VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
การตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ของฮิตเลอร์

การตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand


ตีพิมพ์ในวารสาร Military ฉบับที่ 21



อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้ซึ่งถูกมองจากมุมมองที่ต่างกันหลายมุมมอง บางคนมองเขาว่า เขาคือปีศาจ ที่นำมาซึ่งความหายนะ แห่งสงครามโลกครั้งที่สอง ที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านคน แต่ชาวเยอรมันในขณะนั้น มองเขาราวกับว่า เขาคือวีรบุรุษผู้กู้ชาติ จากความล่มสลาย ภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซาย และยอมสละชีวิต ปกป้องเขา ปกป้องอาณาจักรไรซ์ที่สามของเขา จนวินาทีสุดท้าย



อะไรทำให้คนผู้นี้ กลายเป็นวีรบุรุษที่ชาวเยอรมันผู้ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นชนชาติที่ฉลาดที่สุดชนชาติหนึ่งในโลก ยอมตายเพื่อเขา อะไรคือเหตุผลที่ทำให้้ ชายผมดำ ที่อ่อนแอทางด้านสุขภาพ สามารถนำชนชาติผมทอง นัยน์ตาสีฟ้า ที่เรียกตัวเองว่า ชนชาติอารยัน (Aryan) ให้ลุกขึ้นมาประกาศตนว่า ตนคือเชื้อชาติที่เป็นหนึ่งของโลก สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งการศึกษาและค้นคว้าใน blog นี้

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1889 เวลา 06.30 น. ที่ Braunau-am-Inn ในประเทศออสเตรีย บิดาของเขาชื่อ Alois Shiklgruber มารดาชื่อ Klara เป็นภรรยาคนที่ 3 ในวัยเด็ก เขาเป็นเด็กที่ขาดความรัก ความอบอุ่นจากบิดาและมารดา

แต่ฮิตเลอร์ก็ไม่ชอบให้ใครมาวิจารณ์พ่อของเขาในทางที่ไม่ดี แม่ของเขาแม้จะไม่ค่อยมีเวลาให้เขา แต่ก็จะคอยตามใจเขาทุกครั้งที่มีโอกาส ให้เขาในทุกๆสิ่งที่เขาต้องการ ว่ากันว่า การเอาใจอย่างเกินเหตุนี้เอง ที่เป็นสาเหตุของการก้าวไปสู่ความเป็นจอมเผด็จการแห่งยุคในที่สุด

ฮิตเลอร์ในวัยเด็ก เป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาด แม้ว่าจะขี้เกียจอย่างมาก ในงานที่ต้องใช้เวลานานๆ เขาเป็นเด็กช่างฝัน มีเพื่อนไม่มากนัก

พรรคนาซีของเขามักจะทำการประชาสัมพันธ์อยู่เสมอว่า ฮิตเลอร์ในวัยเด็ก มีความเป็นผู้นำตามธรรมชาติ โดยเขามักจะนำเพื่อนๆทุกคนในสนามเด็กเล่นอยู่เสมอ อีกทั้งยังประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังว่า ฮิตเลอร์สนใจในการค้นคว้าประวัติศาสตร์

ซึ่งที่จริงแล้ว มีคนแย้งอยู่เสมอว่า เขาไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การบุกรัสเซียของนโปเลียนเลย แม้แต่ผิวเผิน ทำให้เขาประสบกับความพ่ายแพ้ในรัสเซียเช่นเดียวกับนโปเลียน หนึ่งในวีรบุรุษที่เขาโปรดปราน

บิดาของฮิตเลอร์ตายในปี ค.ศ. 1903 ครอบครัวของเขาย้ายไปเมือง Linz ที่นี่ฮิตเลอร์ตัดสินใจเรียนวาดภาพ อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ในการวาดภาพของเขา ได้ถูกทำลายลงด้วยการขาดความเพียรพยายามของเขา

ปี ค.ศ. 1907 เขาไม่ประสบความสำเร็จ ในการสอบเข้าเรียนศิลปะที่สถาบัน Vienna ในช่วงที่เขากำพร้าพ่อ เขาก็ดูมีความสุขดีกับการอยู่กับแม่ของเขา แม้ว่าเขาจะเขียนในหนังสือเรื่อง การต่อสู้ของข้าพเจ้า (Mein Kampf) ว่า เขาต้องออกไปทำงานไกลๆ เพื่อหาเลี้ยงตัวเองก็ตาม (forced to go far from home to earn his bread)

ในโรงเรียน ฮิตเลอร์ทำคะแนนตกหลายวิชา และถูกปฏิเสธที่จะให้เลื่อนชั้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเขาตั้งใจที่จะไปเป็นศิลปินวาดภาพ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก

ต่อมาเขาเลือกที่จะเรียนเปียนโน แล้วก็ถอดใจ เลิกเรียนอีก เขาย้ายมาเวียนนาเมืองหลวงของออสเตรีย (ฮิตเลอร์เป็นคนออสเตรีย ไม่ใช่คนเยอรมัน) ที่นี่เองที่เขาได้พบกับลัทธิชาตินิยม (Nationalism) และลัทธิการแบ่งแยกเชื้อชาติ (Racism) อันนำมาซึ่งชนวนแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มวลมนุษยชาติเคยรู้จัก

ฮิตเลอร์อาสาสมัครเข้าร่วมรบกับกองทัพเยอรมันภายใต้การนำของพระเจ้าวิลเฮล์ม ไกเซอร์ (Kaiser) โดยอยู่ในกรมบาวาเรียนที่ 16 (the 16th Bavarian Regiment) ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งๆที่เขามีปัญหาด้านสุขภาพ


ฮิตเลอร์ขณะร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1


ในกองทัพนี่เอง ที่ทำให้ชีวิตที่เพ้อฝัน และขาดการเอาจริงเอาจังของเขาเปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนที่มีระเบียบวินัย สนุกสนาน ร่าเริง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ พร้อมที่จะรับภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตราย จนได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่ 2 (the Iron Cross Second Class) ซึ่งภายหลังถูกยกระดับให้เป็นเหรียญชั้นที่ 1

เป็นที่น่าสังเกตุคือ เขาได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับเหรียญกล้าหาญนี้ โดยฝ่ายเสนาธิการประจำกรมของเขา ซึ่งเป็นคนยิว ชนชาติที่จะถูกเขาทำลายล้างในห้วงเวลาต่อมา ฮิตเลอร์มีความภาคภูมิใจในเหรียญกล้าหาญนี้มาก เขาจะประดับเหรียญตรานี้เพียวเหรียญเดียวอยู่เสมอ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้สิ้นสุดลง พร้อมๆกับความพ่ายแพ้ของเยอรมัน ฮิตเลอร์เองก็ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษจากฝ่ายอังกฤษ เยอรมันถูกจำกัดในทุกๆด้าน ด้วยสนธิสัญญาแวร์ซาย (The Treaty of Versailles)

ฮิตเลอร์มีความเชื่อว่า ความพ่ายแพ้ของเขา และกองทัพเยอรมัน เกิดขึ้นมาจากศัตรูที่อยู่ภายใน (Enemy within) มากกว่า ความพ่ายแพ้ต่อกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร เขาเชื่อว่าศัตรูที่อยู่ภายในนั้น หักหลังประเทศเยอรมัน พวกนั้นก็คือ พวกยิว พวกคอมมิวนิสต์ หรือมาร์กซิส และพวกนักการเมือง สนธิสัญญาแวร์ซายจำกัดทุกอย่าง กองทัพเยอรมันถูกลดลงเหลือเพียง 100,000 คน เศรษฐกิจของประเทศเยอรมันถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพที่สิ้นหวัง

ในขณะเดียวกัน ลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็เริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากการล้มราชวงศ์โรมานอฟ ของพระเจ้าซาร์ในประเทศรัสเซีย และแผ่ขยายเข้าสุ๋เยอรมัน มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในเยอรมัน ฮิตเลอร์ซึ่งสังกัดอยู่ในลัทธิชาตินิยมขวาจัด ได้นำกำลังเข้าโจมตีสหภาพแรงงานซึ่งเป็นหัวหอกของพวกคอมมิวนิสต์ ตลอดจนกลุ่มธุรกิจของฝ่ายคอมมิวนิสต์

ผู้นำกลุ่มของฮิตเลอร์ในขณะนั้นคือ Anton Drexler ประกาศว่า พรรคชาตินิยมของเขาจะไม่มีชนชั้นเหมือนพวกคอมมิวนิสต์ เป็นองค์กรสังคมนิยมชาตินิยม (คอมมิวนิสต์เองก็เป็นสังคมนิยมเช่นกัน แต่เป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งอยู่ในซีกซ้ายจัด) มีการก่อตั้งลัทธิสังคมนิยมชาตินิยมขึ้น เรียกว่า National Socialist German Workers' Party หรือเขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า National Sozialistische Deutsche Arbeiter Partei ภายหลังเรียกสั้นๆว่า National Sozialist หรือ NAZI นั่นเอง

11 พ.ย. 1923 ฮิตเลอร์และพลพรรคนาซีของเขาพยายามทำการปฏิวัติ แต่ไม่สำเร็จ เขาถูกจับพร้อมกับพรรคพวกของเขา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ Munich Putch เขาถูกจำคุก ด้วยโทษ 5 ปี แต่จริงๆ เขาถูกจำคุกเพียงแค่ 9 เดือนเท่านั้น หนังสือพิมพ์ต่างตีพิมพ์คำให้การ คำสัมภาษณ์ของเขา ที่ต้องการฟื้นฟูประเทศเยอรมัน ระหว่างที่ติดคุก เขาเขียนหนังสือชื่อ การต่อสู้ของข้าพเจ้า (Mein Kampf) ความพ่ายแพ้ของเขาในครั้งนี้ กลับทำให้เขาได้รับความนิยมมากขึ้น

ในเดือน พ.ค. 1927 ถึง 1928 ฮิตเลอร์ถูกห้ามกล่าวคำปราศรัยในที่สาธารณะ และในปี 1928 นี่เองที่ฮิตเลอร์เช่าวิลล่าที่ Obersalzberg ที่นี่เขาได้พบกับ Angela Raubal พี่สาวต่างมารดาของฮิตเลอร์ ซึ่งเข้ามาในฐานะแม่บ้านพร้อมด้วยลูกสาวคือ Geli Raudal เป็นครั้งแรกที่ฮิตเลอร์ตกหลุมรักสาวน้อย Geli อย่างบ้าคลั่ง บางทีอาจจะเป็นครั้งเดียวที่เขาตกหลุมรักในชีวิตของเขาทั้งชีวิต

พรรคนาซีเริ่มได้รับความนิยมอีกครั้งจากการนำทางของ Gregor Strasser ผู้ร่วมงานของฮิตเลอร์ จากยอดของสมาชิกพรรคนาซี ในปี 1927 ที่มีอยู่ประมาณ 72,000 คน ได้เพิ่มเป็น 178,000 คนในปี 1929 หรือเพียง 2 ปีต่อมา

ในปี 1929 นี้เอง ที่ Heinrich Himmler นักธุรกิจที่ร่างกายอ่อนแอ และล้มเหลว ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้นำระดับสูงสุดคนหนึ่งของพรรคนาซี ได้ทิ้งฟาร์มเลี้ยงไก่ของเขา เข้าร่วมกับฮิตเลอร์ และได้เป็นหัวหน้าหน่วย Waffen SS (Armed SS) ซึ่งเป็นหน่วยอารักขาของฮิตเลอร์ (Hitler bodyguarde) โดยในขณะนั้นมีจำนวนเพียง 200 คน แต่ก็เป็นสองร้อยคนที่คัดสรรมาเป็นอย่างอย่างดี เพื่อคานอำนาจกับหน่วย SA

ในขณะเดียว เออร์เนส โรห์ม (Ernest Rohm) คนสนิทของฮิตเลอร์ ที่ได้ก่อตั้งกองกำลัง SA (Strumabtielung) -สตุมอับไทลุง- เพื่อเป็นกองกำลังส่วนตัวของฮิตเลอร์ แต่โรห์ม เริ่มทำตัวเป็นเอกเทศ และมีทีท่าว่าจะไม่สามารถควบคุมได้ กองกำลัง SA เองก็ดูเหมือนจะเชื่อฟังโรห์ม มากกว่า ฮิตเลอร์ ในปี 1930 จำนวนของ SA และ SS มียอดเพิ่มสูงขึ้นถึง 100,000 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากองทัพเยอรมัน (Reichswehr) ในขณะนั้น ที่ถูกจำกัดโดยสนธิสัญญาแวร์ซายเสียอีก

ตอนนี้หนทางสู่ความสำเร็จ ดูเหมือนจะถูกวางอยู่ข้างหน้าของฮิตเลอร์แล้ว เขาเริ่มวางแผนการจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 1928 แฮร์มาน เกอริง (Herrmann Goering) ซึ่งต่อมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน หรือ ลุฟวาฟ (Luftwaffe) และ โจเซฟ เกบเบิล (Goebbels) ซึ่งต่อมารับผิดชอบงานด้านการประชาสัมพันธ์ของพรรคนาซี ได้รับเลือกเข้าสู่สภาไรซ์สตาค (Reichstag)

ฮิตเลอร์รู้ดีว่า เศรษฐกิจของเยอรมันขณะนั้น อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคง เต็มไปเงินกู้ยืมจากต่างประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจหลังสงครามของรัฐบาลเยอรมันในขณะนั้น ก็ไม่ได้มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม ฮิตเลอร์มองว่า ความมั่งคั่งทางอุตสาหกรรม จะเป็นหนทางนำไปสู่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้เยอรมัน มีอิสรภาพทางการเงิน ฮิตเลอร์จึงประกาศว่า พรรคนาซี เป็นพรรคที่นิยมการค้าเสรี (Free Enterprise) และจะใช้อุตสาหกรรมนำความมั่งคั่งมาสู่เยอรมัน

ปลายปี 1930 ฮิตเลอร์ได้รับทุนจาก Emil Kirdorf ผู้นำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของเยอรมัน เงินจำนวนนี้ได้สร้างพรรคนาซีให้ก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ พระราชวัง Barlow ถูกเช่าเป็นสถานที่ต้อนรับแขกของพรรค เปลี่ยนชื่อเป็น The Brown House นอกจากนี้ฮิตเลอร์ยังใช้เงินจำนวนนี้ รณรงค์ทางการเมือง และพิมพ์ใบปลิวปลุกจิตสำนึกของคนเยอรมันอย่างมากมาย ส่งผลให้พรรคนาซีมีสมาชิกเพิ่มเป็นกว่าครึ่งล้านคน ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรจะหยุดยั้งฮิตเลอร์ได้อีกต่อไปแล้ว

ในทางตรงกันข้าม ประเทศเยอรมันกลับวิ่งสวนทางกับพรรคนาซี ผลจากเศรษฐกิจตกต่ำ (the great depression) ส่งผลให้เยอรมันกลายเป็นหนี้อย่างมหาศาล ค่าเงินมาร์กตกต่ำ สภาไรซ์สตาค ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก

เดือน ก.ย. 1930 มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคนาซีประสบความสำเร็จอย่างมาก จากนโยบายที่ฮิตเลอร์ใช้หาเสียง ความสำเร็จนี้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคน แม้กระทั่งตัวฮิตเลอร์เอง โดยพรรคนาซีได้รับเสียงถึง 6,500,000 เสียง ได้ที่นั่งถึง 107 ที่นั่งในสภา เป็นพรรคใหญ่อันดับสอง จากเดิมที่เคยมีเพียง 12 ที่นั่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 1928 ไม่เพียงแต่พรรคนาซีเท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จ พรรคคอมมิวนิสต์ก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 23 ที่นั่งเป็น 77 ที่นั่ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนเยอรมันเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่าย เพื่อหาทางสู้กับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ

ผู้นำพรรคนาซีทั้งหกคน ประกอบด้วย ฮิตเลอร์ สตราสเวอร์ (Strasser) โรห์ม (Roehm) เกอริง (Goering) เกิบเบิล (Goebbels) และ ฟริค (Frick) ต่างช่วยกันบริหารงานพรรค และขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ในเดือน ก.ค. 1932 พรรคนาซีได้รับความนิยมสูงทึี่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสามารถครองที่นั่งในสภาได้ถึง 230 ที่นั่งจากที่นั่งทั้งหมด 608 ที่นั่งในสภา

อย่างไรก็ตาม จากการบริหารที่ผิดพลาดของ เกอริง ที่ได้รับเลือกเป็นประธษนสภา ได้นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้ที่นั่งของพรรคนาซีลดลงเหลือ 196 ที่นั่งจากทั้งหมด 584 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์กลับได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 100 ที่นั่ง และแม้จะมีความพยายามในการหยุดยั้งฮิตเลอร์จากหลายๆฝ่าย ในวันที่ 30 มกราคม 1933 ฮิตเลอร์ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี (Chancellor)

24 ก.พ. 1933 พลพรรคนาซีของฮิตเลอร์ ในสังกัดของเกอริง บุกเข้าไปในที่ทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งพบหลักฐานว่า พวกคอมมิวนิสต์กำลังวางแผนจะปฏิวัติ อีก 3 วันต่อมา คือ 27 ก.พ. เกิดไฟไหม้รัฐสภา ผู้นำนาซีหลายคนเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุกลางดึก พร้อมทั้งประกาศว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากการกระทำของพวกคอมมิวนิสต์

รุ่งขึ้นฮิตเลอร์เข้าพบประธานาธิบดีฮินเดนเบอร์ก เพื่อออกกฏหมายฉุกเฉิน ยกเลิกสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน จากนั้น พวกคอมมิวนิสต์กว่า 4,000 คนก็ถูกจับและถูกกวาดล้างอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในภายหลังมีหลักฐานว่าผู้วางเพลิงรัฐสภานั้น ก็คือคนของพรรคนาซี ที่กระทำตามบัญชาของเกอริง

ช่วงนี้เองที่หน่วย เอส เอ (SA) ของโรห์มมีอำนาจมาก และแสดงท่าทีที่บ่งบอกถึงความไม่ภักดีต่อฮิตเลอร์ และมุ่งภักดีต่อโรห์ม ในที่สุด ฮิตเลอร์ก็ตัดสินใจทำลายองค์กร SA ในวันที่ 6 มิ.ย. 1934 ณ โรงแรม Tegernsee ซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 ไมล์จากมิวนิค โรห์ม พร้อมกับเด็กหนุ่มคู่ขาของเขา (โรห์มเป็นเกย์ และใช้ SA ในการหาเด็กหนุ่มมาเป็นคู่ขา) ถูกจับ

ทหารเอส เอส ได้รับคำสั่งจากฮิตเลอร์ ให้ยื่นโอกาสแห่งเกียรติยศด้วยการฆ่าตัวตายกับโรห์ม ทหารเอส เอส วางปืนให้เขา แล้วออกมา เวลาผ่านไป 10 นาที โดยที่ไม่มีเสียงปืน ทหารเอส เอส จึงเดินเข้า แล้วจ่อยิงโรห์มจนเสียชีวิต พร้อมกันนั้น หัวหน้าหน่วย SA ก็ถูกจับตัว บ้างถูกขัง บ้างถูกสังหารโดยทหารเอส เอส ซึ่งได้ก้าวขึ้นมาแทนกองกำลัง SA

กองกำลังเอส เอส ถูกฝึกขึ้นมาเพื่อให้จงรักภักดีต่อฮิตเลอร์อย่างปราศจากคำถามใดๆทั้งสิ้น และเขาก็ภูมิใจในหน่วยนี้เป็นอย่างมาก
เดือนเม.ย. 1934 สุขภาพของประธานาธิบดีฮินเดนเบอร์ก (Hindenburg) ประธานาธิบดีเยอรมันในขณะนั้นไม่สู้ดีนัก เขาเสียชีวิตในวันที่ 2 สิงหาคม 1934

สามชั่วโมงหลังจากนั้นฮิตเลอร์ได้ประกาศรวมตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี (บางทีเรียกว่าอัครมหาเสนาบดี - Chancellor) เข้าด้วยกันและตั้งตัวเองเป็นประมุขของรัฐและผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือที่เรียกว่า ผู้นำ (Fuhrer) ทำให้เยอรมันก้าวเข้าสู่ความเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบนับแต่นั้นเป็นต้นมา


อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ถ่ายที่หน้ามหาวิหารในเมืองนูเรมเบอร์ก (Nuremberg) ในปี 1934 ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่พรรคนาซีของเขากำลังเรืองอำนาจอย่างมาก


ในขณะที่ฮิตเลอร์ขึ้นดำรงตำแหน่งนั้น เยอรมันกำลังอยู่ในสภาวะล้มละลาย เศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงานมากมายมหาศาล เมื่อเขาได้เป็นผู้นำ ระหว่างปี 1934 - 1938 เขาทำการสร้าง และฟื้นฟู อุตสาหกรรมภายในประเทศ อย่างขนานใหญ่ มีการสร้างอาวุธ อย่างชนิดที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

การพัฒนาเป็นไปอย่างก้าวกระโดด เขาฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายทิ้ง อย่างไม่เกรงกลัว ชาวเยอรมันต่างพากันยกย่องฮิตเลอร์ ในฐานะผู้ที่พลิกโชคชะตาของชาติ จากความล้มละลาย กลับสู่ความเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง ฮิตเลอร์ประกาศว่า อาณาจักรไรซ์ที่สามของเขา จะมีอายุยืนยาวนับพันปี

ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มสร้างความมั่นคงภายนอก เพื่อประวิงเวลาการรุกรานจากภายนอกออกไป ทำให้เยอรมันไม่ต้องพะวักพะวนกับสงครามที่อาจจะมีขึ้น และสามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่ เช่น เซ็นสนธิสัญญาไม่รุกรานกันและกันระหว่างเยอรมันกับโปแลนด์ เพื่อทำให้มั่นใจว่า โปแลนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสจะไม่รุกรานเยอรมัน หากเยอรมันรบกับฝรั่งเสส หรือในกรณีที่เยอรมันบุกฝรั่งเศส

ในเดือนมีนาคม 1935 ฮิตเลอร์เริ่มสร้างกองทัพอย่างขนานใหญ่ กองทัพอากาศ หรือ Luftwaffe ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ จริงๆแล้วเยอรมันมีการฝึกนักบินมาล่วงหน้านี้อย่างลับๆ มากว่าสองปีแล้ว ในนามนักบินพลเรือน

ขณะเดียวกันชาวเยอรมันที่อยู่ในออสเตรีย โปแลนด์ และเชคโกสโลวาเกีย ต่างก็พากันสนับสนุนรัฐบาลให้เข้าร่วมกับเยอรมัน

ปี 1933 ฮิตเลอร์วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของเยอรมัน โดยมอบให้ Dr. Schacht อดีตผู้ว่าการธนาคารไรซ์ (Reichbank) เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งแผนการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมาก และส่งผลให้ ปี 1937 เยอรมันสามารถลดจำนวนคนว่างงานลงได้จำนวนมาก สร้างผลผลิตทางอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมหาศาล ยกระดับคูณภาพชีวิตของชาวเยอรมันให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ชาวเยอรมันล้วนต่างภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติเยอรมัน ซึ่งคงจะโทษชาวเยอรมันไม่ได้ ที่มีความรู้สึกภาคภูมิใจเช่นนี้ เพราะสิ่งมหัศจรรย์ที่ฮิตเลอร์สร้างขึ้นให้กับประเทศเยอรมันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ ในพื้นที่ใดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดขึ้นในประเทศที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 และถูกควบคุมในทุกรูปแบบจากสนธิสัญญาแวร์ซาย อย่างเช่นประเทศเยอรมัน มันก็เป็นสิ่งที่ชาวเยอรมันควรจะภาคภูมิใจ และยกย่องฮิตเลอร์อย่างสุดขั้ว ในฐานะผู้สร้างชีวิตใหม่ ผู้สร้างอนาคตและความหวังของชาติ

เมื่อเยอรมันมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ฮิตเลอร์ก็เริ่มมองไปที่การครอบครองยุโรปและการสร้างอาณาจักรไรซ์ที่สาม โดยแผนการแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 1936 ฮิตเลอร์เซ็นสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างเยอรมัน กับรัสเซีย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า สงครามทางด้านรัสเซียจะไม่เกิดขึ้น ในขณะที่เยอรมันยังไม่พร้อม

ขณะเดียวกัน กองทัพเยอรมันก็กำลังเตรียมการครั้งใหญ่สำหรับสงคราม กรมทหารใหม่ถูกจัดตั้งขึ้น ทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกเรียกเข้ามาเป็นครูฝึกให้กับทหารใหม่

วันที่ 7 มี.ค. 1936 ฮิตเลอร์เคลื่อนกำลังเข้ายึดครอง Rhineland โดยอังกฤษและฝรั่งเศสไม่มีการต่อต้าน และเป็นการพิสูจน์ว่า สนธิสัญญาแวร์ซายที่จำกัดสิทธิทุกอย่างของเยอรมัน ได้ถูกฉีกทิ้งอย่างสิ้นเชิงโดยเยอรมัน และสันนิบาตชาติ (League of Nations) หมดสิ้นอำนาจลงอย่างสิ้นเชิง


ฮิตเลอร์ ในการชุมนุมใหญ่ของพรรคนาซี เมื่อ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1936 ที่นครเบอร์ลิน


ขณะเดียวกัน กองทัพเยอรมันได้เพิ่มจำนวนถึงกว่าหนึ่งล้านคน ฮิตเลอร์เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่า ไม่ว่าอังกฤษ หรือฝรั่งเศส หรือใครก็ตาม ไม่สามารถหยุดยั้งอาณาจักรไรซ์ที่สามได้อีกแล้ว

เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ได้ประกาศเตือนโลกว่า สงครามกำลังใกล้เข้ามา อันตรายรออยู่ข้างหน้า แต่ผู้คนที่หวาดกลัวสงคราม ต่างก็พยายามทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเตือนนี้ โดยเชื่อว่า การประนีประนอมกับเยอรมัน จะทำให้โลกพ้นจากสงครามได้

ต่อมาเกิดสงครามกลางเมืองในสเปน ฮิตเลอร์ไม่รอช้าที่จะส่งรถถัง เครื่องบิน และที่ปร฿กษาทางเทคนิค เข้าไปช่วยในนาม กองกำลังคอนดอร์ (Condor Legion)

ฮิตเลอร์ส่งกองกำลังคอนดอร์ ลีเจี้ยน (Condor Legion) เข้าไปสนับสนุนสงครามกลางเมืองในสเปน ฝ่ายของนายพลฟรังโก จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับกำลังพลของเขา ในขณะเดียวกันอิตาลี ภายใต้การนำของจอมเผด็จการมุสโสลินี ก็ส่งทหารเข้าร่วมกับนายพลฟรังโก กว่า หกหมื่นคน

กองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe) ได้ทำการทดลองการใช้เครื่องบินแบบสตูก้า (Stuka) ในการดำทิ้งระเบิด เพื่อพัฒนาเทคนิคต่างๆ เมื่อนำมาใช้ในการเตรียมการรุกแบบสายฟ้าแลบที่เยอรมันได้เตรียมการไว้

ภายหลังสงครามกลางเมืองในสเปน กล่าวกันว่า กองทัพอากาศเยอรมันมีนักบินที่มีประสบการณ์มากกว่าชาติใดๆในโลกทีเดียว

การร่วมกันในสงครามกลางเมืองในสเปน ยังทำให้อิตาลีเข้ามาร่วมเว็นสัญญาเป็นฝ่ายอักษะกับเยอรมันในวันที่ 21 ต.ค. 1936 ทั้งๆที่ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อิตาลีอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเยอรมัน แผนการดึงอิตาลีออกจากฝ่ายสัมพันธมิตรของฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จเกินคาด

ในเดือน พ.ย. ปีเดียวกัน เยอรมันก็เซ็นสัญญา Anti-Comintern กับญี่ปุ่น เพื่อเป็นการรับประกันว่า ญี่ปุ่นจะไม่ทำสัญญาใดๆกับรัสเซีย โดยปราศจากการยินยอมของคู่สัญญา โลกได้เกิดฝ่ายอักษะขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว นั่นคือ เยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น

วันที่ 30 ม.ค. 1937 ฮิตเลอร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาไรซ์สตาร์ค (Reichstag) ว่า เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่สงคราม หากแต่อยู่ที่การสร้างชาติเยอรมัน การยกระดับความอยู่ดีกินดีของชาวเยอรมัน การสร้างความมั่นใจให้กับชาวเยอรมันในชีวิตและความเป็นอยู่ รวมไปถึงการสร้างความเป็นมหาอำนาจทางทหารทั้งทางบก เรือและอากาศของเยอรมัน

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 1937 ฮิตเลอร์อุทิศเวลาให้กับการสร้างความสัมพันธ์กับอิตาลี มุสโสลินีตกลงที่จะเดินทางมาเยือนเยอรมันเป็นครั้งแรก

ในปี 1938 นายกรัฐมนตรีของออสเตรียได้รับเชิญให้ไปเยือนเยอรมัน ฮิตเลอร์เรียกร้องให้มีการรวมประเทศ(anexation) Schuschnigg นายกรัฐมนตรีของออสเตรีย ไม่กล้าให้คำตอบ ฮิตเลอร์สั่งการให้กองทัพอากาศเตรียมการโจมตี

รัฐสภาออสเตรีย ทำการขอมติประชาชนชาวออสเตรียว่าจะผนวกดินแดนกับเยอรมันหรือไม่ (ฮิตเลอร์เกิดในออสเตรีย และในออสเตรียก็มีชนชาวเยอรมันเป็นจำนวนมาก) แม้จะมีเสียงคัดค้าน วันที่ 11 มีนาคม 1938 ฮิตเลอร์เรียกร้องให้มีการรวมประเทศ วันต่อมา กองทัพเยอรมันก็ยาตราเข้าสู่ออสเตรีย ประกาศผนวกดินแดนภายใต้ชื่อ Anschluss แท้ที่จริงแล้ว ผลการออกเสียง ชาวออสเตรียลงคะแนน 99 เปอร์เซนต์ให้ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน นับการรวมดินแดนที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่งของฮิตเลอร์

เมื่อทหารเยอรมันกรีธาทัพเข้าไปในออสเตรีย ชาวยิวจำนวนมากถูกจับ ค่ายกักกันที่ Mauthausen ได้ถูกจัดตั้งขึ้น และสังหารชาวยิวไปถึง 35,318 คน จนสิ้นสุดสงคราม



ฮิตเลอร์เริ่มมองไปที่เชคโกลโลวาเกียเป็นเป้าหมายต่อไป ในขณะเดียวกัน ชาวเยอรมันต่างก็พากันชื่นชมความสำเร็จของฮิตเลอร์และพรรคนาซีของเขา โดยเฉพาะการขยายดินแดนโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ อะไรจะน่าภาคภูมิใจไปกว่า การขยายดินแดนโดยไม่มีการสู้รบ และการสูญเสีย

ซูเดเตน (Sudeten) คือแคว้นหนึ่งในเชคโกสโลวาเกีย มีประชากร กว่าสามล้านครึ่งเป็นเยอรมัน จากประชากรทั้งหมด 10 ล้านคน ผู้คนพูดภาษาเยอรมัน มีวัฒนธรรมเยอรมัน แต่ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันเลย

ในวันที่ 28 มีนาคม 1938 ผู้นำนาซีในซูเดเตน คอนราด เฮนไลน์ (Konrad Henlein) เข้าพบฮิตเลอร์ ในขณะนั้นซูเดเตนเป็นส่วนหนึ่งของเชคโกสโลวะเกีย และเชคโกสโลวะเกียเอง ก็ปกครองโดยชนกลุ่มน้อย ในขณะที่ชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ เป็นชาวเยอรมัน ฮิตเลอร์บอกคอนราด ให้เรียกร้องต่อรัฐบาลเชคโกสโลวะเกียว่า ชาวซุเดเตนต้องการปกครองตนเอง ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็รู้ว่า ข้อเรียกร้องนี้รัฐบาลเชค ไม่สามารถจะยอมรับได้

ในเดือนเมษายน และพฤษภาคม 1938 อังกฤษและฝรั่งเศส ขอให้รัฐบาลเชค มอบซูเดเตนให้กับเยอรมัน เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งที่อาจจะมีขึ้น ฮิตเลอร์ยินดีกับการเรียกร้องดังกล่าว พร้อมๆกับให้สัมภาษณ์ถึงความแข็งแกร่งของกองทัพเยอรมันที่เรียงรายอยู่ตามแนวชายแดนเชคโกสโลวะเกีย

ปลายเดือนพฤษภาคม ฝ่ายข่าวกรองอังกฤษเชื่อว่า เยอรมันเตรียมพร้อมที่จะบุกเชคโกสโลวะเกีย ในขณะที่รัฐบาลเชคเอง ก็พร้อมที่จะสู้ มาถึงตอนนี้ ฮิตเลอร์ถอยหลังมาหนึ่งก้าว พร้อมประกาศว่า เยอรมันไม่มีความตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรงในกรณีซูเดเตน ทั้งลอนดอนและปารีส ต่างพอใจกับการสั่งสอนฮิตเลอร์ในครั้งนี้ โดยหารู้ไม่ว่าแผนขั้นต่อไปของฮิตเลอร์พร้อมอยู่แล้ว

แผนการโจมตีเชคโกสโลวะเกียถูกวางไว้ ให้เปิดฉากในวันที่ 1 ตุลาคม 1938 ขณะที่ฝ่ายเสนาธิการของเยอรมันก็ขัดแย้งกันเองอย่างหนัก โดยอีกฝ่ายหนึ่งเกรงว่าการบุกเชคโกสโลวะเกีย จะทำให้เกิดสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะอังกฤษคงไม่ยอมให้เยอรมันครอบครองซูเดเตน โดยปราศจากการต่อสู้

เดือนมิถุนายน นายกรัฐมนตรีเนวิล แชมเบอร์เลน (Naville Chamberlain) ของอังกฤษในขณะนั้น กลับแสดงท่าทีออกมาว่า ประชาชนในซูเดเตนส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน จึงไม่สมควรที่อังกฤษจะเข้าไปก้าวก่ายปัญหาในซูเดเตน

ฮิตเลอร์บินไปพบแชมเบอร์เลนถึงอังกฤษ แชมเบอร์เลนรับประกันถึงการที่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหาอาจจะมีขึ้นได้ หากรัสเซียสนับสนุนเชคโกสโลวะเกีย เมฆหมอกแห่งสงครามปกคลุมไปทั่วยุโรป

ทุกฝ่ายคาดกันว่า การบุกของเยอรมันจะนำมาซึ่งสงคราม เด็กนักเรียนในลอนดอน และปารีส เตรียมการอพยพ หน้ากากกันแก๊สพิษถูกนำออกมาแจกจ่าย

อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ได้แสดงออกมาว่า เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาในการเปิดสงครามของนาซี เนื่องจากเขาตระหนักดีว่า เยอรมันยังไม่พร้อมกับสงครามครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการซูเดเตน โดยปราศจากสงคราม ปัญหาก็คือ เขาจะทำอย่างไร

ช่วงนี้เยอรมันและอิตาลีต่างร่วมกันเดินเกมทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะการแสดงออกมาว่า ซูเดเตนคือเป้าหมายสุดท้ายของฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้ต้องการสงคราม เช่นเดียวกับชาติยุโรปอื่นๆ ที่ต้องการสันติ

ฮิตเลอร์กับมุสโสลินี จอมเผด็จการฟาสซิสต์แห่งอิตาลี


จนในที่สุดเมื่อเวลา 0100 ของวันที่ 30 กันยายน 1938 อังกฤษและฝรั่งเศสก็ตกลงกันในข้อตกลงมิวนิค (the Munich Agreement) ที่จะมอบทุกสิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการ เพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม โดยจะยินยอมมอบดินแดน 10,000 ตารางไมล์ให้ ส่งผลให้เชคโกสโลวะเกียสูญเสียแหล่งถ่านหิน 66 เปอร์เซนต์ของตน พร้อมทั้งอีก 70 เปอร์เซนต์ของแหล่งพลังงานไฟฟ้า 86 เปอร์เซนต์ของแหล่งเคมี 70 เปอร์เซนต์ของแหล่งแร่เหล็ก

แชมเบอร์เลนกลับไปยังกรุงลอนดอน พร้อมด้วยถ้อยวาจาอมตะที่ว่า "สันติภาพในเวลาของเรา" (Peace in our time) เขาไม่รู้เลยว่า ในขณะที่เขากำลังตกลงกับฮิตเลอร์ที่มิวนิคนั้น ฮิตเลอร์ได้ตกลงกับมุสโสลินี ผู้นำอิตาลีว่า เมื่อเวลาแห่งสงครามมาถึง เยอรมันและอิตาลี จะร่วมกันต่อสู้กับอังกฤษ และฝรั่งเศส

ในที่สุดเยอรมันก็เข้าครอบครองซูเดเตน ตามด้วยการเข้าผนวกเชคโกสโลวะเกียทั้งประเทศ รัฐบาลเชคต่อสู้อย่างสิ้นหวัง โดยปราศจากความช่วยเหลือจากโลกภายนอก 15 มีนาคม 1939 ฮิตเลอร์ส่งทหารเข้ายึดโบฮีเมีย (Bohemia) และมอราเวีย (Moravia) และรุกเข้าสู่กรุงปราค (Prague) ยึดปราสาทโบราณของกษัตริย์โบฮีเมีย เป็นที่พำนักของฮิตเลอร์ ตามมาด้วยการเข้ายึดสโลวะเกียใน 16 มีนาคม 1939

เป็นอันว่า ด้วยกลยุทธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ยอดเยี่ยมของฮิตเลอร์ เชคโกสโลวะเกียก็ถูกครอบครองโดยเยอรมันในที่สุด และสุดท้ายหากใครได้อ่านหนังสือเรื่อง การต่อสู้ของข้าพเจ้า ของฮิตเลอร์ ก็จะทราบว่า เป้าหมายต่อไปของฮิตเลอร์ คือ โปแลนด์ นั่นเอง

ปี ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์ให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศเป็นอย่างมาก เขาแสดงถึงความเป็นอัจฉริยะบนหมากกระดาน แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาสามารถทำให้มหาอำนาจของโลก ต้องรอฟังคำปราศรัยแต่ละครั้งของเขา อย่างใจจดใจจ่อ

14 เม.ย. หลังจากอิตาลีส่งทหารรุกเข้าสู่อัลบาเนีย ประธานาธิบดีรูสเวลท์ (Roosevelt) ของสหรัฐอเมริกา ได้แสดงสุนทรพจน์ถึงฮิตเลอร์ เรียกร้องให้ฮิตเลอร์รับประกันว่า เยอรมันไม่มีความต้องการดินแดนในยุโรปมากกว่าที่เป็นอยู่

ฮิตเลอร์ตอบรูสเวลท์ ด้วยสุนทรพจน์ในรัฐสภาไรซ์สตาคของเยอรมัน กล่าวกันว่า สุนทรพจน์นี้ เป็นหนึ่งในยอดสุนทรพจน์ของฮิตเลอร์เท่าที่เคยแสดงมา เขาเปรียบเทียบพื้นที่การอยู่อาศัย (lebensraum - living space) ในสหรัฐอเมริกาว่า แม้อเมริกาจะมีประชากรมากกว่าเยอรมัน เพียงหนึ่งในสาม แต่ก็มีพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า เยอรมันถึงสิบห้าเท่า พื้นที่ที่กว้างใหญ่นี้ มิใช่ได้มาด้วยการเจรจาบนโต๊ะเจรจา หากแต่ได้มาด้วยการยึดครองและสงคราม (by occupation and war)

ฮิตเลอร์กล่าวอีกว่า ข่าวลือที่ว่าเยอรมันจะบุกสหรัฐนั้น ไม่เป็นความจริง และเป็นข่าวที่ผิดพลาด

ในระยะนี้ ฮิตเลอร์มีชื่อเสียงมาก เขาสามารถครอบครองดินแดนต่างๆ โดยแทบจะไม่ต้องสูญเสียอะไรเลย สิ่งที่เขามองเป็นก้าวต่อไป ก็คือ โปแลนด์ โดยมองไปที่ดานซิก (Danzig) ซึ่งตามสนธิสํญญาแวร์ซาย กำหนดให้ดานซิก ซึ่งเคยเป็นของเยอรมันมาก่อน กลายเป็นเมืองเปิด เยอรมันและโปแลนด์มีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้า ออก

ฮิตเลอร์เรียกร้องให้โปแลนด์คืนดานซิกให้กับเยอรมัน คำตอบจากโปแลนด์คือ คำตอบปฏิเสธ พร้อมทั้งมีสํญญาณให้เยอรมันเห็นว่า โปแลนด์พร้อมจะสู้

อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับฮิตเลอร์ก็คือ อังกฤษประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า จะช่วยปกป้องโปแลนด์ หากถูกเยอรมันโจมตี แต่อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ยังเชื่อว่า แชมเบอร์เลน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษนั้น อ่อนแอเกินกว่าที่จะเข้าร่วมในสงครามหากเขาบุกโปแลนด์

ฮิตเลอร์รู้ดีว่า ถ้าเขาสามารถโดดเดี่ยวโปแลนด์ออกจากอังกฤษ และฝรั่งเศสได้ การเข้าครอบครองโปแลนด์ของเยอรมันจะไม่เกิดปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแสนยานุภาพของนาซีเยอรมันในขณะนั้น กองทัพโปแลนด์ไม่อาจจะต้านทานได้เลย ปัญหาอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้อังกฤษเข้ามายุ่งเกี่ยวในปัญหานี้

เดือนเมษายน 1939 รัสเซียยื่นข้อเสนอไปยังอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อขอทำสนธิสัญญาสามฝ่าย คือ รัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส ในการร่วมมือทางทหาร หากโปแลนด์ถูกโจมตีจากเยอรมัน แต่อังกฤษปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวของรัสเซีย การปฏิเสธดังกล่าว เท่ากับเป็นการยืนยันสมมติฐานของฮิตเลอร์ที่ว่า อังกฤษจะพยายามทุกวิถีทาง ที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงคราม

เมื่ออังกฤษปฏิเสธข้อเสนอของตน รัสเซียซึ่งนำโดยโมโลตอฟ (Molotov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ก็ยื่นข้อเสนอมายังเยอรมัน เพื่อขอทำสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน (a Mutual Non-Aggression Pact)

ฮิตเลอร์มองวัตถุประสงค์ของสตาลิน ผู้นำรัสเซียออกว่า การยื่นข้อเสนอมายังเยอรมันนั้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามกับเยอรมัน และเพื่อหาโอกาสเข้าครอบครองดินแดนในยุโรปตะวันออก หากเกิดสงครามขึ้น เพราะหากรัสเซียเข้าครอบครองดินแดนใด เยอรมันก็ไม่สามารถขัดขวางได้ เพราะต่างมีสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน

ฮิตเลอร์นั้นยังคงจำประสบการณ์การลงนาม ในสนธิสัญญาร่วมกันทางทหาร ระหว่างเยอรมันกับอิตาลีได้ดีว่า มุสโสลินี ผู้นำอิตาลีได้คัดค้านการลงนามของฝ่ายอิตาลี เนื่องจากเกรงว่า อิตาลีจะถูกชักนำเข้าไปสู่สงครามร่วมกับเยอรมัน

แต่ฮิตเลอร์ก็ต้องการหลักประกันความมั่นคง ทางชายแดนตอนใต้ของยุโรป จึงส่งริบเบนทรอป (Ribbentrop) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมันไปเกลี้ยกล่อมมุสโสลินี โดยให้เหตุผลว่า เยอรมันก็ต้องการสันติภาพเช่นกัน เพียงแต่รอให้สถานการณ์ในฉนวนดานซิกยุติลงก่อน มุสโสลินีถึงยินยอมให้เคาน์ ซิอาโน (Count Ciano) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี ลงนามในสนธิสัญญาเหล็ก (the Pact of Steel) ในกรุงเบอร์ลินของเยอรมัน เมื่อ 21 พฤษภาคม 1939

เมื่อฮิตเลอร์จัดการปัญหาทางใต้ได้แล้ว เขาก็ต้องการความมั่นคงทางชายแดนด้านรัสเซีย อย่างน้อยตอนนี้ ก็ยังไม่ถึงเวลาที่เยอรมันจะรบกับรัสเซีย

ในวันที่ 22 สิงหาคม 1939 ฮิตเลอร์ก็ส่งริบเบนทรอปไปมอสโคว์ เมืองหลวงของรัสเซีย เพื่อร่วมลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ระหว่างเยอรมันกับรัสเซีย ในวันที่ 23 สิงหาคม ท่ามกลางความงุนงงของโลก เพราะต่างรู้ดีว่า นาซีเยอรมันนั้นเป็นศัตรูกับคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ถึงกับกล่าวว่า สนธิสัญญานี้ไม่ใช่สนธิสัญญาธรรมดาแน่นอน

เมื่อจัดการทางด้านรัสเซียเรียบร้อยแล้ว ฮิตเลอร์ก็ส่งข้อเสนอไปยังอังกฤษ ผ่านทางเอกอัครราชฑูตอังกฤษประจำกรุงเบอร์ลินว่า เยอรมันจะรับรองความปลอดภัยของเครือจักรภพอังกฤษ และจะจำกัดการเติบโตทางทหารของเยอรมัน หากอังกฤษสัญญาจะไม่เข้าร่วมในปัญหาโปแลนด์ อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนั้นเอง

ขณะที่ฮิตเลอร์กำลังพบกับเอกอัครราชฑูตฝรั่งเศส เขาก็ได้ข่าวว่า อังกฤษได้ลงนามความร่วมมือทางทหารกับโปแลนด์ ในกรณีที่คู่สัญญาถูกรุกรานที่กรุงลอนดอนแล้ว เป็นอันว่าความพยายามที่จะโดดเดี่ยวโปแลนด์ของเขาไร้ผล แผนการที่จะบุกโปแลนด์ในวันที่ 26 สิงหาคม 1939 ก็หยุดชะงักลงไปด้วยเช่นกัน

หลังจากที่อังกฤษลงนามความร่วมมือทางทหารกับโปแลนด์ ฮิตเลอร์มีความเครียดเป็นอย่างมาก คนใกล้ชิดถึงกับกล่าวว่า เขาดูแก่ลง เก็บตัวเงียบ นั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวเป็นเวลานานๆ จากอาการดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า เขาไม่ต้องการสงคราม ไม่ต้องการให้เกิดการล้มตาย แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการครอบครองโปแลนด์ หรืออาจจะครอบครองทั้งยุโรป โดยที่ไม่มีสงคราม ซึ่งในความเป็นจริงนั้น มันเป็นไปไม่ได้

สาเหตุ 3 อย่างที่สร้างความเครียดให้กับฮิตเลอร์ในช่วงนี้ คือ

1. แรงกดดันจากอังกฤษที่มีต่อเยอรมัน เกี่ยวกับปัญหาในโปแลนด์ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสงคราม

2. ฮิตเลอร์กำลังพยายามหาเงื่อนไข ที่จะขจัดความร่วมมือทางทหารระหว่างอังกฤษและโปแลนด์

3. ท้ายที่สุด ในกรณีที่หาทางออกอื่นใดไม่ได้ ฮิตเลอร์ต้องการพิชิตโปแลนด์ให้ได้เร็วที่สุด โดยใช้ สงครามสายฟ้าแลบ (Lightning war - Blitzkrieg) เพื่อให้การรบยุติลงก่อนที่อังกฤษและฝรั่งเศสจะส่งกำลังเข้ามาช่วย หรือเปิดแนวรบตามชายแดนเยอรมัน ฝรั่งเศส

ฮิตเลอร์ขบคิดปัญหาทั้งสามข้อตลอดเวลา 9 วันก่อนการบุกโปแลนด์ วันที่ 27 สิงหาคม 1939 ฮิตเลอร์ประกาศเส้นตายในการบุกโปแลนด์ว่าคือวันที่ 1 กันยายน 1939 ครั้นพอวันที่ 28 กันยายน อังกฤษก็ตอบปฏิเสธข้อเสนอของฮิตเลอร์ ที่จะรับประกันความปลอดภัยของเครือจักรภพอังกฤษ เพื่อแลกกับการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในปัญหาโปแลนด์ของอังกฤษ พร้อมกันนี้อังกฤษได้เปิดช่องทางออกให้เยอรมันว่า อังกฤษพร้อมที่จะเจรจากับเยอรมันในปัญหาดังกล่าว

ฮิตเลอร์แปลความหมายในการเสนอทางออกของอังกฤษโดยการเจรจาผิดพลาด เขามองว่าอังกฤษกำลังจะส่งสัญญาณว่า อังกฤษจะเจรจามากกว่าการทำสงคราม หากโปแลนด์ถูกโจมตี อันเป็นการยืนยันถึงความคิดของฮิตเลอร์ที่มองว่า แชมเบอร์เลน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษนั้น อ่อนแอเกินกว่าที่จะนำประเทศเข้าสู่สงคราม

มันเป็นความผิดพลาดของฮิตเลอร์ครั้งใหญ่ และผู้ที่จะได้รับผลกรรมจากการตัดสินใจผิดพลาดครั้งนี้คือ มวลมนุษยชาติทั้งโลก ที่จะต้องเผชิญกับมหาสงครามโลกครั้งที่สอง มหาสงครามแห่งการทำลายล้างครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประสบมา

เมื่อใกล้ถึงเส้นตาย ฮิตเลอร์ประกาศให้โปแลนด์ยอมแพ้ ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่ประเทศโปแลนด์ รัฐบาลโปแลนด์ปฏิเสธ โดยหวังว่า อังกฤษและฝรั่งเศสจะส่งทหารเข้าช่วยตนเอง หากเยอรมันเปิดฉากบุกโปแลนด์

และแล้วในรุ่งอรุณของวันที่ 1 กันยายน 1939 การบุกของเยอรมันก็เปิดฉากขึ้น ยานเกราะจำนวนมากมาย พร้อมทหารราบรุกข้ามพรมแดนเข้าสู่โปแลนด์ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศเยอรมันหรือลุฟวาฟ (Luftwaffe) กองทหารโปแลนด์ต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่ด้วยประสิทธิภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ต่างกันลิบลับ ทหารโปแลนด์จึงถูกกวาดล้างไปจากแนวรบอย่างไม่ยากเย็นนัก

ฮิตเลอร์รอคอยอย่างใจจดใจจ่อต่อปฏิกริยาของอังกฤษและฝรั่งเศส จนกระทั่งเวลา 0900 น. ของวันที่ 3 กันยายน 1939 เขาก็ได้รับข่าวจากลอนดอนว่า อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมันแล้ว ความวิตกของฮิตเลอร์เป็นความจริง ข่าวนี้แพร่ไปทั่วเยอรมัน ประชาชนต่างฟังข่าวด้วยความเงียบงัน ไม่มีใครต้องการให้สงครามเกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่คนเดียว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่เป็นสาเหตุของสงครามในครั้งนี้อย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ตอนนี้กองทัพบกของเยอรมัน หรือ แวร์มาร์ก (Wehrmacht) รุกเข้าสู่โปแลนด์อย่างรวดเร็ว และรุนแรง ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ความกังวลของฮิตเลอร์ที่มีมาแต่ต้นเริ่มลดลง ความกังวลเหล่านั้นถูกทดแทนด้วยความมั่นใจที่มีอย่างท่วมท้น

อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ก็พยายามวาดภาพว่า อังกฤษและฝรั่งเศสคงจะอยู่ในฐานะคู่สงครามกับเยอรมันไม่นานนัก เพียงแต่รอเวลาให้ปัญหาในโปแลนด์ยุติลงเท่านั้นเอง

ในวันที่ 6 ตุลาคม 1939 ฮิตเลอร์กล่าวสุนทรพจน์ที่ดูเหมือนจะเป็นการเสนอ "สันติภาพ" ให้กับอังกฤษ ซึ่งในสัปดาห์ต่อมา ข้อเสนอของเขาได้ถูกปฏิเสธโดย เชมเบอร์เลน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ การปฏิเสธของอังกฤษในครั้งนี้ ฮิตเลอร์ได้ใช้เป็นข้ออ้างว่า อังกฤษเป็นฝ่ายที่ต้องการให้สงครามยืดเยื้อ บานปลายออกไป

เป้าหมายที่แท้จริงของฮิตเลอร์ ที่ระบุไว้ในหนังสือเรื่อง Mein Kampf หรือ "การต่อสู้ของข้าพเจ้า" ที่เขาเขียนไว้ก่อนหน้านี้ก็คือ "ตะวันออก" หรือ "รัสเซีย" นั่นเอง ดังนั้นตะวันตก หรืออังกฤษและฝรั่งเศสจึงเป็นเป้าหมายรองของฮิตเลอร์เท่านั้น

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของเขา ฮิตเลอร์เริ่มเข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของฝ่ายเสนาธิการของกองทัพ ทั้งการวางแผน การประชุม และการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ซึ่งมีหลายครั้งที่มีความขัดแย้งระหว่างตัวเขาเองและเหล่าเสนาธิการของกองทัพ กล่าวกันว่า ยิ่งฮิตเลอร์เข้าไปก้าวก่ายการวางแผนของกองทัพมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมในการเป็นผู้บัญชาทหารสูงสุดของกองทัพมากขึ้นเท่านั้น

ในช่วงแรกๆ ฝ่ายเสนาธิการของกองทัพพยายามทัดทานการตัดสินใจของเขา ในการขยายวงของสงครามในยุโรปตะวันตกให้กว้างมากยิ่งขึ้น เพราะตระหนักดีถึงขีดจำกัดของกองทัพเยอรมัน แต่ฮิตเลอร์ก็ไม่สนใจคำทัดทานเหล่านั้น อาจเป็นเพราะฝ่ายเสนาธิการเหล่านั้น ไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของฮิตเลอร์ว่า "ต้องการกำจัดรัสเซีย" จึงจำเป็นต้องพิชิตยุโรปตะวันตกให้หมดสิ้นไปเสียก่อน

ในฤดูหนาวปี 1939 - 1940 สนธิสัญญาเหล็ก หรือ the Pact of Steelระหว่างเยอรมันกับอิตาลี ไม่ได้เป็นที่ชื่นชมของประเทศคู่สัญญาทั้งสองมากนัก เพราะเยอรมันยังคงพึ่งพารัสเซียในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม ฮิตเลอร์ดูจะให้ความสำคัญในการรักษาสัมพันธภาพกับรัสเซียมากกว่าอิตาลีเสียด้วยซ้ำไปในบางช่วง

ด้วยกลยุทธ์นี้เอง ทำให้ฮิตเลอร์แทบไม่มีความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามทางด้านรัสเซียเลย เยอรมันทุ่มเทกำลังทหารเข้าสู่ยุโรปด้านตะวันตกอย่างเต็มที่ เพื่อกำจัดฝรั่งเศสและอังกฤษ โดยคงกำลังทหารไว้ตามพรมแดนรัสเซียเพียง 7 กองพลเท่านั้น แม้แต่เกอริงยังยอมรับภายหลังสงครามว่า สนธิสัญญาที่ฮิตเลอร์ทำกับสตาลินนั้น เทียบเท่ากับการมีกำลังทหารเยอรมันตามพรมแดนรัสเซียในปี 1940 ถึง 50 กองพลเลยทีเดียว

นับเป็นความเฉลียวฉลาดในการวางแผนทางยุทธศาสตร์ของฮิตเลอร์ อีกครั้งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม หรือไม่อาจสบประมาทเขาได้

ในเดือนธันวาคม 1939 รัสเซียโจมตีฟินแลนด์ ส่งผลให้ฮิตเลอร์เริ่มมองเห็นภัยคุกคามแหล่งแร่เหล็กของเยอรมัน เขาเริ่มคิดถึงการรุกเข้าสู่นอรเวย์ แล้วผ่านลงมาในฮอลแลนด์ ป่าอาร์เดนส์ (Ardennes) และชายฝั่งของฝรั่งเศส ไปจนจรดช่องแคบอังกฤษ เพื่อตัดกองกำลังของฝรั่งเศสและอังกฤษออกจากหนทางสู่ทะเล อันเป็นการปิดทางหนีกลับไปที่เกาะอังกฤษ

ในเดือนเมษายน 1940 กองทัพเยอรมันก็รุกเข้าสู่นอรเวย์ การรุกประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง และในวันที่ 10 พฤษภาคม กองพลต่างๆ ของเยอรมันจำนวน 89 กองพล ก็เคลื่อนเข้ายึดกลุ่มประเทศต่ำ (The Low Countries)

ความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วของฮอลแลนด์และเบลเยี่ยม สร้างความประหลาดใจให้กับทุกฝ่าย แม้แต่ตัวฮิตเลอร์เอง ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่า ชัยชนะดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นายพล Halder ของเยอรมันกล่าวในวันที่ 17 พฤษภาคมว่า "ท่านฟืร์เร่อห์ (ผู้นำ - หมายถึงฮิตเลอร์) ตื่นเต้นอย่างมากกับความสำเร็จของเขาในครั้งนี้"

จากความตื่นเต้นในความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ฮิตเลอร์สั่งให้หยุดการรุกคืบหน้าของนายพลกูเดเรียน (Guderian - ผู้เป็นต้นกำเนิดของการใช้ยานเกราะในการรบแบบสายฟ้าแลบของเยอรมัน) เป็นเวลา 2 วัน

นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่หยิบยกประเด็นความล่าช้าในการรุก 2 วันนี้ว่า มีผลต่อโฉมหน้าของสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการให้เวลาในการหายใจแก่อังกฤษที่เปรียบเสมือนคนกำลังจะจมน้ำตายอยู่แล้ว สามารถมีชีวิตรอดขึ้นมาได้ในห้วงวินาทีสุดท้าย และส่งผลให้กำลังพลของอังกฤษและฝรั่งเศสจำนวนกว่าสามแสนคน สามารถข้ามช่องแคบอังกฤษที่ดันเคริก (Dunkirk) กลับอังกฤษไปได้ และรวมกำลังหวลกลับมาทำการรบกับเยอรมันอีกครั้ง

ในห้วงกลางเดือนมิถุนายน ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ จอมเปแตงของฝรั่งเศสถูกเยอรมันจับขึ้นเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด วีชี่ (Vichy) ของเยอรมัน ฮิตเลอร์สั่งการให้ฝรั่งเศสลงนามในสัญญายอมแพ้ต่อเยอรมัน บนขบวนรถไฟคันเดียวกับที่เยอรมันลงนามในสัญญายอมแพ้ต่อฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการลบรอยแค้นที่ฝังลึกในหัวใจของชาวเยอรมันทุกคน

จุดนี้เองที่เราสามารถมองเห็นถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนของฮิตเลอร์ ที่ยังหลงในกิเลส ความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง เพราะเมื่อเสร็จสิ้นการลงนามในสัญญายอมแพ้ของฝรั่งเศสแล้ว เขาก็ยังสั่งการให้ระเบิดตู้รถไฟคันดังกล่าวทิ้งเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องมีรถไฟตู้ดังกล่าวให้มาเป็นสถานที่ลงนามยอมแพ้อีกต่อไป

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ International Relations ยกฮิตเลอร์ให้เป็นตัวอย่างของกลุ่มสัจจนิยม หรือ realism ที่มองโลกว่า โลกนี้ความจริงแล้ว เต็มไปด้วยความโหดร้าย ผู้คนมีจิตใจป่าเถื่อน การที่จะมีชีวิตรอดในสังคมนี้ได้ มนุษย์จำเป็นต้องสร้างสมพลังอำนาจของตน เพื่อเอาชนะผู้อื่นให้ได้ ก่อนที่จะถูกผู้อื่นเอาชนะ หรือตกเป็นผู้แพ้นั่นเอง

คุณสมบัติดังกล่าวของกลุ่มสัจจนิยม มีอยู่อย่างครบถ้วนในตัวของฮิตเลอร์อย่างโดดเด่นและน่าประหลาดใจ

อย่างไรก็ตาม ในกลางปี 1940 ฮิตเลอร์ก็สามารถครอบครองยุโรปได้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนอรเวย์ เดนมาร์ก ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ก และฝรั่งเศส อีกทั้งยังสามารถขับไล่อังกฤษไปจนแทบจะตกทะเล นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สงครามของโลกเลยทีเดียว เป็นการอาศัยความอ่อนแอของฝ่ายตรงข้าม มาสร้างความได้เปรียบทางการเมือง และทางการทหาร อีกทั้งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันยิ่งใหญ่ ในการวางแผนยุทธศาสตร์ของฮิตเลอร์ที่ไม่มีใครสามารถจะปฎิเสธได้

แต่คำกล่าวที่ว่า "การได้มาซึ่งชัยชนะนั้นยิ่งใหญ่ก็จริง แต่การรักษาชัยชนะนั้นไว้ได้ นับว่ายิ่งใหญ่กว่า" ยังเป็นความจริงที่รอการพิสูจน์จากเขา

เมื่อครอบครองยุโรปไว้ได้แล้ว เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฮิตเลอร์คาดหวังว่า อังกฤษคงจะยอมเจรจายุติสงครามกับเยอรมัน เพื่อนำมาซึ่งสันติภาพ และเป็นอีกครั้งที่เขาต้องผิดหวัง เพราะตลอดช่วงฤดูร้อนของปี 1940 สงคราเหนือเกาะอังกฤษดำเนินไปอย่างรุนแรง ฮิตเลอร์วางแผนที่จะเปิดยุทธการ Sealion ซึ่งเป็นการบุกเข้าสู่อังกฤษ

แต่ยุทธการ Sealion เยอรมันจำเป็นต้องครองความเป็นเจ้าอากาศเหนือน่านฟ้าช่องแคบอังกฤษเสียก่อน เพื่อขจัดภัยคุกคามต่อเรือลำเลียงพลของเยอรมันที่ข้ามช่องแคบไปสู่เกาะอังกฤษ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกองทัพอากาศเยอรมันหรือลุฟวาฟ (Luftwaffe) ในการกวาดล้างฝูงบินอังกฤษออกไปจากน่านฟ้า แต่จอมพลแฮร์มาน เกอริง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมันก็ไม่สามารถทำได้



(โปรดติดตามตอนที่ 2)










Create Date : 22 พฤษภาคม 2552
Last Update : 7 กันยายน 2553 18:49:32 น. 14 comments
Counter : 4345 Pageviews.

 
ได้ความรู้มากเลยครับ

มาลงอีกนะครับ


โดย: NiGht pRincE IP: 58.64.71.173 วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:2:19:32 น.  

 
ฮิตเลอร์คือไอดอลของผมเลยครับ


โดย: เชอร์ชิล IP: 113.53.157.209 วันที่: 1 กันยายน 2552 เวลา:21:22:57 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: โต้ง IP: 192.168.20.145, 202.28.84.49 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:15:05:14 น.  

 
ดีใจมากๆค่ะ ที่เข้ามาเจอบล๊อกนี้

ทำให้ได้รู้คำตอบที่สงสัยมาน้านนานว่าทำไมฮิตเลอร์ ซึีงไม่จบโรงเรียนทหาร กลับสามารถกุมอำนาจสูงสุด และบัญชาการนายทหารผู้เก่งกล้าำได้

ขอบคุณค่ะ



โดย: ตวง IP: 124.120.165.62 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:22:07:15 น.  

 
ชอบที่สุดเลยอะ แม่แบบของผมเลย


โดย: บอย IP: 203.172.212.145 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2552 เวลา:12:37:31 น.  

 
ขอบคุณคะ ฉลาดขึ้นเป็นกองเลย


โดย: min IP: 110.49.172.85 วันที่: 27 ธันวาคม 2552 เวลา:11:04:22 น.  

 
ชอบมากครับแต่จบม่ค่อยรู้เรื่อง


โดย: นกกริด IP: 118.174.36.170 วันที่: 14 มกราคม 2553 เวลา:20:23:36 น.  

 
สุดยอดคน


โดย: nazimai IP: 118.173.118.203 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:14:39:08 น.  

 
good


โดย: james IP: 49.230.238.5 วันที่: 17 ธันวาคม 2553 เวลา:16:37:56 น.  

 
Hi there I am so excited I found your webpage, I really found you by error, while I was searching on Askjeeve for something else, Nonetheless I am here now and would just like to say thanks a lot for a remarkable post and a all round entertaining blog (I also love the theme/design), I don't have time to read it all at the moment but I have saved it and also added in your RSS feeds, so when I have time I will be back to read a great deal more, Please do keep up the great jb.
occhiali ray ban wayfarer moda e accessori http://www.jeffbates.com/index.php?it-occhiali-ray-ban-wayfarer-moda-e-accessori-24037.html


โดย: occhiali ray ban wayfarer moda e accessori IP: 192.99.14.34 วันที่: 13 ตุลาคม 2558 เวลา:7:13:54 น.  

 
Have you ever thought about including a little bit more than just your articles? I mean, what you say is fundamental and all. Nevertheless think of if you added some great photos or videos to give your posts more, "pop"! Your content is excellent but with images and clips, this site could certainly be one of the very best in its niche. Excellent blog!
ugg australia 123 http://www.jeffbates.com/index.php?it-ugg-australia-123-899.html


โดย: ugg australia 123 IP: 192.99.14.34 วันที่: 13 ตุลาคม 2558 เวลา:23:45:22 น.  

 
I'm gone to inform my little brother, that he should also go to see this weblog on regular basis to get updated from hottest reports.
occhiali ray ban gialli 2015 http://www.zelig-fr.com/assets/images/index.php?it-occhiali-ray-ban-gialli-2015-25575.html


โดย: occhiali ray ban gialli 2015 IP: 192.99.14.36 วันที่: 14 ตุลาคม 2558 เวลา:19:01:00 น.  

 
Paragraph writing is also a excitement, if you be acquainted with afterward you can write or else it is complex to write.
ugg scarpe estive http://poliambulatorio.centromax.it/wp-content/uploads/index.php?it-ugg-scarpe-estive-125.html


โดย: ugg scarpe estive IP: 192.99.14.36 วันที่: 16 ตุลาคม 2558 เวลา:6:16:39 น.  

 
Hello to all, how is everything, I think every one is getting more from this site, and your views are nice designed for new users.
official ugg boots http://www.biasimecc.com/wp-content/uploads/index.php?it-official-ugg-boots-5011.html


โดย: official ugg boots IP: 192.99.14.34 วันที่: 17 ตุลาคม 2558 เวลา:6:57:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.