GRANDMOM'S LIFE

วันจัน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อดีต ครูระดับประถมศึกษา 12 ปี ข้ามขั้นมาเป็นครูระดับอุดมศึกษา 29 ปี ปัจจุบัน เป็นผู้เกษียณ อายุราชการ ปีที่ 7

งานหลัก เป็นผู้อำนวยการดูแลแม่อายุ 90 ปี
งานรอง เล่นเกม เล่นกับสัตว์เลี้ยง เดินดูต้นไม้ อ่าน เขียน ทำงานบ้าน ดูหนัง ไปให้คนอื่นนวดตัว ไปนั่งเล่นร้านกาแฟลูกชาย นัดเพื่อนเก่า/ลูกศิษย์เก่ากินข้าว ดูแลสวนกล้วยและต้นไม้อื่นๆตามใจที่อยากปลูก
งาน พิเศษ ช่วยดูแลหลานชายและหลานสาว(ตามที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนที่บ้านเขา)
ผลงานดีเด่น มีสามี1 คน และลูกชาย 1 คน ลูกสาว 2 คน
และหลานชาย 2 คน หลานสาว 2คน
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วันจัน's blog to your web]
Links
 

 

แม่ใหญ่คนดีที่ ๒ ตอนที่ ๑

แม่ใหญ่คนนี้ คือแม่ฉันเอง แม่ฉันชื่อทองโปรย ........ มาจากตาที่ชื่อทองคำ กับยายที่ชื่อเปรย ฉันมีลูก ฉันก็ให้ลูกฉัน เรียกยายว่าแม่ใหญ่ แม่ใหญ่คนที่สองนี้ มีหลาน ชาย ๑ และหลานสาว ๒คน (คือลูกฉันเอง) นอกจากนั้นยังเป็นแม่ใหญ่ของหลานฉันอีก ๑คน คือลูกชายของน้องสาว

แม่ฉันเป็นลูกคนที่ ๔ ของแม่ใหญ่ และพ่อใหญ่(ตา)ที่เป็นกำนัน จะว่าไป แม่ฉันเป็นลูกคนกลาง นั่นเอง แม่ฉันเป็นลูกสาวคนสุดท้าย เพราะหลังจากแม่แล้วฉันมีน้าๆ เป็นผู้ชายทั้งหมด ๓ คน ซึ่งมาอยู่ในเมืองเพื่อเรียนหนังสือตั้งแต่วัยเด็กทุกคน ที่บ้านจึงมี ป้า๒ คนที่มีครอบครัว และลุงเขยมาอยู่ช่วยทำมาหากิน ดังนั้นเมื่อแม่รุ่นสาวก็จะค่อนข้างจะอยู่ในแวดวงเด็กชายมากกว่า ดูจะค่อนๆไปทาง นักเลงสาวแหละเนื่องจากเป็นลูกสาวกำนันบ้านนอก จึงไม่ค่อยกลัวใคร

แม่เคยเล่าว่า งานที่แม่ฉันได้รับมอบหมายจากพ่อใหญ่แม่ใหญ่ และพี่ๆ คือ งานประเภทป่าๆ งานประเภทเด็กผู้ชายควรทำ เช่นงานเลี้ยงควาย ถูกต้องแล้วงานเลี้ยงควาย คือเช้าขึ้นมาต้องต้อนควายเป็นฝูงใหญ่ๆ ออกจากบ้านไปยังท้องทุ่ง ไกลๆบ้านเพื่อให้มีหญ้ากิน ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าแล้ง หญ้าใกล้ๆบ้านไม่มีให้กิน และแม่น้ำน่านก็ตื้นเขินสามารถเดินข้ามฝั่งไปมาได้ ขากลับตอนเย็นก็ต้อนควาย ให้อาบและกินน้ำ เชื่อไหม...... แม่เล่ามาถึงตอนนี้ แม่บอกว่า....ให้ควายได้อาบน้ำ และได้ดื่มน้ำ ....หุหุ น่ารักไหม ไม่น่าเชื่อว่าแม่ใช้ภาษาคำว่า....ดื่มน้ำ.....ได้ถูกหลักมาก ปกติเราๆจะพูดกันว่ากินน้ำ

การไปเลี้ยงควายมักจะไปกันหลายๆบ้าน บ้านอื่นๆเค้ามีเด็กผู้ชายไปกัน แต่บ้านนี้เป็นเด็กสาว ฉันถามแม่ว่า......แม่จำควายของแม่ได้เหรอ เมื่อเวลาไปปะปนกะควายคนอื่นๆ
...... จำได้ ก่อนอื่นต้องจำก่อนว่าเรามีกี่ตัว มีตัวผู้กี่ตัวตัวเมียกี่ตัว
เฮ้อ!!!ถ้าเป็นเราจะจำได้ไหมเนี่ย
......แล้วระหว่างที่ควายกินหญ้าเด็กๆ ทำอะไรกัน แม่
......ก็เล่นกัน บางทีทะเลาะกัน บางทีผู้ชายก็ปั้นลูกกระสุนหนังสติ๊ก แม่ก็ถักโคเชต์ เสื้อคอกระเช้า ทำผ้าเช็ดหน้าว๊าวววววววววววเดิ้นมาก แม่ฉัน

แม่แต่งงานกับพ่อ เมื่อแม่อายุ ๒๕ แม่ใหญ่กะพ่อใหญ่คาดหวังว่าแม่จะสบายเพราะแต่งงานกะครู และพ่อฉันก็เป็นลูกชายคนเดียวหรือโบราณเรียกว่าลูกโทน แต่แม่ฉันเรียนจบแค่ประถม สี่ สองปี แรกที่แต่งงานกันพ่อก็เป็นครู แต่พ่อฉันก็อารมณ์ศิลปินมาก รักอิสระ ต่อมาลาออกมาเป็นกำนัน ในแวดวงอำเภอบ้านนอก (คล้ายกับตาน่ะแหละ ) แม่จึงเป็นทั้งลูกกำนัน และเมียกำนัน จึงไม่ต้องแปลกใจว่า พฤติกรรมแม่คือ ไม่กลัวใคร ใจนักเลง ปากเก่งด่าไฟแลบ พูดเสียงดัง เนื่องจากพ่อเราก็มีลูกจ้างลูกน้องเป็นชายเสียส่วนใหญ่ แม่ออกเรือนมาอยู่กับพ่อต่างบ้านต่างตำบล ไม่ได้อยู่กับครอบครัวพ่อแม่เหมือนป้าๆทั้ง ๒

ในทางอ่อนโยนและน่าแปลกใจมากกลับอีกด้าน คือแม่จะเป็นคนละเอียด รอบคอบ ทำงานทุกอย่างค่อนข้างประณีตมาก ยกตัวอย่างการทำอาหาร การจัดการระเบียบบ้าน สะอาดสะอ้าน และที่น่าทึ่งมาก แม่รีดผ้าชุดสีกากีของพ่อได้ใจมากกก...... เรียบกริบกลีบโง้ง เมื่อวัยเด็กเรายังชอบไปยืนเอามือไปลูบคลำเสื้อผ้าที่ผ่านการรีดด้วยเตาถ่านของแม่เสมอ เวลาเราต้องเดินทางไปไหนแม่จะพับผ้าได้เนี๊ยบมาก แม่ยังมีเสน่ห์อีกคือเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ดอกไม้ เรียกว่ามือขึ้นว่างั้นเถอะ และที่แน่นอนที่สุด แม่เลี้ยงลูกให้เติบโตมาทั้ง ๔ คน (โดยมีฉันเป็นพี่คนโต) ได้อย่างดี ในสภาพที่เป็นครอบครัวเดี่ยว แม้ว่าแม่ฉันจะพูดไม่เพราะ แต่ก็ไม่เคยได้ยินแม่พูดมึงกูกะลูกแบบซึ่งๆหน้า ยกเว้นว่าเกิดอาการเฉื่อยของอารมณ์ที่ตกค้างจากการทะเลาะเบาะแว้งกะพ่ออยู่ค่อนข้างบ่อย ลูกก็เลยได้ผลบุญพ่วงไปด้วย

เพราะพ่อฉันไม่ค่อยเอางานเอาการอะไร เท่าไร (ฟังจากแม่ระบายอารมณ์ให้ฟัง) เช่น วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ นั่งคุยกะพรรคพวกที่มาหา ก็คงประเภทรับแขกน่ะแหละ แม่ก็เลยควบทั้งงานบ้าน เลี้ยงลูก และงานป่า งานป่าๆที่ว่านี่ก็คือ พ่อมีมรดกนาและไร่จากปู่ย่าค่อนข้างเยอะ แล้วพ่อก็ริ ทำกิจการโรงสีข้าว ทำนาเอง แต่แม่ว่า พ่อทำนาด้วยปาก..............
คือพอไถนาพ่อก็จะมีลูกบ้านมาลงแขกทำให้ ๑ วันเสร็จ ดำนา ก็มาอีกวัน ระหว่างดูแลผลผลิตยังไม่ออกก็มีลูกน้อง ๒-๓ คนช่วยดูแล พอถึงหน้าเกี่ยวข้าวก็มีลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งการลงแขกแต่ละครั้งแม่ฉันก็จะเหนื่อยยย....เรื่องจัดหาอาหารให้ลูกบ้านทั้งหลาย รวมไปถึงสุรายาดอง ครบครัน ฉันจึงเห็นแม่และลูกน้องทั้งหญิงชายช่วยกันทำข้าวแช่และสุราขาว เอาไว้เลี้ยงแขก แน่นอน พ่อฉันก็กินไปด้วย และฉันว่าแม่ก็คงจะเอาอย่างด้วย


ระยะที่ฉันเข้าโรงเรียนระดับประถม ถึงระดับมัธยม รวมประมาณ ๙ ปี ฉันต้องจากบ้านมาเรียนในโรงเรียนในตัวอำเภอ กับอาสาว ลูกพี่ลูกน้องกับพ่อที่เป็นครู ฉันจึงมีอายุการอยู่กับแม่ค่อนข้างน้อย จะมีโอกาสกลับบ้านเสาร์อาทิตย์ และโรงเรียนปิดเทอม โดยการโดยสารรถไฟ (สนุกดีอยู่หรอก) และน้องๆก็ตามมาเป็นระลอก จนเมื่อฉันอยู่ชั้น ประถมห้า ฉันรู้เพียงว่าพ่อกะแม่หย่าขาดจากกันเพราะพ่อมีเมียใหม่ เป็นครู ที่มาสอนในตัวตำบลนั้น และพ่อทำเค้าท้อง แม่เล่าว่า พ่อมาขอหย่าเพราะต้องไปจดทะเบียนกับคนใหม่ ไม่งั้นเค้าต้องออกจากครู แม่ฉันใจเด็ดมาก บอกว่าจะหย่าให้ และพ่อต้องออกจากบ้านไป อย่ามาเอาสมบัติที่หามาด้วยกัน

ฉันรู้ว่าแม่เริ่มมีปม ที่แก้ไม่ออก ตอนนี้มากกว่าครั้งใดๆ (ตามประสาหญิงด้วยกัน) แม่อยู่กับน้องชายคนสุดท้องที่ยังเล็กอยู่ จึงเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ตากับยายขอให้กลับไปอยู่ด้วยกัน แม่ไม่ยอมไป กัดฟันอยู่คนเดียวอย่างกล้าหาญ ทำมาหากินด้วยอาชีพ รับสีข้าวเปลือกจากโรงสีข้าวขนาดเล็ก ได้ปลายข้าวเอาไว้เลี้ยงหมู และมีอาชีพเสริมบ้างเป็นบางช่วงคือต้มเหล้าขาวขาย แน่นอน แม่กินเหล้าย้อมใจเสมอ

ช่วงนี้เวลาพวกฉันกลับบ้านตอนโรงเรียนหยุด ฉันก็กลับไปอยู่กับแม่ และแน่นอน พวกฉันต้องคอยรับฟัง ความคั่งแค้นของแม่ที่มีต่อพ่อเป็นประจำ เพราะแม่ก็ยังต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจเสมอ เนื่องจากบ้านพ่อกะเมียใหม่ และบ้านแม่อยู่ไม่ไกลกันนัก และบางครั้งเราก็ต้องไปหาพ่อ เพื่อรับเงินค่าเล่าเรียนและค่าอาหารเอาไปให้อาที่ต้องเลี้ยงดูพวกเราพี่น้องตั้ง ๓ คน เราก็ยังอยู่ในวัยเด็ก จนไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกส่วนลึกของแม่ได้

มีเหตุการณ์ใหญ่ๆที่เรารับรู้อีกต่อมา คือ ความที่แม่ต้องอยู่ตามลำพังคนเดียวกับ น้องชายคนเล็กสุดของเราซึ่งยังไม่เข้าเรียน แม่ถูกคนร้ายเอาปืนจี้ให้ยอมปลดสร้อยและเข็มขัดทองให้ในค่ำวันหนึ่ง แม่ก็ขัดขืนแย่งของรักไว้จนถูกตีด้วยด้ามปืน จนหัวแตกเลือดอาบ แม่ถึงยอมให้มันเอาไป


ความลำบากและความคับแค้นเหล่านี้ สร้างปมให้แม่ฉันใช่ไหม......... นานๆครั้งฉันก็มีโอกาสเห็นแม่ฉันได้ร่าเริงกับเพื่อนบ้าน แต่ก็เป็นภาพที่ดูจะแค่นๆชอบกล........

คงมีตอนต่อไปอีกแน่นอนค่ะ






 

Create Date : 21 มกราคม 2553    
Last Update : 21 มกราคม 2553 17:20:59 น.
Counter : 138 Pageviews.  

แม่ใหญ่ คนดีที่ ๑

ฉันรับรู้และได้รับการสอนให้เรียกขานนามว่า”แม่ใหญ่” มาตั้งแต่เริ่มจำความได้ พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ฉันก็เริ่มเห็นความแตกต่างกับเพื่อนๆ ที่เค้าเรียกแม่ของแม่ว่ายาย ฉันไม่มียาย แต่ฉันมีแม่ใหญ่ แต่ในบางครอบครัวฉันก็ได้ยินเพื่อนๆเรียกแม่ของแม่ว่าแม่แก่ นั่นหมายถึงฉันเริ่มรู้ความมากขึ้น แม่ใหญ่คือแม่ของแม่นั่นเอง ถ้าวันนี้ยังมีชีวิตอยู่ท่านจะครบ ๑๑๔ ปี ท่านเสียชีวิตไป ๒๐ ปีแล้ว

แม่ใหญ่ฉันชื่อ.....เปรย เป็นผู้หญิงร่างเพรียวสัดทัดไม่ต่ำเตี้ย แต่ก็ไม่สูงโดกเดก กินหมาก และวาดริมฝีปากเรียวบางด้วยสีผึ้งเป็นนิจสิน ตัดผมทรงดอกกระทุ่ม มีปอยผมที่จอนหูเพื่อเอาไว้ทัดหูทั้งสองข้าง มักใส่เสื้อเข้าทรงคอกลมแขนสั้นสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีต่างๆกันในแต่ละวัน เช่นน้ำเงิน แดง เขียว ไม่ชอบผ้าลายไทย และผ้าลายแบบโสร่งเมืองใต้

แม่ใหญ่เป็นเมียกำนันตำบลตลุกเทียม(อ่านว่าตะหลุก-กะ-เทียม) ที่ฉันเรียกว่าพ่อใหญ่ มีลูกชายหญิงรวม ๗ คน ลูกของแม่ใหญ่ที่เป็นหญิงไม่ได้เรียนหนังสือระดับมัธยม นั่นรวมถึงแม่ของฉันด้วย ส่วนลูกชาย ๔ คน ได้เรียนหนังสือและทำราชการกันทุกคน ครอบครัวของแม่ใหญ่และพ่อใหญ่เป็นครอบครัวใหญ่ แม้ว่าป้า ทั้งสองจะออกเรือนแต่งงานแล้ว แต่ก็ปลูกบ้านอยู่ในกลุ่มเดียวกัน มีนอกชานเรือนแล่นถึงกัน อ๋า...ที่นี่แหละเป็นที่วิ่งเล่นที่สนุกสนานมากสำหรับเด็กๆ

ส่วนครอบครัวฉัน แม่แยกบ้านไปอยู่อีกตำบลหนึ่งห่างกันประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร นานๆครั้ง ฉันและน้องๆจึงจะได้มาพบปะญาติทางแม่ใหญ่ ในช่วงปิดเทอมที่หลานๆของแม่ใหญ่มักไปรวมตัวกัน สนุกมากกก......กลางวันเล่นปีนป่ายต้นไม้ เย็นเดินเป็นขบวนไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ หน้าแล้งมีหาดทรายยาวเหยียด เล่นกันจนเกือบค่ำ ก็จะมีพี่ๆรุ่นโตคอยดูแล และกวาดต้อนให้ขึ้นจากน้ำ โดยเฉพาะกลางคืนเดือนหงาย ที่เราจะมาล้อมวงฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่อง และคุยเล่นหยอกล้อกันสนุกสนาน

ครอบครัวแม่ใหญ่ มีที่ทางทำมาหากินเยอะ ทำนา ทำไร่ยาสูบ ทำไร่อ้อย ไร่ถั่วลิสงที่ชายหาดทรายแม่น้ำน่าน เลี้ยงวัว ควาย และที่สำคัญมากคือเก็บสมุนไพรมาเข้าตัวยาบดเป็นผงเพื่อใช้เป็นยาอยู่ไฟ สำหรับหญิงแม่ลูกอ่อนคลอดลูก (แน่นอนฉันต้องกินยาสมุนไพรนี้ด้วยหลังคลอดลูก ทั้ง ๓ คน) ซึ่งกิจการเหล่านี้ ทำกันครบวงจร ด้วยแรงงานของคนในครอบครัวเอง หมุนเวียนตามฤดูกาล เมื่อฉันจะมีโอกาสไปบ้านของแม่ใหญ่ช่วงปิดเทอม เป็นฤดูกาลตัดอ้อย เพื่อนำมาใส่เครื่องหีบ(ฉันว่ามันถูกเรียกเพี้ยนมาจากบีบ) อัดกับเครื่อง โดยใช้วัวเทียมเดินวนรอบๆ เครื่องหีบอ้อยและใกล้ๆกันก็มีกระทะใบใหญ่กวนน้ำอ้อยเก็บไว้กินในฤดูกาลหรือเทศกาลทำขนมในรอบปี ผู้ใหญ่พวกป้าๆและลุงเขย ช่วยกันทำงาน เด็กๆวิ่งเล่นสนุกสนานแวะเวียนมากินน้ำอ้อยกวนเหนียวหนับ ระหว่างนั้นก็จะได้ยินเสียงผู้ใหญ่ร้องห้ามว่า….อย่าเข้าใกล้กระทะ ๆ หรืองานหั่นใบยาสูบที่แก่ได้ที่แล้วเพื่อนำมาตากให้แห้งแล้วทำเป็นตั้งๆ เอาไปขายสำหรับคนมวนยาสูบเอง งานทุกอย่างที่ว่านี้ ฉันสังเกตดูว่าแม่ใหญ่ไม่ค่อยได้ทำอะไร เหมือนเป็นราชินีผึ้งกระนั้นแล



แม่ใหญ่มาอวยพรในวันมงคลของฉันซึ่งเป็นหลานคนแรกในครอบครัวแม่ฉัน

แม่ใหญ่ดูภายนอกจะมีลักษณะเย็นๆฉ่ำๆ บางอารมณ์ก็เหมือนลักษณะภายนอก แต่บางครั้งก็ดูอารมณ์ร้ายเอาเรื่องเหมือนกัน และอีกลักษณะหนึ่งที่ฉันคิดเอาเองว่า ตกทอดมาถึงลูกหลานค่อนข้างแรงมาก คือลักษณะกวนๆ ใช่แล้วสมัยโบราณจะเรียกว่ายียวน ยอกย้อน และประชดประชัน เจ้าคารม กัดเล็กๆ ถ้าสมัยนี้ต้องเรียกว่า กวนทีน และเล่นแรง และเมื่อคารมแรงแล้วยังมีอากัปกริยาแรงอีก คือหัวเราะแกมคำรามลงลูกคอ พร้อมๆกับเขย่าไหล่ทั้งสองข้างไหวๆได้หน้าตาย มาก อย่างนี้เรียกว่าตลกร้ายแน่เลย ฉันสังเกตดูว่าลูกๆแม่ใหญ่จะเป็นอย่างนี้ทุกคน......และไม่ต้องกลัว ลามมาถึงหลานและเหลนด้วย คำพูดของแม่ใหญ่บางสำนวน เล่นเอาฮาแตก เจ็บๆคันๆเชียว เช่น

......สามีฉันผมเริ่มขาวก่อนวัยอันควรตั้งแต่อายุ ๓๐ กว่าๆ เวลาเราไปเยี่ยมท่าน ซึ่งยามนั้นก็อายุประมาณ ๘๐ ปี แล้ว ก็จะเล่นแรงๆว่า .....มาตั้งนาน เมื่อไรจะถอดหมวกสักที....หลายชั้นดีไหม คนฟังต้องตีความแล้ว....อืมมมม....มีฮา

......อีก ฮานึง ที่เล่นแรงมากกับพ่อใหญ่ ....... เมื่อวัยค่อนข้างชรามาก แม่ใหญ่กับพ่อใหญ่เค้าก็แยกย้ายกันมีบริเวณพำนักภายในบ้าน แบบมีมุมใครมุมมันว่างั้นเถอะ แต่พ่อใหญ่เดินไม่ได้แล้วขยับตัวก็ใช้กระเถิบๆเอา แต่แม่ใหญ่ยังแข็งแรง มาคอยส่งอาหารการกินกันอยู่ เช้าวันหนึ่ง แม่ใหญ่ก็มาเมียงมองว่าตื่นหรือยังจะได้ยกอาหารเช้ามาให้ พอดีกับจังหวะ พ่อใหญ่เปิดมุ้งโผล่หน้าออกมาจ๊ะเอ๋กันและกันพอดี พ่อใหญ่ก็เหวี่ยงใส่เอาว่า...ดูอะไรอีเหี้ย... แม่ใหญ่ก็เหวี่ยงกลับมาแบบทันควันว่า..ดูเหี้ยคลานออกจากมุ้งซิวะ....ฮาไหมล่ะนั่น เอิ้กกกก...นักเลงบ้านนอกปากร้ายไหม

เวลาฉันไปหาแม่ใหญ่ ไม่ว่าวัยเด็ก หรือวัยที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ก็ชอบจะขอตะบันหมากให้แม่ใหญ่เพราะสนุกดี ที่ตะบันหมากแม่ใหญ่เป็นกลักทองเหลืองทรงกระบอกสูงประมาณ ๑ คืบเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ องคุลีนิ้วมือ มีฝาปิดมิดชิด เมื่อเปิดฝาเอาหมากพลูยัดใส่ไปแล้วก็ตำๆๆๆให้แหลก เมื่อเอาหมากสำเร็จรูปออกมาอมก็จะฉ่ำๆพอดิบพอดี บางครั้งฉันยังเคยขอเอาหมากมาอมเล่นบ้าง อยากรู้ว่ามันมีรสชาติอย่างไร ฮ่า......ผลลัพธ์คือเวียนหัวตาลายจนต้องล้มตัวลงนอนหลับตาทันที แม่ใหญ่บอกว่ายันหมาก ฉันไม่เข้าใจศัพท์คำนี้เท่าไรนัก ถ้าสมัยนี้อาจจะเรียกว่าแพ้หมากละกระมัง



แม่ใหญ่ กับโอม เหลนคนแรกของครอบครัวแม่ฉัน

สิ่งที่จำได้แม่นยำอีกอย่างคือ แม่ใหญ่ไม่เคยพูดจากะลูกหลานว่ามึงกูเหมือนคนบ้านนอกสมัยโบราณหลายๆครอบครัวเลย พูดแทนตัวเองว่าแม่ใหญ่กับทุกคน และแทนตัวพวกลูกหลานว่า เอ็ง หรือว่าอาจจะเป็นเพราะฉันเป็นลูกกำนันอีกตำบลนึงไม่รู้ ฮา.....(จะเล่าในตอนต่อไป)

แม่ใหญ่เป็นผู้หญิงน่าทึ่งที่สุดของฉัน มีอายุยืนยาว สมองแจ่มใส จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต คิดถึงแม่ใหญ่จังเลย




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2552 15:59:38 น.
Counter : 281 Pageviews.  

วันแม่ของชาติ วันแม่ของลูก

วันนี้ขอเปิดกลุ่มบล็อกใหม่ บังอาจมากเหมือนกัน ที่ไปแอบอิงอยู่ในกลุ่มงานเขียน เรื่องสั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกงานเขียน ของตนเองอย่างไร เพราะบล็อกนี้จะว่าด้วยงานเขียนที่อยากจะอ้างอิงข้อความรู้มาจากแหล่งอื่นๆบ้าง

ไปหาๆคำว่าบทความก็ไม่พบ หรือว่าพลาดตาไป
ไม่เป็นไร ถ้าพบว่าควรจะอยู่กลุ่มไหนดีก็อาจจะขยับขยายใหม่

ช่วงนี้แรงขับทางความคิดเชิงวิชาการเข้ามาแทรกเยอะ เพราะไวๆนี้จะได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้ครูสอนภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ที่สำนักงานเขตพื้นที่จังหวัดตากเขต ๒ คือที่แม่สอด จังหวัดตาก

เลยหันกลับมาคุ้ย คว้า วัตถุดิบวัตถุสุกกันมือเป็นระวิง (ไม่น่าเป็น วิทยากรเรื่องการสอนภาษาไทยเลยนะ ....แต่ว่าเดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งว่ากัน)


ปีนี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคำว่า... แม่.. ค่อนข้างมาก และอยากเขียนเป็นตอนๆ แต่วันนี้ จะเสนอบทความเก่าที่เคยเขียนเผยแพร่ในคณะที่ทำงาน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ มาเหลาใหม่ ให้สอดคล้องกับวันแม่แห่งชาติ และวันแม่ของลูก นี่คือบทความ....เรื่องแม่สอนลุก

ปลายปีที่แล้ว (หมายถึงปี๒๕๔๗)มีโอกาสทำงานให้มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตโต) ๑ กิจกรรม คือนำ หลักสูตรเสริมความรู้พระพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ปกครอง ไปทดลองใช้กับผู้ปกครอง ร.ร.บ้านป่าสัก อ.พรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยจัดอบรมแบบปฏิบัติการ

เมื่องานแล้วเสร็จ ก็นำไปรายงานผลทั้งวาจา และเอกสาร กับทางมูลนิธิฯ ดูเหมือนจะติดใจผลงานเรา เลยฝากเอกสาร มาเผยแพร่อีกหนึ่งเรื่อง คือเรื่อง ชาวพุทธสอนลูก

ผู้เขียนเพิ่งมีเวลามาสะสางที่ทำงานส่วนตัว รื้อค้นหนังสือ ออกมาตั้งสติอ่าน แล้วก็คิดถึงพ่อ ที่ล่วงลับไปแล้ว ตั้งสติอ่านคือเอาใจจดจ่อกับเรื่องราวในหนังสือเป็นพิเศษ ทบทวนว่า พ่อแม่เราเคยเลี้ยงดูเราอย่างไรบ้าง และเราเคยเลี้ยงดูลูก อย่างไรบ้าง บัดนี้ลูกๆไปมีครอบครัวของเขาแล้ว เรายังตามไปเลี้ยงดูเขาได้อีกไหม น่าคิดไหมคะท่านๆทั้งหลาย.....

ท่านพระธรรมปิฏกท่านกล่าวว่า....พระพุทธเจ้าทรงแสดงฐานะของพ่อแม่ไว้ 3 ประการ คือ
ฐานะพระพรหม เป็นผู้สร้างชีวิตให้ลูก
ฐานะบูรพาจารย์ เป็นครูอาจารย์คนแรกของลูก
และฐานะพระอรหันต์ คือเป็นผู้มีคุณธรรม มีจิตใจที่บริสุทธิ์ต่อลูก รักลูกด้วยใจจริงไม่มีอะไรเคลือบแฝง ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น....

ที่กล่าวมานั้น เราๆท่านๆ ก็คงได้ฟังจนคุ้นหู ได้อ่านจนคุ้นใจใช่ไหม แต่ลองฟังและอ่านอีกทีคงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ..ที่แน่ๆ ช่างน่าภาคภูมิใจกับฐานะ อันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่เหลือเกิน

ท่านป.อ.ปยุตโตยังกล่าวอีกว่า.....เมื่อมีฐานะทั้ง 3 ประการ การเลี้ยงลูกก็ต้องยึดหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา (ฟังแล้วคุ้นๆอีกแหละ) ท่านกล่าวว่า สาระสำคัญทั้ง 4 เมื่อรวมกันแล้วจะเกิดมิติ 2 ด้านด้วยกัน

ด้านความรู้สึก หมายถึงความรู้สึกที่ดีงาม (positive emotion) คือมีเมตตา รักปรารถนาดี กรุณาคือ สงสารอยากช่วยเหลือ มุทิตาคือ ยินดีเมื่อลูกมีสุข มีความสำเร็จ ทำอะไรได้ดีก็อิ่มเอมชื่นชมลูก เมื่อ 3 ส่วนมาหลอมรวม ครอบครัวก็มีแต่ความรัก ความอบอุ่น ดีงามไปหมด

ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือ ด้านความรู้ หมายถึงพ่อแม่ต้องให้ปัญญาแก่ลูกซึ่งเรียกว่าต้องมีอุเบกขา (ช่วงนี้อ่านแล้วประทับใจมาก) อุเบกขา ปกติเราเคยได้ยินว่า คือการวางเฉย แต่ในที่นี้ ท่านว่า พ่อแม่ควรวางท่าที วางตัวเฉย ไม่ทำให้ลูก ไม่คิดแทนลูก แต่คอยดูให้ลูกทำ คอยระวังระไวเป็นที่ปรึกษา คอยบอกแนะ คอยแก้ไข แต่ให้ลูกคิด และทำด้วยตนเอง ตรงนี้แหละที่ท่านว่า ทำให้ลูกเกิด ปัญญา ซึ่งต่างกับวางเฉยแบบ ไม่รู้เรื่อง ไม่เอาเรื่อง ไม่สนใจ แบบนี้เรียกว่าเฉยแบบโง่ (เลยทบทวนว่าตัวเราเคยเป็นแบบนี้รึเปล่านะ คงเคยบ้างละน่า คงมีหลุดบ้าง)

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ด้านต้องเลี้ยงดูลูกอย่าง สมดุล กันถ้ามี ด้านแรกมากไป ด้านที่ 2 ไม่มี ถือว่าขัดขวาง การเกิดปัญญาของลูก ลูกจะอ่อนแอ คอยพึ่งพา เป็นนักเรียกร้อง ทำตัวเสียกฎกติกา เสียความเป็นธรรม ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เพราะการมีอุเบกขา (คงแบบว่าต้องใจแข็งมากๆเลยเชียวละ อย่าสงสารลูก) จะทำให้ลูกเข้มแข็ง รู้จักรับผิดชอบ รักษาความถูกต้อง ชอบธรรมในสังคม รักความยุติธรรม

แต่ถ้าเลี้ยงดูลูก โดยมี อุเบกขา อย่างเดียว ไม่มี 3 ส่วนแรก มาถ่วงดุล ลูกจะเป็นคนกระด้าง ไม่อ่อนโยน ไม่เห็นอกเห็นใจใคร เก่ง เข้มแข็ง แบบกระด้าง ไม่มีน้ำใจ ไม่รู้สึกในสุขทุกข์ของผู้อื่น ไม่ฝึกการเอาใจเขา มาใส่ใจเรา
ทีนี้ได้คำตอบแล้วล่ะว่า แม้ว่าลูกจะเติบใหญ่ไปแล้ว เราก็ยังเลี้ยงดู ตามแบบที่ท่านกล่าวมานี้ได้อยู่ แม้แต่ตัวเราถ้ายังขาดตกตรงไหน ไม่มีใคร มาเลี้ยงดูบอกกล่าว เราก็ต้องเลี้ยงดูตนเอง ฝึกจิตตัวเอง สอนตัวเองคงไม่มีใคร ที่จะแก่เกินเรียนรู้หรอกนะ

นั่นคือบทความที่เขียนมานานถึง ๕ ปี มาพบโดยบังเอิญจึงอยากเอามาเข้าระบบ และเผยแพร่บ้าง อย่างน้อยเพื่อผู้เป็นแม่ หรือสามีของแม่ หรือว่าที่คุณแม่ (อันนี้อยากบอกลูกสาวเราเอง....) หรือลูกของแม่ ได้มาอ่าน ก็น่าจะได้ข้อคิดเตือนจิตบ้าง




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2552    
Last Update : 10 สิงหาคม 2552 19:50:48 น.
Counter : 188 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.