One Fine Day :)
Group Blog
 
All blogs
 
งานหนังสือ ผ่านสายตาของฉัน

มีข้าวของไม่กี่อย่างเท่านั้น ที่กล้าหาญชาญชัย เดินมาล้วงตังเราไปได้หน้าตาเฉย

หนึ่งคือ หนังสือ
สอง เครื่องสำอาง
และสาม ของกิน

แม้ว่าในช่วงปีท้ายๆมานี้ อันดับสองจะเริ่มเพิ่มมูลค่าตัวเองอย่างผิดหูผิดตา แต่ก็ยังไม่วายพ่ายแพ้ มิอาจโค่นล้มแชมป์ตลอดกาลอันดับหนึ่งลงได้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก จนกว่าข้าน้อยจะจบมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง ออกไปใช้ทุนต่างจังหวัด ช่วงเงินเหลือเหล่านั้น นอกจากให้พ่อแม่แล้ว เครื่องสำอางแบรนด์ดังมากที่ปัจจุบันแค่มองอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ ก็อาจจะได้มีในครอบครองบ้าง


ถ้าจะพูดว่า งานหนังสือ เป็นงานเดียวที่ขโมยเงินออกไปจากกระเป๋าเราได้มากที่สุด อันนี้ก็คงจะไม่ผิดความจริงเลย


ความทรงจำต่องานนี้มีมากเหลือเกิน เพราะเคยไปตั้งแต่มันจัดอยู่ตรงนู้น แถวๆคุรุสภา (ใช่หรือเปล่าหว่า) ยังเด็กเหลือเกิน สิ่งเดียวที่จำได้ก็คือ แอร์มีเท่าไรก็เหมือนไม่พอ ร้อนเหงื่อไหลโทรมเป็นก๊อกทีเดียว

สมัยนั้น คุณพ่อให้เงินไว้ครั้งละห้าร้อยบาท เด็กสิบขวบซื้อหนังสือได้ตั้งหลายเล่ม มีความสุขกับการอ่าน
แต่สมัยนี้ ถ้าพ่อสนับสนุนแค่ห้าร้อย คงต้องบอกว่าพ่อเล่นมุกอยู่แน่ๆ เพราะมันแปลว่า ซื้อได้อย่างมากสองเล่มนะ

บางปี เงินเดือนค่าขนมทั้งเดือนละลายไปกับหนังสือ แล้วเราก็หมกตัวอยู่ในบ้าน มีชีวิตไปวันๆด้วยมาม่าและกับข้าวที่คุ้ยหาได้ในตู้เย็น บางวันก็ไม่กิน ถือเป็นวิธีคุมน้ำหนักอย่างหนึ่ง เรียกว่ายอมทุกอย่างค่ะ แค่ได้ซื้อได้อ่านก็พอ

ใครมันว่าเด็กไทยอ่านหนังสือวันละเจ็ดบรรทัด อยากจะเถียงขาดใจจริงๆ
-------------------------------------
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับงาน
นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาจัดในศูนย์สิริกิติ์ อาการเหงื่อไหลท่วมไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป เดินอย่างสบายใจมากขึ้น

หนังสือแพงขึ้น!

มีไปรษณีย์ส่งของ! รู้สึกว่าถือเบามากขึ้น และเหมือนยังซื้อได้อีกไหว ก็เลยเสียตังมากขึ้น

บูธหนังสือเอง เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ค่อยๆเกิดขึ้นค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อก่อน บางบูธ บางสนพ. คนเยอะจนเบียดไม่เข้า เดี๋ยวนี้ก็น้อยลง
บางสนพ. เริ่มต้นจาก บูธเล็กๆบล็อกเดียวในโซน ซี 1 ซี 2 ก็ขยับขยายใหญ่ขึ้นๆ จนกระทั่งย้ายฝั่งมาอยู่แพลนนารี่ฮอลล์ เปิดใหญ่โต

นิยายรักขายได้ดีเกินคาด โดยเฉพาะนักเขียนรุ่นใหม่ๆ

ไม่เท่านั้น นิยายวายเลิฟ เกิร์ลเลิฟ ที่เมื่อก่อนขายกันใต้ดิน ก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นบูธในงานหนังสือกะเค้าได้เหมือนกัน

มีความเปลี่ยนแปลงของหน้าปกหนังสือ ที่ทำให้ดู
ทันสมัยขึ้น
เหมือนการ์ตูนลายเส้นยุ่งเหยิง
ทำให้แนวขึ้น
และอื่นๆอีกมากมาย


แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมก็ยังคงมีอยู่ อย่างน้อยๆก็ยังมีคนมาซื้อกับคนมาขายอ่ะนะ


นี่ถืองานอดิเรกของเราอย่างหนึ่งเลยนะเนี่ย ไม่เคยบอกใครเลย ระหว่างเดินในงาน นอกจากดูหนังสือแล้ว ฉันยังชอบดูคนที่มาเดินด้วย จะว่าชอบแอบมองชาวบ้านก็คงได้มั้ง ดูความสัมพันธ์ระหว่างคนซื้อกับคนขาย คนขายบางคนเชียร์อย่างเดียวไม่คุยมากจะขายของ บางคนชวนคุยเก่งไปเรื่องนู้นเรื่องนี้จนงงว่าไปถึงนั่นได้ไง บางคนพูด"ถามได้นะคะ"ซ้ำกันไปมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ส่วนบางคนก็มีกระเซ้าเย้าแหย่คนซื้อ ต่อปากต่อคำกันสนุกสนานไป คนซื้อบางคนก็อารมณ์ดีโต้ตอบกันนานเชียว

แหม แต่ไม่ค่อยมีคนขายทักฉันแฮะ

หรือฉันจะมีดวงเจอแต่คนขายจำพวกขายของอย่างเดียวกับพวกแผ่นเสียงตกร่องบ่อยๆ หรือว่าจริงๆแล้ว มัวแต่แอบมองคนอื่น หรือเราทำหน้าตาให้ไม่ค่อยรับแขก ขมวดคิ้วนิ่วหน้าข้าจะอ่านหนังสือมึงอย่าเพิ่งพูด ก็คิดกันไปได้ต่างๆนานาอ่ะนะ


อีกสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนก็คือความสุขที่ไหลวนอยู่รอบๆตัวเวลาเดิน คนอื่นจะรู้สึกอย่างไรไม่รู้ แต่ฉันชอบหนังสือ เมื่ออยู่ท่ามกลางพวกมัน เสมือนอยู่ในห้องสมุดขนาดใหญ่ยักษ์ที่ที่บ้านไม่มี แถมยังล้อมรอบไปด้วยผู้คนมากมาย มีทั้งน้องเล็กสวมแว่นอันโต เด็กประถมตาแป๋วจูงมือพ่อ น้องนักเรียนมอปลายมาพร้อมเสื้อหลุดออกนอกกางเกงหัวเราะกันตลอดเวลา วัยรุ่นผู้หญิงกับฝูงเพื่อนนับสิบและบรรดานิยายรัก พี่ชายมาดเข้มหอบหนังสือให้น้อง แฟนหนุ่มเดินตามสาวสวย คนทำงานเสื้อยับพับแขนแต่แววตาแจ่มใส คนโดดงานท่าทางเพลิดเพลิน ไปจนยันคนแก่มากับหลานตัวจ้อย


แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันมีความสุขกว่าที่จะมองพวกเขาอย่างเดียวนะ เพราะฉันคงไม่เอาใครไปด้วย จะได้ไม่ต้องพะวักพะวงมากมาย อยากหยุดตรงไหนก็หยุดได้

หรือคุณว่ายังไงคะ?

ปล. ครั้งหน้าจะมาเปิดถุงให้ดูค่ะ


Create Date : 18 ตุลาคม 2551
Last Update : 18 ตุลาคม 2551 22:48:18 น. 7 comments
Counter : 106 Pageviews.

 
ส่วนตัวเริ่มเฉยๆและค่อนไปด้านลบกับงานหนังสือค่ะ

ไม่ใช่ว่างานไม่ดีหรอกนะคะ แต่ว่าหนึ่งคือคนเยอะมากทำให้ไม่ได้ดูหนังสืออย่างมีอรรถรสที่ควร สองคือเรื่องคนขายตะโกนโหวกเหวกนี่แหล่ะค่ะ เหมือนเป็นมหกรรมอะไรสักอย่าง (จริงๆก็มหกรรมหนังสือแหล่ะ) มันดูเหมือนแข่งกันลดแลกแจกแถมอะไรสักอย่าง สามคือคนทีซื้อหนังสือเฉพาะในงานอย่างเดียว แล้วมาทีก็แบกกระเป๋าลากมาด้วย แล้วเวลาลากก็ไม่ดูซ้ายขวาหน้าหลังเลย

จริงๆงานหนังสือก็ดีที่ทำให้เราได้ซื้อหนังสือที่ถูกขึ้น ยิ่งกับคนที่ซื้อหนังสือเยอะๆในแต่ละปีก็ดีมาก แถมได้ซื้อหนังสือครบทุกสำนักพิมพ์ในงานเดียว ได้เจอหนังสือใหม่ๆมากมาย แล้วที่ชอบก็ตรงที่น๊านนานจะได้เห็นผู้คนมากมายมี Passion กับการอ่านนี่แหล่ะค่ะ สุขใจจริงๆ


โดย: TaMaChAN (narumol_tama ) วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:0:49:28 น.  

 
ซัมเมอร์ชอบไปงานหนังสือนะคะ ไปมันทุกปีละคะ ไม่รู้จะซื้ออะไรก็ไปเดินดูบรรยากาศ บางทีก็เจอคนเข็ญรถหนังสือมาทับขาก็มี เพราะเค้าซื้อกันทีอ่านได้ทั้งปีเลยนะ คนเยอะ เบียดกันอย่าบอกใคร เห็นใครซื้ออะไรก็อยากดูบ้างว่าดีหรือเปล่า น่าสนใจไหม เมื่อวานก็ได้มาหลายเล่มค่ะ เคยอ่านหรือยังคะ The top secret ซัมเมอร์ชอบค่ะ


โดย: Summer Flower วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:14:01:49 น.  

 
ชอบไปงานหนังสือเหมือนกันค่ะ แค่ได้เห็นหนังสือเยอะๆก็มีความสุขแล้ว ชอบไปคนเดียวด้วย สบายใจดี อยากแวะตรงไหน นานแค่ไหนก็ไม่ต้องเกรงใจว่ามีคนรอ


โดย: หมูย้อมสี วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:16:09:19 น.  

 
ชอบบรรยากาศในงานหนังสือค่ะ...ก็เลยไปบ่อยๆ
ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากบูธที่เคยเล็ก ได้ขยับขยายบูธใหญ่ขึ้น
ได้เห็นพัฒนาการของโปรโมชั่นจูงใจให้คนซื้อควักกระเป๋า

ได้เห็นคนไม่มีมารยาท นึกจะลากก็ลาก นิ้วเท้าใครต่อใคร ฉันก็ไม่สน
ได้เห็นน้ำใจคน...ขอยืมดูแผนที่กันได้...ไม่หวง ...แนะนำหนังสือกันหน้าบูธเลยล่ะ
"เล่มนี้ไม่สนุกหรอก แต่เล่มนี้สนุกกว่า"
ได้เจอคนขายมือใหม่...ถามคนซื้อซึ่งๆ หน้า "พี่ว่าสามก๊กสำนักพิมพ์ของหนู กับของสำนักพิมพ์นั้น ต่างกันตรงไหนค่ะ...ลูกค้าถามหนูตอบไม่ถูก"

ตอนเดินดูอะไรต่อมิอะไร ก็ชอบไปกันหลายๆ คนนะ
คนนั้นแวะบูธนี้ คนนี้แวะบูธนี้ ช่วยกัน comment

แต่ถ้าเราจะซื้อจริงๆ ละก้อ ...ชอบไปคนเดียวมากกว่า
แม้ว่าจะหิ้วได้น้อยหน่อย...แต่สามารถหยุดอยู่กับที่แล้วค่อยๆ รื้อได้ โดยไม่ต้องเกรงใจคนมาด้วยค่ะ

รอดูรายการหนังสือของจขบ. นะคะ


โดย: นัทธ์ วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:21:13:40 น.  

 
เมื่อเสาร์ที่ 10 ต.ค. นี่ผมก็ไปมา รู้สึกว่างานหนงัสือเที่ยวนี้เงียบเงหาลงไปเยอะเลย แต่สิ่งที่รู้สึกดีเหือนเดิม คือรู้สึกว่าหลายคนในงานเป้นพวกเสพติดการอ่านเหมือนกัน ขึ้นอยู๋กับว่าจะชอบอ่านอะไร แนวไหน

นอกจาไปดูหนังสือแล้วก็ชอบสังเกตลักษณะภายนอกของหนอนหนังสือเหล่านี้ด้วยครับ ตั้งแต่เด็กๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่เลย บางคนดูภายนอกเป็นเด็กเรียน แต่บางคนก็ไม่น่าเชื่อ ว่าเนี่ยนะ ชอบอ่านหนังสือ (แต่ก็ต้องเชื่อเขาล่ะนะ อิอิ .. เพราะหน้าตาผมเองก็ไม่น่าจะเป็นพวกรักการอ่านเช่นกัน)

สิ่งหนึ่งที่คู่กับการเดินงานหนังสือ คือ เสียงประกาศเพื่อโฆษณาหนังสือใหม่ รู้สึกมันติดหูมากเลย และช่างเป็นเสียงที่ "ไร้อารมณ์" จริงๆ โดยเฉพาะเสียงผู้ฆญิงเนือยๆ ได้ยินทุกปี .. เพราะฟังๆ ไป มันไม่ได้ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไปตามเนื้อหาของหนังสือที่เอามาโฆษณา และไม่ได้ทำให้รู้สึกอยากซื้อเท่าไร .. แรกๆ ยอมรับว่ารำคาญ แต่หลังๆ รู้สึกว่าชินเสียแล้ว และรู้สึกว่ามันเป็นเสียงที่อยู่คู่กับงานหนังสือทุกครั้ง

สรุปว่ายังรู้สึกดีกับงานนี้อยู่ และอยากให้จัดต่อไปบ่อยๆ


โดย: เด็กชายหัวหอม IP: 58.8.134.51 วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:22:02:43 น.  

 
รอดูรายการหนังสือนะคะ

สำหรับเรา นอกจากงานหนังสือ ยังไงก็ซื้อหนังสือตามร้านอยู่ดีแหละค่ะ แหะๆ แต่โอเค..อาจจะน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังอดใจไมได้หรอก ไม่ให้ซื้อเลยคงยาก

งานหนังสือมันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคนอ่านหนังสือน่ะค่ะ แม่เราเองก็มีความสุข เพราะงั้น..อย่างไรก็ยังคงไปแหละค่ะสำหรับงานหนังสือ



รอดูลิสต์ของจขบ.นะคะ


อ้อๆ สถิติล่าสุด รู้สึกว่าขึ้นเป็นอ่านคนละ 2 เล่มแล้วนะคะต่อปีน่ะค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 20 ตุลาคม 2551 เวลา:17:38:56 น.  

 

ชอบไปเดินดูหนังสือเก่าครับ


โดย: F_nakhon วันที่: 22 ตุลาคม 2551 เวลา:7:26:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

หวานจ๋อยหยอด
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เด็กผู้หญิงหน้ากลมชื่อหวานแต่เปรี้ยว
รักจะมองโลกผ่านเลนส์สีกุหลาบ
รักงานเขียนมากกว่าอะไร
รักคนไข้...หรือเปล่านะ?
รักและแคร์เพื่อนๆรอบตัว
รักครอบครัวที่สุด
Friends' blogs
[Add หวานจ๋อยหยอด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.