VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ฮานส์ อูลริค รูเดิล "อัศวินสตูก้าของฮิตเลอร์" ตอนที่ 3

ฮานส์ อูลริค รูเดิล

(Hans Ulrich Rudel)

อัศวินแห่ง “สตูก้า” เหนือฟากฟ้าสหภาพโซเวียต

ตอนที่ 3

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น

 



กองทัพอากาศรัสเซียยังใช้ยุทธวิธีลอบโจมตีทางอากาศในเวลากลางคืนต่อสนามบินของเยอรมัน ซึ่งฮานส์ อูลริค รูเดิล กล่าวว่า การโจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียที่ล้าสมัยเหล่านี้ แทบจะไม่สร้างความเสียหายให้การฝ่ายเยอรมันเลย “.. นอกจากรบกวนเวลานอนหลับของพวกเราเท่านั้น ..” 

โดยก่อนการโจมตีในเวลากลางคืน เครื่องบินขับไล่ของรัสเซียจะทิ้งแท่งสัญญานเรืองแสงลงใส่ที่หมายก่อน หลังจากนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียจะเข้าโจมตีด้วยระเบิดขนาดเล็ก โดยจะดับเครื่องยนต์ก่อนเมื่อใกล้ถึงที่หมาย เพื่อไม่ให้ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานของเยอรมันที่ป้องกันสนามบินจับทิศทางได้ ฮานส์ อูลริค รูเดิล บันทึกถึงการโจมตีดังกล่าวว่า “..การทิ้งระเบิดในลักษณะนี้ ไม่ใช่การโจมตีตามแบบฉบับของการรบทางอากาศ แต่เป็นการทำสงครามประสาท เพื่อให้เกิดความเครียดกับฝ่ายตรงข้ามมากกว่า ..”

หลังจากทำการรบในแนวหน้าด้านสหภาพโซเวียตมาเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน เขาก็เดินทางกลับมายังแนวหลัง เพื่อรับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่ 1 (the Iron Cross 1st Class) ในวันที่ 18 กรกฎาคม ค..1941 

เมื่อกลับสู่แนวรบด้านรัสเซีย ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ได้นักบินที่จะบินจับคู่กับเขาคนใหม่ คือเรืออากาศโท เออร์เนส ซิกฟรีดสทีน (Ernst Sigfried Steen) โดย เออร์เนส ซิกฟรีด สทีน จะบินนำหน้า เพื่อทำการชี้เป้าและเข้าโจมตีก่อน ส่วนฮานส์ อูลริค รูเดิล จะบินตามประกบ ราวกับมีโซ่ล่ามไปตลอด แม้กระทั่งเวลาดำลงทิ้งระเบิด 

ดังนั้นหากเออร์เนส ซิกฟรีด สทีน ทิ้งระเบิดหรือโจมตีพลาดเป้า เขาจะทำการทิ้งระเบิดหรือโจมตีซ้ำทันที และมักจะประสบผลสำเร็จเสมอ

อย่างไรก็ตามการดำทิ้งระเบิดของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ใช่ว่าจะเป็นไปด้วยดีเสมอไป ครั้งหนึ่งเมื่อเขานำเครื่องบินลงโจมตีในระยะต่ำ ตามเครื่องบินที่ทำหน้าที่ชี้เป้าของเออร์เนส ซิกฟรีด สทีน เพื่อโจมตีทหารรัสเซีย ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนถนน ทหารข้าศึกได้ทำการตอบโต้อย่างรุนแรง ดังที่ปรากฏในบันทึกของเขาว่า

“.. เครื่องบินของสทีนบินลงต่ำ เพื่อโจมตีทหารรัสเซียเบื้องล่าง ทันใดนั้น สิ่งที่ปรากฏก็คือพวก “อีวาน” (เป็นศัพท์ที่ทหารเยอรมันเรียกทหารรัสเซียในชุดสีเทาอ่อน ที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ได้ปรากฏตัวออกมา พร้อมกับระดมยิงอาวุธประจำกายทุกชนิดเข้าใส่เราอย่างนับไม่ถ้วน เสียงกระสุนจำนวนมากมายกระทบกับเครื่องบิน บริเวณห้องเครื่องยนต์เสียงดังสนั่น เครื่องกระตุกสองสามครั้ง ก่อนที่จะกลับเป็นปกติ ข้าพเจ้ารีบเชิดหัวเครื่องบินให้บินขึ้นไปสู่ความสูงระยะ 1,000 ฟุต เพื่อให้พ้นจากห่ากระสุนปืนประจำกายของทหารรัสเซีย น้ำมันสีดำไหลออกจากมารูรั่วของเครื่องยนต์ เปรอะเต็มกระจกห้องนักบิน โชคยังเข้าข้างที่เครื่องยนต์ไม่ดับ ถ้าหากเครื่องยนต์ดับแล้วตกลงไปเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยทหารรัสเซีย คงไม่ต้องจินตนาการถึงอนาคตแน่นอน .. อย่างไรก็ตามเมื่อเครื่องยนต์ยังทำงานตามปกติ ข้าพเจ้าก็บังคับเครื่องบินกลับไปยังแนวหน้าของเยอรมัน และร่อนลงที่สนามบินได้อย่างปลอดภัย ..”

ต่อมา ฮานส์ อูลริค รูเดิลก็ย้ายไปประจำที่ฝูงบินที่ ที่เมือง “ดูโชว์ชิน่า” (Duchowtchina) ในตำแหน่งนายทหารวิศวกรรมเครื่องยนต์ โดยฝูงบินนี้มีภารกิจในการโจมตีถนน ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงระหว่างเมือง “สโมเลนส์” (Smolensk) ที่มุ่งหน้าสู่กรุงมอสโคว์ (Moscow) เมืองหลวงของสหภาพโซเวียต และเต็มไปด้วยยานยนต์นานาชนิดจำนวนมากมายมหาศาลของกองทัพแดง ส่วนใหญ่เดินทางเป็นแถวยาว แถวสุดสายตา

การโจมตีเป็นไปอย่างดุเดือด และพื้นที่เป้าหมายก็เต็มไปด้วยซากยานยนต์ต่างๆ เต็มไปหมด ก่อนที่เขาจะได้รับมอบภารกิจให้เข้าสนับสนุนกองทัพภาคพื้นดินที่กำลังทางรบอยู่บริเวณทะเลสาป “อิลเมน” (Ilmen) 

พวกนักบินสตูก้าทำการบินตลอดทั้งวัน เพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังที่ปรากฏในบันทึกของเขาว่า “.. จากรุ่งอรุณจนถึงเวลามืดค่ำ เราสนับสนุนกองทัพบกในการรุก ตั้งแต่ทิศตะวันออกไปจนจรดทิศเหนือ ..”

ช่วงเดือนกันยายน ค..1941 ศูนย์กลางการรุกของกลุ่มกองทัพเหนือ (Army Group North) ของเยอรมันอยู่ที่เมือง “เลนินกราด”  (Leningrad) ฝูงบินของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ถูกส่งไปยังเมือง “ไทร์โคโว”  (Tyrkowo) เพื่อขึ้นบินสนับสนุนการรุกเข้ายึดเมือง

แต่อุปสรรคของฝ่ายเยอรมัน คือ กองเรือของสหภาพโซเวียตที่ลอยลำอยู่ในทะเล ซึ่งห่างไกลจากระยะยิงของทหารเยอรมันภาคพื้นดิน กองเรือเหล่านี้ทำการยิงปืนใหญ่ประจำเรือ ที่มีระยะยิงไกลถึง 16 ไมล์และมีอานุภาพที่รุนแรง เข้าใส่ทหารเยอรมันอยู่ตลอดเวลา

เรือรบสองลำที่มีประสิทธิภาพในการสกัดกั้นกองทัพเยอรมันมี ลำ คือเรือประจัญบาน  “มารัท” (Marat) และเรือประจัญบาน “ออคโตเบรสกาจา” (Oktobrescaja)

ในวันที่ 23 กันยายน ค..1941 ฮานส์ อูลริค รูเดิล และฝูงบินของเขาได้เข้าโจมตีท่าเรือ “ครอนสตาด์ท” (Kronstadt) ในเมืองเลนินกราด และพบกับเรือประจัญบานของกองทัพเรือรัสเซียลำหนึ่งลอยลำอยู่ในอ่าว 

เรือประจัญบานลำนั้น คือเรือ “มารัท” นั่นเอง เรือลำนี้มีระวางขับน้ำถึง 24,800 ตัน ทำหน้าที่เป็นป้อมปืนลอยน้ำ เนื่องจากติดตั้งปืนใหญ่ประจำเรือขนาด 12 นิ้ว หรือ 305 มิลลิเมตรจำนวน 12 กระบอกทำการระดมทหารเยอรมันสังกัดกองทัพที่ 18 (18th Army) ที่กำลังเคลื่อนที่เข้ายึดเมืองเลนินกราด การโจมตีเรือมารัทของเขามีเรื่องราวแตกต่างกันสองเหตุการณ์

เรื่องแรกมาจากเอกสารของฝ่ายรัสเซีย (ที่พยายามหาหลักฐานมาลบล้างความสำเร็จของฮานส์ อูลริค รูเดิลระบุว่า ฮานส์ อูลริค รูเดิล นำเครื่องบินแบบ เจยู 87 สตูก้า ดำดิ่งจากท้องฟ้า เข้าโจมตีเรือมารัท ด้วยระเบิดขนาด 1,000 กิโลกรัม ตามด้วยลูกระเบิดขนาด 1,000 กิโลกรัม จากเครื่องบิน เจยู 87 สตูก้า ของเรืออากาศโท โลธาร์ ลอ (LotharLau) ระเบิดทั้งสองลูก ตกลงบริเวณหัวเรือด้านหน้า และระเบิดอย่างรุนแรงระเบิดลูกหนึ่งตกใกล้กับคลังกระสุนปืนใหญ่ขนาด 12 นิ้ว ส่งผลให้กระสุนปืนใหญ่ทั้งหมดระเบิดตามไปด้วยเพิ่มความรุนแรงและความเสียหายอย่างมหาศาล

(เอกสารบางฉบับระบุว่า มีระเบิดที่ทิ้งลงจากเครื่องบินเยอรมันจำนวน ลูก ตามเสียงระเบิดที่ดังขึ้น ทั้งที่มีระเบิดเพียง ลูก คาดว่าเสียงระเบิดที่ เกิดจากกระสุนปืนใหญ่บนเรือ ทำให้อาจเข้าใจผิดว่า มีระเบิดสามลูก)

ป้อมปืนด้านหน้าของเรือถูกแรงระเบิดฉีกขาด หัวเรือค่อยๆ จมลงในน้ำที่ลึก 11 เมตร แม้ว่าฮานส์ อูลริค รูเดิล จะเป็นผู้ที่ประวัติศาสตร์ระบุว่า เป็นผู้จมเรือมารัท แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ของรัสเซียโต้แย้งว่า เขาทิ้งระเบิดเพียงลูกเดียว ส่วนโลธาร์ ลอ ซึ่งทิ้งระเบิดอีกหนึ่งลูก ควรได้รับเกียรติดังกล่าวเช่นกัน อีกทั้งดูเหมือนระเบิดของ โลธาร์ ลอ จะสร้างความเสียหายมากกว่า แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด

เรื่องที่สองมาจากปากคำของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ที่ได้บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า “.. เครื่องบิน เจยู 87 ของข้าพเจ้า ดำดิ่งลงจากท้องฟ้าอย่างมั่นคง พร้อมด้วยความรู้สึกมั่นใจว่า จะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และแล้วภาพของเรือมารัทก็ปรากฏต่อสายตา มันช่างใหญ่โตเหลือเกิน ลูกเรือต่างกำลังขนกระสุน วิ่งไปมาบนดาดฟ้า ข้าพเจ้ากดปุ่มปลดระเบิดที่ความสูง 900 ฟุตพร้อมกับดึงคันบังคับเพื่อเชิดหัวเครื่องบินขึ้นสุดกำลัง .. ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า จะดึงเครื่องขึ้นได้ทันหรือเปล่า เพราะตามทฤษฎีแล้ว การดำทิ้งระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ นั้นไม่ควรนำเครื่องบินดำลงมาเกินระยะ 3,000 ฟุต เพราะเสี่ยงต่อการที่เครื่องบินจะถูกสะเก็ดระเบิด .. แต่ข้าพเจ้าลืมกฏข้อบังคับนี้ไปเสียสนิท เพราะความตั้งใจอย่างมากที่จะโจมตีเรือมารัทนั่นเอง ขณะที่เครื่องบินกำลังไต่ระดับขึ้นไป ก็ได้ยินเสียงของชามอฟสกี้ (Schamovski : พลปืนหลังในเครื่องบินสตูก้าของเขาตะโกนทางวิทยุว่า เรือระเบิดแล้ว ข้าพเจ้าจึงหันไปมองเป้าหมายจากระดับความสูง10,000– 12,000 ฟุต ก็เห็นเรือมารัทปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันที่พวยพุ่งสูงถึง 1,200 ฟุต ระเบิดได้ถูกคลังกระสุนปืนใหญ่ประจำเรือและพวกมันก็ระเบิดขึ้นนั่นเอง ..”

เรื่องราวทั้งสองมีความแตกต่างกัน บ้างก็กล่าวว่ามีระเบิด ลูก , 2 ลูกหรือถึง ลูก แต่อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ฮานส์ อูลริค รูเดิล เป็นผู้จมเรือมารัทอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยตัวของเขาเอง หรือด้วยความร่วมมือกับเพื่อนนักบินในฝูงของเขาก็ตาม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 22 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2556 14:04:09 น. 0 comments
Counter : 731 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.