอาไม้จิ้มปากๆๆ เอาปากกาเซ็นๆอะไรไม่รู้ แล้วก้อเชิญออก คนไข้ก็คิดว่าหมอไม่ใส่ใจ

แต่ความจริงแล้ว หมอต้องทำเวลาต่างหาก คนไข้เยอะ เก้าโมงถึงเที่ยงต้องตรวจให้หมด กี่ร้อยคนละที่มารอ (ซึ่งก็มีเสียงบ่นอีกว่ารอนาน)

มันก็เลยเป็นปัญหาใหญ่

ไต้หวันเค้าบอกว่า เอเชียเจอปัญหาแบบนี้เยอะ หมอขาดแคลนแต่คนไข้มากมาย สำหรับยูเคคงไม่เข้าใจเพราะเค้ามีหมอเยอะมากกกก เก้าโมงถึงเที่ยงเนี่ยตรวจคนไข้ได้สิบสองคน ชั่วโมงละ 4 คน ให้เวลาคนละสิบห้านาทีมันก้อไม่มีปัญหาเรื่องสื่อสารอยู่แล้ว

ดังนั้นหมอเอเชียต้องฝึกตรวจเร็ว ตรวจไว แถม communication skill เจ๋งๆให้ได้

พอถึงคราววนมาให้ประเทศไทยพูด เราก้อเลยเล่าว่าที่จุฬาฯมีทำport folio นะ ก่อนจบต้องทำกิจกรรมที่โชว์ว่ามี outcome ครบถ้วน เป็นหมอที่ดีได้ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวแล้วทำกิจกรรมด้านอื่นไม่เป็นเลย

communication skill ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเหมือนกัน
ฮ่องกงชอบไอเดียนี้มากเลยแหละ เราก้อยืดๆเลยทีเดียว


มีงาน cultural night อยู่คืนหนึ่ง
ของโชว์การแสดงสิบนาทีต่อประเทศ ตอนแรกก็แบ่งไปทำเป็นคณะๆ เพราะว่าจุฬาฯกำลังสอบไม่มีช่วงให้เตรียมการแสดงเลย เพื่อนๆที่รามาฯก็เลยรับรำเซิ้งงามๆให้ เพื่อนที่ศิริราชก็ไปเพิ่มอีกชุด เป็นรำไทยประยุกต์เพลงสยามเมืองยิ้ม

ทีนี้คุยไปคุยมา คืนก่อนแสดง ปรากฏว่ามันไม่ครบสิบนาทีอ่ะค่ะ
ทุกคนก็เลยรวมกลุ่ม country meeting คนไทยมารวมกัน คิดการแสดงใหม่อีกชุดหนึ่ง เอาคณะที่เหลือที่ยังไม่ได้แสดงอะไรมารวมกัน

สำหรับเรานี่เป็นภาพที่น่าตื้นตันมาก ปกติคนไทยอ่ะ รวมกันเราแตกแยกกันเราอยู่ยังไงไม่รู้

สุดท้ายก็เลยได้โชว์ตลกๆ มาหนึ่งโชว์ "เชฟบ๊ะ อาภาพร นครสวรรค์"

ตอนซ้อมงี้ขำกลิ้งน้ำหูน้ำตาไหลพราก อายมาก ไม่รู้ว่าจะกล้าพอไหม
จะเต้นทั้งชุดไทยไหวไหม หรือจะเอาชุดไปเปลี่ยนดี จะแรงหรือเปล่า จะแป้ก หรือว่าจะทำชาติไทยขายหน้ากันแน่

(สุดท้ายก็เต้นทั้งชุดไทยอ่ะ เพราะว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปรวม เลยขี้เกียจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา)

ตอนกลางวันก่อนแสดง คนในกรุ๊ปถามว่า Moowan,will u perform tonight? and What show is it?
ก็ตอบแบบ Yes, Something funny~


ตอนอยู่บนเวทีอายมาก รู้สึกโดนถ่ายรูปเยอะ เพราะอยู่หน้าสุด
President AMSA intl เอากล้องขนาดมโหฬารมาซูมเรา
(จนป่านนี้ยังไม่ไปถามเค้าเรื่องรูปอีกเรย กัวว)


จบโชว์ปุ๊บ มีคนตะโกนขึ้นเยอะมากว่า so sexy
ลงจากเวทีคนในกรุ๊ปบอกเลยว่า not funny, Moowan , it's sexy and cute too.

ของอาภาพรเค้าดีจริงๆ 555+


ไฮไลท์ที่สุดของงาน สิ่งที่ทำให้ทุกชาติมารวมกันวันนั้นก็คือการ ประกวดงานวิจัย และ โปสเตอร์ ธีมNCDs & health promotion

และแล้วววว

ประเทศไทยก็ได้งานวิจัย ที่ 1 (งานของนักศึกษาปีสาม ศิริราช)
โปสเตอร์ได้ ที่ 3 (งานของนักศึกษาปีสาม รามา)
ก็เลยคว้ารางวัล overall first prize ไปอย่างสบายๆ


มีคนมาแสดงความยินดีกับเรามากมายแหละ ฮ่องกง เกาหลี มาเล ฯลฯ
เราก็ยืดเต็มที่เลย (จุฬาฯเป็นแค่ทีม academic ไม่ได้ส่งงานวิจัยด้วยค่ะ)


แต่ว่า ณ เวลานั้น ที่โตเกียว ในหอประชุม มันไม่มีเรื่องสถาบันอะไรอีกแล้ว
เราภูมิใจแทนอาจารย์และเพื่อนๆจากทุกมหาวิทยาลัย
ไม่มีจุฬา ศิริราช รามา ธรรมศาสตร์ รังสิต
ไม่มีอะไรทั้งนั้น
ยกเว้น "คนไทย" เหมือนกัน

เด็กไทยเก่งไหมละคะ??




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2551    
Last Update : 10 สิงหาคม 2551 12:32:34 น.
Counter : 71 Pageviews.  

1  2  

หวานจ๋อยหยอด
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เด็กผู้หญิงหน้ากลมชื่อหวานแต่เปรี้ยว
รักจะมองโลกผ่านเลนส์สีกุหลาบ
รักงานเขียนมากกว่าอะไร
รักคนไข้...หรือเปล่านะ?
รักและแคร์เพื่อนๆรอบตัว
รักครอบครัวที่สุด
Friends' blogs
[Add หวานจ๋อยหยอด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.