VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตอนที่ 2

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตอนที่ 2

โดย

พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ
Master of International Relations (with merit)
Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้า อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษา


สำหรับกลไกที่สำคัญของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้ประชาคมดังกล่าวประสบความสำเร็จสมความมุ่งหมาย ประกอบด้วย

1. การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนหรือ "เอดีเอ็มเอ็ม" (ADMM : ASEAN defence Ministers' Meeting) นับเป็นกลไกด้านความมั่นคงระดับสูงสุด (highest defence  mechanism) ของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ..2549 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้เป็นเวทีการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับด้านความมั่นคงของอาเซียน

สำหรับวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนประกอบด้วย

ส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่น (Confidence) และความเชื่อใจ (Trust) ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระหว่างระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

เป็นการแสดงความโปร่งใส (Transparency) และเปิดเผย (Openness) ในนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศสมาชิกอาเซียน

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนครั้งที่ 8 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุด จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ..2557 ที่ผ่านมา ณ กรุงเนปีดอว์ ประเทศเมียนม่าร์ โดยที่ประชุมได้รับรองเอกสารสำคัญสองชิ้น ได้แก่ แผนการทำงานระยะเวลา 3 ปี (..2557-2559) และเอกสารเชิงหลักการว่าด้วยการสร้างความเชื่อมโยงด้านการสื่อสารโดยตรง (the Concept Paper on Establishment of a Direct Communications Link) หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "เป็นการต่อสายตรงระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศนั่นเอง ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายความร่วมมือที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน รวมทั้งที่ประชุมยังได้ร่วมหารือกันภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศเพื่อการมุ่งสู่ประชาคมอาเซียนอันรุ่งเรืองและสันติ” (defence Cooperation Towards Peaceful and Prosperous ASEAN Community) โดยในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีกลาโหมของแต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคง ทั้งยังได้แสดงความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

สำหรับเอกสารซึ่งเป็นความตกลงร่วมกันของรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนในการประชุมดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 6 ฉบับประกอบด้วย

-เอกสารแนวความคิดเรื่อง ความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมอาเซียนกับองค์กรภาคประชาสังคมในด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Concept Paper on ASEAN defence Establishmentand Civil Society Organisation (CSOs) Cooperation on Non-Traditional Security) ซึ่งยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมของประเทศไทยเอกสารแนวความคิดดังกล่าวนี้ มีที่มาจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ โดยรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้เห็นชอบร่วมกัน ในการแสวงหาและขยายความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม ในการเผชิญกับปัญหาด้านภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยคำว่า "ภัยคุกคามด้านมั่นคงรูปแบบใหม่" ในที่นี้ จะมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติเป็นจุดเริ่มต้น ส่งผลให้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ฯ ครั้งที่ 1 โดยกระทรวงกลาโหมของไทยและกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในหัวข้อ “ความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมอาเซียนกับองค์กรภาคประชาสังคมในด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ" (ASEAN DefenceEstablishments and Civil Society Organisations (CSOs) Cooperation onNon-Traditional Security : Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ในเดือนมิถุนายน พ..2552 (..2009)

เอกสารแนวความคิดเรื่อง การใช้ทรัพยากรและศักยภาพทางทหารอาเซียน ในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Concept Paper on the Use of ASEAN MilitaryAssets and Capacities in Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ซึ่งยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย เป็นการกำหนดแนวทางในการนำยุทโธกรณ์และขีดความสามารถทางทหารมาใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย เช่น ด้านการแพทย์ทหาร (MilitaryMedicine) ซึ่งเป็นการนำหน่วยแพทย์ทหาร ตลอดจนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลสนามและเครื่องมือด้านการแพทย์มาใช้ เพื่อการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำระเบียบปฏิบัติร่วมกัน ในการนำยุทโธปกรณ์ทางทหารไปใช้ในการบรรเทาสาธารณภัยในต่างประเทศ เช่น อากาศยาน เรือรบ ยานยนต์ทางทหาร ตลอดจนกำลังพลของกองทัพ ทั้งนี้เพื่อมิให้ขัดต่อกฏหมายรัฐธรรมนูญของประเทศผู้ประสบภัยในด้านการใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารของนานาชาติ รุกล้ำอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกรอบอาเซียน (Concept Paper on ASEAN defence IndustryCollaboration) ยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมมาเลเซียในปี พ..2552 (..2009) รวมทั้งเสนอให้มีการจัดตั้งความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอาเซียนหรือ เอดีไอซี (ADIC : ASEAN Defence Industry Collaboration) เพื่อหาแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ให้มีความพร้อมที่จะเผชิญภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ 

โดยกรอบความร่วมมือนี้จะช่วยนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกลุ่มสมาชิก ให้มีความแข็งแกร่ง สามารถลดการพึ่งพาจากภายนอกได้ สำหรับแนวทางความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอากาศยาน (Aerospace Sector) อุตสาหกรรมทางทะเล (Maritime Sector) อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Sector) อุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์ (Weapon Sector) อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Sector) และอุตสาหกรรมตามความต้องการทั่วไป (Common User Item Sector)

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการรักษาสันติภาพในกรอบอาเซียน (Concept Paper on the Establishment of ASEANPeacekeeping Centers Network) ร่วมกันยกร่างโดยกระทรวงกลาโหมของไทยและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ความร่วมมือด้านปฏิบัติการรักษาสันติภาพเป็นกิจกรรมสำคัญในแผนการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน พ..2552-2558 (..2009 – 2015) ซึ่งอาเซียนเห็นควรให้เริ่มต้นด้วยการสร้างเครือข่ายระหว่างศูนย์รักษาสันติภาพของประเทศสมาชิกทั้งสิบประเทศ ทั้งการวางแผนร่วมกัน การฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดทำกลไกอาเซียนเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพอันสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน นอกจากนี้ความร่วมมือด้านการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อหาหนทางแก้ไขความขัดแย้ง ตลอดจนระงับข้อพิพาทโดยสันติ

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยโครงการปฏิสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (Concept Paper on the Establishment ASEANdefence Interaction Program) ซึ่งเป็นแนวความคิดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำและเจ้าหน้าที่ทุกระดับทั้งในกระทรวงกลาโหมและในกองทัพประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อีกทั้งยังจะนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

เอกสารแนวความคิดว่าด้วยการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงร่วมกันในอาเซียน (Concept Paper on the Establishment ofLogistics Support Framework) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุงร่วม โดยเฉพาะการจัดส่งเครื่องเวชภัณฑ์ ยารักษาโรค อาหาร น้ำ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก

2. กลไกที่สำคัญอีกกลไกหนึ่งของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน คือ การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา หรือ "เอดีเอ็มเอ็ม-พลัส" (ADMM – Plus : ASEAN defence Minister Meeting - Plus) ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศสมาชิกอาเซียนและรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศคู่เจรจาของอาเซียน จำนวน ประเทศ คือ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยจะดำเนินการประชุมเพื่อหาหนทางในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาคแห่งนี้

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมพ..2553 (..2010) ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีการกำหนดกรอบความร่วมมือไว้ 6 ด้าน เพื่อรองรับการเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนประกอบด้วย

1. ด้านความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014 – 2016) ประเทศบรูไนและนิวซีแลนด์รับผิดชอบ

2. การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Operations) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศกัมพูชาและเกาหลีใต้รับผิดชอบ

3. การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศลาวและญี่ปุ่นรับผิดชอบ

4.การแพทย์ทหาร (Military Medicine) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศไทยและรัสเซียรับผิดชอบ

5. การต่อต้านการก่อการร้ายสากล (Counter-Terrorism) ในวงรอบปี พ..2557– 2559 (..2014 – 2016) ประเทศสิงคโปร์และออสเตรเลียรับผิดชอบ

6. การปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Mine Action) ในวงรอบปี พ..2557 – 2559 (..2014– 2016) ประเทศเวียดนามและอินเดียรับผิดชอบ

สำหรับเครื่องมือหลักของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและประเทศคู่เจรจาคือ คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ หรือ “อีดับเบิลยูจี” (EWG : Experts' WorkingGroup) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนแผนงานของการประชุมดังกล่าวทั้ง ด้านดังกล่าวข้างต้น

3. กลไกที่สำคัญของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนอีกกลไกหนึ่งคือ การประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในเอเชีย – แปซิฟิคหรือ "เออาร์เอฟ" (ARF : ASEAN Regional Forum) เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ..2545 (..2002) จากแนวความคิดต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศอาเซียน (US – ASEAN) ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 ในสหรัฐฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเชื่อใจซึ่งกันและกันและป้องกันความขัดแย้งผ่านการพัฒนาการฑูตเชิงป้องกัน

ปัจจุบันการประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในเอเชีย – แปซิฟิค เป็นกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 27 ประเทศประกอบด้วย สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจา 10 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รัสเซียและสหรัฐฯ รวมทั้งประเทศผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนอีก 7 ประเทศคือ ปาปัวนิวกินี  มองโกเลีย ปากีสถาน ติมอร์เลสเต บังคลาเทศ ศรีลังกา และเกาหลีเหนือ ขณะนี้การประชุม เออาร์เอฟ กำลังมีบทบาทในด้านการปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัยเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากเมื่อปี พ..2556 (..2013) ที่ผ่านมาได้มีการจัดการฝึกซ้อมแผนบรรเทาภัยพิบัติ (DiREx 2013 : Disaster ReliefExercise 2013) ขึ้นในประเทศไทย โดยมีไทยและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ยังมีกลไกอื่นๆ ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประชาคมอีก เช่น การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ หรือ "เอดีเอ็มเอ็ม รีทรีท" (ADMM Retreat : ASEAN defence Minister Meeting Retreat) ซึ่งกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความสมานฉันท์และความมุ่งมั่นร่วมกันของอาเซียน ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม เพื่อช่วยจรรโลงสันติภาพและเสถียรภาพ ทั้งในภูมิภาคและของโลก, การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกลาโหมอาเซียน หรือ "แอดซอม" (ADSOM : ASEAN defence Senior Official Meeting) ซึ่งปกติเป็นการประชุมระดับปลัดกระทรวงกลาโหมหรือเทียบเท่า และการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ "แอดฟิม" (ACDFIM : ASEAN Chief ofdefence Forces Informal Meeting) เป็นต้น

จึงกล่าวได้ว่าประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนับเป็นประชาคมที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม – วัฒนธรรมอาเซียนเลย เพราะเป็นประชาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการธำรงไว้สันติภาพ ความสงบสุข ความอยู่ดีกินดี และความร่วมมือร่วมใจของชาวอาเซียน เพื่อให้ภูมิภาคแห่งนี้เป็นภูมิภาคแห่งสันติสุขอย่างยั่งยืนนั่นเอง




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2557    
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 9:01:01 น.
Counter : 382 Pageviews.  

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตอนที่ 1

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ตอนที่ 1)

(APSC : ASEAN Political –Security Community)

โดย

พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้า อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้น




ย้อนหลังไปเมื่อปี ..2546 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนหรือ "อาเซียนซัมมิท" (ASEAN Summit) ครั้งที่ 9 ที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ผู้นำของกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ "อาเซียน” (ASEAN : Association of South EastAsia Nations) ต่างเห็นพ้องกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน (AC: ASEAN Community) ขึ้น 

โดยประกอบด้วย 3 เสาหลักได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน เรียกย่อๆ ว่า "เอพีเอสซี" (APSC : ASEAN Political - Security Community), ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรียกย่อๆ ว่า "เออีซี" (AEC : ASEAN Economic Community) และประชาคมสังคม - วัฒนธรรมอาเซียน เรียกย่อๆ ว่า “เอเอสซีซี” (ASCC : ASEAN Socio -Cultural Community) ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมภายในปี พ..2563 อย่างไรก็ตามในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนก็ได้ตกลงร่วมกันที่จะเร่งรัดกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในปีพ..2558 หรือ ค..2015

ต่อมาในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ได้มีการจัดทำแผนงานสำหรับการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน เพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนใน พ..2558 โดยเฉพาะประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนั้น ได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของประชาคมไว้ 3 ประการคือ

1. สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันในด้านการเคารพความหลากหลายของแนวคิด รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้เสาหลักการเมืองและความมั่นคง

2. เตรียมความพร้อมให้อาเซียน สามารถเผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบเดิม และรูปแบบใหม่ อีกทั้งยังส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์อีกด้วย

3. ผลักดันให้อาเซียนมีปฎิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และสร้างสรรค์กับประชาคมโลก โดยมุ่งให้อาเซียนมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามในห้วงเวลาที่ผ่านมา แม้ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจะมีความคืบหน้าไปอย่างมาก แต่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งความสนใจไปยังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ "เออีซี" เพียงด้านเดียว และละเลยประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ตลอดจนประชาคมสังคม –วัฒนธรรมอาเซียนไปอย่างน่าเสียดาย

เหตุที่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ก็เพราะเมื่อพูดถึงความมั่นคง ผู้คนมักจะนึกถึงภาพของสงคราม ทหาร อำนาจกำลังรบ และเรื่องของอำนาจอธิปไตย ตลอดจนเขตแดนของประเทศ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว และเป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้

ต่างจากเรื่องของเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ อันเป็นเรื่องใกล้ตัว ทั้งๆ ที่ความหมายของคำว่า "ความมั่นคงตามที่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนได้กำหนดไว้นั้น ประกอบไปด้วย ภัยความมั่นคงรูปแบบเดิม (เช่น  สงคราม การรบ อำนาจอธิปไตย ฯลฯ) และภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ มีขอบเขตที่หลากหลายและกว้างขวางอย่างมากในยุคปัจจุบัน

รองศาสตราจารย์ สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ของประชาคมอาเซียนที่ประชาชนในภูมิภาคนี้ จะต้องเผชิญร่วมกันในอนาคต มีอยู่อย่างน้อยสามประการ คือภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์ ภัยพิบัติจากธรรมชาติ และภัยจากการแผ่ขยายอำนาจของประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาค

ภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์ ที่รองศาสตราจารย์สุเนตรกล่าวไว้นั้น มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอพยพโยกย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะอาเซียนมีประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงติดอันดับโลก เช่น สิงคโปร์และบรูไน ในขณะเดียวกันก็มีประเทศสมาชิกที่ยังมีประชากรยากจนและถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (LeastDeveloped Countries : LDCs) ของสหประชาชาติ เนื่องจากมีประชากรกว่า 1 ใน 4 ที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับยากจนเช่นกัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนี้เอง ที่จะส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลและการเคลื่อนย้ายของประชากร จากประเทศสมาชิกที่ยากจนไปสู่ประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยเพื่อแสวงหาชีวิตและโอกาสที่ดีกว่า

การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานทั้งแบบถาวรและชั่วคราวนี้ จะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของมนุษย์มากมาย ทั้งปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการขยายตัวของเครือข่ายก่อการร้ายสากล ปัญหายาเสพติด ปัญหาการก่อกำเนิดของกลุ่มอิทธิพลเหนือชนชาติของตนในดินแดนประเทศอื่น รวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากประชาชนผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศยากจนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ที่ขาดการดูแลด้านสาธารณสุขพื้นฐาน เช่น ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ บุคคลเหล่านี้จะนำโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดติดตัวไปยังประเทศอื่น ก่อให้เกิดโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดนานาชนิด ที่หวนกลับมาอีกครั้ง ภายหลังจากสูญหายไปเป็นเวลานาน เช่น โรคคอตีบ ไอกรน โรคซาร์ ไข้หวัดนก โรคมือเท้าปาก เป็นต้น

นอกจากนี้กลุ่มผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานดังกล่าว ยังมีแนวโน้มที่จะก่อมลภาวะทางสาธารณสุขขึ้นในประเทศที่ตนอพยพไปอยู่ อันเนื่องมาจากความยากจนและด้อยการศึกษา เช่น การก่อกำเนิดของสลัมหรือชุมชนแออัดในชุมชนเมือง ทำให้มีการละเลยด้านสาธารณสุข ตลอดจนสุขอนามัย ทั้งการบริโภคอาหารและการขับถ่ายสิ่งปฏิกูลต่างๆ อาจก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้นในทศวรรษหน้าได้ เป็นต้น

ภัยด้านความมั่นคงอีกชนิดหนึ่งที่ประชาคมอาเซียนจะต้องเผชิญร่วมกันคือ ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น ดังที่ด็อกเตอร์ราจีฟ ชาห์ (Rajiv Shah) ผู้อำนวยการองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ที่มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ ในช่วงเดือนเมษายน พ..2557 ที่ผ่านมาว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งรวมทั้งสมาชิกอาเซียน ต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติถึงร้อยละ 70 จากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิในประเทศไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทยเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวในประเทศอินโดนีเซีย ตลอดจนเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากมายมหาศาล  เป็นต้น

ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและมีจำนวนบ่อยครั้งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้ทำให้กองทัพของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศ มีการปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอำนาจอธิปไตยมาสู่ความเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากภัยธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้กองทัพของกลุ่มประเทศอาเซียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในภารกิจการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย (HADR : Humanitarian Assistance and Disaster Relief) ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุด รองศาสตราจารย์สุเนตรยังกล่าวถึงคือการขยายอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจต่างๆ เข้าสู่ประชาคมอาเซียนทั้งในรูปแบบของ "พลังอำนาจเชิงแข็งกร้าว"(Hard Power เช่น การใช้กำลังทหาร การใช้นโยบายคุกคาม ดังที่ปรากฏในทะเลจีนใต้ เป็นต้น) และ "พลังอำนาจเชิงอ่อนโยน" (Soft Power เช่น ความร่วมมือด้านการทหาร การฝึกร่วมกัน การให้ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนการเยือน และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น) จนทำให้เกิดการถ่วงดุลย์ทางอำนาจของมหาอำนาจในอาเซียนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาการประกาศขยายแสนยานุภาพทางทะเลของจีนและปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรน้ำมันที่นับวันจะหาได้ยากยิ่ง นับเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อไม่ให้ขยายตัวลุกลามจนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคนี้

ทางด้านอาจารย์ปิติ ศรีแสงนาม จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กล่าวถึงภัยด้านความมั่นคงของประชาคมอาเซียนในอนาคตเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ

1. ความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความขาดแคลนขึ้นได้ในอนาคต อันเนื่องมาจากการขาดแคลนพื้นที่เพาะปลูกและสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมของอาเซียน จนเกษตรกรต่างละทิ้งเรือกสวน ไร่นาของตน ทำให้ผลผลิตพืชพันธ์ธัญญาหารของอาเซียนซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกลดลงจนถึงระดับที่น่าวิตกอย่างมาก

2. ความมั่นคงด้านพลังงาน จะเห็นได้จากในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศสมาชิกอาเซียนต่างพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว การพัฒนาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการบริโภคพลังงานจำนวนมหาศาล จนต้องพึ่งพาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก ทำให้เมื่อมีปัญหาในด้านการขนส่งหรือการผลิตพลังงานเกิดขึ้น เช่น การปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติ เจดีเอ-เอ 18 ในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่ากระแสไฟฟ้าจะไม่เพียงพอ และทำให้ไฟดับทั่วทั้งภาคใต้ของประเทศไทย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญานบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศสมาชิกอาเซียน

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า "ความมั่นคงตามความหมายของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนั้น มีความหมายที่กว้างมาก และล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่างคาดไม่ถึง ดังนั้นประชาชนจึงจำเป็นต้องตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาคมดังกล่าวเพื่อร่วมกันพัฒนาประชาคมอาเซียนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างครบถ้วนทั้งสามมิติหรือทั้งสามเสาหลักนั่นเอง

สำหรับคุณลักษณะของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนนั้นประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 3 คุณลักษณะ คือ

1. คุณลักษณะของความเป็นประชาคมที่มีกฏกติกาในการกำหนดค่านิยมและบรรทัดฐานร่วมกัน คุณลักษณะข้อนี้สามารถแบ่งองค์ประกอบออกได้ 2 องค์ประกอบดังนี้

- การพัฒนาค่านิยมทางการเมืองร่วมกัน เพื่อให้องค์กรทางการเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รวมทั้งมีระบบการบริหารองค์กรที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

-การสร้างและแบ่งปันกฏเกณฑ์ร่วมกัน เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีกฏเกณฑ์ที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เช่น การร่วมกันยึดมั่นในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC: Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) ซึ่งลงนามมาตั้งแต่ปี พ..2519 และนับเป็นสนธิสัญญาที่เป็นแนวทางของอาเซียนอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นั่นคือ การเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยของกันและกัน โดยไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก (non-interference in theinternal affairs of one another) ซึ่งส่งผลให้ชาติสมาชิกอาเซียนไม่เข้าไปก้าวก่ายสถานการณ์หรือกิจการภายในของประเทศสมาชิกอื่นๆ อย่างเด็ดขาด

2. คุณลักษณะของความเป็นประชาคมที่ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้เป็นภูมิภาคที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นเอกภาพ มีความสงบสุข มีความแข็งแกร่งและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาความมั่นคงที่เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมในทุกมิติ สำหรับคุณลักษณะในข้อนี้จะเห็นได้ว่า องค์กรหลักที่มีบทบาทอย่างมากได้แก่ กระทรวงกลาโหมของประเทศสมาชิกอาเซียนนั่นเอง โดยคุณลักษณะนี้จะมีองค์ประกอบทั้งสิ้น 6 ประการ คือ

-ช่วงเวลาก่อนเกิดความขัดแย้ง ประชาคมจะดำเนินการป้องกันความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกด้วยการสร้างความไว้เนื่อเชื่อใจและใช้การฑูตเชิงป้องกันเป็นเครื่องมือหลัก

-ช่วงเวลาเมื่อเกิดความขัดแย้ง ประชาคมจะดำเนินการแก้ไขความขัดแย้ง โดยยึดหลักสันติวิธี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านอื่นๆ ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

-ช่วงเวลาเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง ประชาคมจะเร่งรัดในการสร้างสันติภาพและนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่พิพาทและสู่ภูมิภาคโดยเร็ว

-สำหรับการตอบสนองต่อภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ชาติสมาชิกจะต้องร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

-ในส่วนของภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้น ชาติสมาชิกจะต้องร่วมมือกันตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

-ประเด็นเร่งด่วนอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอาเซียนนั้น ให้ชาติสมาชิกร่วมกันตอบสนองอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ

3. คุณลักษณะของความเป็นประชาคมที่มี "พลวัต" หรือมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะนำพาอาเซียนมุ่งไปสู่โลกภายนอกในลักษณะของสังคมแห่งการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น อาเซียน - จีนอาเซียน - สหรัฐฯ และอาเซียน – สหภาพยุโรป หรือ อียู (EU : European Union) เป็นต้น สำหรับคุณลักษณะในข้อนี้ มีองค์ประกอบ 3 ประการคือ

-การส่งเสริมให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือในระดับภูมิภาค

-การเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกประชาคม

-การส่งเสริมให้มีความร่วมมือและการปรึกษาหารือในประเด็นที่เป็นข้อกังวลร่วมกัน องค์ประกอบข้อนี้จะเห็นได้อย่างเด่นชัด ในกรณีความขัดแย้งเหนือหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้ที่สมาชิกอาเซียน (เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไนมีข้อพิพาทกับจีน โดยอาเซียนพยายามหาทางออกของปัญหาด้วยการจัดการเจรจาและแก้ไขบนแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด บนพื้นฐานของการเคารพในบูรณภาพเหนือดินแดนของประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท ตามที่ได้มีการลงนามในคำประกาศร่วมกันเพื่อเพิ่มความเป็นเอกภาพสำหรับประชาคมแห่งความปรองดองและความมั่นคง (Joint Declaration onEnhancing ASEAN Unity for a Harmonized and Secure Community) ในการประชุมครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมพ..2555 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา


(โปรดติดตามตอนที่ 2 เรื่อง กลไกของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน)




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2557    
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 8:44:41 น.
Counter : 631 Pageviews.  

Chinese Dream "นโยบายความฝันของจีน" ในปัจจุบัน

นโยบาย "ความฝันของชนชาติจีน" (Chinese Dream) ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง


โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ
Master of International Relations (with merit)
Victoria University of Wellington, New Zealand

(สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้)



ในเดือนมีนาคม พ..2556 ซึ่งเป็นสัปดาห์แรกของการก้าวขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) เขาได้ประกาศ "หลักนิยมใหม่หรือนโยบายใหม่ที่จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศจีน ที่เรียกว่า "ความฝันของชนชาติจีน" (Chinese Dream) โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้กล่าวถึงนโยบายดังกล่าว ในสุนทรพจน์ครั้งแรกของเขา มีใจความตอนหนึ่งว่า 

"..จีนจะต้องใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการมุ่งไปสู่อนาคตข้างหน้าดังที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของระบอบสังคมนิยมและลักษณะเฉพาะตัวของชนชาติจีนรวมทั้งต่อสู้อย่างมุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุประสงค์ตาม "ความฝันของชนชาติจีน"ในการฟื้นคืนชีพอย่างยิ่งใหญ่(greatrejuvenation) ของชาติจีน..”

นโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนดังกล่าวที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงนั้น ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่า หมายถึงอะไร และประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

นอกจากนี้นักวิเคราะห์โลกตะวันตกต่างคาดการณ์กันแตกต่างออกไป บ้างก็ว่ามีที่มาจากหนังสือเรื่อง "ความฝันของจีน (ChinaDream) : แนวคิดและยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจในโลกหลังยุคอเมริกาที่เขียนขึ้น เมื่อปี พ..2553 โดยพันเอก "หลิวหมิงฟู" (Liu  Mingfu) ซึ่งได้ให้คำจำกัดความของนโยบายดังกล่าวในหนังสือของเขาว่า "สู่ความเป็นชาติที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยแสนยานุภาพทางทหารที่เข็มแข็ง" (a stronger nation with a strong military)

เป็นที่น่าสังเกตุว่า นโยบายนี้มีความคล้ายคลึงกับนโยบายดั้งเดิมของจีนเมื่อประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล ในรัชสมัยของจักรพรรดิจิ๋นซี หรือ "ฉินฉื่อหวังตี้ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉินอันเกรียงไกร และเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของประเทศจีน  ผู้ทรงรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ จนเป็นปึกแผ่น และพัฒนาอาณาจักรของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรในทุกด้าน รวมทั้งยังทรงมีบัญชาให้ก่อสร้างกำแพงเมืองจีน "กำแพงฉางเฉิงยาวนับหมื่นลี้ จนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมาจนทุกวันนี้นั่นเอง

จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึง "การฟื้นคืนชีพของประเทศจีนในนโยบายของเขา เพราะนี่จะเป็นการนำความยิ่งใหญ่ของจีนในอดีต ทั้งด้านการเมือง  การทหาร เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม หวนกลับคืนมาสู่โลกยุคปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนก็คาดการณ์ว่า ต้นกำเนิดนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง น่าจะมาจากแนวคิดในหนังสือเรื่อง "ความฝันของชนชาติจีนเขียนโดย เฮเลน หว่อง (Helen Wong) เมื่อปี พ..2553 และในปีต่อมาหนังสือเล่มนี้ ก็ได้รับรางวัล "อีริค ฮอฟเฟอร์" (Eric Hoffer) จนได้รับการแปลเป็นภาษาจีน เฮเลน หว่องเขียนหนังสือเล่มนี้ โดยไม่ได้ให้คำจำกัดความของความฝันของชนชาติจีน แต่ใช้วิธีการสัมภาษณ์ชาวจีนชนชั้นกลางหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวนกว่าหนึ่งร้อยคน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของชนชั้นกลางในประเทศจีน ภายหลังหนังสือเล่มนี้ ถูกมอบให้กับนายโทมัส ฟรีดแมน (ThomasFriedman) นักวิเคราะห์ชาวสหรัฐฯที่เขียนบทความเรื่อง "จีนต้องการความฝันของตนเองลงพิมพ์ในนิตยสาร "นิวยอร์คไทม์ฉบับเดือนตุลาคม พ..2555 ซึ่งได้รับการแปลโดยสำนักข่าวชินหัวของจีน โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า ".. ความฝันของชนชาติจีนคือความมั่งคั่งและความมั่นคงของประเทศจีน ..”

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าต้นกำเนิดหรือที่มาของนโยบายเรื่อง "ความฝันของชนชาติจีนจะมาจากที่ใดก็ตาม แต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้แสดงให้โลกได้เห็นถึงเป้าหมายของเขาในการนำพาประเทศจีนก้าวไปความยิ่งใหญ่ ประการ ประกอบด้วย ประการแรกคือ การก้าวไปสู่ความเป็นสังคมที่มั่งคั่ง โดยประชากรทั้งในชุมชนเมืองและในชนบทมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีภายในปี พ..2564 หรือ ค..2021 ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประการที่สองคือ การก้าวไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี พ..2592 หรือ ค..2049 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากนี้นักวิเคราะห์โลกตะวันตกยังมองว่า จีนได้วางเป้าหมายชัดเจนว่าในปี  พ..2563 กองกำลังทางเรือของจีนที่กำลังพัฒนาแสนยานุภาพอย่างมากในขณะนี้ จะสามารถจัดตั้ง "แนวห่วงโซ่ของเกาะชั้นที่หนึ่ง" (first island chain) เป็นแนวยาวตั้งแต่ทางตอนเหนือของไต้หวันมาจนถึงประเทศฟิลิปปินส์และเกาะบอร์เนียวเพื่อเป็นก้าวแรกของการเป็นมหาอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิคในอนาคตอันใกล้นี้

นายโรเบิร์ต ลอเรนซ์ คุนฮ์ (Robert Lawrence Kuhn) นายธนาคารและนักลงทุนตะวันตกได้เขียนถึงนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศว่ามีเป้าหมาย 4 ประการ ประกอบด้วยประเทศจีนที่เข้มแข็ง (Strong China) โดยมุ่งสร้างความเข็มแข็งในทุกมิติคือเศรษฐกิจ การเมือง การฑูต การวิทยาศาสตร์และการทหาร, ประเทศจีนที่ศิวิไลซ์ (Civilized China) มุ่งเสริมสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมวัฒนธรรมที่เรืองรองและศีลธรรมอันสูงส่ง, ประเทศจีนที่เป็นปึกแผ่น (Harmonious China) มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์หรือ "มิตรภาพ" (amity) ระหว่างชนชั้นต่างๆ ของสังคม และประเทศจีนที่สวยงาม (Beautiful China) มุ่งพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตและตั้งเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีมลพิษต่ำ

การก้าวไปสู่ "ความฝันของชนชาติจีนที่สีจิ้นผิง วางแผนเอาไว้มีกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน 2 ประการประกอบด้วย ประการแรกคือ ความมั่งคั่งด้านเศรษฐกิจ และประการที่สองคือความแข็งแกร่งด้านการทหาร ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมาโลกสามารถสังเกตุเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจและแสนยานุภาพทางกองทัพของจีนแบบก้าวกระโดดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านการทหารนั้น ในปี พ..2555 งบประมาณทางทหารของจีนได้เพิ่มสูงถึง 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ ล้านล้านบาท แม้จะน้อยกว่างบประมาณทางทหารของสหรัฐฯ ถึงสี่เท่าครึ่ง แต่หากจีนยังคงเพิ่มงบประมาณด้านการทหารในลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ ภายในปี พ..2578 จีนจะมีงบประมาณด้านการทหารที่สูงกว่าสหรัฐฯ อย่างแน่นอน

ในด้านเศรษฐกิจปัจจุบัน จีนก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่สองของโลก รองจากสหรัฐฯ ด้วยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserve) ที่มีมูลค่าถึง 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี พ..2556 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้จีนยังประสบความสำเร็จด้วยการก้าวขึ้นสู่ความเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลกอีกด้วย ความสำเร็จนี้จีนต้องแลกมาด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังเช่นในปี พ..2552 จีนใช้พลังงานจากถ่านหินเกือบครึ่งหนึ่งของถ่านหินทั้งโลก และในช่วงปี พ..2554- 2557 จีนกลายเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากกว่าวันละ 11 ล้านบาร์เรล สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นต้น

การบริโภคพลังงานดังกล่าว ก่อให้เกิดการปลดปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงจนนครใหญ่ๆ ของจีน เช่น ปักกิ่ง เหอเป่ยและเทียนจิน ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองและหมอกควันหนาทึบ สูงกว่าระดับปกติประมาณ 2 - 4 เท่าและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง

การบริโภคพลังงานอย่างมหาศาลนี้เอง ทำให้จีนต้องการแหล่งพลังงานใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจว่า เหตุใดจีนจึงพยายามแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งจีนได้เคยทำการสำรวจทางธรณีวิทยาในช่วงที่ผ่านมา และพบว่าพื้นที่แห่งนี้อุดมสมบรูณ์ไปด้วยก๊าซธรรมชาติที่มีจำนวนถึง 25 ล้านคิวบิกเมตร อีกทั้งยังเต็มไปด้วยน้ำมันดิบอีกเป็นจำนวนมาก

การเคลื่อนตัวเข้ามาแสวงหาพลังงานในทะเลจีนใต้ของจีน ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับบางประเทศในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ "อาเซียนเท่านั้นหากแต่ยังส่งผลให้มหาอำนาจอื่นๆ ทั้งรัสเซีย สหรัฐฯ และญี่ปุ่นถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยเวียดนามและฟิลิปปินส์ ในลักษณะของการสร้างพันธมิตรเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีนสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ส่งผลดีต่อนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วางแผนเอาไว้ เพราะจีนยังไม่พร้อมที่จะมีความขัดแย้งทางทหารกับมหาอำนาจอื่นๆ เนื่องจากสงครามไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาวย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจีนซึ่งเคยมีประสบการณ์จากเหตุการณ์ "สงครามสั่งสอนที่เคยรุกเข้าไปทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ พ..2522 

ผลของสงครามครั้งนั้นทำให้จีนต้องสูญเสียงบประมาณไปมากกว่า 3,400 ล้านหยวนและส่งผลให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยวผิว ในปี พ..2522 – 2523 ประสบปัญหาอย่างหนักและต้องล่าช้าออกไปอย่างมาก

บทเรียนในครั้งนั้น ทำให้จีนรู้ว่า "สงครามคืออุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จึงเดิน "หมากซ้อนหมากด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ และรัสเซีย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยในเดือนพฤษภาคม พ..2557 ที่ผ่านมา กองทัพเรือจีนได้ทำการฝึกซ้อมทางทะเลกับกองทัพเรือรัสเซีย บริเวณทะเลเหลืองของเมืองชานตง ในทะเลจีนตะวันออก เป็นเวลา สัปดาห์ ภายใต้ชื่อรหัส “Joint Sea 2014” นับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของทั้งจีนและรัสเซีย ตลอดจนบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นระหว่างทั้งสองประเทศว่า ได้ก้าวไปสู่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการประสานงานและความร่วมมือทางทหาร แม้ทั้งจีนและรัสเซียจะปฏิเสธว่า ทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างกันก็ตาม 

รวมทั้งในห้วงเวลาเดียวกัน จีนยังได้พัฒนาความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซียครั้งสำคัญ นั่นคือการลงนามข้อตกลงสั่งซื้อก๊าซธรรมชาติจำนวน 400,000 ล้านดอลล่าห์ (13.2 ล้านล้านบาท) จากรัสเซีย การสั่งซื้อครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญทางการเมืองและทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ที่ได้กลายเป็นคู่ค้าทางพลังงานที่สำคัญระหว่างกัน เนื่องจากในสัญญาฉบับนี้ รัสเซียจะต้องส่งก๊าซธรรมชาติให้จีน ปีละ 38,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเวลานานถึง 30 ปี และที่สำคัญคือการซื้อขายครั้งนี้ ทั้งจีนและรัสเซียได้ยกเลิกการใช้เงินสกุลดอลล่าห์สหรัฐฯ และหันมาใช้เงินสกุลหยวนของจีน เงินสกุลยูโร และเงินรูเบิลของรัสเซียแทน

ในขณะเดียวกัน จีนก็พยายามลดการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ที่พยายามหาหนทางจำกัดหนทางหรือ "ปิดล้อมตนเองมาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา บนพื้นฐานของนโยบาย "ปรับสมดุลย์" (Rebalancing) ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทั้งนี้จีนพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด จนถึงกับขนานนามสหรัฐฯ ว่า "คู่แข่งที่เป็นมิตร"(Peer Competitor) โดยพยายามหาหนทางเข้าร่วมในการฝึกทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อลดความหวาดระแวงระหว่างกัน นับตั้งแต่การฝึกคอบร้าโกลด์ 14 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อต้นปี พ..2557 ตามด้วยการส่งกำลังทางเรือเข้าร่วมการฝึก "ริมแพค" (RIMPAC) ซึ่งเป็นการฝึกร่วมทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดของโลกยุคปัจจุบันเป็นครั้งแรก ที่มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ..2557 ที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าการก้าวไปตามนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนตามที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงวางแผนไว้นั้น แม้เส้นทางจะมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่จีนก็พยายามทุกวิถีทางที่จะผลักดันความฝันของตนเองให้เป็นความจริง แม้จะต้องลบความฝันของชาติอื่นๆ ลงก็ตาม การเดินหมากด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในครั้งนี้ จึงเต็มไปด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง โดยพยายามกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจรวมถึงสร้างความสัมพันธ์กับมิตรใหม่หรือชาติที่เป็นกลาง และเมื่อความขัดแย้งกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จีนก็เลือกที่จะมีปัญหากับชาติเล็กๆ มากกว่าที่จะมีปัญหากับชาติมหาอำนาจ นับเป็นพฤติกรรมที่มีทั้งแข็งกร้าวและอ่อนโยนประนีประนอมในเวลาเดียวกัน พฤติกรรมนี้จะมีให้เห็นเรื่อยไป จนกว่าจีนจะประสบความสำเร็จตามนโยบาย "ความฝันของชนชาติจีนดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นโลกก็จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับ "หมากการเมืองกระดานต่อไปของจีน ที่จะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 3 สิงหาคม 2557 9:16:08 น.
Counter : 1335 Pageviews.  

จับตาหมู่เกาะสแปรตลี

จับตาหมู่เกาะสแปรตลี

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ผลิตซ้ำในทางพาณิชย์ 



หมู่เกาะสแปรตลี (Spratly Islands) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของทะเลจีนใต้ ล้อมรอบไปด้วยประเทศต่างๆ ประกอบด้วย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามสาธารณรัฐประชาชนจีน (ด้านเกาะไหหลำของมณฑลไห่หนาน), สาธารณรัฐฟิลิปปินส์เนการาบรูไนดารุสซาลาม หรือ "บรูไน”สหพันธรัฐมาเลเซีย (บริเวณรัฐซาราวักและซาบาห์และสาธารณรัฐจีน หรือ "ไต้หวัน

บริเวณหมู่เกาะดังกล่าว มีพื้นที่ทางทะเลกว้างใหญ่มากกว่า 425,000 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณร้อยละ 38 ของพื้นที่ทะเลจีนใต้ทั้งหมด สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะเล็ก เกาะน้อย โขดหิน หินโสโครกและแนวหินปะการัง มากกว่า 750 แห่ง บางโขดหินเล็กมากจนสามารถยืนอยู่ได้เพียงสองคน บางโขดหินจะจมน้ำหายไปเมื่อน้ำขึ้นและโผล่ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อน้ำลง มีจำนวนเกาะขนานใหญ่ที่โผล่พ้นน้ำถาวรและสามารถตั้งถิ่นฐานได้ประมาณ 33 เกาะเท่านั้น เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือ เกาะสแปรตลี ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับหมู่เกาะ ปัจจุบันเกาะนี้อยู่ในความครอบครองของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

สาเหตุที่หมู่เกาะสแปรตลีมีความสำคัญและกลายเป็นที่จับตามองของประชาคมโลก ก็เพราะผลการสำรวจทางธรณีวิทยาในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์ว่าพื้นที่แห่งนี้อุดมสมบรูณ์ไปด้วยก๊าซธรรมชาติ ที่มีจำนวนถึง 25 ล้านคิวบิค และน้ำมันดิบอีกกว่า 105 ล้านบาเรล นับเป็นแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาลที่ผู้ครอบครองจะสามารถนำไปพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่นำ้มันดิบและก๊าซธรรมชาติกำลังจะหมดสิ้นไปโลกนี้

ความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้มีประเทศต่างๆ อ้างสิทธิการครอบครองเหนือหมู่เกาะสแปรตลีถึง ประเทศ ประกอบไปด้วย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐจีน หรือ "ไต้หวันและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่อ้างกรรมสิทธิเหนือพื้นที่หมู่เกาะแห่งนี้ทั้งหมด ส่วนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เนการาบรูไนดารุสซาลาม และสหพันธรัฐมาเลเซียนั้น อ้างกรรมสิทธิบางส่วนของพื้นที่เท่านั้น

ในส่วนของสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า "จีนนั้น ดูจะมีความเคลื่อนไหวมากที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภายหลังจากประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ได้ประกาศนโยบาย "ความฝันของชาวจีน" (Chinese Dream) ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ "ความมั่งคั่ง" (Wealth) และ "ความแข็งแกร่ง" (Strength) ด้วยการสร้างเศรษฐกิจและกองทัพให้เข้มแข็ง พลังงานได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้จีนบริโภคพลังงานรูปแบบต่างๆ จำนวนมากมายมหาศาลจากทั่วโลก ทั้งจากรัสเซีย แอฟริกาและเอเซีย 

ดังนั้นเมื่อพลังงานน้ำมันกำลังจะหมดสิ้นไปจากโลก และกลายเป็นสิ่งที่นับวันจะหาได้ยากมากขึ้น จีนจึงจำเป็นต้องมองหาแหล่งพลังงานแห่งใหม่ เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป หมู่เกาะสแปรตลีจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของจีนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

การเข้าครอบครองหมู่เกาะสแปรตลี หรือที่จีนเรียกว่า "นานชา" (Nan Cha) จีนได้อ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ "ฮั่นหรือเมื่อประมาณ 2,000 กว่าปีมาแล้ว จนกระทั่งในปี พ..1835 (เป็นเวลา ปี ภายหลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชของอาณาจักรสุโขทัย ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นจีนได้อ้างแผนที่โบราณเป็นหลักฐานว่า เรือสินค้าของจีนได้แล่นผ่านหมู่เกาะแห่งนี้ และต่อมาอีก 133 ปี คือในปี พ..1968 (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ หรือเจ้าสามพระยาแห่งกรุงศรีอยุธยาก็มีหลักฐานปรากฏอยู่บนแผนที่เดินเรือของจีน โดยนักเดินเรือชาวจีน ชื่อ “เชง โฮ” (Cheng Ho) ได้กำหนดหมู่เกาะสแปรตลีไว้ในแผนที่ดังกล่าว ซึ่งจีนอ้างว่าอีก ปีต่อมา คือ พ..1973 หมู่เกาะสแปรตลีก็ตกอยู่ในภายใต้การปกครองของจีนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันจีนได้เข้าครอบครองและสร้างสิ่งปลูกสร้างบนโขดหินอย่างน้อย แห่ง คือโขดหินกางเขนแห่งไฟ (FieryCross Reef) และโขดหินแห่งความเลวร้าย (Mischief Reef) 

นอกจากนี้จีนยังได้ประกาศว่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของบริษัทไชน่าโมบาย (China Mobile) ได้ส่งสัญญานครอบคลุมถึงหมู่เกาะสแปรตลีแล้ว ตั้งแต่ปี พ..2554 รวมทั้งมีการตั้งชื่อเกาะและโขดหินจำนวน 200 กว่าแห่งเป็นภาษาจีนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอีกด้วย

การเข้าครอบครองหมู่เกาะสแปรตลีของจีน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ ที่อ้างสิทธิการครอบครองเช่นกัน เช่น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หรือที่ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า "เวียดนามซึ่งมีปัญหากับจีน ทั้งหมู่เกาะสแปรตลีและหมู่เกาะพาราเซล ที่เพิ่งเกิดความขัดแย้งกรณีที่จีนนำแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้าไปในพื้นที่พิพาท จนเกิดการประท้วงทั่วประเทศเมื่อต้นปี พ..2557 ที่ผ่านมา

ในส่วนของหมู่เกาะสแปรตลีนั้น เวียดนามอ้างหลักฐานด้านประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยเรียกหมู่เกาะนี้ว่า "ควานเด๋า เตรือง ซา" (Quan Dao Troung Sa) หรือ "เตรือง ซาสำหรับเอกสารที่เวียดนามนำมาใช้อ้างอิงคือ เอกสารของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสเมื่อ ปี พ..2476 ที่ระบุย้อนหลังไปว่าหมู่เกาะสแปรตลี เป็นของเวียดนามมาตั้งแต่ ปี พ..2430 (ก่อนเกิดเหตุการณ์ ร..112 ซึ่งเป็นกรณีพิพาทระหว่างฝรั่งเศสและประเทศสยามบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเวลา ปี)

ปัจจุบันเวียดนามอ้างว่า ตนครอบครองเกาะหรือโขดหินในหมู่เกาะสแปรตลีมากที่สุด คือจำนวน 24 เกาะ

บางเกาะหรือโขดหิน มีการครอบครองมาตั้งแต่ปี พ..2266 และในปี พ..2516 ก่อนสงครามเวียดนามจะยุติลง ปี จีนได้ส่งกำลังเข้ายึดครองเกาะต่างๆ จำนวน เกาะจากรัฐบาลเวียดนามใต้ ทำให้มีการกระทบกระทั่งกันเรื่อยมา

จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม พ..2554 เรือลาดตระเวนของจีนได้โจมตีเรือสำรวจน้ำมัน ลำของเวียดนามบริเวณพื้นที่พิพาท และเรือรบของจีนหมายเลข 27, 28 และ 989 ได้เปิดฉากระดมยิงเรือประมงของเวียดนาม จำนวน ลำได้รับความเสียหาย ทำให้ชาวเวียดนามไม่พอใจ พร้อมกับรวมตัวกันประท้วงที่หน้าสถานฑูตจีนในกรุงฮานอยและเมืองโฮจิมินห์

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ..2555 สภาแห่งชาติเวียดนามก็ตอบโต้ด้วยการประกาศกฏหมายปักปันเขตแดนพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศ โดยได้ประกาศรวมพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีเข้าเป็นดินแดนของเวียดนาม ภายหลังจากที่เคยประกาศว่าหมู่เกาะสแปรตลีอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนมาตั้งแต่ปี พ..2520

ความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้เวียดนามพยายามทุกวิถีทางที่จะถ่วงดุลย์อำนาจกับจีน ทั้งด้านการทหารและการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านการทหารนั้น เวียดนามมีการเสริมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างขนานใหญ่ เช่น การสั่งซื้อเรือดำน้ำพลังงานดีเซลชั้น "กิโล"(Kilo) ซึ่งนับเป็นเรือดำน้ำที่ทันสมัยที่สุดชนิดหนึ่งของรัสเซีย เนื่องจากมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยาวนานตั้งแต่ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลาย จำนวน ลำ มูลค่ากว่า 1,800ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับเรือดำน้ำลำแรก คือ เอชคิว-182 ฮานอย (HQ-182Hanoi) มีการส่งมอบให้กับกองทัพเรือเวียดนามเมื่อปลายปี พ..2556 ที่ผ่านมาและจะส่งมอบต่อไปปีละ ลำจนถึงปี พ..2561

สำหรับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ หรือที่ต่อไปจะเรียกว่า "ฟิลิปปินส์นั้น มีการกล่างอ้างกรรมสิทธิเพียงบางส่วนของหมู่เกาะสแปรตลีที่อยู่ในเขตเมือง "กาลายาอัน" (Kalayaan) ของจังหวัด "ปาลาวัน" (Palawan) โดยเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าหมู่เกาะ "กาปูลูอัน งัง กาลายาอัน" (Kapuluan Ng Kalayaan) สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาตึงเครียดบ่อยที่สุดคือ เกาะที่ฟิลิปปินส์ เรียกว่า "ปานาตัค" (Panatag) ส่วนจีนเรียกว่า "ฮวงหยาน" (Huangyan) ในช่วงปี พ..2555 เป็นต้นมา เรือรบเรือสำรวจสมุทรศาสตร์ตลอดจนเรือประมงของฟิลิปปินส์และจีนมีการกระทบกระทั่งกันในพื้นที่พิพาทนี้เป็นจำนวนหลายครั้ง

แต่การเผชิญหน้าที่เกือบจะขยายตัวเป็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างทั้งสองประเทศ เกิดขึ้นเมื่อบริษัทผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของจีน คือบริษัท China National Offshore Oil  Corporation : CNOOC (บริษัทเดียวกับที่นำแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้าไปติดตั้งในพื้นที่พิพาทหมู่เกาะพาราเซลจนเกิดปัญหากับเวียดนาม เมื่อกลางปี พ..2557 ที่ผ่านมาได้จัดการฝึกซ้อมทางทะเลใน ปี พ..2555 เพื่อทำการค้นหาน้ำมันใกล้กับบริเวณพื้นที่พิพาท เป็นเวลานานถึง 56 วัน ส่งผลให้ชาวฟิลิปปินส์ออกมาประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรงทั่วประเทศ 

จีนจึงตอบโต้ด้วยการสั่งกักกล้วยหอมที่นำเข้าจากฟิลิิปปินส์ จำนวน 1,200 ตู้คอนเทนเนอร์ ตามเมืองท่าต่างๆ ของจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยจากสารพิษตกค้างในกล้วยหอมเหล่านั้น นอกจากนี้บริษัทท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลจีน ก็ประกาศยกเลิกการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวในฟิลิปปินส์ทั้งหมด ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

แม้ว่าการสร้างดุลย์อำนาจทางทหารระหว่างฟิลิปปินส์และจีนนั้น ดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะความอ่อนแอด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้กองทัพฟิลิปปินส์อยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนอย่างมาก แต่ฟิลิปปินส์ก็พยายามเดินหมากด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันมาตั้งแต่อดีต และมีวัตถุประสงค์เดียวกันในการสกัดกั้นจีนตามนโยบาย "การปรับสมดุลย์" (Rebalancing) ของประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ภายหลังจากที่สหรัฐฯมัวแต่ทุ่มเทความสนใจไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมาเป็นเวลานานนับทศวรรษ

ภาพที่ชัดเจนที่สุดในการหวนกลับมาสู่ฟิลิปปินส์ของสหรัฐฯ คือกรณีพายุไต้ฝุ่น "ไห่เยียนเมื่อช่วงปลายปี พ..2556 นั้น สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส จอร์ช  วอชิงตัน" (USS George Washington) เดินทางนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมกำลังพลหน่วยนาวิกโยธินอีกกว่า 5,000 นายและยุทโธปกรณ์ชนิดต่างๆ เดินทางเข้าไปให้ความช่วยเหลือเกือบจะในทันที อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

การพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านการทหารระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ นับเป็นวิธีการหนึ่งในการ "ซื้อเวลาเพื่อให้กองทัพฟิลิปปินส์สามารถพัฒนาแสนยานุภาพให้มีความเข้มแข็งขึ้นตามกฏหมายสาธารณรัฐ ฉบับที่ 10349 (Republic Act No.10349) ที่ประธานาธิบดีเบนิกโน อาคิโน่ ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ..2555 แม้นักวิเคราะห์ต่างมองว่าการพัฒนากำลังรบของกองทัพฟิลิปปินส์นั้น จะไม่สามารถทัดเทียมกับศักยภาพอันแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของกองทัพจีนได้เลย แต่อย่างน้อยการพัฒนาดังกล่าวก็จะส่งผลให้จีนต้อง "ลังเลใจหรือ "คิดทบทวนอีกครั้ง" (second thought) ก่อนที่จะตัดสินใจใช้มาตรการทางการทหารกับฟิลิปปินส์ หากกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ขยายตัวลุกลามออกไป

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างความขัดแย้งบางส่วนระหว่างจีน เวียดนามและฟิลิปปินส์ในพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลี ที่นับวันจะทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะลุกลามกลายเป็นข้อพิพาทที่รุนแรงในอนาคตได้ ดังนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนจึงต้องจับตามองปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางลดการเผชิญหน้าของคู่กรณีลง รวมทั้งต้องร่วมมือกันประสานความขัดแย้งและแก้ไขปัญหาอย่างสันติบนแนวทางของการแสวงประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศคู่ขัดแย้งทั้งหมด เพื่อนำพาภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคแห่งนี้มุ่งไปสู่ความสงบและสันติอย่างถาวรนั่นเอง




 




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2557    
Last Update : 21 มิถุนายน 2557 9:08:43 น.
Counter : 1857 Pageviews.  

ยุุทธการรุ่งอรุณแดง (ซัดดัม ฮุสเซน) ตอนที่ 5

“ยุทธการรุ่งอรุณแดง” (OperationsRed Dawn)

ตอนที่  5

จากหนังสือเรื่อง "ยุทธการขจัดทรราช"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University,  New Zealand

ข้อเขียนนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าเท่านั้น



ในวันที่ 
30 มิถุนายน ค..2004 ซัดดัม ฮุสเซนถูกนำตัวขึ้นดำเนินคดีที่ค่าย "ครอปเปอร์" (Camp Cropper) ซึ่งเป็นฐานของทหารสหรัฐฯ ในอิรัก พร้อมกับสมาชิกพรรคบาธอีก 11 คน ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และในอีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมาคณะตุลาการพิเศษของอิรักก็ตัดสินว่าเขามีความผิดในการสังหารหมู่ที่เมือง "ดูจาอิล" (Dujail massacre)

เมืองดูจาอิลเป็นเมืองที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อยู่ห่างจากกรุงแบกแดด 53 กิโลเมตร  การสังหารหมู่ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากความล้มเหลวในการลอบสังหารซัดดัม ฮุสเซนเมื่อวันที่  กรกฎาคม ค..1982 โดยในวันนั้นเขาเดินทางมาที่เมืองดูจาอิลเพื่อกล่าวสุนทรพจน์สรรเสริญทหารที่เดินทางไปจากเมืองนี้ เพื่อต่อสู้กับกองทัพอิหร่านอย่างห้าวหาญ ขณะที่กำลังเดินทางกลับกรุงแบกแดด ขบวนรถของซัดดัม ฮุสเซนได้ถูกซุ่มโจมตีจากกลุ่มมือปืนจำนวน 12 คนที่หลบซ่อนอยู่สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นอินทผาลัม 

การยิงต่อสู้ดำเนินไปกว่า ชั่วโมง  ก่อนที่กลุ่มมือปืนจะถูกสังหารเกือบทั้งหมด  มีบางคนถูกจับเป็นเชลย  ซัดดัม ฮุสเซนสอบสวนมือปืนสองคนที่รอดชีวิตด้วยตัวเอง ก่อนที่จะสั่งการให้จับชาวเมืองดูจาอิล ที่เป็นชายอายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไปจำนวน 393 คน  ผู้หญิงและเด็กอีก 394 คนไปคุมขังที่เรือนจำอาบู กาหลิบ (AbuGhraib) ชานกรุงแบกแดด  มีการทรมานบุคคลเหล่านี้อย่างทารุณในจำนวนนี้ 138 คนถูกประหารชีวิตในปี ค.. 1985 และอีก 10 คนถูกสังหารอย่างลับๆ ในปี  ค..1989 รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 148 คน

ในวันที่ พฤศจิกายน ค..2006 ศาลพิเศษของอิรักได้พิจารณาพิพากษาตัดสินให้ซัดดัม ฮุสเซนมีความผิดในคดีสังหารหมู่ที่เมืองดูจาอิลดังกล่าว  และมีโทษถึงประหารชีวิต จนกระทั่งในวันที่ 30 ธันวาคม ค..2006 รัฐบาลชั่วคราวของอิรักก็สั่งการให้ประหารชีวิตเขา ด้วยการแขวนคอนับเป็นการสั่งการอย่างปัจจุบันทันด่วน และไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าแต่อย่างใด  ในช่วงแรกนั้นสหรัฐฯ ต้องการให้ยืดเวลาการประหารชีวิตซัดดัม ฮุสเซนออกไปอีก 15 วันเพื่อดำเนินการพิจารณาคดีตามขั้นตอนให้ถูกต้อง 

แต่รัฐบาลชั่วคราวของอิรักยังคงยืนยันที่จะให้มีการประหารชีวิตในวันดังกล่าว  ส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตุการณ์การประหารชีวิตครั้งนี้แม้แต่คนเดียว รวมทั้งพลตรี วิลเลี่ยม คาลด์เวล  (MajorGeneral William Caldwell)  โฆษกกองกำลังสหรัฐฯในอิรักได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กองกำลังสหรัฐฯและนานาชาติไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการประหารชีวิตอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนในครั้งนี้

ในวันประหารชีวิตผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า ซัดดัม ฮุสเซนซึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีดำทับเสื้อเชิ้ตสีขาว เดินออกจากห้องขังเข้าสู่หลักประหารด้วยท่าทางที่สงบนิ่งขรึม ไม่มีท่าทีตะหนกแต่อย่างใด เขามีคัมภีร์อัลกุรอานอยู่ในอ้อมกอดราวกับพร้อมที่จะพบกับวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิต คัมภีร์เล่มนี้ซัดดัมฮุสเซนได้นำติดตัวไปตลอดช่วงเวลาที่เขาต้องขึ้นศาลพิจารณาคดี เมื่อซัดดัม ฮุสเซนก้าวขึ้นยืนบนตะแลงแกงแขวนคอ เพชฌฆาตได้ใช้ผ้าสีดำพันรอบคอของเขาก่อนที่จะนำเชือกมาคล้องรอบคอของเข าและจะใช้ถุงผ้าสีดำคลุมศีรษะเพื่อปิดใบหน้าของเขา แต่ซัดดัม ฮุสเซนปฏิเสธมีคนถามว่า เขากลัวหรือไม่ซัดดัม ฮุสเซนตอบว่า

".. ไม่ .. ฉันคือทหารผู้ไม่มีความกลัวใดๆ .. ฉันได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ .. ใครก็ตามที่เดินบนเส้นทางเดียวกับฉันไม่ควรจะหวั่นเกรงใดๆ  ..”

ในขณะที่เชือกเส้นใหญ่ถูกพันรอบคอของซัดดัม ฮุสเซน พยานที่เป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์คนหนึ่งตะโกนใส่เขาด้วยความโกรธแค้นว่า ".. ไปลงนรกเสียเถอะ .." 

ซัดดัม ฮุสเซนตะโกนสวนตอบกลับไปว่า ".. อิรักนี่แหละคือนรก .." 

ในช่วงนี้มีเสียงตะโกนดังอื้ออึงขึ้นจากผู้คนที่อยู่รอบๆ เพราะไม่พอใจคำพูดของซัดดัม ฮุสเซน ทำให้หนึ่งในเจ้าหน้าที่ควบคุมการประหารต้องตะโกนขึ้นว่า ".. โปรดเงียบ .. บุคคลผู้นี้กำลังจะถูกประหารชีวิต ..” 

เสียงอื้ออึงเหล่านั้นจึงเงียบสงบลงพร้อมๆ กับเพชฌฆาตที่คลุมหน้าด้วยผ้าสีดำก็พันธนาการเชือกที่พันรอบคอของซัดดัม ฮุสเซนให้กระชับแน่น

จากนั้นในเวลาประมาณ 06.00 ของเวลาท้องถิ่นทุกอย่างในห้องประหารชีวิตที่คับแคบมืดทึมและอับชื้นก็เข้าสู่ความเงียบสงัด  กล่าวกันว่ามันเป็นช่วงนาทีที่เงียบจนสามารถได้ยินเสียงหายใจของผู้คน  โดยเฉพาะลมหายใจของซัดดัม ฮุสเซนที่ใกล้จะขาดช่วงลง  ความสนใจของทุกคนในห้องต่างมุ่งไปยังร่างที่ยืนสงบนิ่งรอคอยการประหารชีวิตด้วยการแขวนคอบนตะแลงแกงที่เป็นแผ่นไม้ขนาดไม่ใหญ่นัก  เช่นเดียวกับพยานทุกคนกำลังรอคอยห้วงเวลาอันระทึกขวัญที่จะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก

และแล้ววินาทีแห่งการประหารชีวิตก็เดินทางมาถึง เพชฌฆาตผู้หยิบยื่นความตายให้กับซัดดัม ฮุสเซนทำการปลดล็อคพื้นไม้กระดานแผ่นกว้างที่เขายืนอยู่ และในพริบตาแผ่นไม้ก็พับลงร่างของอดีตประธานาธิบดีแห่งอิรักร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงของโลกอย่างรวดเร็ว  รอบคอถูกกระตุกด้วยเชือกที่มัดแน่นอย่างแรง  พยานที่สังเกตุการณ์การประหารชีวิตสามารถได้ยินเสียงกระดูกคอของซัดดัม ฮุสเซนหักจากแรงกระชากดังสนั่นอย่างชัดเจน  พร้อมๆกับวิญญานของอดีตประธานาธิบดีผู้เกรียงไกรแห่งโลกอาหรับวัย 69 ปีที่หาญกล้าท้าทายมหาอำนาจของโลก ก็หลุดลอยออกจากร่าง  เขาถูกแขวนห้อยอยู่บนตะแลงแกงนานหลายอึดใจ  เพื่อให้แน่ใจว่าเสียชีวิต  จนกระทั่งแพทย์เดินเข้าไปตรวจชีพจรและลงความเห็นว่าซัดดัม ฮุสเซนได้เสียชีวิตแล้ว จึงมีการปลดเชือกเพื่อนำศพใส่โลงที่เตรียมเอาไว้

ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 31 ธันวาคม ค..2006 เวลา 04.00 ร่างอันไร้วิญญานของซัดดัม ฮุสเซนก็ถูกนำไปฝัง ณสุสานในเมืองอัลญะห์ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของเขาและอยู่ห่างจากหลุมศพของบุตรชายทั้งสองคือ อูเดย์ และ คูเซย์ ประมาณ กิโลเมตร แม้จะมีข่าวลือว่าร่างอันไร้วิญญานของเขาถูกกระหน่ำแทงอีก ครั้ง เพื่อเป็นการระบายความแค้นของญาติที่เสียชีวิตจากการกระทำของซัดดัม ฮุสเซน แต่ข่าวนี้ก็ได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลอิรักและผู้นำศาสนาของเมืองอัลญะห์ว่าไม่เป็นความจริง

การประหารชีวิตซัดดัม ฮุสเซนในครั้งนี้ นับเป็นการรูดม่านปิดฉากตำนานของผู้นำเผด็จการที่สำคัญอีกคนหนึ่งของโลก จุดจบของเขากลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมโลกอยู่หลายประเด็น เช่น  ประเด็นความชอบธรรมของสหรัฐฯ ในการรุกรานประเทศอิรัก เพื่อยุติโครงการสร้างอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งแม้จนทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานของอาวุธดังกล่าวได้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าชัยชนะของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้ เป็นการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยของโลกตะวันตกขึ้นในประเทศอิรัก หรือเป็นการนำประเทศอิรักไปสู่จุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองและการสิ้นชาติในอนาคตอันใกล้นี้ ดังที่ชาวอิรักบางคนได้สรุปผลของเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า ".. จุดสิ้นสุดของซัดดัม ฮุสเซนคือจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในอิรัก .."  




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2556 9:53:14 น.
Counter : 1208 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.