VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
เอิร์นส บาร์กมานน์ อัศวิน "แพนเธอร์" ของฮิตเลอร์ ตอนที่ 3

เอิร์นส บาร์กมานน์ (Ernst Barkmann)

อัศวินแห่งรถถัง “แพนเธอร์”

ตอนที่ 3

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น



รถถังแบบเอ็ม เชอร์แมน (M4 Sherman) ของสหรัฐฯ จำนวนมากรุกจากชายหาดนอร์มังดี เข้ามาจนเกือบจะถึงเมือง “แซงท์ โล” (St.Lo) สนับสนุนด้วยปืนใหญ่สนามที่ยิงนำมาราวกับห่าฝน พร้อมกับเครื่องบินขับไล่นานาชนิดที่คอยโจมตีทหารเยอรมันและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่บนพื้นดิน รถถังของเยอรมันต้องกระจัดกระจายกันออกไป เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมาย บาร์กมานน์พบว่าการรบที่นอร์มังดี มีความแตกต่างจากการบในรัสเซียอย่างสิ้นเชิง เพราะในรัสเซียนั้น ภูมิประเทศกว้างใหญ่ไพศาลและเต็มไปด้วยทุ่งกว้างสุดสายตา รถถังของแต่ละฝ่ายจะรวมกำลังเข้าห้ำหั่นกันในลักษณะประจันหน้ากัน แต่ที่สมรภูมินอร์มังดีแห่งนี้ ภูมิประเทศเต็มไปด้วยแนวพุ่มไม้สูงและยาวเหยียดที่เรียกว่า “เฮดจ์โรว์” (Hedgerows) ซึ่งเป็นอุปสรรคในการสังเกตุการณ์ของแต่ละฝ่าย

นอกจากนี้รถถังของเยอรมัน ยังต้องแยกย้ายทำการรบเพียงลำพัง ไม่สามารถรวมกำลังเป็นกลุ่มก้อนได้ โดยแทบไม่มีทหารราบคอยให้การคุ้มกันหรือสนับสนุนเลย



รถถังแบบเอ็ม เชอร์แมนของกองทัพสหรัฐฯ ที่เผชิญหน้ากับบาร์กมานน์ในการรบที่สมรภูมินอร์มังดี


การรบในวันแรกนั้น รถถังของบาร์กมานน์ถูกระดมยิงในลักษณะ “ปูพรม” จากปืนใหญ่สนามของฝ่ายสัมพันธมิตร เขาและพลประจำรถต้องออกจากตัวรถถัง มาหลบอยู่ใต้ท้องรถ และได้พบกับทหารราบเยอรมันที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งหมดจึงช่วยกันปฐมพยาบาลทหารที่บาดเจ็บ และรอจนกระทั่งการระดมยิงสิ้นสุดลง วันต่อมารถถังของสหรัฐฯ ก็เข้าโจมตี โดยพยายามหาช่องว่างในแนวตั้งรับของเยอรมัน แต่ก็ถูกทหารเยอรมันตอบโต้กลับไป ในวันที่ 12 กรกฎาคมขณะที่บาร์กมานน์พร้อมกับรถถังเยอรมันอีกคันหนึ่ง ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ขนาดใหญ่ รถถังแบบเชอร์แมนของสหรัฐฯ ก็รุกเข้ามาอีก เขาสั่งการให้ยิงใส่รถถังของสหรัฐฯ คันแรก กระสุนเจาะเกราะขนาด 75 มิลลิเมตรของรถถังแบบ “แพนเธอร์” เจาะทะลุป้อมปืนของข้าศึก จนระเบิดไฟลุกท่วม อีกไม่กี่อึดใจ รถถังของสหรัฐฯ อีกคันหนึ่งก็ถูกยิง รถถังที่เหลือพยายามล่าถอยกลับไป แต่รถถังแบบ “แพนเธอร์” ของบาร์กมานน์ ก็ยิงใส่บริเวณสายพาน จนเสียหายไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ จากนั้นเขาก็สั่งให้รถถังล่าถอยไปยังแนวตั้งรับใหม่ เพื่อรอการเข้าตีของทหารสหรัฐฯ อีกระลอก

เช้าตรู่ของวันที่ 13 กรกฎาคม ในขณะที่พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า ระหว่างที่เฝ้ารอการบุกอยู่นั้น บาร์กมานน์ก็สั่งให้พลประจำรถของเขานำเอากิ่งไม้จำนวนมาก มากองสุมไว้ที่ด้านหน้าของรถถัง เพื่อเป็นกำบังในการซ่อนพรางจากการตรวจการณ์ของข้าศึก ขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนกับการหากิ่งไม้มาพรางรถถังอยู่นั้น พลวิทยุก็หันไปเห็นรถถังเชอร์แมนของสหรัฐฯ โผล่พ้นแนวพุ่มไม้เบื้องหน้าออกมา พร้อมกับตะโกนว่า “.. พวกแยงกี้มาแล้ว ..” พลประจำรถที่เหลือต่างวิ่งกรูกลับเข้ามาในรถถังราวกับนัดกันไว้ “พอกเกนดอร์ฟ” (Poggendorff) ซึ่งเป็นพลปืนของบาร์กมานน์พุ่งเข้าประจำปืนใหญ่ประจำรถ และกล่าวอย่างใจเย็นว่า “.. วันนี้ท่าทางจะเป็นวันที่ดุเดือดอีกวันหนึ่ง ..”

บาร์กมานน์สอดส่ายกล้องส่องทางไกลไปยังรถถังของข้าศึก พร้อมกับสั่งการว่า “.. ป้อมปืน ..11 นาฬิกา .. กระสุนเจาะเกราะ (AP = Armour - Piercing) .. ระยะ400 .. บรรจุ ..”

พลปืนของเขารับคำพร้อมกับหมุนป้อมปืนไปยังทิศทาง 11 นาฬิกา ของตัวรถ ลำกล้องปืนขนาด 75 มิลลิเมตรที่ยาวกว่า เมตร กวาดไปบนกิ่งไม้ที่ใช้อำพรางตัวรถ ในขณะที่  “ไฮดอร์น” พลขับของบาร์กมานน์ ก็ตะโกนผ่านวิทยุว่า “.. แยงกี้ คัน ..”

บาร์กมานน์ สั่งการให้ยิงทันที กระสุนนัดแรกของรถถังแบบ “แพนเธอร์” พุ่งตรงเข้าหารถถังเชอร์แมนคันแรก เสียงระเบิดดังสนั่น ควันไฟพุ่งออกมาจากช่องด้านบนของผู้บังคับรถ ในขณะที่รถถังคันอื่นๆ หยุดชะงัก และเริ่มยิงตอบโต้มาที่รถถังของเยอรมัน กระสุนตกห่างจากจุดที่พวกเขาจอดซุ่มอยู่ประมาณ เมตร ในขณะที่กระสุนนัดที่สองของรถถังแบบ “แพนเธอร์” ก็ถูกยิงออกไป มันฉีกสายพานของรถถังเชอร์แมนออกเป็นชิ้นๆ

พลปืนและพลบรรจุกระสุนของเยอรมันเคลื่อนไหว สอดประสานกันอย่างคล่องแคล่ว และลงตัว ราวกับวงดนตรีที่กำลังบรรเลงเพลง กระสุนแต่ละนัดถูกยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง เป็นจังหวะคล้ายการตบมือ และเต็มไปด้วยแม่นยำ รถถังเชอร์แมนคันที่สอง ที่ถูกยิงสายพานขาด ถูกยิงซ้ำอีกหนึ่งนัด มันระเบิดจนป้อมปืนหลุดกระเด็นออกไป จากนั้นรถถังของสหรัฐฯ คันที่สามก็ถูกยิงเข้าบริเวณกลางตัวรถ ขณะที่พยายามกลับรถหนี

รถถังเชอร์แมนที่เหลืออีกสามคัน ต่างล่าถอยกลับเข้าไปในพุ่มไม้เบื้อง หลังจากนั้นแนวรบก็สงบเงียบไปเกือบสิบนาที โดยปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆ ไม่นานนักทหารราบเยอรมันก็ปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้ พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าทหารสหรัฐฯ สามารถเจาะแนวตั้งรับของเยอรมันมาได้แล้ว “.. พวกแยงกี้อยู่ด้านหลังของพวกคุณ ระวังตัวด้วย พวกเขามีปืนใหญ่ต่อสู้รถถังหลายกระบอก ..”

บาร์กมานน์ จึงสั่งการให้รถถังของเขาเคลื่อนที่กลับไปยังแนวรบของเยอรมัน ระหว่างทางนั้นเอง เขาก็พบกับขบวนลำเลียงยาวเหยียดของทหารสหรัฐฯ ที่กำลังแล่นไปบนถนนแคบๆ เกือบจะในทันที บาร์กมานน์สั่งการให้พลขับนำรถถังเข้าจอดใต้ต้นไม้ พร้อมกับสั่งการว่า “.. กระสุนระเบิดแรงสูง (HE = High Explosive) .. ระยะ 400 หลา .. ยิง ..”

กระสุนนัดแรกระเบิดข้างๆ ขบวนยานยนต์ของทหารสหรัฐฯ ในขณะที่กระสุนนัดที่สองตกลงกลางขบวนลำเลียง ส่งผลให้เกิดระเบิดเสียงดังสนั่น ฝุ่นฟุ้งตลบไปทั่ว ทหารสหรัฐฯ ต่างพุ่งตัวลงหมอบกับพื้น พลวิทยุของบาร์กมานน์ ซึ่งขณะนี้เข้าประจำหน้าที่พลปืนกลขนาด 7.92 มิลลิเมตร ก็เปิดฉากยิงกระหน่ำใส่ขบวนลำเลียงนั้นอย่างรุนแรง พุ่มไม้ที่เรียงเป็นแนวยาวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถูกกระสุนขาดกระจุยกระจาย ทำให้ทหารสหรัฐฯ เริ่มล่าถอยออกจากจุดปะทะ


ทหารสหรัฐฯ ตรวจสอบรถถังแบบ “แพนเธอร์” ของเยอรมันที่ถูกทำลายจากเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรในการรบที่นอร์มังดี ปี ค..1944 ในภาพจะเห็นภูมิประเทศแบบ “เฮดจ์โรว์” (Hedge rows) ที่เป็นแนวพุ่มไม้สูงได้อย่างชัดเจน


ทันใดนั้น ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของข้าศึกก็เริ่มจับระยะได้ และทำการยิงตอบโต้ กระสุนนัดแรกตกบนพื้นดินด้านหน้าของรถถัง กระสุนนัดที่สองเฉียดป้อมปืนของรถถังไปเพียงนิดเดียว บาร์กมานน์ตะโกนสั่งการว่า “.. ทำลายปืนใหญ่นั่น ..” พลปืนรับคำ พร้อมยิงใส่ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังเกือบจะในทันที กระสุนนัดแรกพลาดเป้าหมาย มันลอยข้ามไปตกด้านหลัง เนื่องจากพลปืนเล็งสูงเกินไป แต่นัดที่สองก็ไม่พลาดเป้า กระสุนจับเข้าตรงกลางที่ตั้งปืนอย่างแม่นยำ แต่แล้วปืนใหญ่ต่อสู้รถถังอีกกระบอก ก็เริ่มยิงมาที่รถถังแบบ “แพนเธอร์”  หมายเลข 424 กระสุนกระทบป้อมปืนทางด้านขวา เสียงดังเหมือนค้อนทุบบนแผ่นเหล็ก ตามมาด้วยกระสุนนัดที่สอง เจาะเข้าตัวถังด้านหน้า บริเวณช่องมองของพลขับ เสียงระเบิดและสะเก็ดไฟกระเด็นเข้ามาถึงภายในรถ

“.. สละรถ ..” บาร์กมานน์ตะโกนสั่งการ ทั้งตัวเขาเอง พลวิทยุ พลขับและพลบรรจุกระสุน รีบตะเกียกตะกาย คลานออกจากตัวรถตามช่องทางต่างๆ ยกเว้นพลปืน “พอกเกนดอร์ฟ” บาร์มานน์รออยู่สักครู่ จึงรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ เขามุดกลับเข้าไปรถถังอีกครั้ง แล้วก็พบว่าพลปืนหมดสติจากแรงระเบิด เขาจึงลากร่างของ “พอกเกนดอล์ฟ” ออกมาทางช่องทางเข้าออกของผู้บังคับรถ

เคราะห์ดีที่ทหารสหรัฐฯ ไม่รุกคืบหน้าเข้ามา แต่กลับล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว บาร์กมานน์รอจนกระทั่งทหารสหรัฐฯ ออกไปจากพื้นที่ปะทะ จากนั้นเขาก็สั่งให้พลประจำรถทำการดับไฟที่ลุกไหม้อยู่จนสำเร็จ จากนั้นพลขับก็ลองติดเครื่องยนต์ ปรากฏว่าทุกอย่างยังคงทำงานเป็นปกติ รถถังสามารถแล่นได้ แม้จะมีบางส่วนที่เสียหาย พวกเขาจึงนำรถถังกลับไปยังแนวของเยอรมัน เพื่อพาพลขับกลับไปทำการรักษาพยาบาล และทำการซ่อมแซมรถถังอย่างเร่งด่วน

วันต่อมา ขณะที่รถถังแบบ “แพนเธอร์” ของเขายังคงอยู่ระหว่างการซ่อมแซม บาร์กมานน์ ก็ได้รับคำสั่งให้นำรถถังสำรองไปทำการชักลากรถถังอีก คัน ที่ถูกยิงเสียหาย กลับมาซ่อมแซม ขณะที่เขาปีนเข้าไปในป้อมปืนรถถังคันใหม่ ก็สังเกตุเห็นคราบเลือดที่ติดอยู่เต็มผนังป้อมปืนด้านใน จึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ช่างซ่อมตอบว่า รถถังคันนี้เพิ่งถูกยิงเมื่อไม่กี่วันมานี้แล้วนำมาซ่อม ผู้บังคับรถคนที่แล้วพยายามตรวจการณ์ข้าศึกโดยโผล่ศีรษะออกไปจากตัวถังรถด้านบน จึงถูกยิงจนเลือดกระจายเต็มรถ

ในวันนั้น เขานำรถถังฝ่าวงล้อมของทหารสหรัฐฯ เข้าไปชักลากรถถังที่เสียหายกลับออกมาได้ทั้งหมด ระหว่างทางยังสามารถทำลายรถถังเชอร์แมนของสหรัฐฯ ได้อีก คัน ต่อมา บาร์กมานน์ ก็ได้รับคำสั่งให้รุกคืบหน้าไปกับรถถังแบบ “แพนเธอร์” อีก คัน เพื่อยันกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ให้รุกเข้ามา พวกเขาเคลื่อนที่ไปยังบ้านหลังหนึ่ง ที่ทหารราบสหรัฐฯ ยึดอยู่ และทำการระดมยิง จนทหารสหรัฐฯ ต้องละทิ้งที่มั่นถอยหนีไป ทำให้พบว่าภายในอาคาร มีทหารเยอรมันที่ถูกจับเป็นเชลยจำนวนหนึ่ง พวกเขาจึงช่วยเหลือทหารเหล่านั้นออกมาได้ ในวันรุ่งขึ้นรถถังของบาร์กมานน์ก็ถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ ทำให้ระบบเกียร์ได้รับความเสียหาย แต่ก็สามารถนำกลับมายังแนวของเยอรมันซ่อมแซมได้

หลังจากที่รถถังแบบ “แพนเธอร์” หมายเลข 424 ของบาร์กมานน์ได้รับการซ่อมแซมเสร็จแล้ว เขาก็กลับมาใช้รถถังคู่ใจคันเดิม โดยมุ่งหน้าสู่เมือง “อาวรองส์” (Avranches) ที่ซึ่งกองทัพน้อยที่ ของสหรัฐฯ กำลังพยายามเจาะแนวตั้งรับของเยอรมัน ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนกองพลยานเกราะ “แลร์ฮ” (Panzer-Lehr-Division) ที่ถูกเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีแบบปูพรมเป็นเวลาสองวันติดกัน จนสิ้นสภาพความเป็นหน่วยยานเกราะลงอย่างสิ้นเชิง

แม้ว่าการปฏิบัติการทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรจะมีอย่างหนาแน่น จนการเคลื่อนย้ายกำลังของฝ่ายเยอรมัน กลายเป็นสิ่งที่อันตรายมาก อย่างไรก็ตามบาร์กมานน์ก็นำรถถังมุ่งหน้าสู่พื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่คาบูเรเตอร์ของเครื่องยนต์เกิดขัดข้องขึ้นมาอีก คราวนี้เขาไม่ต้องการนำรถถังกลับไปซ่อม จึงทำการซ่อมอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ ทันใดนั้นเครื่องโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร จำนวน ลำ ก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า และเข้าโจมตี ระเบิดลูกหนึ่งตกใกล้กับรถถังหมายเลข 424 ส่งผลให้ระบบทำความเย็นและระบบน้ำมันเสียหาย แม้จะเกิดไฟลุกขึ้น แต่พลประจำรถก็ช่วยกันดับไฟนั้นได้

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 




Create Date : 15 ธันวาคม 2556
Last Update : 29 ธันวาคม 2556 13:31:44 น. 0 comments
Counter : 1109 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.