VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ฮานส์ อูลริค รูเดิล "อัศวินสตูก้าของฮิตเลอร์" ตอนที่ 7

ฮานส์ อูลริค รูเดิล

(Hans Ulrich Rudel)

อัศวินแห่ง “สตูก้า” เหนือฟากฟ้าสหภาพโซเวียต

ตอนที่ 7

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น



เดือนมีนาคม ค..1944 ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็มีสถิติการบินสูงถึง 1,800 เที่ยวบิน แต่บางเที่ยวบินก็มิใช่จะราบรื่นสำหรับเขาไปเสียทั้งหมด 

ดังเช่นในวันที่ 20 มีนาคม ฝูงบินของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ซึ่งในขณะนั้นมีนักบินใหม่ๆ มาทดแทนกำลังพลที่สูญเสียไป พวกเขาทำการขึ้นบินท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในช่วงปลายฤดูหนาว พื้นดินเต็มไปด้วยดินโคลนจากหิมะที่เริ่มละลาย แต่ท้องฟ้าก็ปลอดโปร่ง ปราศจากเมฆหมอก โดยมีภารกิจในการโจมตีสะพาน “แจมโพล” (Jampol) เพื่อสกัดกั้นการรุกของทหารรัสเซีย ที่กำลังข้ามแม่น้ำ “ดนิสเตอร์” (Dniester) แม้จะสามารถทำลายสะพานลงได้ แต่พวกเขาก็ต้องพบกับเครื่องบินขับไล่ของกองทัพรัสเซีย ที่ดาหน้าเข้าสกัดกั้น

เครื่องบินสตูก้าลำหนึ่งของนักบินรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเดินทางถึงแนวรบ ถูกยิงจนได้รับความเสียหาย แต่ด้วยความด้อยประสบการณ์ แทนที่เขาจะบังคับเครื่องบินให้ร่อนกลับเข้ามาในแนวรบของเยอรมัน เขากลับบังคับเครื่องบินให้ร่อนลงจอดฉุกเฉิน ลึกเข้าไปในแนวรบของกองทัพสหภาพโซเวียต ฮานส์ อูลริค รูเดิล ตัดสินใจนำเครื่องบินของเขาร่อนลงจอดใกล้ๆ เพื่อช่วยเหลือนักบินและพลปืนหลังทั้งสองคน ก่อนที่ทหารรัสเซียจะมาถึงและจับตัวเป็นเชลย แต่เนื่องจากพื้นดินที่เฉอะแฉะเป็นโคลนตม ทำให้ล้อเครื่องบินติดหล่มแน่นและไม่สามารถบินขึ้นได้

ฮานส์ อูลริค รูเดิล ได้เล่าถึงเหตุการณ์วิกฤติที่เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในครั้งนี้ว่า

“.. โคลนเข้ามาติดเต็มล้อเครื่องบินของเรา จนไม่สามารถขยับได้ ยิ่งพยายามเร่งเครื่องเท่าไร เครื่องบินก็ยิ่งจมลึกลงไปมากเท่านั้น .. ในระหว่างที่กำลังลังเลใจอยู่นั้น พวกอีวาน (ทหารรัสเซียจำนวนมากก็ปรากฏตัวห่างจากพวกเราไปประมาณ 400 หลา แน่นอนว่าพวกเราทั้งสี่คน (นักบิน คน พลปืนหลัง คนไม่มีความคิดที่จะยอมลงเอยในคุกอันโหดเหี้ยมของพวกอีวาน ข้าพเจ้าบอกทุกคนว่า “มาทางนี้” จากนั้นก็ออกวิ่งสุดฝีเท้าตรงไปยังแนวของทหารเยอรมันที่อยู่ห่างออกไมล์ประมาณ ไมล์ .. การวิ่งในชุดนักบินที่เสื้อและรองเท้าบุด้วยขนสัตว์เป็นสิ่งที่ลำบากมาก แต่เราทุกคนก็ทำเวลาได้ดี จนมาถึงริมตลิ่งแม่น้ำอันสูงชันที่ซึ่งจะต้องว่ายข้ามไป .. ข้าพเจ้านึกถึงตอนเด็กๆ ที่เคยเล่นไถลลื่นลงจากเนิน นั่นน่าจะเป็นวิธีการลงจากตลิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้ เพราะพวกอีวานกำลังตามมาติดๆ .. พวกเราจึงไถลตัวสลับกับการกระโดดลงไปตามแนวลาดชันของตลิ่ง ชั่วอึดใจเดียวเราก็ลงมาถึงเบื้องล่างแม่น้ำดนิสเตอร์ ที่กว้างราว 600 หลา กำลังเชี่ยวกรากจากน้ำของหิมะที่ละลาย แต่บางครั้งการจมน้ำตาย อาจจะดีกว่าตกอยู่ในค่ายเชลยของพวกอีวาน .. ทุกคนถอดชุดนักบินที่หนักอึ้งออก แล้วเริ่มว่ายน้ำข้ามไป .. น้ำเย็นเฉียบและเชี่ยวกราก .. หลังจากว่ายมาเกือบถึงฝั่ง เฮนเชล (เออร์วิน เฮนเชล พลปืนหลังและเพื่อนสนิทของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ที่มีสถิติขึ้นบิน 1,200เที่ยวบินด้วยกันซึ่งอยู่หลังข้าพเจ้าไปประมาณ 80 หลา ก็ตะโกนฝ่าสายน้ำมาว่า “ฉันไปไม่ไหวแล้ว ฉันไปไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว” จากนั้นเขาก็จมหายไปกับสายน้ำ ก่อนที่ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็เงียบหายไป .. ข้าพเจ้าพยายามว่ายกลับไปยังจุดที่เขาโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้ายแต่ก็ไม่พบอะไร  ..”

ในที่สุด ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็เป็นคนเดียวที่สามารถเล็ดรอดมาถึงแนวรบของทหารเยอรมันได้ แม้จะต้องพบกับทหารรัสเซียตามรายทาง และถูกยิงบาดเจ็บที่หัวไหล่ จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อทหารรัสเซียทราบว่านักบินเยอรมันที่พวกเขากำลังตามล่าอยู่นั้น คือ เสืออากาศ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ที่มีค่าหัวสูงถึง 100,000 รูเบิล (rubel) ฮานส์ อูลริค รูเดิล ต้องหลบหนีเป็นระยะทางถึง 30 ไมล์ใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมงท่ามกลางความหนาวเหน็บ โดยแทบไม่มีเสื้อผ้าเหลือปกปิดตัวอยู่เลย รวมทั้งไม่ได้สวมรองเท้าตั้งแต่ว่ายน้ำมา ทำให้เท้าของเขาถูกหิมะกัด และถูกก้อนหินบาดหรือกิ่งไม้ตำเป็นแผลอย่างน่ากลัว เมื่อพบกับหน่วยลาดตระเวนของเยอรมัน พวกเขาไม่เชื่อว่า ฮานส์ อูลริค รูเดิล เป็นนักบิน สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาเป็นทหารเยอรมัน ก็คือเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน ประดับใบโอ็คและดาบ ที่ห่อติดตัวมาด้วยนั่นเอง จากนั้น ฮานส์ อูลริค รูเดิลก็ได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลสนามเพื่อทำการรักษาตัว

แต่หลังจากพักฟื้นในโรงพยาบาลได้เพียงคืนเดียว ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 27 มีนาคม ค..1944 เขาก็ได้รับข่าวว่าหน่วยยานเกราะของรัสเซีย กำลังเคลื่อนที่เข้ายึดเมือง“บาลติ” (Balti) ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก โดยที่ไม่มีหน่วยทหารเยอรมันคอยต้านทานอยู่ในบริเวณนั้นเลย หากทหารกองทัพแดงสามารถยึดเมืองนี้ ได้แหล่งน้ำมันทางตอนใต้ของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรบของกองทัพเยอรมันก็จะเป็นอันตราย

แม้จะได้รับการคัดค้านว่า สุขภาพของเขายังไม่สมควรขึ้นบินในเวลานี้ อีกทั้งท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆหมอก ทัศนวิสัยย่ำแย่อย่างมาก แต่ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ตระหนักดีว่า หน่วยยานเกราะของรัสเซีย ต้องถูกทำลาย อย่างน้อยก็เพื่อให้ทหารภาคพื้นดินของเยอรมัน มีเวลาในการจัดตั้งแนวตั้งรับ ก่อนที่กองทัพแดงจะรุกเข้ามาอีกครั้ง

เขานำเครื่องบิน เจยู 87 สตูก้าติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 37 มิลลิเมตรขึ้นบิน พร้อมกับฝูงบินสตูก้าที่ ของเขาและเข้าโจมตีหน่วยยานเกราะนั้น ทั้งที่หัวไหล่ยังบาดเจ็บและเท้าเป็นแผล ทำให้ไม่สามารถใช้เท้าทั้งสองข้างบังคับเครื่องบินได้ ต้องใช้คันโยกบังคับแทน

การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางการยิงต่อต้านจากอาวุธนานาชนิดของทหารรัสเซีย และด้วยสภาพอากาศและทัศนวิสัยที่เต็มไปด้วยหมอก ฮานส์ อูลริค รูเดิล ต้องนำเครื่องบินเข้าโจมตีในระยะต่ำเหนือพื้นดินเพียง 30 ฟุต มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้เลย

การโจมตีของฝูงบินที่ และฮานส์ อูลริค รูเดิล เป็นไปอย่างรุนแรง ทั้งรถถัง ขบวนยานยนต์ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร กระสุน เชื้อเพลิงตลอดจนทหารราบและปืนใหญ่ ถูกโจมตีเสียหายยับเยิน ด้วยกระสุนปืนใหญ่อากาศและระเบิด

เขาขึ้นบินถึง เที่ยวบินในช่วงเช้า และอีก เที่ยวบินในช่วงบ่าย แทบทุกครั้งที่กลับมายังสนามบิน เขาต้องเปลี่ยนเครื่องบินลำใหม่ เนื่องจากเครื่องบินถูกยิงจนไม่อยู่ในสภาพที่จะขึ้นบินต่อไปได้ ในเที่ยวบินช่วงค่ำของวันนั้นขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฝ่ายกองทัพแดงไม่ได้คาดคิดว่า เครื่องบินของเยอรมันจะออกปฏิบัติการอีก พวกเขาจึงนำถังน้ำมันสำรองเข้ามาติดที่ด้านหลังของรถถัง เพื่อหวังยืดระยะเวลาทำการรบออกไปตลอดทั้งคืน แต่ฮานส์  อูลริค รูเดิลก็ขึ้นบินด้วยเครื่องบินสตูก้ารุ่นธรรมดา ที่ติดตั้งระเบิดและปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มิลลิเมตร ซึ่งไม่สามารถเจาะเกราะรถถังของรัสเซียได้ เขาได้พบกับรถถังที 34 ที่เหลืออยู่ กำลังพยายามเข้าตีหมู่บ้านที่ทหารโรมาเนีย (ซึ่งเป็นฝ่ายอักษะร่วมกับเยอรมันยึดเป็นที่มั่น แม้จะไม่มีปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 37 มิลลิเมตร แต่เขาก็สังเกตุเห็นว่ารถถังของรัสเซียทุกคัน มีถังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังของตัวรถ

ฮานส์ อูลริค รูเดิล นำเครื่องบินดำลงทิ้งระเบิดใส่รถถังคันแรกจนไฟลุกท่วม ทำให้รถถังที่เหลือหยุดชะงักบนถนนแคบๆ และพยายามจะเลี้ยวหลบลงข้างทาง แต่เครื่องสตูก้าของเขาก็วนกลับมาอีกครั้ง ทางด้านหลังของขบวนรถถังนั้น ในระดับที่ต่ำมาก จนแทบจะเท่ากับยอดไม้พร้อมกับระดมยิงถังน้ำมันที่ติดตั้งบนรถถัง จนระเบิดไฟลุกท่วมคันแล้วคันเล่า ท่ามกลางการระดมยิงอย่างหนาแน่นของปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานฝ่ายรัสเซีย ดังที่ปรากฏในบันทึกของเขาว่า

“.. ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ายิงไปยังถังน้ำมัน มันจะระเบิดขึ้นเกือบพร้อมๆ กับกระสุนในรถถัง ก็จะระเบิดตามมาราวกับดอกไม้ไฟ ภาพที่ปรากฏเบื้องล่างเหมือนกองเพลิงขนาดใหญ่ รถถังบางคันพยายามหนีออกไปจากขบวน แต่เราก็ไม่ปล่อยโอกาสให้พวกเขาหลบหนีไปได้ และอีกไม่นานรถถังคันนั้น ก็เต็มไปด้วยเปลวไฟเช่นเดียวกับคันอื่นๆ  ..”

เมื่อโจมตีจนกระสุนหมด ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็นำเครื่องบินเร่งความเร็วกลับไปที่สนามบิน เขารู้ว่ารถถังของกองทัพแดงยังคงหลงเหลืออยู่ และพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว เวลาในการปฏิบัติภารกิจ จึงเหลือไม่มากนัก เขาสั่งให้ช่างเครื่องบรรจุเฉพาะกระสุนปืนและระเบิด โดยไม่ต้องเสียเวลาเติมน้ำมัน เพราะคำนวณดูแล้ว น้ำมันที่เหลืออยู่นั้น ยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้อีกหนึ่งเที่ยวบิน เมื่อบรรจุกระสุนเสร็จ ฮานส์ อูลริค รูเดิลก็รีบนำเครื่องบินขึ้นทันที โดยอาศัยเแสงเพลิงจากสนามรบที่สว่างจ้าเป็นเหมือนคบเพลิงนำทาง เขาพบรถถัง ที 34 จำนวน คัน กำลังบ่ายหน้ากลับไปยังแนวรบของตนเอง แต่เนื่องจากท้องฟ้ามืดลงมากแล้ว การตามล่ารถถังทั้งสองคันนี้จึงทำได้อย่างยากลำบาก แต่เขาก็ยิงสามารถทำลายรถถังทั้งหมดได้ในที่สุด พร้อมๆ กับกระสุนนัดสุดท้ายของเครื่องบิน ในวันดังกล่าวฮานส์ อูลริค รูเดิลสามารถทำลายรถถังรัสเซียได้ทั้งหมด 17 คัน

สิ้นสุดภารกิจในวันนั้น หน่วยยานเกราะของรัสเซีย ก็แทบจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงพร้อมๆ  กับเครื่องบินทั้งฝูงของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ไม่สามารถขึ้นบินได้เลยแม้แต่ลำเดียว เนื่องจากถูกยิงเสียหายจากปืนต่อสู้อากาศยานของทหารรัสเซีย ช่างเครื่องต้องรีบทำการซ่อมแซมเครื่องบินตลอดทั้งคืน เพื่อให้เครื่องบินสามารถบินขึ้นทำการรบได้ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 28 มีนาคม ค..1944 ซึ่งเขาก็สามารถทำลายรถถังของรัสเซียได้อีก คัน รวมการขึ้นบินปฏิบัติภารกิจกว่า 1,800 เที่ยวบินและมียอดการทำลายรถถังข้าศึกทั้งสิ้น 202 คัน

ในวันที่ 29 มีนาคม ค..1944 ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ได้รับการประดับเพชร บนเหรียญกล้าหาญชั้นอัศวินของเขาจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่บ้านพักตากอากาศของท่านผู้นำในออสเตรีย ทำให้เขาเป็นนายทหารเยอรมันคนที่ 10 ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค ดาบและเพชร  (Knight’s Cross of the Iron Cross with Oak Leaves, Sword and Diamond) 

ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่แนวรบอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลของนายทหารระดับสูงของเยอรมันว่า เขาอาจจะถูกยิงตกซึ่งจะกระทบต่อขวัญและกำลังใจของทหารเยอรมันโดยส่วนรวม แต่ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ตอบอย่างมั่นใจว่า “.. คนที่จะยิงข้าพเจ้าตกนั้น ยังไม่เกิด ..” (The one who shoots me down has not yet been born.)

(โปรดติดตามตอนต่อไปในหนังสือเรื่อง อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วางแผงเร็วๆ นี้)




Create Date : 22 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2556 15:23:48 น. 1 comments
Counter : 810 Pageviews.

 
รอตอนต่อไปอยู่ครับสนุกๆมากๆเลย ^^


โดย: pk IP: 180.180.91.190 วันที่: 8 ธันวาคม 2556 เวลา:15:11:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.