VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
เอิร์นส์ บาร์กมานน์ อัศวิน "แพนเธอร์" ของฮิตเลอร์ ตอนที่ 1


เอิร์นส์ บาร์กมานน์ (Ernst Barkmann)

อัศวินแห่งรถถัง “แพนเธอร์”

ตอนที่ 1

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น


เอิร์นส์ บาร์กมานน์และเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินซึ่งประดับที่คอเสื้อ



วันที่ กุมภาพันธ์ ค..1943 รถถังแบบแพนเซอร์ 3 (Panzer III หรือ Panzerkampfwagen III) หมายเลข 221 ติดปืนใหญ่ประจำรถแบบ เคดับเบิลยูเค 39 แอล/60 (KwK 39 L/60) ขนาด 50 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปืนใหญ่ที่พัฒนามาจากปืนใหญ่ต่อสู้รถถังอันทรงอานุภาพแบบ แพค 38 (Pak 38) เคลื่อนตัวเข้าโจมตีหมู่บ้าน “โอลโชวัทกา” (Olchowatka) ใกล้กับเมือง “คาร์คอฟ” (Kharkov) ในสหภาพโซเวียต โดยมีผู้บังคับรถรูปร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบฤดูหนาวสีดำ ซึ่งเป็นเครื่องแบบของพลประจำรถถังเยอรมันเขาคือ เอส เอส รอทเทนฟือเรอห์ เอิร์นส์ บาร์กมานน์ (เอส เอส รอทเทนฟือเรอห์ หรือ SS-Rottenfuhrer เป็นชั้นยศของหน่วย เอส เอส เทียบเท่ากับชั้นยศ “สิบโท” ของกองทัพบก)

รถถังของเขาทำหน้าที่เป็นปีกซ้ายของกองร้อยที่ สังกัดกองพันยานเกราะเอส เอส ดาสไรซ์ (SS Panzer Abteilung “Das Reich”) ซึ่งเป็นหน่วยในการบังคับบัญชาของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ ดาส ไรซ์ (2nd SS Panzer Division “Das Reich”) สำหรับหมายเลขประจำรถถัง 221 ของบาร์กมานน์นั้น คือเลขหน่วยที่เรียงจากหน่วยใหญ่ลงมาถึงหน่วยย่อย โดย 221 หมายถึงรถถังของกองร้อยที่ หมวดที่ และเป็นรถถังคันที่ ของหมวด

รถถังแบบแพนเซอร์ นั้น เป็นรถถังขนาดเบาที่มีประสิทธิภาพในการรบสูงพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งรถถังชนิดนี้ทำหน้าที่เป็นรถถังหลักของหน่วยยานเกราะเยอรมัน 

รถถังแบบแพนเซอร์ มีน้ำหนัก 19.8 ตัน ทำความเร็วได้สูงถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรกเริ่มนั้นติดตั้งปืนใหญ่ประจำรถขนาด 37 มิลลิเมตร แต่ต่อมาเมื่อต้องเผชิญกับรถถังแบบ ที 34 (T 34) ของสหภาพโซเวียต ก็ได้มีการติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 50 มิลลิเมตรและ 75 มิลลิเมตรเข้าไปแทน จึงทำให้รถถังรุ่นนี้ยังคงมีบทบาทในกองทัพนาซีเยอรมันจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งปืนใหญ่ขนาด 50 มิลลิเมตร ที่ติดตั้งเข้าไปใหม่นี้สามารถยิงกระสุนเจาะเกราะ และสามารถทำลายรถถังแบบ ที 34 ได้ในระยะยิงที่ต่ำกว่า 800 หลา มีพลประจำรถจำนวนทั้งหมด นายเช่นเดียวกับรถถังส่วนใหญ่ของเยอรมัน ประกอบด้วย ผู้บังคับรถพลปืนพลบรรจุกระสุนพลวิทยุและพลขับ ส่งผลให้การปฏิบัติงานในรถถังมีความคล่องตัวอย่างมาก เนื่องจากมีการแบ่งมอบหน้าที่กันชัดเจน

ขณะที่รถถังทั้งหมดของกองร้อยที่ เคลื่อนที่มายังบริเวณหมู่บ้านดังกล่าว บาร์กมานน์ก็สังเกตุเห็นปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของทหารรัสเซียกระบอกหนึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในบ้าน และเริ่มยิงเข้าใส่รถถังของเยอรมันคันที่อยู่หน้าสุดของขบวน แต่เคราะห์ดีที่กระสุนกระทบกับรถถังแล้วแฉลบออกไป พร้อมกันๆ นั้นปืนกลหนักแบบ “แม็กซิม” (Maxim) ที่ติดตั้งบนล้อเลื่อนของทหารกองทัพแดง ก็ระดมยิงเข้าใส่รถถังของเขาอย่างนับไม่ถ้วน เสียงกระสุนกระทบโลหะดังเกรียวกราว แม้จะไม่สามารถทำอะไรรถถังหมายเลข 221 ได้ แต่ก็สร้างความปั่นป่วนพอสมควร พลปืนของบาร์กมานน์จึงยิงปืนใหญ่ประจำรถเข้าใส่รังปืนกลนั้นในระยะเผาขน เพียงนัดเดียวเท่านั้น ทั้งพลปืนกล พลกระสุนและปืนกลแม็กซิมก็อันตรธานหายไปในพริบตา

ทันใดนั้นทหารรัสเซียที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ๆ ก็ปรากฏตัวออกมา บาร์กมานน์มองเห็นจากช่องมองของผู้บังคับรถจึงตะโกนว่า “.. ระวัง .. โมโลตอฟคอกเทล ..” (Molotov cocktails คือระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุน้ำมันในขวดแก้วแล้วจุดไฟแต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ระเบิดโมโลตอฟถูกขว้างเข้าใส่ได้หน้าของรถ บริเวณพลขับ น้ำมันที่ติดไฟกระเด็นไปทั่วป้อมปืนและตัวถังรถด้านหน้า อีกทั้งยังกระเด็นเล็ดรอดเข้ามาตามช่องมองด้านข้างของป้อมปืน จนไฟลุกท่วมเสื้อเครื่องแบบของพลบรรจุกระสุน แต่เขาก็สามารถดับมันได้ในเวลาอันรวดเร็ว

รถถังของบาร์กมานน์ยังคงแล่นเข้าไปในหมู่บ้านต่อไป คราวนี้พลปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของรัสเซียเห็นรถถังของเขาผ่านเข้ามาในระยะประชิดเพียง 30 เมตร ทหารกองทัพแดงพยายามหมุนปืนมาที่เป้าหมาย ทุกอย่างเกิดขึ้นใกล้มาก จนบาร์กมานน์สามารถมองเห็นลำกล้องปืนกำลังหมุนมาที่รถถังของเขา บาร์กมานน์ตะโกนบอกให้พลขับเร่งเครื่องเข้าชนปืนใหญ่กระบอกนั้น รถถังหมายเลข 221 แล่นด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว รถถังแล่นเกยขึ้นไปบนปากกระบอกปืน น้ำหนักของรถถังกดทับกระบอกปืนให้จมลงไปบนพื้นดิน เป็นเวลาเดียวกับที่ทหารรัสเซียยิงปืนใหญ่นั้นออกมาพอดี กระสุนปืนใหญ่ระเบิดดังสนั่นบริเวณพื้นดินใต้ท้องรถถัง ก่อนที่พลประจำปืนใหญ่ต่อสู้รถถังจะแตกกระจัดกระจายออกไป



รถถังแบบแพนเซอร์ ติดปืนใหญ่ขนาด 50 มิลลิเมตร ขณะทำการรบในสหภาพโซเวียต จะเห็นบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้อยู่ด้านหลัง จากอิริยาบถที่ผ่อนคลายของผู้บังคับรถและพลจักรยานยนต์ด้านล่าง บ่งบอกว่าการรบได้ยุติลงแล้ว


ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังอีกกระบอกหนึ่ง พยายามยิงมาที่รถถังของบาร์กมานน์ แต่กระสุนไม่สามารถเจาะทะลุป้อมปืนได้ พลปืนของเขาจึงยิงสวนออกไปและสามารถทำลายปืนใหญ่นั้นลงได้ การรบเต็มไปด้วยความดุเดือดเพราะเป็นการต่อสู้ในระยะประชิดระหว่างปืนใหญ่ต่อสู้รถถังที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้าน กับรถถังของเยอรมันที่เคลื่อนที่เข้ามา

แต่ในที่สุดการตั้งรับของทหารรัสเซียก็แตกพ่าย จนต้องล่าถอยออกไปจากหมู่บ้าน

รถถังทั้งหมดที่เข้าโจมตีเหลือเพียง คันเท่านั้น ที่ยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้ รวมทั้งรถถังหมายเลข 221 ของบาร์กมานน์ด้วย ส่วนรถถังที่เหลือถูกยิงจนเสียหายและต้องการการซ่อมบำรุง ก่อนที่จะออกปฏิบัติภารกิจได้อีก ผู้บังคับกองร้อยที่ คือ เอส เอส โอแบร์สตุมฟือเรอห์ โลเรนซ์ โลเรนเซน (SS-Obersturmfuhrer Lorenz Lorenzen : เอส เอส โอแบร์สตรุมฟือเรอห์ เป็นชั้นยศของหน่วย เอส เอส เทียบเท่ากับชั้นยศ “ร้อยโท” ของกองทัพบกจึงสั่งการให้รถถังทั้ง คันกลับไปที่แนวของเยอรมัน เพื่อเติมน้ำมันพร้อมกระสุน แล้วกลับมาชักลากรถถังที่เสียหายกลับไปซ่อมแซม ขณะที่แล่นกลับไปยังเขตของเยอรมัน พวกเขาต้องพบกับการระดมยิงจากทหารรัสเซียที่ยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ แต่ก็ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก และเมื่อเติมน้ำมันพร้อมกระสุนชุดใหม่แล้ว ผู้บังคับกองร้อยที่ ได้เข้ามาเป็นผู้บังคับรถถังหมายเลข 221 แทนและสั่งการให้บาร์กมานน์ ไปทำหน้าที่พลปืน แม้เขาจะรู้สึกไม่พอใจ แต่บาร์กมานน์ก็เป็นทหารมืออาชีพ ที่พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน รถถังทั้ง คันก็อาศัยความมืดเป็นเกราะกำบัง มุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้าน “โอลโชวัทกา” เพื่อทำการลากรถถังที่เสียหายกลับมาซ่อมแซม หิมะได้ตกลงมาอย่างหนัก จนกระทั่งปกคลุมพื้นดินขาวโพลน พายุหิมะที่พัดกระหน่ำเข้ามาทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงเหลือเพียง 20 เมตร 

ทำให้รถถังหมายเลข 221 พลัดหลงจากรถถังอีก คัน และแล่นจมลงไปในหล่มหิมะ ทั้งๆ ที่อยู่ในเขตของทหารรัสเซีย พลประจำรถทั้ง นาย พยายามทุกวิถีทางที่จะนำรถขึ้นมาจากหล่ม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้บังคับกองร้อยและพลบรรจุกระสุนจึงตัดสินใจเดินกลับยังไปแนวของเยอรมัน เพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนบาร์กมานน์และพลประจำรถที่เหลืออยู่ ทำหน้าที่เฝ้ารถถังที่จมอยู่ในหิมะนั้น

เมื่อย่างเข้าสู่เช้าวันใหม่ เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นโบราณของสหภาพโซเวียต แบบ ราทาส (Ratas) หลายลำ ก็ปรากฏตัวบนท้องฟ้า และดำดิ่งลงมาโจมตีรถถังหมายเลข 221 แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก จนกระทั่งทหารราบรัสเซียเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ พร้อมกับปืนใหญ่ต่อสู้รถถังที่ใช้ม้าลากจูง บาร์กมานน์จึงบอกพลประจำรถที่เหลืออีก คนว่า “.. เราจะสู้ และไม่ยอมสละรถถัง ..” พร้อมกับสั่งให้พลวิทยุติดต่อกลับไปยังแนวหลังเพื่อขอความช่วยเหลือ



ทหารกองทัพแดงของสหภาพโวเวียตพร้อมปืนใหญ่ต่อสู้รถถังกำลังรุกคืบหน้าเข้าโจมตีแนวตั้งรับของทหารเยอรมัน


แม้รถถังแบบแพนเซอร์ จะจมลึกลงไปในหิมะ แต่ป้อมปืนและอาวุธต่างๆ ยังคงใช้การได้ตามปกติ บาร์กมานน์ทำหน้าที่พลปืน ทำการยิงปืนใหญ่ประจำรถขนาด 50 มิลลิเมตร เข้าใส่ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของรัสเซีย ที่ซ่อนอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ ในขณะที่ปืนใหญ่เหล่านั้นก็ระดมยิงสวนกลับมา กระสุนปืนใหญ่ส่งเสียงหวีดหวิวเฉียดป้อมปืนรถถังไปมา บางนัดกระทบตัวถัง แต่ก็ไม่สามารถเจาะทะลุหรือสร้างความเสียหายให้รถถังหมายเลข 221 ได้มากนัก ในเวลาไม่นานนัก บาร์กมานน์ ก็สามารถทำลายปืนใหญ่ต่อสู้รถถังลงได้ กระบอก พร้อมกับเสียงตะโกนของพลวิทยุที่แจ้งว่า “.. ความช่วยเหลือกำลังจะมาถึงแล้ว ..”

เวลาของบาร์กมานน์ มีเหลือไม่มากนัก เนื่องจากพวกเขาเหลือกระสุนปืนใหญ่เพียง 10 นัด จำต้องยิงอย่างประหยัดและบังเกิดผลทุกนัด ในที่สุดปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของทหารรัสเซียกระบอกที่สี่ ก็ถูกทำลายลง เขามองเห็นปืนใหญ่ต่อสู้รถถังกระบอกนั้น ระเบิดกระจายลอยขึ้นไปในอากาศ

คราวนี้ทหารราบรัสเซียเริ่มใช้ปืนเล็กยาวต่อสู้รถถังขนาด 7.62 เซนติเมตร ระดมยิงเข้าใส่รถถังของฝ่ายเยอรมัน บาร์กมานน์พยายามใช้ปืนกลประจำรถยิงเข้าใส่ชุดทำลายรถถังของทหารกองทัพแดง แต่ทหารเหล่านั้นก็เคลื่อนไปมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยิงสวนกลับมา จนกระทั่งการยิงนัดที่สี่ของทหารราบรัสเซีย กระสุนขนาด 7.62 เซนติเมตร ก็เจาะเข้าเครื่องยนต์ทางด้านหลังของรถถังแบบแพนเซอร์ และเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว

บาร์กมานน์สั่งการให้ทุกคนรีบออกไปจากรถถัง ทุกคนต่างตะเกียกตะกายปีนออกจากป้อมปืน และกระโดดลงไปยังกองหิมะด้านล่าง ท่ามกลางการระดมยิงด้วยอาวุธนานาชนิดของข้าศึก ทหารเยอรมันทั้งสามนายพยายามล่าถอยกลับไปยังแนวของตน 

ในทันใดนั้นรถถังของกองร้อยที่ ซึ่งเป็นชุดช่วยเหลือของเยอรมัน ก็เดินทางมาถึงและทำการระดมยิงใส่ทหารราบรัสเซียจนแตกกระจัดกระจาย บาร์กมานน์ร้องขอให้ชุดช่วยเหลือกลับไปกู้รถถังหมายเลข 221 อีกครั้ง เมื่อกลับไปถึงจุดที่รถถังของเขาติดหล่มหิมะ ก็พบว่าไฟได้ไหม้ลามรถถังไปมากแล้ว และไม่สามารถที่จะนำกลับมาซ่อมแซมได้อีก

อีกไม่กี่วันต่อมา จอมพล อีริค ฟอน แมนสไตน์ (Erich von Manstein) ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพใต้ของเยอรมัน ก็สั่งให้ทุกหน่วยถอยร่นออกจากเมืองคาร์คอฟ ก่อนที่จะวางแผนรุกกลับเพื่อตอบโต้กองทัพแดงอย่างรุนแรง จนสามารถยึดเมืองคาร์คอฟคืนมาได้ ในการรบครั้งนี้ บาร์กมานน์ต้องทำการรบแบบทหารราบ เนื่องจากรถถังถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก และมีจำนวนไม่พอ แต่ด้วยความกล้าหาญ ทำให้เขาได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส อุนเธอร์ชาร์ฟือเรอห์ (SS-Unterscharfuhrer เป็นชั้นยศของหน่วย เอส เอส เทียบ เท่าชั้นยศสิบเอกในกองทัพบกในวันที่ กันยายน ค..1943

(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 15 ธันวาคม 2556
Last Update : 29 ธันวาคม 2556 12:48:45 น. 0 comments
Counter : 1574 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.