VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 

กลไกด้านการบรรเทาสาธารณภัยของประชาคมอาเซียน ตอนที่ 2

กลไกด้านการบรรเทาสาธารณภัยของประชาคมอาเซียน ตอนที่ 2

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

(สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น)



กลไกด้านการบรรเทาสาธารณภัยของประชาคมอาเซียน นอกจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนหรือ ADMM ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1 ยังประกอบด้วย

คณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ หรือ ACDM เป็นกรอบความร่วมมือหลักด้านการบรรเทาสาธารณภัยของกลุ่มประเทศอาเซียนถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ..2546 (..2003) โดยมีองค์กรผู้รับผิดชอบด้านการบรรเทาสาธารณภัยของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเป็นหน่วยงานภายใต้คณะกรรมการชุดนี้ (ในส่วนของประเทศไทยคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย)เพื่อบริหารจัดการด้านภัยพิบัติร่วมกันโดยมีสำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEANSecretariat) ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการชุดนี้

คณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ หรือ ACDM ได้จัดทำ"ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติของอาเซียน"ขึ้นมีชื่อเรียกย่อๆว่า AADMER (ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response) ส่งผลให้เกิดความร่วมมือต่างๆดังนี้

1. การจัดตั้งศูนย์ประสานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอาเซียน หรือ AHA Center  (ASEANCooperation Center on Humanitarian Assistance) ตั้งอยู่ณ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

2. การจัดทำมาตรฐานวิธีปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมและประสานงานในการปฏิบัติร่วมกันของอาเซียนในการบรรเทาภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ASEAN SASOP (ASEAN Standard Operating Procedures for Regional Stand by Arrangements and Coordination of Joint Disaster Relief and Emergency Response Operations) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติร่วมกันของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

3. การจัดการฝึกแผนภัยพิบัติระดับอาเซียน หรือ ARDEX (ASEANRegional Disaster, Emergency Response Exercise) ในกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อให้เกิดความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทุกรูปแบบ

การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค หรือ ARF ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ..2545 (..2002) โดยเริ่มต้นจากแนวความคิดในการต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกันระหว่างสหรัฐฯและกลุ่มประเทศอาเซียน (UnitedStates of America – ASEAN) ภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11ในสหรัฐฯ ทำให้ในช่วงแรกนั้นการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค หรือ ARF มีวัตถุประสงค์ ประการคือ

1. เพื่อส่งเสริมความเชื่อใจซึ่งกันและกัน

2. การพัฒนาการฑูตเชิงป้องกัน

3. การป้องกันความขัดแย้ง

ปัจจุบันการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค หรือ ARF ได้ขยายตัวจนกลายเป็นกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 27 ประเทศ ประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศและประเทศคู่เจรจา 10 ประเทศคือ ออสเตรเลีย แคนาดา จีนสหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รัสเซีย สหรัฐฯ รวมทั้งประเทศผู้สังเกตการณ์ของกลุ่มอาเซียนอีก ประเทศคือ ปาปัวนิวกินี มองโกเลีย ปากีสถาน ติมอร์เลสเต บังคลาเทศ ศรีลังกา เกาหลีเหนือ 

อีกทั้งการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคได้เริ่มมีบทบาทในด้านการบรรเทาสาธารณภัยมากขึ้น ภายหลังจากที่ภูมิภาคแห่งนี้ได้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้มีการฝึกบรรเทาสาธารณภัยหรือ DiREx (Disaster Relief Exercise) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการประสานงานระหว่างฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารในการบรรเทาภัยพิบัติรวมทั้งแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการจัดการและบรรเทาภัยพิบัติระหว่างผู้เข้าร่วมการฝึก

การฝึกบรรเทาสาธารณภัย หรือ DiREx ประกอบด้วยการบรรยายทางวิชาการการแก้ปัญหาบนโต๊ะการฝึกภาคสนามและการปฏิบัติการด้านการแพทย์โดยการฝึก DiREx 2009  (..2552) เป็นการฝึกครั้งแรกจัดขึ้นที่ เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ การฝึก DiREx 2011  (..2554) จัดขึ้นเมืองมานาโด สุลาเวสีเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย โดยเป็นการจัดร่วมกันระหว่างประเทศอินโดนีเซียและญี่ปุ่น เป็นการฝึกจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนับหมื่นคน

สำหรับการฝึก DiREx 2013 (..2556) จัดขึ้นในประเทศไทยโดยประเทศไทยและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการจัดการฝึกซ้อม ARFDiREx 2013 เป็นการแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของไทยที่จะพัฒนาศักยภาพในด้านการจัดการภัยพิบัติรวมทั้งการสร้างเครือข่ายกับประเทศและองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย  และกระทรวงกลาโหม

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า อาเซียนได้ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติเป็นอย่างมาก โดยจัดให้มีกลไกหลักที่รับผิดชอบถึง กลไกด้วยกัน ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ ทั้งนี้เพราะกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนต่างมีความเชื่อมั่นตรงกันว่า แม้ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่การเตรียมความพร้อมในระดับสูงสุดขององค์กรผู้รับผิดชอบ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค ตลอดจนความพร้อมของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ จะสามารถลดระดับความรุนแรงของผลกระทบ และลดความสูญเสียอันเนื่องมาจากภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ดังคำกล่าวที่ว่า "การรับมือกับภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการเตรียมความพร้อมในระดับสูงสุดนั่นเอง





 

Create Date : 22 สิงหาคม 2556    
Last Update : 22 สิงหาคม 2556 10:51:19 น.  

กลไกด้านการบรรเทาสาธารณภัยของประชาคมอาเซียน ตอนที่ 1

กลไกด้านการบรรเทาสาธารณภัยของประชาคมอาเซียน ตอนที่ 1

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

(สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอกเพื่อการพาณิชย์ ให้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น)



ในขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน (ASEAN: Association of South East Asian Nations)กำลังจะก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน(ASEANCommunity) ในปีพ..2558หรือค..2015นี้จะเห็นได้ว่ามีกลไกด้านเศรษฐกิจจำนวนมากที่ทำหน้าที่ในการผลักดันให้การรวมตัวทางด้านเศรษฐกิจของอาเซียนหรือที่เรารู้จักคุ้นเคยกันในชื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAEC(ASEAN Economic Community) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นกลไกด้านอัตราภาษีที่มีการลดลงเหลือร้อยละ0มาตั้งแต่ปีพ..2553ในกลุ่มประเทศสมาชิกดั้งเดิมคือไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียฟิลปปินส์ สิงคโปร์และบรูไนดารุสซาลามอีกทั้งประเทศสมาชิกที่เหลืออีก4ประเทศก็จะลดอัตราภาษีในอัตราเดียวกันในปีพ..2558เช่นเดียวกัน

ในส่วนของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนหรือAPSC(ASEAN Political and Security Community) ก็เช่นเดียวกันที่มีกลไกเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยความมั่นคงด้านต่างๆของอาเซียน เช่นความขัดแย้งด้านการทหาร ภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์และภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นดูเหมือนว่ากำลังจะกลายเป็นภัยคุกคามที่มีศักยภาพและความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งนี้เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดจนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ดำเนินไปอย่างไร้ขีดจำกัด

ด้วยเหตุนี้เองกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนจึงได้มีการกำหนดกลไกในรูปแบบต่างๆ เพื่อเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่นับวันจะสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภูมิภาคแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆสำหรับกลไกหลักด้านการบรรเทาสาธารณภัยของอาเซียนประกอบด้วย

1.การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน(ADMM= ASEAN Defense Minister Meeting)

2.คณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ(ACDM= ASEAN Committee on Disaster Management)

3.การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค(ARF= ASEAN Regional Forum)

สำหรับรายละเอียดของกลไกต่างๆดังกล่าวข้างต้นนั้นมีดังนี้

การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน นับเป็นกลไกด้านความมั่นคงระดับสูงสุด(highestdefense mechanism) ของกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ9พฤษภาคม2549(..2006)ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีวัตถุประสงค์ประกอบด้วย

1.ส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่น(Confidence)และความเชื่อใจ(Trust)ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระหว่างระหว่างประเทศสมาชิก

2.เป็นการแสดงความโปร่งใส(Transparency)และเปิดเผย(Openness)ในนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศสมาชิก

การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่6เมื่อ29พฤษภาคม2555ณกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาได้ลงความเห็นให้ลดความห่างของช่วงเวลาในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา(ADMM-Plus: ประเทศคู่เจรจาของอาเซียนมีทั้งหมด8ประเทศคือสหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดียญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียนิวซีแลนด์)โดยนับตั้งแต่ปีพ..2556เป็นต้นไปรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาจะประชุมพบปะกันทุกๆ2ปี  รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนได้ลงนามในคำประกาศร่วมกันเพื่อเพิ่มความเป็นเอกภาพสำหรับประชาคมแห่งความปรองดองและความมั่นคง(JointDeclaration on Enhancing ASEAN Unity for a Harmonized and SecureCommunity) โดยจะมุ่งเน้นในประเด็นการแก้ไขปัญหาทะเลจีนใต้อย่างสันติภาพ 

สำหรับการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่7จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนพ..2556กรุงบันดาเสรีเบกาวันประเทศบรูไนดารุสซาลามมีสาระสำคัญคือการลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยและประชาชนของอาเซียนและอนาคตร่วมกันเพื่อให้ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างความสงบสุขในภูมิภาคและให้ประชาชนดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย

นอกจากนี้การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ยังมีกลไกอื่นๆเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกลไกเหล่านั้นประกอบด้วย 

1. การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ(ADMMRetreat= ASEAN Defense Minister Meeting Retreat) 

2.การประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงกลาโหมอาเซียน(ADSOM=ASEAN Defense Senior Official Meeting)โดยปกติเป็นการประชุมระดับปลัดกลาโหมหรือเทียบเท่า

3.การประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน(ACDFIM= ASEAN Chief of Defense Forces Informal Meeting) 

ในส่วนของการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัตินั้นในปัจจุบันการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน กำลังร่วมมือกันพัฒนาบทที่6หรือChapter6 ของ ASEANSASOP* ว่าด้วยการใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารในภารกิจการปฏิบัติด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ(TheFacilitation and Utilization of Military Asset and Capacities inHADR) โดยบทที่6ดังกล่าวระบุถึงการใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารในการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำสาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากติดขัดปัญหาเกี่ยวกับกฏหมายระหว่างประเทศเรื่องการใช้กำลังทหารของประเทศผู้เสนอความช่วยเหลือในดินแดนและอธิปไตยของประเทศผู้ประสบภัยพิบัติ

นอกจากนี้การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ยังได้กำหนดให้มีการฝึกการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติของกองทัพอาเซียนทั้ง10ประเทศภายใต้รหัสAHX(ASEAN Militaries HADR Exercise)ขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับกำลังพลของกองทัพประเทศสมาชิกให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการบรรเทาสาธารณภัยร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการฝึกAHXครั้งที่1จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมพ..2554โดยกองทัพสิงคโปร์และกองทัพอินโดนีเซียร่วมกันเป็นเจ้าภาพโดยเชิญผู้แทนกองทัพประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมฝึกแก้ปัญหาบนโต๊ะ(TTX: Table Top Exercise) ณฐานทัพอากาศชางกี ประเทศสิงคโปร์และฝึกภาคสนาม (FTX: Field Training Exercise)ซึ่งเป็นการฝึกเฉพาะกองทัพสิงคโปร์และกองทัพอินโดนีเซียเพียงสองชาติณ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซียสำหรับการฝึกAHXครั้งที่2มีขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนพ..2556 ที่ผ่านมาณ ประเทศบรูไน

นอกจากนี้การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนยังมีการขยายกรอบความร่วมมือไปยังประเทศคู่เจรจา8 ประเทศประกอบด้วย สหรัฐฯรัสเซีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่นเกาหลีใต้ ออสเตรเลียนิวซีแลนด์ เรียกว่าการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและประเทศคู่เจรจา(ADMMPlus = ASEAN Defense Minister Meeting Plus) จัดประชุมครั้งแรกเมื่อ12ตุลาคม2553ณกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามมีการกำหนดกรอบความร่วมมือไว้5ด้านเพื่อรองรับการเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน คือ

1.ด้านความมั่นคงทางทะเล(MaritimeSecurity)

2.การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ(PeacekeepingOperations)

3.การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ(HumanitarianAssistance and Disaster Relief)

4.การแพทย์ทหาร(MilitaryMedicine) และ

5.การต่อต้านการก่อการร้ายสากล(Counter-Terrorism)

สำหรับกลไกสำคัญของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและประเทศคู่เจรจาหรือ ADMMPlus คือคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ (EWG = Experts' Working Group) ซึ่งกำเนิดขึ้นจากการประชุมADMM-Plusครั้งแรกเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนแผนงานของADMM-Plusและรายงานผลการดำเนินงานต่อADMM-Plusผ่านADSOM-Plus

(โปรดติดตามตอนที่ 2)




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2556    
Last Update : 22 สิงหาคม 2556 10:41:20 น.  

การเสริมสร้างแสนยานุภาพของอาเซียน

การเสริมสร้างแสนยานุภาพของอาเซียน.. 

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

ลงพิมพ์ในนิตยสารเส้นทางนักขาย ฉบับเดือนมิถุนายน 2556




ในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ากองทัพสมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียนของเรามีการสั่งซื้ออาวุธกันอย่างขนานใหญ่  จนสถาบันศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (IISS: International Institute of Stratagic Studies) ระบุว่าชาติเอเชียมีการใช้จ่ายด้านการทหารแซงหน้าชาติยุโรปหรือกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต้เป็นครั้งแรกในปี พ.. 2554 – 2555 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลกันว่าการสะสมอาวุธอาวุธครั้งมโหฬารนี้จะทำให้เกิดความตึงเครียดและนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนอันอาจส่งผลกระทบต่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปลายปี พ..2558 หรือ ค..2015 หรือไม่

อินโดนีเซียนับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการสะสมอาวุธในกลุ่มประเทศอาเซียน  นิตยสารอาเซียน ดีเฟนซ์ฟอรั่ม (ASEANDefense Forum) รายงานว่ากองทัพอินโดนีเซียหรือที่เรียกกันว่า  ทีเอ็นไอ (TNI: Tentara National Indonesia) ได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาลเป็นจำนวนถึง 16,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการเพิ่มงบประมาณในการป้องกันประเทศถึง 30%  เลยทีเดียว  ภายหลังจากที่กองทัพอินโดนีเซียถูกตัดงบประมาณมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา  เพื่อนำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  โดยในปี ค..2006  กองทัพอินโดนีเซียได้รับงบประมาณเพียง  2,000  ล้านเหรียญสหรัฐฯ  แต่ในปัจจุบันกองทัพอินโดนีเซียได้รับงบประมาณสูงถึง  8,000  พันล้านเหรียญ  การเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและก้าวสู่ความเป็นกองทัพสมัยใหม่ตามแผนพัฒนากองทัพในระยะเวลาสามปี  การเพิ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนากองทัพ  โดยเฉพาะกองทัพอากาศและกองทัพเรือในครั้งนี้  จะส่งผลให้กองทัพอินโดนีเซียกลายเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งของกลุ่มอาเซียน

สำหรับแผนการพัฒนากองทัพครั้งใหญ่ของอินโดนีเซียนี้  ประกอบไปด้วยการจัดซื้อรถถัง เรือฟริเกต  เรือคอร์เวต เรือเร็วโจมตีติดอาวุธจรวดนำวิถี  เรือดำน้ำ เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบซุคคอย และ เอฟ 16  โดยกองทัพอากาศอินโดนีเซียจะเพิ่มฝูงบินขึ้นอีกถึง  17ฝูงบิน  จากแต่เดิมที่มีอยู่  18 ฝูงบิน  ประกอบด้วยการสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่แบบซุคคอยจากรัสเซียเป็นจำนวนถึง  64  ลำ  เครื่องแบบขับไล่แบบเอฟ 16  จากสหรัฐฯ  จำนวน  32  ลำ  ซึ่งในจำนวน  24ลำ  จากทั้งหมด  32  ลำได้รับการเสนอจากสหรัฐฯ  เมื่อครั้งประธานาธิบดีบารัก โอบาม่าเดินทางไปเยือนอินโดนีเซีย  เมื่อปี  ค..2010  ว่าจะมอบเครื่องบินรุ่นนี้ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ  ใช้แล้วให้โดยไม่คิดมูลค่า  แต่อินโดนีเซียต้องจ่ายยกระดับสมรรถนะของเครื่องเหล่านี้จำนวน  750 ล้านเหรียญ

เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการขยายกำลังรบอย่างน่าเกรงขาม  โดยเวียดนามซื้อเรือดำน้ำชั้นกิโล ลำเรือฟริเกตชั้น เกพาร์ด จำนวน ลำพร้อมระบบจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ เคเฮช-35 อี จำนวน 31 ลูกและเครื่องบินขับไล่แบบซู 30 เคเอ็นจำนวน 18 ลำจากรัสเซียซึ่งจะทำให้เวียดนามมีฝูงบินซู 30 ถึง ฝูงด้วยกันเลยทีเดียว รวมถึงสั่งซื้อขีปนาวุธอีกจำนวนหนึ่งจากอิสราเอล แต่ที่สำคัญคือเวียดนามกำลังสนใจที่จะสั่งซื้อเครื่องบินปราบเรือดำน้ำแบบพี 3โอไรออนจำนวน ลำจากสหรัฐฯ ซึ่งหากเวียดนามประสบความสำเร็จในการสั่งซื้อเครื่องบินปราบเรือดำน้ำรุ่นนี้ ก็จะทำให้เป็นประเทศที่สองของอาเซียน ต่อมาจากกองทัพไทยที่มีเครื่องบินรุ่นนี้เข้าประจำการ นอกจากนี้เวียดนามกำลังร่วมมือกับรัสเซียในการก่อสร้างโรงงานผลิตจรวดร่อนและพัฒนาฐานทัพเรือที่อ่าวคัมรานห์ขึ้นอีกด้วย

ทางด้านสิงคโปร์นั้น สถาบันวิจัยเพื่อสันติภาพนานาชาติแห่งกรุงสต็อกโฮล์ม ได้เปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายทางทหารของสิงคโปร์ว่ามีประมาณ 8.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นประเทศที่ใช้จ่ายในการซื้ออาวุธสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน  โดยมีการสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่เอฟ 15 เอสจี พร้อมทั้งกำลังพัฒนาเครื่องบินรบอเนกประสงค์แบบ เอฟ 35 ซึ่งถือเป็นเครื่องบินรบรุ่นที่ อันใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดจากสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังซื้อเรือดำน้ำจากสวีเดนเพิ่มอีก ลำ รวมเป็นทั้งสิ้น ลำเพื่อใช้ในฝูงเรือดำน้ำ “ชาลเลนเจอร์”  ที่ตั้งขึ้นทำให้กองทัพอากาศและกองทัพเรือของสิงคโปร์ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและมีแสนยานุภาพที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนในทันที

ทางด้านกองทัพฟิลิปปินส์ก็ต้องการเพิ่มงบประมาณทางทหารเป็นจำนวน 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อพัฒนากองทัพเช่นกัน แม้ว่าจะต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนก็ตาม ทั้งนี้เพราะต้องการถ่วงดุลย์อำนาจในความขัดแย้งกับจีนเกี่ยวกับปัญหาหมู่เกาะต่างๆในทะเลจีนใต้ โดยได้ตัดสินใจซื้อเครื่องบินขับไล่แบบเอฟเอ 50 จำนวน 12 ลำจากเกาหลีใต้ เฮลิคอปเตอร์ตรวจทางทะเล ลำจากอิตาลี และเรือตรวจชายฝั่งจากญี่ปุ่น 10 ลำนอกจากนั้นฟิลิปปินส์อาจกำลังหมายตาซื้ออาวุธจากโปแลนด์  สเปน แคนาดา ฝรั่งเศสหรือแม้แต่รัสเซียเพิ่มด้วย

ส่วนมาเลเซียซึ่งมีค่าใช้จ่ายทางทหารเป็นอันดับสี่ของอาเซียนคืออยู่ที่ 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็กำลังเสริมสร้างศักยภาพทางทหารอย่างมากมาย เนื่องจากประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก  โดยมาเลเซียกำลังจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ 18 หรือแบบ ซู 30 เพิ่มเติม  รวมทั้งได้จัดซื้อรถถังจำนวน 48 คันจากโปแลนด์ เรือดำน้ำ Scorpene จำนวน ลำ จากการร่วมผลิตของฝรั่งเศสกับสเปน  

นอกจากนี้มาเลเซียกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองอย่างน้อยให้ถึงขั้นผลิตอุปกรณ์กระสุนหรืออาวุธเบาได้ และได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่อินเดียและจีนประสบความสำเร็จมาแล้วด้วย 

ส่วนกัมพูชาก็มีการจัดซื้อรถถังจากยุโรปตะวันออกจำนวน 94 คัน  ในขณะที่ได้รับความช่วยเหลือจากจีนในการส่งมอบรถบรรทุกเพื่อใช้ในกองทัพอีก 257 คันพร้อมทั้งยังสนับสนุนเงินกู้ระยะยาวเพื่อจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่ผลิตจากจีนอีกจำนวน 12 ลำ

การเสริมสร้างกำลังทางทหารของกลุ่มประเทศอาเซียนจึงกลายเป็นที่จับตาของประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอีกไม่นานประเทศเหล่านี้ก็จะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน การสะสมอาวุธจะส่งผลกระทบต่อการรวมตัวดังกล่าวหรือไม่คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป









 

Create Date : 10 สิงหาคม 2556    
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 12:40:57 น.  

มองพม่า : ขุมทองแห่ง AEC

มองพม่า: ขุมทองแห่งAEC

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ 

Master of International Relations (with merit), 

Victoria University of Wellington, New Zealand

ลงพิมพ์ในนิตยสาร เส้นทางนักขายฉบับเดือน พฤษภาคม 2556




สาธารณรัฐสหภาพเมียนม่าร์ หรือพม่า (เดิมในภาษาอังกฤษเรียกชาวพม่าว่าBamarหรือบาหม่า)มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์โลกมาตั้งแต่สมัยโบราณในสมัยเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยนั้นพม่านับเป็นมหาอำนาจแห่ง"อุษาคเนย์

(ไมเคิลไรท์ นักประวัติศาสตร์และไทยคดีศึกษาชาวอังกฤษเป็นผู้กำหนดคำว่า"อุษาคเนย์"ขึ้นมาแทนคำว่า"เอเชียอาคเนย์"หรือ"เอเชียตะวันออกเฉียงใต้"ซึ่งมีคำว่า"เอเชีย"ที่เป็นคำในภาษาอังกฤษเพื่อให้เป็นคำในภาษาไทยแท้ๆโดยอุษาคเนย์มีอาณาเขตตั้งแต่พม่าไปจนจรดฟิลิปปินส์และจากเวียดนามไปจรดอินโดนีเซีย

อาณาจักรพม่าแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทิศานุทิศโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง (Bayinnaung)หรือที่ออกเสียงพระนามตามสำเนียงพม่าว่า“บาเยนอง”มีความหมายว่า “พระเชษฐาธิราช”มีพระนามเต็มว่า “บาเยนองจอเดงนรธา”(ไทยออกเสียงเป็น“บุเรงนองกะยอดินนรธา“)แปลว่า“พระเชษฐาธิราชผู้ทรงกฤษดาภิหาร”

 พระองค์ได้แผ่ขยายอาณาจักรไปอย่างกว้างขวางจนได้รับสมญานามว่า "ผู้ชนะสิบทิศ"ซึ่งการแผ่ขยายอาณาเขตของพม่าได้ส่งผลให้เกิดการรบพุ่งกับกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่"สงครามเมืองเชียงกราน"เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นของไทย

มาจนถึงวันนี้พม่าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก"อุ้งมือเผด็จการทหาร"มาสู่"ย่างก้าวแห่งประชาธิปไตย"มหาอำนาจหลายประเทศเช่นสหรัฐฯ จีน รัสเซีย อินเดียอังกฤษ สหภาพยุโรป เกาหลีใต้รวมถึงชาติอาเซียนอื่นๆทั้งอินโดนีเซีย สิงคโปร์มาเลเซีย ไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยต่างก็มุ่งหน้าสู่พม่าเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ 

จนกระทั่งทำให้พม่ากลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุนจากทั่วโลกจนอาจกล่าวได้ว่าเป็น"ขุมทอง"ในภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้ดังจะเห็นได้จากเมื่อไม่นานมานี้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็ได้เดินทางไปเยือนพม่าและประกาศที่จะพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ 

นอกจากนี้ยังรวมถึงมหาอำนาจอย่างเช่นสหรัฐฯที่มีการเยือนของผู้นำระดับสูงตั้งแต่ประธานาธิบดีบารัคโอบาม่าเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายนพ..2555จนถึงนางฮิลลารี่คลินตัน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและเมื่อวันที่ 20พฤษภาคมพ..2556ที่ผ่านมาประธานาธิบดีเต็ง เส่งก็เดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตันและได้พบกับประธานาธิบดีบารัคโอบาม่า ผู้ซึ่งกล่าวในสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า 

"..สหรัฐฯคาดการณ์ที่จะเพิ่มการค้าและการลงทุนในพม่า.." 

ส่วนไทยเราเองก็ประกาศที่จะเข้าไปพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายเพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิคเข้าด้วยกัน

การเข้ามาของชาติมหาอำนาจในช่วงแรกนั้นได้เปลี่ยนธรรมชาติทางการเมืองของพม่าที่โลกตะวันตกมองว่าติดอยู่ใน "วังวน"ของการเป็นกลุ่มประเทศอักษะแห่งความชั่วร้ายเคียงข้างอิหร่านและเกาหลีเหนือและยิ่งการเข้ามาของมหาอำนาจมากขึ้นก็ยิ่งทำให้บทบาทด้านการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศของพม่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ 

ในขณะเดียวกันรัฐบาลพม่าก็พยายามปฏิรุูปทางการเมืองอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ในช่วงปลายปีพม่าก็จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และในปีพ..2557 พม่าจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดอาเซียนอีกด้วย 

ในขณะที่สหภาพยุโรปก็ประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อพม่าทั้งหมดยกเว้นเฉพาะการขายอาวุธไปเรียบร้อยแล้วแม้สหภาพยุโรปจะแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในรัฐยะไข่อยู่บ้างก็ตาม 

ส่วนสิงคโปร์ก็ลงนามในสนธิสัญญาจำนวน5ฉบับเกี่ยวกับความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการท่องเที่ยวรวมทั้งได้จัดตั้งศูนย์กลางระหว่างประเทศขององค์กรวิสาหกิจสิงคโปร์ซึ่งจะทำให้การค้าขายของนักลงทุนสิงคโปร์ในพม่าสะดวกมากยิ่งขึ้นซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมาสิงคโปร์นับเป็นผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมโรงแรมรายใหญ่ที่สุดในย่างกุ้ง

นิตยสาร"ไทม์"ฉบับวันที่3มิถุนายนพ..2556ได้นำเสนอบทความเรื่อง“เส้นทางวิบากของพม่า” (TheScramble for Burma) สรุปได้ว่่าพม่ากำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นการเติบโตแบบที่เรียกว่า"เหนือจินตนาการ"นักลงทุนจากทั่วทุกสารทิศต่างมุ่งหน้าสู่พม่าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอีริค สมิดท์ ผู้บริหารของกูเกิลและจอร์ชโซรอสพ่อมดทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ของโลกก็ได้เดินทางไปพม่าเพื่อเตรียมนำเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไปลงทุน 

ในขณะที่โฮเวิร์ด ชูลซ์ซีอีโอของสตาร์บัคส์แบรนด์กาแฟดังระดับโลกก็เปิดเผยว่าได้เตรียมเปิดดำเนินการในพม่าอีกไม่นานนี้นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจอย่างเช่นเคเอฟซี,ไฮเนเก้น,คาลส์เบอร์ก,เป็ปซี่,โคคาโคล่า และฟอร์ด บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ต่างก็เตรียมการเข้าไปลงทุนในพม่าเช่นเดียวกัน

โดยปกติการเติบโตหรือขยายตัวในลักษณะเช่นนี้จะต้องอาศัยระยะเวลานับสิบปีแต่สำหรับพม่าแล้วทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในห้วงเวลาเพียงไม่ถึงสองปีในเวลาแต่ละเดือนเราจะสังเกตุเห็นว่าพม่าเติบโตและขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนหลายฝ่ายมองว่าสิ่งเหล่านี้จะพลิกผันให้พม่าก้าวขึ้นมาสู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในไม่ช้า

อย่างไรก็ตามเส้นทางไปสู่ความสำเร็จของพม่านั้นมิใช่จะโรยด้วยดอกกุหลาบนิตยสาร "ไทม์"ระบุว่าพม่ายังคงขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการลงทุนทั้งนี้ด้วยระยะเวลาการเติบโตที่กระชั้นชิดมากทำให้พม่าขาดแคลนผู้บริหารระดับกลางเนื่องจากภาคธุรกิจไม่สามารถผลิตหรือพัฒนาบุคคลากรระดับนี้ขึ้นมารองรับธุรกิจต่างๆที่กำลังเปิดสาขาขึ้นเป็นดอกเห็ดได้ทันเวลา 

ส่วนแรงงานที่มีอยู่ก็ล้วนแต่เป็นแรงงานไร้ฝีมือขาดทักษะแม้จะมีค่าแรงที่ต่ำมากในระดับ16- 20 บาทต่อวันก็จริงนอกจากนี้พม่ายังขาดแคลนอาคารสำนักงานและอาคารที่อยู่อาศัยที่แม้กำลังทำการก่อสร้างกันอย่างฉุกละหุกอยู่ในขณะนี้แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จส่งผลให้ราคาสำหรับอาคารชุดสำนักงานและอาคารที่พักอาศัยในย่างกุ้งมีราคาสูงเทียบเท่ากับราคาที่พักในนครนิวยอร์คเลยทีเดียว

นอกจากนี้พม่ายังคงติดอยู่ใน"กับดับแห่งอำนาจ"แม้จะมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างมากก็ตามแต่กลุ่มอำนาจเก่าตลอดจนกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์ก็ยังคงไม่เลิกรามือในการจำกัดอำนาจและผลประโยชน์ของตนลงง่ายๆ 

รัฐธรรมนูญของประเทศฉบับปีพ..2551ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ด้วยการจัดสรรที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรและสภาชนชาติให้กับทหารเป็นสัดส่วนที่สูงมากในขณะที่กฏหมายการลงทุนก็กำลังอยู่ระหว่างการร่างกฏหมายลูกที่ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด 

แม้จะมีการอนุญาตให้นักลงทุนจากต่างชาติสามารถลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรมได้100%ก็ตามแต่การค้าปลีกและโลจิสติกส์ก็ยังไม่เปิดโอกาสให้สามารถกระทำได้นอกจากนี้พม่ายังมีปัญหาชนกลุ่มน้อยที่แม้จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นส่วนใหญ่แล้วแต่ความหวาดระแวงระหว่างเชื้อชาติยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงรวมถึงปัญหาชาวพุทธและมุสลิมในรัฐยะไข่และปัญหาการคอร์รัปชั่นที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วนอีกด้วย

เส้นทางไปสู่ความมั่งคั่งของพม่านับจากนี้ไปจึงถือว่ายังคงเป็นเส้นทางวิบากที่เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการอย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจังเพราะความสำเร็จของพม่านั้นหมายรวมถึงความสำเร็จของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยในอนาคตเช่นกัน




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2556    
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 12:28:15 น.  

มองหลากมุม AEC

มอหลากมุม AEC

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย เดือนมกราคม พ.ศ.2556

(สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ให้ใช้เพื่อการศึกษา ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์)


สิ่งที่ผู้คนสนใจสอบถามกันมากก็คือเมื่อมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนหรือASEANCommunity โดยเฉพาะในส่วนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC: ASEAN Economic Community เราจะมีผลได้หรือผลเสียอย่างไรเพราะเท่าที่ติดตามข่าวสารมากส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงข้อดีกันเป็นส่วนใหญ่ทำให้หลายๆคนอยากเห็นข้อเสียที่อาจจะมีอยู่บ้างว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

ก่อนที่จะกล่าวถึงข้อเสียขออนุญาตกล่าวถึงข้อดีก่อนเพราะข้อเสียบางส่วนแทรกตัวอยู่ในข้อดีที่มีการหยิบยกมาพูดถึงอยู่บ่อยๆข้อดีที่มีการกล่างถึงกันมากที่สุดข้อหนึ่งคืออาเซียนจะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกทั้งนี้ด้วยจำนวนประชากรที่มีสูงถึงกว่า600ล้านคน(ซึ่งจริงๆแล้วจำนวนประชากรของอาเซียนคาดว่าน่าจะสูงกว่านี้ เนื่องจากในบางประเทศเช่น พม่ายังมีศักยภาพด้านการสำรวจสำมะโนประชากรที่ไม่สูงมากนักประกอบกับชนกลุ่มน้อยจำนวนมากมีถิ่นฐานที่ไม่แน่นอนยากแก่การสำรวจตัวเลขที่ชัดเจน)ศักยภาพด้านการตลาดจะมีสูงถึง1.8ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัวอย่างมาก

กล่าวง่ายๆก็คือการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะทำให้เศรษฐกิจของไทยดีขึ้นเพราะการเปิดเสรีการลงทุนในกรอบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนดังที่ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์นักวิชาการอาวุโสกล่าวว่าจะมีเงินลงทุนโดยตรงจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจบริการที่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้สูงถึงร้อยละ70เช่นการขนส่งทางอากาศบริการด้านการท่องเที่ยวบริการสุขภาพ และบริการโลจิสติกส์เป็นต้น รวมทั้งการลงทุนจากประเทศนอกกลุ่มอาเซียนเช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีนอินเดีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรปฯลฯ มายังประเทศไทยมากขึ้นเนื่องจากภูมิศาสตร์ของไทยเหมาะแก่การลงทุนเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือมีการคาดหมายว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศในกลุ่มอาเซียนเพิ่มมากขึ้นส่งผลไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนลดลงรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมระหว่างประเทศมีการพัฒนามากขึ้นการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเทศในอาเซียนเพิ่มมากขึ้นรวมไปถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงานไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น

จากที่กล่าววมาข้างต้นคือข้อดีในข้อดีนี้ก็แฝงไปด้วยความน่ากังวลดังที่ผศ.ดร.บัญชรแก้วส่อง กล่าวว่าการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAECจะทำให้เกิดการไหลเวียนของสินค้าการบริการ การลงทุนและแรงงานดังที่กล่าวข้างต้นจริงซึ่งปัญหาจึงมีอยู่ว่าเมื่อเกิดมีการไหลเวียนของสินค้าดังกล่าวผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ใครเพราะสินค้าที่จะไหลเข้ามาก็คือสินค้าด้านการเกษตรที่มีราคาถูกกว่าสินค้าเกษตรภายในประเทศไทยเช่น ผลไม้เมืองหนาวจากพม่าที่ไหลผ่านมาจากจีน ผลไม้ประเภทมะละกอและมะม่วงจากฟิลิปปินส์ข้าวจากกัมพูชาและเวียดนามทุเรียนและน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียเป็นต้น

การไหลบ่าเข้ามาของสินค้าเกษตรในลักษณะนี้ย่อมจะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยอย่างแน่นอนหากเราไม่พัฒนาคุณภาพสินค้าให้สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ไหลบ่าเข้ามา นอกจากนี้สินค้าที่จะไหลออกจากประเทศไทยก็คือสินค้าด้านอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่รวมไปถึงการไหลออกของการลงทุนเมื่อภาคธุรกิจหรือนักลงทุนชาวไทยสามารถย้ายฐานการลงทุนได้อย่างอิสระในกลุ่มประเทศอาเซียนพวกเขาก็ย่อมเลือกประเทศที่ค่าแรงถูกที่สุดเพื่อให้สินค้ามีต้นทุนราคาถูกที่สุดเรียกว่า "เป็นการย้ายทุนเพื่อหาแรงงาน

ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดผลกระทบต่อแรงงานไทยแน่นอนซึ่งนอกจากจะกระทบแรงงานไร้ฝีมือแล้วยังกระทบถึงแรงงานฝีมืออย่างแพทย์พยาบาล หรือผู้ปฏิบัติงานสายสุขภาพอื่นๆซึ่งในขณะนี้กลุ่มแรงงานสายการแพทย์ดังกล่าวจากประเทศฟิลิปปินส์ก็เริ่มทยอยเข้ามาในไทยบ้างแล้วเพราะได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษสามารถให้บริการผู้ป่วยชาวต่างชาติได้ทำให้เป็นที่ต้องการของโรงพยาบาลเอกชนของไทยทั่วไป

นอกจากนี้ธุรกิจภาค SMEsนั้นจะอยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วงมากเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นเป็นกลุ่มทุนย่อยศักยภาพการแข่งขันน้อยเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจขนาดใหญ่รวมทั้งยังมีความซ้ำซ้อนของสินค้าและบริการในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันซึ่งที่ผ่านมาเรามองแต่การแข่งขันระหว่างประเทศในอาเซียนคิดว่าจะเอาชนะกันอย่างไรซึ่งแค่คิดก็ผิดแล้วแทนที่จะช่วยกันคิดว่าร่วมกันสู้กับภูมิภาคอื่นอย่างไร

หากเราหันกลับมามองโอกาสที่ชุมชนจะได้รับจะพบว่าเรามีโอกาสทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อยสินค้าเกษตรราคาถูกที่เข้ามาอาจทำให้เรามีวัตถุดิบราคาถูกแต่เราจะสามารถพัฒนาและยกระดับได้หรือไม่และเรายังมีโอกาสได้แรงงานไร้ฝีมือจากประเทศอาเซียนอื่นๆในราคาถูกลงเพราะแรงงานจากประเทศอื่นเข้ามาในไทยอย่างเสรีมากขึ้นแล้วแรงงานไทยจะประสบชะตากรรมอย่างไรต่อไป 

หลายคนอาจโต้แย้งว่าคนไทยต้องเร่งพัฒนาตัวเองพัฒนาขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจการแข่งขันในตลาดระดับล่างให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งข้อโต้แย้งนี้หากมองบนพื้นฐานของความเป็นจริงแล้วคงต้องยอมรับว่าเวลาที่เหลือก่อนการรวมตัวในเดือนธันวาคมพ..2558อาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพเท่าที่โดยเฉพาะภาคการเกษตรและภาคแรงงานส่วนใหญ่ที่ไร้ฝีมือ

นอกจากนี้ถ้าจะถามถึงการเตรียมการรับมือกับแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศอาเซียนอื่นๆที่จะไหลบ่าเข้ามาแสวงหาโอกาสในทำงานในประเทศไทยแล้วคงต้องบอกกันตรงๆว่าเราเตรียมการเรื่องนี้น้อยมากไม่ว่าจะเป็นภาษาที่จะใช้สื่อสารกับแรงงานเหล่านี้เช่น หากแรงงานพม่าหรือกัมพูชาสร้างปัญหาขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจของเรากี่คนที่สามารถสื่อสารกับแรงงานเหล่านั้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 

ข้อกังวลนี้ไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอยอีกต่อไปเพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้เราก็ได้เห็นข่าวมาเฟียเวียดนามฆ่าคนเวียดนามบนแผ่นดินไทยบนหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้วแต่ในทางตรงกันเราจะสังเกตได้ว่าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยในปัจจุบันสามารถพูดอ่าน เขียนภาษาไทยได้เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบจำนวนกับคนไทยที่สามารถพูดอ่าน เขียนภาษาของประเทศเพื่อนบ้านได้แล้วคงต้องยอมรับว่าจำนวนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นเราควรใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมภาษาและประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่นในอาเซียนให้กับคนไทยเช่น เสริมสร้างความมั่นคงชุมชนตามแนวชายแดนซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะพี่น้องประชาชนคนไทยตามพื้นที่เหล่านั้นต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกันเมื่อมีความสัมพันธ์ที่ดีความเข้มแข็งก็จะตามมาที่สำคัญอีกประการคือเรื่องของคนที่ต้องยกระดับชีวิตและความเป็นอยู่ของคนให้ดีขึ้นรวมทั้งต้องใส่ใจต่อสุขภาวะสวัสดิการต่างๆ นอก 

จากนั้นก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมั่นคงปราศจากสิ่งเสพติดเพราะการหลั่งไหลเข้ามาของประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ที่มีศักยภาพทางด้านสาธารณสุขไม่ได้มาตรฐานเช่น ไม่มีการฉีดวัคซีนหรือปลูกฝีป้องกันโรคติดต่อชนิดต่างๆผลเหล่านี้ทำให้เกิดการระบาดของโรคคอตีบในจังหวัดระนองและการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นต้น

ห้วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจึงเป็นช่วงที่คนไทยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับทั้งผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งนี้เพื่อให้ประชาคมอาเซียนเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อคนไทยและประชากรอาเซียนโดยส่วนรวม





 

Create Date : 09 มิถุนายน 2556    
Last Update : 9 มิถุนายน 2556 15:28:02 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.