VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 

การเข้ามาของมหาอำนาจในประชาคมอาเซียน

การเข้ามาของมหาอำนาจในประชาคมอาเซียน

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556

(สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ให้ใช้เพื่อการศึกษา ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์)


ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจะสังเกตุได้ถึงการเข้ามาของประเทศมหาอำนาจต่างๆสู่กลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งกำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในเวลาอีกไม่นานที่จะถึงนี้เนื่องจากอาเซียนในปัจจุบันเกิดช่องว่างทางอำนาจขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยสังเกตุได้จากการที่ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดสามารถสั่งการอาเซียนได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา 

ทำให้มหาอำนาจพยายามใช้อำนาจในรูปแบบต่างๆเช่น ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยี ความรู้ซึ่งถือเป็นอำนาจเชิงอ่อนโยน(SoftPower) หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างไม่ขาดสายทั้งจาก จีน สหรัฐฯ รัสเซียอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้อังกฤษและสหภาพยุโรปรวมถึงการขยายตัวคืบคลานเข้ามาทางด้านการทหารในรูปของการฝึกร่วมการเสนอขายอาวุธในราคาถูกการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่างๆทั้งในรูปแบบการให้เปล่าและรูปแบบเงินกู้ระยะยาวจนทำให้เกิดการถ่วงดุลย์ทางอำนาจของมหาอำนาจในอาเซียนอย่างชัดเจน

พม่าเป็นประเทศหนึ่งที่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าชาติมหาอำนาจเช่น สหรัฐฯ จีน รัสเซียอินเดีย อังกฤษ สหภาพยุโรปเกาหลีใต้ต่างก็มุ่งหน้าสู่พม่าเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ล่าสุดนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็ได้เดินทางไปเยือนพม่าและประกาศที่จะพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ รวมถึงมหาอำนาจอย่างเช่นสหรัฐฯที่มีการเยือนของผู้นำระดับสูงตั้งแต่ประธานาธิบดีบารักโอบาม่าเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายนค..2012(..2555)จนถึงนางฮิลลารี่คลินตัน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ

การเข้ามาของมหาอำนาจในช่วงแรกนั้นก็เพื่อมุ่งหวังเปลี่ยนธรรมชาติทางการเมืองของพม่าที่โลกตะวันตกมองว่าติดอยู่ใน "วังวน"ของการเป็นกลุ่มประเทศอักษะแห่งความชั่วร้ายเคียงข้างอิหร่านและเกาหลีเหนือและยิ่งการเข้ามาของมหาอำนาจมากขึ้นก็ยิ่งทำให้บทบาทด้านการเมืองระหว่างประเทศของพม่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆดังจะเห็นได้จากความพยายามที่สหรัฐฯต้องการดึงพม่าเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตุการณ์ในการฝึกร่วมและผสมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สหรัฐฯและไทยร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นทุกปีนั่นคือ การฝึกคอบร้าโกลด์ครั้งที่ผ่านมานอกจากนี้ในช่วงปลายปีพม่าก็จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และในปีค..2014(..2557)พม่าก็จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดอาเซียนอีกด้วย

การเข้ามาของมหาอำนาจทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในพม่าเราได้เห็นการปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของพม่าชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆดังจะเห็นได้จากการประชุมเจรจาแชงกรีลา(Shangri-laDialogue) ณประเทศสิงคโปร์เมื่อ วันที่1-3มิถุนายนค..2012(..2555)เมื่อพลโทลา มิน (HlaMin)รัฐมนตรีกลาโหมของพม่าได้เปิดเผยต่อที่ประชุมถึงโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของพม่าโดยเฉพาะการพัฒนานิวเคลียร์และการพัฒนาขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศ(Surface-to-airMissile) ว่าได้ยุติลงไประยะหนึ่งแล้ว 

อีกทั้งเมื่อวันที่ 22พฤศจิกายนค..2012(..2555)ที่ผ่านมาประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แห่งพม่าได้ลงนามข้อตกลงกับสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ(IAEA: International Atomic Energy Agency)ซึ่งจะส่งผลให้พม่าต้องเปิดเผยข้อมูลนิวเคลียร์ทั้งหมดต่อIAEAเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพม่าไม่มีโครงการที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ด้วยความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือตามที่สหรัฐฯและประเทศตะวันตกกล่าวอ้าง

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของพม่ายังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงข้อมูลจากวิกิลีคส์(Wikileaks)ที่ระบุว่าในปีค..2010(..2553)พม่าและเกาหลีเหนือกำลังร่วมมือกันด้านการทหารอย่างใกล้ชิดโดยกล่าวยืนยันว่าพม่าได้ประกาศลดความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือลงแล้ว 

อันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพม่ากำลังเลือกเส้นทางเดินของตนเองที่มีความชัดเจนมากขึ้นนั่นคือการลบภาพของความเป็นสามอักษะแห่งความชั่วร้ายออกจากสายตาประชาคมโลก

อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการเข้ามาของมหาอำนาจหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐฯที่ในระยะหลังจะเห็นได้ว่าให้ความสำคัญอินโดนีเซียอย่างมากเนื่องจากเป็นประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุดในโลกที่สามารถพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้สหรัฐฯใช้เป็นหนึ่งในสามเงื่อนไขของการเป็นตำรวจโลกในสังคมนานาชาติโดยเฉพาะในตะวันออกกลางและอัฟกานิสถานสามเงื่อนไขนั้นประกอบด้วยประชาธิปไตย เสรีนิยมและสิทธิมนุษยชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ กิตติ ประเสริฐสุขจากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงกับกล่าวว่าความสำเร็จในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของอินโดนีเซียนี้ส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศ"ที่่รักของสหรัฐฯ"(American Darling)โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประนีประนอมในการแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในอาเจะห์ที่ยุติลงอันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปีค..2004รวมถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนกับชาวพื้นเมืองในปาปัวตะวันตกซึ่งเป็นดินแดนของอินโดนีเซียในขณะที่กระบวนการพัฒนาดังกล่าวในอิรักและอัฟกานิสถานที่สหรัฐฯพยายามสร้างขึ้นนั้นไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

และเมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีบารัก โอบาม่าเดินทางไปเยือนอินโดนีเซียเมื่อปีค..2010ได้ลงนามในข้อตกลงมอบเครื่องแบบขับไล่"มือสอง"แบบเอฟ16จากสหรัฐฯจำนวน24ลำให้อินโดนีเซียโดยไม่คิดมูลค่าแต่อินโดนีเซียต้องจ่ายค่ายกระดับสมรรถนะของเครื่องเหล่านี้จำนวน750ล้านเหรียญเอง

เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กลายเป็นประเทศ"เนื้อหอม"ของมหาอำนาจทั้งฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเดิมและรัสเซียอดีตพันธมิตรเก่าแก่ที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตกในยุคสงครามเย็นมารัสเซียเสนอขายเรือดำนำ้เรือผิวน้ำและเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงให้กับเวียดนามอย่างไม่อั้นพร้อมกับการกลับเข้ามาร่วมพัฒนาฐานทัพเรือที่อ่าว"คัมรานห์"ซึ่งเคยเป็นฐานทัพเรือของสหรัฐฯในสมัยสงครามเวียดนามซึ่งเหตุผลของความร่วมมือระหว่างเวียดนามและรัสเซียที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือเพื่อคานอำนาจกับจีนที่นับวันจะแผ่ขยายอำนาจลงในทะเลจีนใต้โดยเฉพาะปัญหาหมู่เกาะสแปรตลี่ที่ยังคาราคาซังมาถึงทุกวันนี้

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นถึงตัวอย่างเพียงบางส่วนของการมุ่งหน้าเข้ามาของมหาอำนาจสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตประเทศสมาชิกอาเซียนคงต้องจับตามองและเตรียมตัวให้พร้อมกับผลกระทบทั้งแง่บวกและแง่ลบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ว่าจะเป็นการสะสมอาวุธในภูมิภาคนี้ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตลอดจนการแบ่งขั้วระหว่างประเทศสมาชิกที่เริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆฯลฯ     




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2556    
Last Update : 9 มิถุนายน 2556 15:28:40 น.  

ภัยด้านความมั่นคงของประชาคมอาเซียน

ภัยด้านความมั่นคงของประชาคมอาเซียน

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย เดือนมีนาคม พ.ศ.2556

(สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ให้ใช้เพื่อการศึกษา ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์)


รศ.ดร.สุเนตรชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กล่าวถึงภัยด้านความมั่นคงของประชาคมอาเซียนในอนาคตมีอยู่สามประการคือ

1.ภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์

2.ภัยพิบัติจากธรรมชาติและ

3.การแผ่ขยายอำนาจของประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาค

สิ่งแรกที่ประชาคมอาเซียนจะต้องเผชิญคือ ภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจอย่างมากอาเซียนมีประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงติดอันดับโลกอย่างสิงคโปร์และบรูไนในขณะเดียวกันก็มีประเทศสมาชิกที่มีประชากรยากจนอย่างมากด้วยเช่นกันความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนี้เองที่จะทำให้เกิดการหลั่งไหลและการเคลื่อนย้ายของประชากร จากประเทศสมาชิกที่ยากจนไปสู่ประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยเพื่อแสวงหาชีวิตและโอกาสที่ดีกว่า

การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่นี้ จะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของมนุษย์มากมายทั้งปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติปัญหาการขยายตัวของเครือข่ายก่อการร้ายสากลปัญหายาเสพติดปัญหาการก่อกำเนิดของกลุ่มแก็งค์อิทธิพลเหนือชนชาติของตนในดินแดนประเทศอื่นเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสหภาพยุโรปอันส่งผลให้กลุ่มมาเฟียจากยุโรปตะวันออกเข้าไปแผ่ขยายอิทธิพลในยุโรปตะวันตกหรือกรณีกลุ่ม"โรฮิงยา"(Rohingya) ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนอกจากนี้ยังมีปัญหาการค้ามนุษย์ที่สามารถกระทำได้ง่ายขึ้นเมื่อเส้นแบ่งเขตแดนของประเทศสมาชิกอาเซียนได้จางหายไปกับความเป็นประชาคมอาเซียน

ปัญหาด้านสาธารณสุขเป็นภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์ที่จะต้องจับตามองเช่นกันเพราะประชาชนผู้โยกย้ายถิ่นฐานเหล่านี้จะนำโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดติดตัวไปยังประเทศอื่นรวมไปถึงการก่อมลภาวะทางสาธารณสุขขึ้นในประเทศที่ตนอพยพไปอยู่อันเนื่องมาจากความยากจนและด้อยการศึกษาเช่น การกำเนิดสลัมใหม่ๆขึ้นในชุมชนเมืองการละเลยสุขภาพตลอดจนสุขอนามัยจนอาจก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้นในทศวรรษหน้าได้เช่นการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกที่อาจกลับมาสู่กลุ่มประเทศอาเซียนอีกครั้งหากปราศจากความระมัดระวังในการโยกย้ายถิ่นฐาน

นอกจากนี้การรวมตัวของประชาคมอาเซียนยังอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมในหลายๆด้านซึ่งผลของความไม่เท่าเทียมนี้จะตกอยู่กับประเทศสมาชิกที่ด้อยโอกาสตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือกรณีการบริหารน้ำในลุ่มน้ำโขงซึ่งแต่ละประเทศพยายามแสวงหาประโยชน์ของตนเองโดยไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศสมาชิกอื่นหรือต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคหรือกรณีการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากปราศจากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจะกลายเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่งของอาเซียนในอนาคต

ปัญหาด้านความมั่นคงอีกปัญหาหนึ่งที่ประชาคมอาเซียนจะต้องเผชิญก็คือภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้นปัญหานี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ประชาคมจะต้องรีบหาแนวทางแก้ไขร่วมกันเพราะจากสถิติที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรงจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งในโลกเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้แทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิในไทยและอินโดนีเซียเมื่อปีพ..2547พายุไซโคลนนาร์กิสในพม่าการระเบิดของภูเขาไฟ "เมอราปิ"(Merapi) และแผ่นดินไหวในเมืองยอคยาการ์ต้าและบันดุงของอินโดนีเซียพายุไต้ฝุ่นในเวียดนามและฟิลิปปินส์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ปัญหาด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ทำให้กองทัพของแต่ประเทศสมาชิกอาเซียนปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอำนาจอธิปไตยมาสู่ความเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากภัยธรรมชาติซึ่งในอนาคตกองทัพอาเซียนจะมีบทบาทอย่างมากในการทำหน้าที่ปฏิบัติการด้านบรรเทาสาธารณภัยซึ่ง ณเวลานี้กองทัพของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้้เตรียมการในเรื่องนี้ค่อนข้างมากแล้วดังจะเห็นได้จากความร่วมมือด้านต่างๆเช่น การจัดทำเอกสาร"แนวความคิดว่าด้วยการใช้ทรัพยากรและศักยภาพทางทหารอาเซียนในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ"ที่กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเป็นผู้ยกร่างขึ้นมารวมไปถึงความร่วมมือในการฝึกร่วมบรรเทาสาธารณภัยมากมายที่เกิดขึ้นในห้วงสองสามปีที่ผ่านมาเช่น การฝึกร่วมบรรเทาสาธารณภัยต่างๆของกองทัพอาเซียน เป็นต้น

ภัยความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่งของประชาคมอาเซียนที่รศ.ดร.สุเนตรกล่าวถึงคือการขยายอำนาจของประเทศมหาอำนาจต่างๆเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเนื่องจากอาเซียนในปัจจุบันเกิดช่องว่างทางอำนาจขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยสังเกตุได้จากการที่ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดสามารถสั่งการอาเซียนได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมาทำให้มหาอำนาจพยายามใช้อำนาจในรูปแบบต่างๆเช่น ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยี ความรู้ซึ่งถือเป็นอำนาจเชิงอ่อนโยน(SoftPower) หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างไม่ขาดสายทั้งจาก จีน สหรัฐฯ รัสเซียอินเดียและสหภาพยุโรปรวมถึงการขยายตัวคืบคลานเข้ามาทางด้านการทหารในรูปของการฝึกร่วมการค้าอาวุธ การสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่างๆทั้งในรูปแบบการให้เปล่าและรูปแบบเงินกู้ระยะยาวจนทำให้เกิดการถ่วงดุลย์ทางอำนาจของมหาอำนาจในอาเซียนอย่างชัดเจน 




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2556    
Last Update : 9 มิถุนายน 2556 15:29:12 น.  

อินโดนีเซียกับแนวทางการแก้ปัญหาการก่อการร้าย

อินโดนีเซียกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายในประเทศ

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย เดือนเมษายน พ.ศ.2556

(สงวนลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ให้ใช้เพื่อการศึกษา ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์)


ในช่วงนี้มีความสนใจกันมากเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งหากมองดูประเทศกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันแล้วเราจะเห็นว่ามีหลายประเทศที่ประสบปัญหาการก่อการร้ายเช่นเดียวกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ซึ่งเพิ่งมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (MoroIslamic Liberation Front – MILF) ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วโดยมีมาเลเซียทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา หรือในอินโดนีเซียและมาเลเซีย วันนี้จะขอนำแนวทางการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายของอินโดนีเซียมานำเสนอต่อท่านผู้สนใจ

ประเทศอินโดนีเซียมีประชากรทั้งหมดกว่า 238 ล้านคนมีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนกว่า 205 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 86.1 ของประชากรทั้งประเทศ ในปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นศูนย์กลาง (core) ของอาเซียนและเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก แต่การเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นมุสลิมมากที่สุดในโลกของอินโดนีเซียก็ไม่ได้ทำให้อินโดนีเซียรอดพ้นจากการก่อการร้ายแต่ประการใดในทางตรงกันข้ามอินโดนีเซียต้องเผชิญกับการก่อการร้ายมานานหลายทศวรรษ

หากมองย้อนกลับไปในอดีดหลายคนคงจำได้ว่าเมื่อปี ..2524 เครื่องบินดีซี 9 (DC-9) ของสายการบินภายในประเทศ "การูด้า" (Garuda) เที่ยวบินที่ GA206 ของอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 57 คน ที่กำลังเดินทางจากเมืองปาเลมบัง ไปยังเมืองเมดานของอินโดนีเซีย ได้ถูกกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรง คนที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มคอมมานโดญิฮาด" (Commando Jihad) จี้มาลงที่ท่าอากาศยานกรุงเทพหรือสนามบินดอนเมือง 

โดยกลุ่มหัวรุนแรงที่จี้เครื่องบินเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียปล่อยตัวกลุ่มของตนจำนวน 80 คนที่ถูกทางการอินโดนีเซียควบคุมตัวอยู่พร้อมเงินสดอีก 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เหตุการณ์ระทึกขวัญในครั้งนั้น หน่วยรบพิเศษ "โคปาสซุส" (KOPASSUS - Kommando Passugan Kusus) ของอินโดนีเซียได้ร่วมมือกับคอมมานโดของกองทัพอากาศไทยบุกชิงตัวประกันจนสำเร็จ แม้จะมีคอมมานโดของอินโดนีเซียเสียชีวิตขณะปฏิบัติการ นายส่วนกลุ่มก่อการร้ายเสียชีวิตทันที คนส่วนอีก คนยอมจำนน

การจี้เครื่องบินในครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกๆที่อินโดนีเซียต้องเผชิญกับการก่อการร้ายระดับสากลเรื่อยมา จนถึงการโจมตีนักท่องเที่ยวตะวันตกที่ "สาหรีคลับ" (Sari Club) ในย่านกูตา (Kuta) ของเกาะบาหลีเมื่อเดือนตุลาคม พ..2545 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่โด่งดังไปทั่วโลก และถือเป็นการก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะมีผู้เสียชีวิตทั้งหมดถึง 202 คน บาดเจ็บอีก 209 คนในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวตะวันตกเสียชีวิตจำนวน 164 คนเป็นนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย 88 คน อังกฤษ 24 คนสหรัฐฯ คนและชาติอื่นๆอีกกว่่า 20 ประเทศ

จากประสบการณ์นานนับสิบปีในการต่อต้านการก่อการร้าย ทางการอินโดนีเซียได้รับบทเรียนที่ทรงคุณค่าว่า "อำนาจทางกฏหมายและ "อำนาจทางทหารไม่สามารถยุติการก่อการร้ายและการกระทำของกลุ่มศาสนาหัวรุนแรงได้ ตราบใดที่แนวคิดศาสนาแบบสุดโต่งไม่ได้ถูกทำให้มีความเป็นกลาง ตราบนั้นการก่อการร้ายที่อ้างหลักศาสนาก็ไม่มีวันหมดสิ้นไป ดังนั้นยุทธวิธีหลักของอินโดนีเซียในการต่อต้านการก่อการร้ายจึงประกอบด้วยแนวทาง แนวทางคือ

1. อินโดนีเซียจะใช้หลักกฏหมายต่อต้านการก่อการร้ายอย่างเคร่งครัด โดยการสนับสนุนของกองทัพอินโดนีเซีย แต่การบังคับใช้กฏหมายดังกล่าว จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ความเป็นประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชน

กล่าวง่ายๆ ก็คือในการต่อต้านการก่อการร้ายนั้นอินโดนีเซียจะไม่มีการ "ยิงก่อนถามทีหลัง" (Shoot first, ask question later) เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต หากแต่จะยึดหลักความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในหมู่ประชาชน

การใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายนี้ จะเป็นการปฏิบัติการร่วมกันของหน่วยทหารและตำรวจ ซึ่งมีทั้งการปฏิบัติการด้านการข่าวและการต่อต้านด้วยกำลังติดอาวุธเพื่อป้องกันและขัดขวางการก่อการร้ายในทุกวิถีทาง

2. นอกจากการใช้หลักกฎหมายอย่างเข้มงวดและเคร่งครัดแล้ว อินโดนีเซียยังมีแนวทางในการต่อสู้กับกลุ่มศาสนาหัวรุนแรง โดยการเอาชนะทางความคิดและเอาชนะทางจิตใจ มุ่งเน้นการใช้หลักศาสนาสายกลางที่เน้นสันติวิธีมากกว่าความรุนแรง รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักศาสนาในชุมชนต่างๆ 

โดยเฉพาะชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อการโน้มน้าวจิตใจของกลุ่มหัวรุนแรง อีกทั้งยังมีการใช้แนวทางประนีประนอมกับผู้ก่อการร้ายที่อยู่ระหว่างถูกคุมขัง เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ต้องขังเหล่านั้น เปลี่ยนแนวความคิดจากหลักศาสนาแบบ "สุดโต่งมาเป็น "สายกลาง

รวมถึงมีแนวทางในการใช้ครอบครัวเป็นแกนนำในการต้อนรับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่พ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคม โดยอาศัยความอบอุ่นของครอบครัวและความเข้าใจของสังคมเป็นเครื่องช่วยในการปรับเปลี่ยนแนวความคิดของผู้ก่อการร้ายเหล่านั้น

หากพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าแนวทางที่อินโดนีเซียใช้ในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายทั้งสองแนวทางนั้น คล้ายคลึงกับแนวทางในการต่อสู้ของหลายๆ ประเทศ เช่น มาเลเซีย  ไทย อัฟกานิสถาน เป็นต้น เพราะเป็นการเน้นการเอาชนะทางความคิดมากกว่าการเอาชนะทางยุทธวิธีหรือทางกายภาพ จึงอาจกล่่าวได้ว่าแนวทางที่อินโดนีเซียใช้ ทั้งหลักกฏหมายและความปรองดองสมานฉันท์ควบคู่กันนั้น เป็นแนวทางที่มีความเป็นสากลตลอดจนได้รับการยอมรับว่า เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงที่อิงกับหลักศาสนา

อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ออกมาจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆอีกมากมาย ทั้งนี้อยู่ที่ประเทศที่นำไปปฏิบัติจะมีความจริงจังและเที่ยงตรงมากน้อยเพียงใด ในกรณีของอินโดนีเซียนั้นค่อนข้างประสบความสำเร็จมากพอสมควร เพราะมีการดำเนินงานและวางแผนอย่างจริงจังเป็นระบบ แตกต่างการดำเนินการของรัฐบาลบางประเทศ เช่น อัฟกานิสถานที่การดำเนินงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ทั้งที่ได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาลจากชาติตะวันตก ทั้งนี้เพราะติดขัดปัญหาต่างๆมากมาย โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีอยู่ทุกภาคส่วนในหน่วยงานของประเทศ

ในบทสรุปของอินโดนีเซียที่ได้นำเสนอเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายนั้น ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า การก่อการร้ายไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยความรุนแรงและไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยกฏหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่เพราะการก่อการร้ายคือลัทธิ (Ideology) ความเชื่อ (Belief) และแรงโน้มน้าวทางการเมือง (Political Motivation) 

ดังนั้นการก่อการร้ายจึงต้องเอาชนะด้วยการตอบโต้ทางลัทธิความเชื่อและแรงโน้มน้าวทางการเมืองที่ถูกต้อง ยุติธรรม สายกลางและยึดมั่นในสันติวิธี ซึ่งนับเป็นวิธีเดียวที่จะเอาชนะการก่อการร้ายที่มีพื้นฐานมาจากหลักศาสนาหัวรุนแรงได้อย่างเด็ดขาดและถาวร

นอกจากนี้บทสรุปของกองทัพอินโดนีเซียยังชี้ให้เห็นว่า ศาสนาทุกศาสนาล้วนสั่งสอนให้คนทุกคนเป็นคนดี เป็นผู้ใฝ่ในสันติ ปราศจากความรุนแรง ดังนั้นศาสนาจึงไม่ใช่้ต้นเหตุของปัญหา หากแต่ความคิดและจิตใจของมนุษย์ต่างหากที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา อันนำมาซึ่งการเข่นฆ่า ทำลายล้างชีวิตผู้บริสุทธิ์ การเอาชนะทางความคิดจึงเป็นหนทางสำคัญที่สุดหนทางหนึ่ง ที่จะสามารถยุติปัญหาการก่อการร้ายได้ในทุกๆภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อนำความสงบและสันติกลับคืนสู่สังคมโลกอย่างยั่งยืนตลอดไป




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2556    
Last Update : 9 มิถุนายน 2556 15:29:44 น.  

รู้จักกับกองทัพพม่า ก่อนก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ตอนที่ 4)

รู้จักกับ "ทัดมาดอว์กองทัพแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนม่าร์ (พม่า)

ก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

(ตอนที่ 4)

โดยพันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

(สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้ใช้เผยแพร่เพื่อการศึกษา ค้นคว้าเท่านั้น)


ส่วนชนชาติพม่าหรือ "บาหม่า" (Bamar) จะเรียกว่า "เขต" (Division) หรือในปัจจุบันเรียกว่า "ภาค" (Region) คือ

1.ภาคมัณฑะเลย์ (Mandalay) มีเมืองหลวงคือเมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของพม่ารองจากย่างกุ้ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า จีน กะเหรี่ยง ปะหล่อ ปะโอและอินเดีย เป็นภาคที่มีความเจริญและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมต่างๆ

มืองที่สำคัญทางทหารอีกเมืองหนึ่งในเขตมัณฑะเลย์คือ เมือง"มิคทิลา" (Meikhtila) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพอากาศพม่าภาคกลาง และฐานบินมิคทิลา ปัจจุบันมีการสร้างทางหลวงพิเศษ 10 เลนและทางรถไฟพิเศษรางคู่ เชื่อมระหว่างกรุงเนปิดอร์กับเมืองมิคทิราเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

ฐานบิน "มิคทีลาประกอบด้วยโรงเรียนฝึกการบิน แห่งคือ ฐานฝึกบินมิคทิลา (MeikhtilaFlying Training Base) และฐานฝึกภาคพื้นดิน (GroundTraining Air Force Base) และฐานบิน "ชานที" (Shan-te Air Force Base) โดยเฉพาะฐานฝึกบินนั้นเมื่อปลายปี ค..2007 หนังสือพิมพ์อิระวดีได้เสนอข่าวว่าเครื่องบินขับไล่ มิก 29 ได้ทะยอยเข้าประจำการที่ฐานดังกล่าวแล้ว ส่วนฐานฝึกภาคพื้นดินมีการลำเลียงชิ้นส่วนเครื่องบินฝึกไอพ่น (JetTrainer) แบบเค 8คาราโครั่ม (K8 Karakorum) โดยเรือสินค้าของจีนเข้ามาประกอบที่ฐานฝึกแห่งนี้ในปีค..2010 คาดว่าเครื่องบินชนิดนี้จำนวน 50ลำ ได้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีภาคพื้นดินต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เนื่องจากมีความเร็วที่ไม่สูงนัก

นอกจากนี้กองทัพบกพม่ายังมีที่ตั้งของกองบัญชาการภาคกลาง (CentralCommand) อยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์แห่งนี้ โดยประกอบด้วยกำลังทหารราบจำนวน 17 กองพัน

2.ภาคตะนาวศรี (Tenasserim) มีเมืองสำคัญคือเมือง"ทวาย" (Tavoy) หรือ "ตะแวรัฐบาลพม่าได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษของตะนาวศรีจากเดิมคือ Tenasserim มาเป็น Tanintharyi ออกเสียงเป็นภาษาพม่าว่า "ตะนินตายี

ทิศตะวันออกของภาคตะนาวสีนี้ ติดกับจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและระนอง ของประเทศไทย แม้ว่าตะนาวศรีจะเป็น "ภาค"ที่ส่วนใหญ่จะมีประชากรเป็นชาวพม่า ไม่ใช่รัฐที่มีประชากรเป็นชาติพันธุ์อื่น แต่ตะนาวศรีก็มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยพลัดถิ่น 

3.ภาคอิระวดี (Irrawaddy) มีเมืองสำคัญคือเมือง "พะสิม" (Passein) ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดีที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้เบญจพรรณ ประชากรส่วนใหญ่ของภาคอิระวดีเป็นชาวพม่า อินเดียและชาวกะเหรี่ยง และมีบางส่วนที่เป็นชาวยะไข่ แต่ไม่มากนัก 

ภาคนี้เป็นดินแดนส่วนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดเมื่อครั้งที่เกิดพายุไซโคลน"นาร์กีส" (Cyclone Nargis) เมื่อวันที่ พฤษภาคม ค..2008 โดยมีรายงานทางการพม่าระบุว่ามีชาวอิระวดีเสียชีวิตหรือสูญหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนั้น ถึงกว่า 66,000 คนแต่เจ้าหน้าที่ต่างชาติที่เข้าไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตในภาคอิระวดีถึงกว่า 100,000 คน

ในทศวรรษที่ 1990 มีการประท้วงรัฐบาลในพื้นที่อิระวดี มหาวิทยาลัยพะสิมในเมืองพะสิมเป็นมหาวิทยาลัยหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวของนักศึกษา ทำให้รัฐบาลทหารพม่าในยุคนั้นสั่งปิดมหาวิทยาลัยดังกล่าว และหันไปส่งเสริมวิทยาลัยระดับเล็กๆ ที่อยู่นอกเมืองพะสิมให้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยแทน เช่น มหาวิทยาลัยฮินทาดา (HinthadaUniversity) เพื่อกระจายกำลังนักศึกษาไม่ให้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน 

4.ภาคพะโค (BagoหรือBegu) มีเมืองสำคัญคือเมือง "พะโค" (Bago) หรือชื่อเดิมคือ "หงสาวดี" (พม่าออกเสียงว่าหานตาวดีแต่ชื่อ "หงสาวดีเป็นชื่อมอญ เพราะเป็นเมืองของชาวมอญมาตั้งแต่โบราณกาล ทางการพม่าจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "พะโคดังเช่นในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายมอญ พม่า ไทใหญ่ คะฉิ่น กะเหรี่ยง จีนและอินเดีย ปัจจุบันเมืองพะโคเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของพม่าและทำรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมหาศาล

5.ภาคมาเกว (Magwe) มีเมืองสำคัญคือเมือง "มาเกว" (Magwe) อยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศ และเป็นภาคที่เนื้อที่กว้างใหญ่ที่สุดในภาคทั้งหมดเจ็ดภาคของพม่า ประชากรประกอบด้วยชาวพม่า ชิน ยะไข่ ฉานและกะเหรี่ยง 

ภาคมะเกวมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือ น้ำมัน โดยเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก็าซธรรมชาติที่ใช้อยู่ทั้งหมดของพม่าในปัจจุบัน จนได้รับสมญานามว่า "หม้อน้ำมันของพม่า" (Oil Pot of Myanmar) อีกทั้งในปีค..2002 รัสเซียได้ตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาด 10 เมกกะวัตต์และห้องทดลองนิวเคลียร์อีกสองแห่งในภูมิภาคนี้

6.ภาคย่างกุ้ง (Yangon) มีเมืองหลวงอยู่ที่เมือง "ย่างกุ้ง" (Yangon) เป็นที่ตั้งของกองพลย่างกุ้ง (YangonDivision) สังกัดฐานทัพอากาศ "มิงกาลาดอนหรือ "มิงกาลาดง" (Mingaladon Air Force Base) ซึ่งคาดว่าเคยมีเครื่องบินขับไล่แบบมิก 29 ประจำการอยู่แต่จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ "อิระวดีในเดือนธันวาคม ค..2008 ระบุว่าเครื่องบินมิก 29 บางส่วนได้ย้ายไปประจำการอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศที่เมือง "มิคทีลา" (Meikhtila) รัฐมัณฑะเลย์

นอกจากนี้ฐานทัพอากาศมิงกาลาดอนยังมีเครื่องบินขับไล่เป็นเอฟ 7 (F 7) ของจีนซึ่งเลียนแบบจากเครืื่องบินมิก 21 ของรัสเซียประจำการอยู่ด้วย เนื่องจากในเดือนมกราคม ค..2010 สำนักข่าวเอพี ได้รายงานถึงอุบัติเหตุของเครื่องบินเอฟ ที่ตกระหว่างร่อนลงจอดทำให้นักบินเสียชีวิต

7.ภาคสะกาย (Sagaing) มีเมืองหลวงคือเมือง "สะกาย" (Sagaing) อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า มีเขตแดนติดกับประเทศอินเดีย ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า ฉาน ชิน และนาคา (Naga) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองอินเดีย ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐอัสสัม มีพื้นที่สำคัญสำหรับการเกษตรกรรม คือพื้นที่แห้ง (Dryregion) ในห้วงที่ผ่านมามีการพัฒนาการชลประทานอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยแม่น้ำสำคัญสองสายที่พาดผ่านภาคสะกายคือ แม่น้ำอิระวดีและแม่น้ำชินด์วิน (Chindwin) ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรเช่น ข้าว ฝ้ายและยาสูบได้เป็นจำนวนมาก





 

Create Date : 03 เมษายน 2556    
Last Update : 3 เมษายน 2556 19:23:17 น.  

รู้จักกับกองทัพพม่า ก่อนก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ตอนที่ 3)

รู้จักกับ "ทัดมาดอว์กองทัพแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนม่าร์ (พม่า)

ก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

(ตอนที่ 3)

โดยพันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

(สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้ใช้เผยแพร่เพื่อการศึกษา ค้นคว้าเท่านั้น)


นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของพม่ายังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงข้อมูลจากวิกิลีคส์ (Wikileaks) ที่ระบุว่าในปีค..2010 พม่าและเกาหลีเหนือกำลังร่วมมือกันด้านการทหารอย่างใกล้ชิด โดยกล่าวยืนยันว่าพม่าได้ประกาศลดความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือลงแล้ว อันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพม่ากำลังเลือกเส้นทางเดินของตนเองที่มีความชัดเจนมากขึ้น นั่นคือการลบภาพของความเป็นสามอักษะแห่งความชั่วร้ายออกจากสายตาประชาคมโลก


การปกครองของพม่าแบ่งออ
กเป็น 
รัฐและ เขตหรือภาค โดยพม่าจะเรียกพื้นที่ของชาติพันธุ์อื่นที่มิใช่พม่าว่า "รัฐ" (States) ประกอบด้วย รัฐคือ

1.รัฐคาเรนนี (Karenni) ภายหลังรัฐบาลพม่าเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐคะยาห์ (Kayah) มีเมืองหลวงอยู่ที่ "ลอยก่อหรือ "หลอยก่อ" (Loikaw) มีอาณาเขตทางทิศตะวันออกติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวคะยาห์ (บางครั้งเรียกว่า "กะเหรี่ยงแดง") พม่าไทใหญ่และกะเหรี่ยง ในช่วงปีค..1976 รัฐบาลทหาร "สล็อคของพม่าได้สั่งการให้กองทัพเข้าปราบปรามชนกลุ่มน้อยคาเรนนีอย่างรุนแรง มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ดั้งเดิม เพื่อนำไปตั้งในถิ่นฐานในพื้นที่ที่ทหารพม่าควบคุมได้พร้อมทั้งตัดเส้นทางลำเลียงต่างๆ ที่เข้าสู่พื้นที่อิทธิพลของชนกลุ่มน้อย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจนชาวคาเรนนีกว่า 50,000 คนต้องกลายเป็นผู้ไร้ถิ่นฐานบางส่วนลี้ภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวในประเทศไทย ปัจจุบันยังคงมีความเคลื่อนไหวในการต่อสู้กับกองทัพพม่าอยู่ประปราย

2.รัฐฉาน (Shan) หรือไทใหญ่ มีเมือง "ตองยี"หรือ “ตองจี” (Taunggy) เป็นเมืองหลวงคำว่า "ฉานนั้น ภาษาพม่าเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า "สยามส่วนชื่อ "ตองยีนั้นในสมัยโบราณคนไทยเรียกว่า "ตองคังหรือเมือง "คังที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยเสด็จยกทัพไปตีพร้อมกับพระมหาอุปราชและเจ้าเมืองแปรนั่นเอง ในอดีตรัฐฉานมีชื่อเรียกว่า "เมิงไตหรือ "เมืองไทในภาษาไทยเป็นรัฐเอกราชไม่ได้ขึ้นอยู่กับพม่ามาเป็นเวลานานก่อนที่อังกฤษจะเข้ายึดครองพม่าเป็นอาณานิคมและยึดครอง "เมิงไตในปีค..1890 (..2433) 

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองกองทัพญี่ปุ่นและกองทัพไทยรุกเข้ายึดรัฐฉานจากทหารจีนก๊กมินตั๋งของจอมพลเจียงไคเช็ค และผนวกดินแดนนี้เป็นของไทยในชื่อ "จังหวัดไทใหญ่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามอังกฤษจึงกลับมาครอบครองรัฐฉานดังเดิม รัฐฉานเป็นรัฐที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างทิศเหนือติดกับมณฑลยูนนานของจีนทิศใต้และตะวันออกติดกับจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนและเชียงราย ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฉานหรือไทใหญ่พม่า จีน คะฉิ่น ปะโอ ปะหล่องและอินเดีย ในอดีตกองทัพพม่าพยายามทำลายเอกลักษณ์ของชาวไตในรัฐฉาน ทั้งการเผาทำลายสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทำลายภาษาตลอดจนวัฒนธรรม ทำให้ชาวไทใหญ่ลุกขึ้นมาจับอาวุธต่อสู้กับกองทัพพม่าจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุที่รัฐฉานมีอาณาเขตกว้างใหญ่นี้เอง กองทัพบกพม่าจำต้องแบ่งกองบัญชาการกองทัพภาคออกเป็นสองส่วนคือ กองบัญชาการรัฐฉานภาคเหนือ (NorthernShan Command) มีที่ตั้งอยู่ที่เมือง "ลาเชียว" (Lashio) ซึ่งอยู่ห่างจากด่าน "มูเซ" (Muse) ที่เชื่อมต่อกับมณฑลยูนนานของจีนเพียง 190 กิโลเมตรกองบัญชาการนี้ประกอบกำลังด้วยกองพันทหารราบจำนวน 30 กองพัน

นอกจากนี้กองบัญชาการภาคส่วนที่สอง คือกองบัญชาการรัฐฉานภาคใต้ (SouthernShan Command) มีที่ตั้งอยู่ที่เมือง"ตองยี" (Taunggy) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฉานประกอบกำลังด้วยกองพันทหารราบจำนวนถึง 42 กองพันและรวมกองพันทหารราบเบา (LightInfantry Battalion) อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสังกัดกองบัญชาการยุทธการภาค (ROC: Regional Operation Command มีฐานะเทียบเท่ากองพลน้อย(Brigade)) ที่แบ่งกำลังมาจากเมือง "ลอยก่อหรือ "หลอยก่อ" (Loikaw) เมืองหลวงของรัฐคะยาห์ เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจในรัฐฉานภาคใต้ สาเหตุที่กองบัญชาการภาคนี้มีกำลังทหารมากเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากเป็นฐานในการระดมสรรพกำลังเพื่อรบกับชนกลุ่มน้อยในที่ราบสูงฉานซึ่งมีอยู่หลายชาติพันธุ์

3.รัฐชิน (Chin) มีเมืองหลวงคือเมือง "ฮะคา" (Hakha) อยู่ทางตะวันตกของประเทศมีอาณาเขตติดกับประเทศอินเดียและบังคลาเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวชินพม่าและอินเดีย

4.รัฐมอญ (Mon) มีเมืองสำคัญคือ เมือง "มะละแหม่ง" (Maulmein) เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการภาคตะวันออกเฉียงใต้ (SouthEastern Command) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่รัฐมอญและรัฐกะเหรี่ยงกองบัญชาการ ภาคนี้ประกอบกำลังด้วยกองพันทหารราบทั้งหมด 36 กองพัน

5.รัฐคะฉิ่น (Kachin) อยู่บริเวณพรมแดนจีนพม่า มีเมืองหลวงอยู่ที่เมือง "มิตจีนา" (Myitkyina) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศ "น้ำพอง" (Nampong Air Force Base) ซึ่งมีเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีประจำการอยู่ เพื่อใช้ในการควบคุมพื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือของประเทศ ที่พยายามแยกตัวเป็นเอกราช รวมทั้งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการภาคเหนือ (NorthernCommand) ของกองทัพบกพม่าที่รับผิดชอบในการควบคุมพื้นที่รัฐคะฉิ่น ประกอบด้วย กองพันทหารราบจำนวน 33 กองพันเมื่อปี ค..2011 กองบัญชาการภาคเหนือได้เปิดฉากโจมตีที่มั่นของทหารคะฉิ่นอย่างรุนแรงการสู้รบดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

รัฐคะฉิ่นเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเช่น ป่าไม้ หยก เป็นต้นสำหรับประชาชนในรัฐนี้ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์เช่น คะฉิ่น ฉาน จีน อินเดียและพม่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาชาวคะฉิ่นในรัฐนี้ ตกอยู่ในสภาพถูกกดขี่จากรัฐบาลพม่า จนมีการจัดตั้งองค์กรและกองกำลังเพื่อต่อต้านการปกครองจากรัฐบาลพม่าในห้วงปี ค..2012 ในขณะที่โลกจับตาอยู่ที่นางอองซาน ซูจี ชาวคะฉิ่นก็ออกมาเรียกร้องให้สังคมนานาชาติหันมาให้สนใจชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกตนบ้าง

6.รัฐกะเหรี่ยง (Karen) ภาษาพม่าออกเสียงว่ากะหยิ่น (Kayin) เมืองหลวงคือเมือง "ปาอาน" (Hpa-an) มีเขตแดนทางทิศใต้ติดกับจังหวัดกาญจนบุรีทิศตะวันออกติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตากประชากร ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงพม่า ปะโอ ไทใหญ่ มอญและยะไข่ อยู่ในความดูแลของกองทัพพม่า คือกองบัญชาการภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกองบัญชาการตั้งอยู่ในรัฐมอญ

7.รัฐยะไข่หรืออาระกัน (Rakhine) มีเมืองหลวงคือเมือง "สิตตะเว" (Sittwe) มีเมืองที่สำคัญอีกเมืองหนึ่งคือเมือง "อาม" (Am) ซึ่งเป็นเมืองทางทหารและเป็นแนวป้องกันของกองทัพพม่าหากข้าศึกรุกเข้ามาสู่กรุงเนปีดอว์ทางทะเล อีกทั้งเมืองอามยังเป็นฐานทัพอากาศที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกองทัพอากาศพม่าอีกด้วย 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)




 

Create Date : 03 เมษายน 2556    
Last Update : 3 เมษายน 2556 19:09:21 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.