VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ออตโต รีมาร์ อัศวินผู้พิทักษ์อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ตอนที่ 2

ออตโต รีมาร์

(Otto Remer)

อัศวินผู้พิทักษ์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากเหตุลอบสังหาร 20 กรกฎาคม ค..1944

ตอนที่ 2

จากหนังสือ เรื่อง "อัศวินของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น

 



ทหารของกองพลทหารราบกรอสส์ดอยช์ลันด์ในสมรภูมิด้านรัสเซีย จะสังเกตุเห็นตัวอักษร GD ซึ่งย่อมาจาก “กรอสส์ดอยช์ลันด์” บนอินทนูของเขา


อย่างไรก็ตาม ชื่อของ ออตโต รีมาร์ คงจะถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับนายทหารเยอรมันที่ห้าวหาญคนอื่นๆ หากไม่ได้เดินทางกลับมาจากแนวหน้า เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ ในกรุงเบอร์ลิน หรือ “วาคแบทไทโลน กรอสส์ดอยช์ลันด์” ซึ่งมีบทบาทในการยุติการยึดอำนาจ ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944

สำหรับหน่วย “วาคแบทไทโลน กรอสส์ดอยช์ลันด์” หรือ “กองพันป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์” (Wachbattailon Grossdeutschland ในภาษาเยอรมัน หรือ Guard Battalion  Grossdeutschland ในภาษาอังกฤษนั้น เป็นหน่วยที่จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ ตุลาคม ค..1942 เพื่อทำหน้าที่ในป้องกันกรุงเบอร์ลิน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง จัดกำลังพลจากกองพลทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” และถือว่าหน่วยนี้ เป็นหน่วยแยกของกองพลทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” โดยปรับหน่วยมาจาก “วาคแบตไทโลน เบอร์ลิน” (Wachbattailon Berlin) ดั้งเดิม ซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกันกรุงเบอร์ลิน มาตั้งแต่วันที่ เมษายน ค..1940 เนื่องจากในขณะนั้น มีชาวต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานทาส อยู่ในกรุงเบอร์ลินเป็นจำนวนนับล้านคน ทำให้มีความหวั่นเกรงกันว่า อาจจะมีการก่อความไม่สงบขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในกรุงเบอร์ลินมิได้มีแต่เพียงชาวต่างชาติที่อาจก่อความไม่สงบเท่านั้น หากแต่ยังมีกลุ่มบุคคล ที่ต้องการโค่นล้ม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะเมื่อวันที่ มิถุนายน ค..1944 ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรทำการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี ของประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้นายทหารระดับสูงของกองทัพเยอรมันจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าสงครามครั้งนี้ เยอรมันได้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างแน่นอนแล้ว ความสูญเสีย การนองเลือดและการล่มสลายของประเทศเยอรมัน เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะในเวลาเดียวกันนั้น กองทัพรัสเซียก็กำลังรุกโหมกระหน่ำเข้าสู่เยอรมัน ราวกับคลื่นทะเลที่บ้าคลั่ง ส่งผลให้เยอรมันต้องเผชิญกับศึกทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน

หนทางของกลุ่มผู้ก่อการที่วางแผน เพื่อรักษาประเทศเยอรมันเอาไว้ คือ การเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อหาหนทางยุติสงครามครั้งนี้ การเจรจานี้อาจนำไปสู่การยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไขของกองทัพเยอรมัน ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าการเจรจาดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซีของเขา ยังครองอำนาจอยู่ หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อการ คือพันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก นายทหารจากกองพลยานเกราะที่ 10 (10th Panzer Division) ที่มีประวัติการรบอย่างกล้าหาญในสมรภูมิแอฟริกา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเสียดวงตาซ้าย มือขวาขาด พร้อมกับถูกตัด 2นิ้ว ในมือซ้าย เขาได้เสนอหนทางในการกำจัด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ด้วยการลอบสังหารที่กองบัญชาการในปรัสเซียตะวันออก ซึ่งรู้จักกันในนาม “รังหมาป่า” (Wolfsschanze ในภาษาเยอรมัน หรือ Wolf's Lair ในภาษาอังกฤษและทำการยึดอำนาจในกรุงเบอร์ลิน ก่อนที่จะประกาศใช้แผนยุทธการ “วัลคีรี่” เพื่อป้องกันผู้สืบทอดอำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ คือ จอมพลแฮร์มานน์ เกอริง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน ขึ้นดำรงตำแหน่ง รวมทั้งเพื่อป้องกันหน่วย เอส เอส ของ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ เข้าควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด

แผนยุทธการ “วัลคีรี่” (Walküre ในภาษาเยอรมัน หรือ Valkyrie ในภาษาอังกฤษเป็นแผนยุทธการ (Operations Plan) ที่จะประกาศใช้ในสภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้กองกำลังสำรองของกองทัพเยอรมัน ดำเนินการเข้าควบคุมสถานการณ์ และรักษาความสงบเรียบร้อย อันอาจเกิดจากแรงงานต่างชาติ หรือเชลยศึกจำนวนมาก ที่ถูกเกณฑ์มาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมของเยอรมัน หรือควบคุมสถานการณ์จากความไม่สงบ อันอาจเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนท้องถิ่น จากภัยการโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร




พันเอกเคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก (ซ้ายมือของภาพ

ผู้วางแผนลอบสังหาร อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944



ก่อนการลอบสังหาร อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้มีการปรับปรุงแผนยุทธการ “วัลคีรี่” โดยกลุ่มผู้ก่อการ ซึ่งประกอบด้วย พลตรี เฟรดริก ออลบริคท์ (Friedrich Olbricht) ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการกองกำลังสำรองพลตรี เฮนนิ่ง ฟอน เทรสโก (Henning von Treschow) และพันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก เพื่อให้แผนดังกล่าวครอบคลุมถึงกองกำลังสำรองที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ควบคุมเมืองและสถานที่สำคัญต่างๆ แทนหน่วย เอส เอส ซึ่งเป็นกองกำลังส่วนตัวของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รวมถึงมีอำนาจจับกุมผู้นำระดับสูงของพรรคนาซีอีกด้วย

นอกจากนี้กลุ่มผู้ก่อการยังมองว่าการสังหาร อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะทำให้คำสัตย์ปฏิญานที่ทหารเยอรมันทุกคนได้ให้ไว้ ว่าต้องยึดมั่นและจงรักภักดีต่อตัวท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สิ้นสุดลงด้วย อันจะส่งผลให้นายทหารต่างๆ สามารถเข้าร่วมปฏิบัติการได้ โดยไม่ต้องกังวลต่อคำสัตย์ปฏิญานดังกล่าวนั้น

ในวันที่ 20 กรกฏาคม ค..1944 แผนการลอบสังหารก็เริ่มขึ้น เมื่อ เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก เดินทางไปยังกองบัญชาการ “รังหมาป่า” ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในปรัสเซียตะวันออก พร้อมด้วยระเบิด บรรจุไว้ในกระเป๋าเอกสาร เมื่อเข้าไปในห้องประชุมเขาได้วางกระเป๋าไว้ใต้โต๊ะประชุม ใกล้กับจุดที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยืนอยู่ ก่อนที่จะรีบออกมาจากห้อง

แต่หลังจากนั้น นายทหารคนสนิทของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ คือ พันเอก ไฮน์ซ แบรนท์ (Heinz Brandt) ได้ขยับกระเป๋าไปไว้อีกด้านหนึ่งของขาโต๊ะประชุมขนาดใหญ่ เมื่อถึงเวลา ระเบิดก็ระเบิดขึ้น มีผู้เสียชีวิต คน รวมทั้งพันเอก ไฮนซ์ แบรนท์ แต่ขาโต๊ะขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้โอ๊คหนา ได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะกำบังชั้นเยี่ยมให้กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำให้เขารอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

ในขณะเดียวกัน เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก ก็เดินทางกลับมายังกรุงเบอร์ลินพร้อมกับประกาศใช้แผนยุทธการ “วัลคีรี่” และทำการยึดอำนาจและจับกุมผู้นำพรรคนาซี โดยที่ไม่ทราบว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังคงมีชีวิตอยู่

ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ออตโต รีมาร์ มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพันป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ ในกรุงเบอร์ลิน พร้อมกับทำหน้าที่รักษาการณ์ ผู้บังคับการกรมป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์อีกตำแหน่งหนึ่ง โดยเริ่มรับตำแหน่ง ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ค..1944 ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เขากลับมาพักผ่อนเป็นระยะเวลา เดือน ก่อนที่กลับไปทำการรบในสมรภูมิรัสเซียอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นการปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกที่ไม่ได้อยู่ในแนวหน้าของ ออตโต รีมาร์ หน้าที่ของหน่วยป้องกันกรุงเบอร์ลินนี้ มักจะเน้นหนักไปในงานด้านทางพิธีการ เช่น จัดขบวนสวนสนาม เพื่อเป็นเกียรติให้กับคนสำคัญต่างๆ รวมทั้งทำหน้าที่ป้องกันรัฐบาล และเมืองหลวงของเยอรมัน เขาได้บันทึกเหตุการณ์ระหว่างความพยายามในการสังหาร อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และยึดอำนาจในกรุงเบอร์ลิน พอสรุปใจความได้ว่า

ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944 เขาเชิญนายทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากแนวหน้านายหนึ่งที่กำลังรักษาตัวอยู่ในเบอร์ลิน มาบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเยอรมันให้กับนายทหารสัญญาบัตร (ยศร้อยตรีขึ้นไปและนายทหารประทวน (นายทหารต่ำกว่าร้อยตรีลงมาของกองพันป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ ในกรุงเบอร์ลินได้รับฟัง 

เมื่อการบรรยายสิ้นสุดลง ก็ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกัน ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ออตโต รีมาร์ ก็พักผ่อนด้วยการว่ายน้ำ ระหว่างนั้นเองหน่วยของเขาก็ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อม ภายใต้แผนปฏิบัติการ “วัลคีรี่” (Valkyrie) ซึ่งกองพันป้องกันกรุงเบอร์ลินของ ออตโต รีมาร์ ก็อยู่ในรายชื่อหน่วยที่ต้องรับคำสั่งตามแผนปฏิบัติการ “วัลคีรี่” ด้วยเช่นกัน

เมื่อได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อม ออตโต รีมาร์ ก็รีบเดินทางไปศูนย์บัญชาการกรุงเบอร์ลิน (Berlin City Command Center) ทันที ณ ที่นั่นผู้บังคับหน่วยต่างๆได้มารวมกันอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครตัดสินใจทำอะไร ออตโต รีมาร์ จึงตัดสินใจเข้าไปพบ พลตรี คาร์ล เพาว์ เอมมานูเอล ฟอน ฮาส (Karl Paul Immanuel von Hase) ผู้บัญชาการกรุงเบอร์ลินโดยลำพังและได้รับการสรุปสถานการณ์ให้ฟังว่า “.. ท่านผู้นำประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนเสียชีวิต ทำให้เกิดความไม่สงบ กองทัพบกเป็นหน่วยรับผิดชอบในการเข้าควบคุมสถานการณ์ .. กองพันป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ สังกัดกรมป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังทั้งหมด เพื่อป้องกันและรักษาสถานที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งปิดล้อมกระทรวงสำคัญ ห้ามผู้คนเข้า ออก ไม่ว่าจะเป็นนายทหารชั้นนายพล หรือแม้กระทั่งรัฐมนตรีประจำกระทรวงนั้น นอกจากนี้ให้ปิดเส้นทางสำคัญและสถานีรถไฟใต้ดิน ..”

ออตโต รีมาร์ รู้สึกตกใจอย่างมากกับสถานการณ์ดังกล่าวและสอบถามกลับไปว่า ท่านผู้นำเสียชีวิตจริงหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ หรือการลอบสังหาร และความไม่สงบที่กล่าวถึงนั้นเกิดขึ้นที่ใด เพราะระหว่างเดินทางมายังศูนย์บัญชาการ เขาไม่พบการก่อความไม่สงบใดๆ เลย คำสั่งที่ให้กองทัพบกเป็นหน่วยรับผิดชอบในการควบคุมสถานการณ์นั้น สั่งการโดยผู้ใด และอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้สั่งการเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเกิดอะไรขึ้น ให้จอมพลแฮร์มานน์ เกอริง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแทน จอมพลแฮร์มานน์ เกอริง สั่งการอย่างไรบ้าง

คำถามทั้งหมดของเขา ไม่มีคำตอบหรือรายละเอียดที่สามารถชี้แจงได้เลย สร้างความสงสัยให้กับ ออตโต รีมาร์ เป็นอย่างมาก จนเขาบันทึกไว้ในข้อเขียนเรื่อง “บทบาทของข้าพเจ้าในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944” ตอนหนึ่งว่า 

“.. ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความไม่น่าเชื่อถือ ตั้งแต่เริ่มต้นเกิดเหตุการณ์ เมื่อพยายามที่จะมองดูเอกสารคำสั่งต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ ก็มีนายทหารรีบมาเก็บใส่แฟ้ม ระหว่างเดินทางกับไปยังหน่วย ข้าพเจ้าเฝ้าคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ในสถานการณ์ที่สับสนเช่นนี้ บางทีอาจจะมีใครบางคน พยายามที่จะยึดอำนาจก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าจะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของบุคคลใด ในการกระทำดังกล่าวอย่างแน่นอน ..”




สภาพห้องประชุมใน “รังหมาป่า” ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ถูกลอบวางระเบิด


เมื่อ ออตโต รีมาร์เดินทางกลับมาถึงกองพันของเขา ออตโต รีมาร์ ได้สั่งการให้รวมกำลังพลทั้งหมด ทั้งในระดับกองพัน และในระดับกรม ก่อนที่จะแจ้งข่าวให้กำลังพลทุกคนทราบ ซึ่งได้สร้างความตกใจให้กับทหารทุกคนเป็นอย่างมาก สำหรับทหารของกองพันป้องกันและกรมป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ นั้น ล้วนเป็นทหารที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชนแทบทุกนาย ต่างได้รับเหรียญกล้าหาญหรือเหรียญปฏิบัติภารกิจต่างๆ นับไม่ถ้วน ส่วนนายทหารระดับสัญญาบัตรของกรมนั้น ทุกคนได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินทั้งสิ้น (เหรียญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินจะคล้องที่คอ ส่วนเหรียญกางเขนเหล็กชั้นธรรมดาจะติดที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายหรือที่รังดุมเสื้อบ่งบอกให้ทราบว่ากองพันป้องกันและกรมป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ เป็นหน่วยรบชั้นยอด (elite unit) เพียงหน่วยเดียวในกรุงเบอร์ลินขณะนั้น

ออตโต รีมาร์ เรียกประชุมนายทหารสัญญาบัตรทั้งหมด พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่า สถานการณ์มีความสับสนและไม่ชัดเจนอย่างมาก จึงให้ทุกคนรับฟังคำสั่งจากเขาเพียงคนเดียว

ขณะเดียวกัน ออตโต รีมาร์ ก็ได้รับแจ้งจากนายทหารคนหนึ่งของเขาว่า พบพลเอก วอลเธอร์ ฟอน โบรคิทช์ (Walther von Brauchitsch) อดีตผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งถูก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากความล้มเหลวในการยึดกรุงมอสโคว์ และตัดสินใจลาออกจากราชการไปแล้ว โดยพลเอก วอลเธอร์ ฟอน โบรคิทช์ ปรากฏกายในเครื่องแบบนายทหารเต็มยศ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจ ให้กับ ออตโต รีมาร์เป็นอย่างมาก

ความคลางแคลงใจนี้ ทำให้ ออตโต รีมาร์ ปฏิเสธที่จะส่งกำลังทหารจำนวนหนึ่ง ไปยังกองบัญชาการกองกำลังสำรอง แม้จะมีโทรศัพท์จากพลตรี เฟรดริก ออลบริคท์ มาถึงเขาก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากการประกาศแผนยุทธการ “วัลคีรี่” เขาก็ได้สั่งการให้ทหารของกรมป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ เข้าควบคุมสถานที่สำคัญต่างๆ เอาไว้ทั้งหมด  เช่น กองบัญชาการของกองกำลังสำรอง ที่ซึ่งคณะผู้ก่อการและ เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก ใช้เป็นสถานที่บัญชาการยึดกรุงเบอร์ลินพิพิธภัณฑ์สงครามและสำนักงานอุตสาหกรรมทหาร เป็นต้น ในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 16.15 นาฬิกา นายทหารของเขาที่วางกำลังอยู่ที่กองบัญชาการกองกำลังสำรองแจ้งว่า พวกเขาได้รับคำสั่งจากพลตรี เฟรดริก ออลบริคท์ ให้ยิงทหาร เอส เอส ทุกคนที่พยายามจะเข้าไปภายในกองบัญชาการดังกล่าว

ในเวลา 17.00 นาฬิกา ออตโต รีมาร์ กลับไปที่ศูนย์บัญชาการกรุงเบอร์ลินอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแจ้งให้ทราบว่า หน่วยของเขาปฏิบัติตามคำสั่งในการควบคุมสถานที่ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับได้รับคำสั่งเพิ่มเติม ให้นำกำลังไปยึดสำนักงานใหญ่ด้านความมั่นคงของเยอรมัน พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ไปทำการควบคุมตัว โยเซฟ เกิบเบิลส์ (Joseff Goebbels) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับออตโต รีมาร์ อย่างมาก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เขาตระหนักดีว่าสถานการณ์นี้ เป็นการยึดอำนาจมากกว่าการป้องกันและรักษาความสงบตามที่ได้รับมอบภารกิจแต่แรก เขาจึงเข้าพบพลตรี คาร์ล เพาว์  เอมมานูเอล ฟอน ฮาส ผู้บัญชาการกรุงเบอร์ลิน พร้อมกับกล่าวว่า

“.. ท่านผู้บัญชาการ ผมคิดว่าภารกิจนี้ไม่เหมาะกับตัวผม ดังที่ท่านทราบอยู่แล้วว่า ผมเป็นนายทหารของกองพล กรอสส์ดอยช์ลันด์ มาเป็นเวลาหลายปี .. โยเซฟ เกิบเบิลส์ มีตำแหน่งเสมือนผู้ว่าราชการของกรุงเบอร์ลิน อีกทั้งยังเป็นผู้อุปถัมถ์ของกองพล กรอสส์ดอยช์ลันด์ เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพิ่งโทรไปรายงานตัวกับท่านเป็นครั้งแรก ในฐานะผู้บังคับหน่วยป้องกันนี้ .. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงพิจารณาตัวเองว่า ไม่เหมาะสมที่จะรับภารกิจนี้โดยเฉพาะการควบคุมตัว โยเซฟ เกิบเบิลส์ ..”

 


(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2557 11:38:12 น. 0 comments
Counter : 1065 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.