VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ออตโต รีมาร์ อัศวินผู้พิทักษ์อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ตอนที่ 1

ออตโต รีมาร์

(Otto Remer)

อัศวินผู้พิทักษ์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากเหตุลอบสังหาร 20 กรกฎาคม ค..1944

ตอนที่ 1

จากหนังสือ เรื่อง "อัศวินของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น



ออตโต รีมาร์ ภาพนี้ถ่ายเมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นพลตรี 

ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ “กองพลน้อยอารักขาท่านผู้นำ”



ออตโต รีมาร์ เป็นผู้บังคับกองพันป้องกัน กรอสส์ดอยช์ลันด์ หรือ “วาคแบทไทโลน กรอสส์ดอยช์ลันด์” (Wachbattailon Grossdeutschland ในภาษาเยอรมันสังกัดกรมป้องกันกรอสส์ดอยช์ลันด์ หรือ “วาคเรจิเมนท์ กรอสส์ดอยช์ลันด์” (Wachregiment Grossdeutschland) ในกรุงเบอร์ลิน ระหว่างที่มีการวางแผนลอบสังหาร อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และยึดอำนาจของกลุ่มผู้ก่อการ ที่นำโดย พันเอก เคล้าส์ ฟอน สตอฟเฟนเบอร์ก (Claus von  Stauffenburg) ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944 และกลายเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้การยึดอำนาจดังกล่าวล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สามารถดำรงตำแหน่ง “ท่านผู้นำ” หรือ “ฟือเรอห์” (Fuhrer) ต่อไปจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

ออตโต รีมาร์ มีชื่อเต็มว่า ออตโต เออร์นส์ รีมาร์ (Otto Ernst Remar) เกิดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค..1912 ที่เมือง “นิวแบรนเดนเบิร์ก” (Neubrandenburg) เมื่อมีอายุได้ 20 ปี ก็อาสาสมัครเข้าร่วมในกองทัพบกเยอรมัน ในปี ค..1932 (บางเอกสารระบุเข้าร่วมเมื่อปี ค..1930) 

จนกระทั่งในเดือนเมษายน ค..1942 ได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรี และดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันที่ 1 (1st Battalion) ซึ่งเป็นกองพันรถกึ่งสายพานลำเลียงพล (half-track) ของกรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” (Grossdeutschland Regiment) ซึ่งเป็นหน่วยภายใต้การบังคับบัญชาของกองพลทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” อีกลำดับชั้นหนึ่ง (Grossdeutschland Division : กรอสส์ดอยช์ลันด์ แปลว่า เยอรมันอันยิ่งใหญ่ (GreaterGerman)) 

เป็นที่น่าสังเกตุว่า ออตโต รีมาร์ ไม่เคยมีประวัติในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาก่อนแต่อย่างใด จนมีผู้กล่าวว่า ความกล้าหาญในสนามรบของเขา มิใช่เพื่อปกป้องพรรคนาซี หรือเพื่อปกป้องท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่อย่างใด หากแต่เพื่อปกป้องแผ่นดินเยอรมัน อย่างไรก็ตามมีผู้โต้แย้งว่า แม้เขาจะไม่ได้ชื่นชมพรรคนาซีในระหว่างสงครามเท่าใดนัก แต่เขาก็มีแนวความคิดในการเหยียดเชื้อชาติ (racism) มากพอสมควร

สำหรับกรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” นั้น ก่อตั้งขึ้นครั้งแรก ในเดือนมิถุนายน ค..1939 ก่อนการบุกโปแลนด์เพียงไม่นาน ได้รับการยกย่องให้เป็นหน่วยรบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพบกเยอรมัน 

ซึ่งในช่วงแรกมีอัตราการจัดเป็นเพียงหน่วยระดับ “กรมทหารราบ” เท่านั้น มีนามหน่วยว่า “กรมทหารราบกรอสส์ดอยช์ลันด์” (Infanterie-Regiment Grossdeutschland) โดยกำลังพลของกรมดังกล่าว เป็นทหารที่อาสาสมัครจากทั่วประเทศ ซึ่งแตกต่างจากหน่วยทั่วๆ ไปของเยอรมัน ที่มักจะใช้ทหารท้องถิ่นจากภูมิภาคที่หน่วยมีที่ตั้งอยู่

กรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” เริ่มปฏิบัติภารกิจครั้งแรก ในวันที่ 14 มิถุนายน ค..1939 โดยทำหน้าที่ในการสวนสนามกลางกรุงวอร์ซอร์ เมืองหลวงของโปแลนด์ ภายหลังจากถูกเยอรมันยึดครอง

หลังจากนั้น กรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” ก็ถูกส่งเข้าทำการรบในฝรั่งเศส ก่อนที่จะเข้าทำการรบในยุทธการ “บาร์บารอสซ่า” เพื่อรุกเข้าสู่สหภาพโซเวียต โดยขึ้นตรงต่อกลุ่มกองทัพกลาง และทำการรุกอย่างห้าวหาญ จนถึงชานกรุงมอสโคว์ ก่อนที่จะถูกกองทัพแดงของรัสเซีย รุกตอบโต้ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น จนเกือบถูกทำลายทั้งหน่วยในปี ค..1941



กำลังพลชุดใหม่ของกรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” กำลังได้รับการแจกจ่ายเครื่องแบบและอุปกรณ์ประจำตัว


หลังจากล่าถอยมาปรับกำลังใหม่ที่เมือง “โอเรล” (Orel) พร้อมกับมีการเสริมกำลังทดแทนจากส่วนหลัง ในเดือนเมษายน ค..1942 กรมดังกล่าวก็ได้รับการยกระดับเป็น “กองพลทหารราบ” มีนามหน่วยว่า “กองพลทหารราบ กรอสส์ดอยช์ลันด์” (Infanterie-Division Grossdeuschland) โดยเพิ่มกรมทหารราบอีกจำนวน กรม รวมกับที่มีอยู่เดิมเป็น กรมทหารราบ (หนึ่งในนั้นคือ กรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” ซึ่งมีนามหน่วยเหมือนกับนามหน่วยของกองพลพร้อมทั้งเพิ่มหน่วยต่างๆ อีก คือกองพันรถถัง จำนวน กองพัน และ กองพันปืนใหญ่อัตตาจร (Assault Gun) จำนวน กองพัน 

ภายหลังจากปรับกำลังแล้ว กองพลทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” ก็เข้าทำการรบที่เมือง “สตาลินกราด” (Stalingrad) และเมือง “ราเยฟ” (Rzhev) ซึ่งการรบที่เมือง “ราเยฟ” นี้ทำให้กองพลได้รับความสูญเสียอย่างหนักอีกครั้ง จนถูกจัดให้เป็นกองพลที่ไม่มีขีดความสามารถในการรบ 

ดังนั้นจึงต้องทำการปรับกำลังใหม่ ในปี ค..1943 และได้รับการยกระดับ พร้อมกับเปลี่ยนนามหน่วยเป็น “กองพลทหารราบยานเกราะกรอสส์ดอยช์ลันด์” (Panzergrenadier- Division Grossdeutschland) ก่อนที่จะถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิที่เมือง “คาร์คอฟ” (Kharkov) และสมรภูมิ “เคริสค์” (Kursk)

ออตโต รีมาร์ ทำการรบตลอดห้วงเวลาที่อยู่ในสังกัดของกรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” ตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อมีสถานะเป็นกรม โดยเข้าทำการรบในฝรั่งเศส ที่ซึ่งหน่วยของเขาขึ้นการบังคับบัญชากับกลุ่มยานเกราะ ฟอน ไคลส์ สังกัดกลุ่มกองทัพ เอ อันมีภารกิจในการเคลื่อนที่ผ่านป่าอาร์เดนส์ด้วยความเร็วสูงสุด และข้ามแม่น้ำเมิร์ส เข้าโจมตีทหารฝรั่งเศสที่เมือง “เซดาน” ตามแผนการของ อีริค ฟอน แมนสไตน์

จากนั้น ก็เข้าสู่สมรภูมิในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต ในยุทธการบาร์บารอสซ่า ออตโต รีมาร์ ยังคงทำการรบอย่างห้าวหาญ โดยเฉพาะเป็นหน่วยที่ทำการรุกเข้าสู่กรุงมอสโคว์ ก่อนที่กองทัพแดงจะรุกตอบโต้ฝ่ายเยอรมัน จนต้องล่าถอย พร้อมกับได้รับความสูญเสียอย่างหนัก กล่าวกันว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในรัสเซียถึง ครั้ง (บางข้อมูลระบุว่า ได้รับบาดเจ็บถึง ครั้งส่งผลให้เขาได้รับเหรียญสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในชั้นเหรียญทอง (Gold Wound Badge) ซึ่งเป็นเหรียญที่มอบให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบที่มีจำนวนมากกว่า ครั้งขึ้นไป รวมทั้งยังได้รับเหรียญเงินสำหรับการต่อสู้ในระยะประชิด (Silver Closed Combat Medal) ซึ่งเป็นเหรียญที่มอบให้เนื่องจากได้ทำการต่อสู้กับข้าศึกเป็นจำนวนถึง 48 ครั้ง ในห้วงเวลาที่แตกต่างกัน นับเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความห้าวหาญของ ออตโต รีมาร์ได้เป็นอย่างดี

ต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม ค..1942 กองพันที่ กรมทหารราบ “กรอสส์ดอยช์ลันด์” ของเขาก็เข้าสมทบกับหน่วยยานเกราะ จำนวน กองพล ของ อีริค ฟอน แมนสไตน์ ซึ่งประกอบด้วยกองพลยานเกราะที่  6, 17 และ 23 พร้อมกับกองทัพน้อยยานเกราะที่ 26 เพื่อเข้าไปช่วยเหลือกองทัพที่ ที่ตกอยู่ในวงล้อมเมืองสตาลินกราด ภายใต้ชื่อ ยุทธการ "พายุฤดูหนาวหรือ "วินเทอร์ เกอวิทเธอร์ก่อนที่จะยกเลิกภารกิจ เนื่องจากทหารเยอรมันในเมืองสตาลินกราดยอมแพ้ต่อกองทัพแดง

ในช่วงต้นปี ค..1943 ในขณะที่สถานการณ์ในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต เต็มไปด้วยความวิกฤติและความพลิกผัน จากการรุกตอบโต้ของกองทัพแดง และจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ส่งผลให้กองพันที่ ของ ออตโต รีมาร์ ต้องเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ภายหลังจากที่ประสบความสูญเสียอย่างหนัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กองพันที่ ของเขาก็ได้รับการเสริมเขี้ยวเล็บใหม่ โดยได้รับรถกึ่งสายพานลำเลียงพลแบบ SdKfz 251 จำนวน 83 คัน ทำให้กองพันของเขากลายเป็นกองพันที่มีขีดความสามารถในการเคลื่อนที่เร็ว และมีขีดความสามารถสูงที่สุดกองพันหนึ่งของเยอรมันในแนวรบด้านรัสเซีย

รถกึ่งสายพานลำเลียงพลแบบ SdKfz 251 หรือ Sonderkraftfahrzueg 251นั้นเป็นรถหุ้มเกราะกึ่งสายพานที่มีชื่อเสียงที่สุดแบบหนึ่งของกองทัพเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการลำเลียงทหารราบ จำนวน 10 นาย พร้อมพลประจำรถอีก นาย ในการรุกไปพร้อมกับหน่วยรถถัง ตามแนวคิดของการรบแบบสายฟ้าแลบ ที่ทหารราบและรถถังจะรุกไปข้างหน้าพร้อมกัน

โดยรถกึ่งสายพานรุ่นนี้ เริ่มเข้าประจำการในกองทัพเยอรมันในปี ค..1939 ตัวรถมีน้ำหนัก 7.8 ตันมีความยาว 5.8 เมตร ความกว้าง 2.1 เมตรสูง 1.75 เมตร มีเกราะหนา 6– 14.5 มิลลิเมตร ทำความเร็วได้ 52.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระยะปฏิบัติการ 300 กิโลเมตรและมีอาวุธประจำรถ คือปืนกลขนาด 7.92 มิลลิเมตร แบบ เอ็มจี 34 (MG 34) หรือเอ็มจี 42 (MG 42)



รถกึ่งสายพานลำเลียงพลแบบ SdKfz 251 อันลือชื่อของเยอรมัน


สำหรับลักษณะของล้อรถนั้น ล้อหน้าสองล้อ จะเป็นล้อยาง ทำหน้าที่ในการบังคับเลี้ยวซ้ายขวา ส่วนล้อด้านหลัง จะเป็นสายพาน มีล้อหมุนสายพาน ล้อ และล้อกดสายพานจำนวน ล้อ โดยล้อทั้ง ล้อ จะเรียงสลับกันในลักษณะวงล้อซ้อนและเหลื่อมกัน ทำหน้าที่ในการตะกายหรือปีนป่ายเมื่อเข้าสู่ภูมิประเทศที่ลาดชันหรือทุรกันดาร

กล่าวกันว่าด้วยการออกแบบที่ดีเยี่ยมของล้อสายพานของรถรุ่นนี้ ทำให้มันเป็นรถกึ่งสายพานที่ดีที่สุดแบบหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้รถกึ่งสายพานลำเลียงพลแบบ SdKfz  251 ยังสามารถปรับปรุงให้ติดอาวุธเพิ่มเติมได้อย่างหลากหลาย เช่น ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานปืนใหญ่ต่อสู้รถถังเครื่องพ่นไฟหรือเครื่องยิงลูกระเบิดขนาดต่างๆ เป็นต้น

ด้วยยุทโธปกรณ์ที่สมบูรณ์ของกองพันที่ ทำให้หน่วยของ ออตโต รีมาร์ มีขีดความสามารถในการรุกเข้าโจมตีแนวตั้งรับของทหารรัสเซีย ด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้เขามีผลงานที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญจากการรบที่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะในการรบที่เมือง “คาร์คอฟ” เมื่อเดือนมีนาคม ค..1943 ที่หน่วยของออตโต รีมาร์ รุกเข้าเมืองคาร์คอฟ และไล่ตีทหารรัสเซียจนถอยร่นไปถึงเมือง “เบลโกรอด” (Belgorod) ผลงานดังกล่าวทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน (Knight's Cross of the Iron Cross) ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค..1943

หลังจากการรบที่เมืองคาร์คอฟแล้ว ออตโต รีมาร์ ก็นำกองพันของเขาเข้าทำการรบในสมรภูมิเคริสค์ ที่ซึ่งกรมของเขาได้รับการยกระดับให้เป็น กรมทหารราบยานเกราะ สังกัดกองพลทหารราบ กรอสส์ดอยช์ลันด์ ทำการรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่มีชื่อเสียงจำนวน กองพล ประกอบด้วย กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ไลป์สตานดาร์ดกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ ดาส ไรซ์ และ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ โทเทนคอฟ

การรบที่เคริสค์ ส่งผลให้กองพันที่ ของ ออตโต รีมาร์ ประสบความสูญเสียอย่างหนักอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในการรบที่เมือง “โปรโครอฟกา” ซึ่งหน่วยรถถังของเยอรมันและรัสเซียได้ทำการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ท่ามกลางความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย แต่ด้วยความกล้าหาญทำให้ ออตโต รีมาร์ ยังคงต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวต่อกำลังทหารกองทัพแดง ที่มีจำนวนเหนือกว่าอย่างท่วมท้น ส่งผลให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค (Knight's Cross of the Iron Cross with Oak Leaves) โดยได้รับการประดับเหรียญเป็นการส่วนตัวจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในเดือนพฤศจิกายน ค..1943 เป็นเวลาเพียงหกเดือนหลังจากที่ได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน


 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2557 11:07:09 น. 1 comments
Counter : 2100 Pageviews.

 
What i do not understood is in reality how you are no longer really much more well-favored than you may be now. You are so intelligent. You understand therefore considerably relating to this topic, made me in my opinion consider it from a lot of numerous angles. Its like men and women don't seem to be fascinated except it??s something to do with Woman gaga! Your personal stuffs great. Always deal with it up!
Ray Ban Wayfarer http://www.spftransfer.com/


โดย: Ray Ban Wayfarer IP: 94.23.252.21 วันที่: 2 สิงหาคม 2557 เวลา:16:28:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.