VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
สมรภูมิที่ เคริซ์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2

สมรภูมิที่ เคริซ์ หรือ ยุทธการ ซิทาเดล ในสงครามโลกครั้งที่สอง

Battle of Kursk - Operation Citadel


โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ


ลงพิมพ์ในนิตยสาร Military ฉบับเดือนมกราคม 2553


---------------------------------





นี่คือแผนที่แนวรบด้านตะวันออก หรือด้านรัสเซีย ก่อนยุทธการ ซิทาเดล (Citadel) ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์จะเปิดฉากขึ้น สีเขียวคือ กำลังฝ่ายเยอรมัน สีแดงคือกองทัพรัสเซีย

จะเห็นส่วนของกองทัพรัสเซียยื่นเข้ามาในเขตของเยอรมัน หรือที่เรียกว่า salient ฮิตเลอร์ต้องการทำลายกองทัพรัสเซียที่อยู่ในส่วนที่ยื่นเข้ามาให้หมดไป ด้วยการให้กองทัพเยอรมัน ที่อยู่ด้านบนตีลงมา และกองทัพเยอรมันที่อยู่ด้านล่างตีตัดส่วนที่ยื่นมาขึ้นไป แล้วไปบรรจบกับส่วนข้างบน

ซึ่งถ้ายุทธการซิทาเดล ประสบผลสำเร็จ ทหารรัสเซียจำนวนมากในส่วนที่ยื่นเข้ามา จะถูกตัดขาด และถูกโอบล้อม

อย่างไรก็ตาม จอมพลอีริค ฟอน แมนสไตน์ (Eric Von Manstein) แย้งว่า เยอรมันยังไม่พร้อมที่จะทำการรุกใดๆในขณะนั้น เนื่องจากหน่วยต่างๆ ได้รับความบอบช้ำมาจากสงครามในช่วงที่ผ่านมา ควรจะรอไปจนถึงต้นปี 1944 หรือฤดูร้อน เพราะสถานการณ์ในปี 1943 ไม่เหมือนสถานการณ์ในปี 1941 หรือ 1942 ที่เยอรมันสามารถทำการรุกได้ทุกรูปแบบ

แต่ฮิตเลอร์ก็ยังคงยืนยันที่จะเปิดยุทธการซิทาเดล ในปี 1943 และนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งกำลังพล และยุทโธปกรณ์







นับตั้งแต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำนาซีเยอรมันได้ตัดสินใจเปิดแนวรบด้านตะวันออกขึ้น ด้วยการส่งทหารเยอรมันกว่าสามล้านคน รถถังอีก 3,900 คันข้ามพรมแดนอันยาวเหยียดเข้าไปในประเทศรัสเซีย ภายใต้ยุทธการ “บาร์บารอสซ่า” (Operations Barbarossa) ในปี ค.ศ.1941 กองทัพนาซีเยอรมันก็ยังไม่เคยประสบกับความพ่ายแพ้อันยิ่งใหญ่ครั้งใดเท่ากับความพ่ายแพ้ของกองทัพที่ 6 ซึ่งนำโดยจอมพล เฟรดริช ฟอน เปารัส (Friedrich Von Paulus) ในการรบที่เมือง “สตาลินกราด” (Stalingrad) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943 ที่ส่งผลให้กำลังพลของเยอรมันต้องบาดเจ็บ ล้มตายลงเป็นจำนวนถึง 750,000 นาย ถูกจับเป็นเชลยอีกกว่า 91,000 นาย และทำให้แนวรบระหว่างเยอรมันกับรัสเซียมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ทั้งนี้เนื่องจากทหารรัสเซียสามารถวางกำลังรุกล้ำเข้ามาในแนวหน้าของเยอรมันลึกเข้ามาถึง 150 กิโลเมตร กว้าง 200 กิโลเมตร เกิดเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่รอบๆ เมืองเคริซ์ (Kursk) ส่งผลให้ฝ่ายเยอรมันต้องทุ่มเทกำลังพลจำนวนมหาศาลในการตรึงแนวหน้าของกองทัพรัสเซียบริเวณนี้เอาไว้ เพื่อป้องกันการรุกคืบหน้าเข้ามาของกองทัพรัสเซีย เพราะหากรัสเซียสามารถรุกคืบหน้าเข้ามาตามพื้นที่ส่วนที่ยื่นเข้ามาได้แล้ว ก็เท่ากับหัวหอกของกองทัพรัสเซียสามารถเจาะช่องว่างเพื่อแบ่งแยกกลุ่มกองทัพกลางและกลุ่มกองทัพใต้ของเยอรมันออกจากกัน แล้วสามารถตีตลบหลังเข้าโอบล้อมกองทัพเยอรมันได้ทั้งสองด้าน สถานการณ์ ณ เวลานั้นจึงนับเป็นสถานการณ์ที่กองทัพนาซีเยอรมันมีความเสี่ยงสูงเป็นอย่างมาก

ในภาวะที่เหตุการณ์เต็มไปด้วยความคับขันเช่นนี้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มิเพียงแต่จะคิดในการตรึงแนวรบดังกล่าวเอาไว้เท่านั้น แต่เขายังต้องการครองความริเริ่ม (Initiative) ด้วยการทำลายกองทัพรัสเซียจำนวนมหาศาลในพื้นที่ส่วนที่ยื่นเข้ามานี้อีกด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของแผนยุทธการ “ซิทาเดล” (Operations CITADEL) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อโจมตีบดขยี้กองทัพรัสเซียบริเวณรอบๆ พื้นที่เมืองเคริซ์ ด้วยกำลังทหารเยอรมันจำนวนมากถึง 900,000 คน รถถังและยานยนต์หุ้มเกราะนานาชนิดกว่า 2,700 คัน และปืนใหญ่อีก 10,000 กระบอก

โดยฮิตเลอร์ได้มอบหมายให้นายพลอีริค ฟอน แมนสไตน์ (Erich Von Manstein) ขุนพลที่มีความสามารถของเขาเป็นผู้บัญชาการรบในครั้งนี้ และฮิตเลอร์ยังหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าชัยชนะในการรบครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของสงครามทางด้านตะวันออก อีกทั้งจะเป็นการหยุดกระแสการรุกตอบโต้ของกองทัพรัสเซียลงได้อย่างสิ้นเชิง

แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้นำนาซีเยอรมันและหน่วยสืบราชการลับของเขาไม่ล่วงรู้มาก่อนก็คือ รัสเซียในปี ค.ศ.1943 นั้นแตกต่างจากช่วงเริ่มต้นของสงครามในปี ค.ศ.1941 อย่างสิ้นเชิง โรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งโยกย้ายจากเมืองใหญ่ๆ ของรัสเซียไปตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาอูราล (Urals) อันห่างไกลจากแนวรบและห่างไกลจากการรังควานของเครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมัน ได้ดำเนินการผลิต “จักรกลสงคราม” อันทรงประสิทธิภาพจำนวนมากมายมหาศาลออกสู่แนวหน้า

เช่น เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินแบบ IL-2 Sturmovik ที่มีความทนทานต่อการระดมยิงด้วยปืนต่อสู้อากาศยานและมีความแม่นยำในทำลายรถถังของข้าศึกด้วยการโจมตีแบบดำทิ้งระเบิด โดยรัสเซียมีการผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ออกมาเป็นจำนวนมากถึง 36,000 ลำ เพื่อใช้ในการทำลายล้างรถถังของเยอรมันในแนวรบด้านตะวันออกโดยเฉพาะ รวมทั้งเป็นการลดความได้เปรียบในการใช้รถถังของเยอรมันลงอีกด้วย

นอกจากนี้รัสเซียยังมีการผลิตรถถังขนาดกลางแบบ ที 34 (T 34) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถถังที่ดีที่สุดแบบหนึ่งของโลกในเวลานั้นออกมาเป็นจำนวนมากโดยมีผู้เปรียบเทียบจำนวนของรถถังรุ่นนี้ที่เข้าสู่สนามรบว่า “เปรียบได้ดังสายน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากและไม่หยุดยั้ง” ซึ่งการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากมายเหล่านี้เองที่ทำให้ความได้เปรียบที่ฝ่ายเยอรมันเคยครอบครองอยู่ ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้แม้ว่าการเตรียมการเปิดยุทธการ “ซิทาเดล” ของฝ่ายเยอรมัน จะกระทำอย่างระมัดระวังและปกปิดอย่างที่สุดแล้วก็ตาม แต่สายลับรัสเซียที่มีนามว่า รูดอล์ฟ โรสสเลอร์ (Rudolf Roessler) ซึ่งเป็นชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ และมีแนวคิดต่อต้านลัทธินาซี โดยใช้รหัสเรียกขานว่า “ลูซี่ (Lucy)” ก็สามารถล่วงรู้ถึงแผนการดังกล่าวได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้โจเซฟ สตาลิน (Josef Stalin) ผู้นำของรัสเซียทราบถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายเยอรมันทุกขั้นตอน

กล่าวกันว่าด้วยการรายงานของ “ลูซี่” ทำให้สตาลินรู้รายละเอียดของแผนการล่วงหน้า ก่อนที่คำสั่งการรบจะเดินทางจากกรุงเบอร์ลินมาถึงแนวหน้าเสียอีก เขาจึงมีเวลาในการเตรียมการรับมือมากพอสมควร และตัดสินใจส่งนายพลจิออร์กี้ ซูคอฟ (Georgi Zhukov) มาเป็นผู้บัญชาการรบในครั้งนี้ ซึ่งนายพลซูคอฟนั้นนับเป็นผู้บัญชาการรบที่มีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งของรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเขาเป็นผู้วางแผนป้องกันกรุงมอสโคว์จากการบุกเข้ายึดของฝ่ายเยอรมันไว้ได้สำเร็จ อีกทั้งยังเป็นผู้วางแผนพิชิตกองทัพที่ 6 ของเยอรมันลงอย่างราบคาบในการรบที่เมืองสตาลินกราดอีกด้วย

นายพลซูคอฟมีเวลาในการเตรียมกำลังเพื่อรับมือกับการรุกของเยอรมันอย่างเหลือเฟือ ภายหลังจากการวิเคราะห์สถานการณ์แล้ว เขาได้แจ้งกลับไปที่สตาลินว่า การเอาชนะศึกในครั้งนี้ ควรจะปล่อยให้เยอรมันเคลื่อนที่เข้าตี โดยฝ่ายรัสเซียดำเนินการตั้งรับอย่างเข้มแข็งแล้วทำลายกองทหารเยอรมันที่อ่อนล้าจากการรุกให้สิ้นซาก สตาลินเห็นด้วยกับซูคอฟ เขาจึงจัดการระดมกำลังพลครั้งใหญ่เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ โดยไม่พะวงต่อการรบด้านอื่น เนื่องจาก “ลูซี่” ได้รายงานว่า เยอรมันจะไม่เปิดฉากการรุกทางด้านอื่นๆ กำลังของซูคอฟมีจำนวนทั้งสิ้น 11 กองทัพ ประกอบไปด้วยกำลังพลกว่า 1,700,000 คน รถถังจำนวน 3,300 คัน ปืนใหญ่จำนวน 20,000 กระบอก และเครื่องบินอีกกว่า 2,000 ลำ ทุ่นระเบิดและกับระเบิดอีกกว่าครึ่งล้านลูก

แม้ว่ากำลังพลของรัสเซียส่วนหนึ่งจะเป็นทหารใหม่ที่ด้อยประสบการณ์อย่างมากก็ตาม แต่ก็นับเป็นศักยภาพในการรบที่มากมายมหาศาลอย่างที่ฝ่ายเยอรมันเทียบไม่ติดเลยทีเดียว

นอกจากนี้ซูคอฟยังได้จัดทำ “แนวตั้งรับ” ที่ได้รับการบันทึกไว้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่า “เป็นแนวตั้งรับที่เข้มแข็งที่สุด” โดยแนวตั้งรับของเขาประกอบด้วยแนวต่างๆ ถึง 6 แนว แต่ละแนวประกอบด้วยสนามเพลาะ ทุ่นระเบิด และคูดักรถถัง ซูคอฟวางแผนว่า เมื่อแนวตั้งรับแนวแรกของรัสเซียถูกทำลายลง กำลังพลจากแนวแรกจะล่าถอยไปสมทบกับแนวที่สอง และในระหว่างที่เยอรมันเคลื่อนที่จากแนวแรกไปแนวที่สอง จะพบกับการระดมยิงด้วยปืนใหญ่อย่างหนัก เมื่อถึงแนวที่สอง ทหารเยอรมันจะเริ่มบอบช้ำ ในทางตรงกันข้ามทหารรัสเซียในแนวที่สองซึ่งมีกำลังพลที่ล่าถอยจากแนวแรกมาเสริม ก็จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น สรุปก็คือ “ยิ่งรุก เยอรมันจะยิ่งอ่อนล้า” ในขณะที่แนวตั้งรับของรัสเซีย “ยิ่งรับ รัสเซียจะยิ่งเข้มแข็งขึ้น” นั่นเอง

ในส่วนอาวุธยุธโธปกรณ์ที่ใช้ในการรบนั้น ทางฝ่ายเยอรมันมีรถถังส่วนใหญ่เป็นรถถัง Panzer MK IV หรือแม้กระทั่ง MK III ซึ่งติดตั้งปืนใหญ่ 50 มม. ที่ด้อยกว่ารถถังหลักแบบที 34 ของรัสเซีย แม้ว่าเยอรมันจะมีการใช้รถถังรุ่นใหม่อย่างรถถังแพนเธอร์ (Panzer V – Panther) และรถถังไทเกอร์ (Panzer VI – Tiger) รวมทั้งรถปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นใหม่แบบ เอลเลแฟนท์ (Elefant) แต่เนื่องจากความรีบร้อน รถถังทั้งสามรุ่นนี้จึงมีปัญหาต่างๆ มากมาย

เช่น ปัญหาด้านเครื่องยนต์ ซึ่งส่งผลให้รถถังแพนเธอร์จำนวนมากขัดข้องก่อนออกปฏิบัติการ ส่วนรถปืนใหญ่อัตตาจร “เอลเลแฟนท์” ก็ประสบปัญหาการขาดอาวุธปืนกลในการป้องกันตัวมันเองจากการบุกเข้ามาของทหารราบชุดทำลายรถถังของรัสเซีย จนบางครั้งพลประจำรถเอลเลแฟนท์ต้องพยายามอย่างน่าสงสารและสิ้นหวังในการใช้ปืนใหญ่ประจำรถยิงทำลายทหารราบรัสเซียที่อยู่รอบๆ ตัวรถก่อนที่ตัวมันเองจะถูกทำลายลงอย่างหมดหนทางสู้เป็นจำนวนมาก

สำหรับรถถังแบบไทเกอร์อันลือชื่อนั้นก็มีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก เมื่อต้องเผชิญกับรถถังแบบ ที 34 ที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัวชนิดที่เรียกว่า “ทำลายเท่าไรก็ไม่หมดสิ้น” รวมทั้ง ที 34 ก็ได้อาศัยความคล่องตัวรุกเข้าประชิดรถถัง Tiger บริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเครื่องยนต์อันเป็นจุดอ่อนของมัน แล้วยิงทำลายรถถัง Tiger ลงในที่สุด

การรบในยุทธการซิทาเดลนั้น นายพลแมนสไตน์ของเยอรมันนอกจากจะระดมกำลังจากหน่วยต่างๆ แล้ว เขายังได้มีการระดมกำลังรถถังจากหน่วยยานเกราะ เอส เอส ซึ่งมีขีดความสามารถสูงที่สุดและมีอาวุธดีที่สุดของกองทัพเยอรมันจำนวน 3 กองพลเข้าด้วยกันเพื่อการรุกในครั้งนี้ โดยแมนสไตน์ได้นำกองพลยานเกราะทั้งสามเข้าบรรจุไว้ในกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 (2nd SS. Panzer Corps) ขึ้นการบังคับบัญชากับกองทัพยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Army) ของนายพลแฮร์มาน โฮท (Herrman Hoth) กองพล เอส เอส ทั้งสามประกอบด้วย

- กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (1st SS. Panzer Division Leitstandarte Adolf Hitler)
- กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ (2nd SS. Panzer Division Das Reich) และ
- กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ (3rd SS. Panzer Division Totenkolf)

การรุกในครั้งนี้ หน่วยยานเกราะเอส เอส มีการจัดรูปขบวนรถถังของตนเข้าสู่แนวหน้าของรัสเซียเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบแรก ใช้รถถังไทเกอร์ซึ่งมีเกราะหนา มีความทนทานสูง ติดปืนใหญ่ขนาด 88 ม.ม. ที่แม่นยำราวกับจับวางเป็นกำลังหลักอยู่ตรงกลางของรูปขบวน มีรถถังแพนเธอร์ที่มีความคล่องแคล่ว และถูกออกแบบมาเพื่อต่อกรกับรถถัง ที 34 โดยเฉพาะ วางกำลังอยู่ที่ปีกทั้งสองข้างของรูปขบวน ส่วนรูปแบบที่สอง ใช้รถถังแพนเธอร์ที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและมีอำนาจการยิงทำลายสูงด้วยปืนใหญ่ประจำรถขนาด 75 ม.ม. เป็นกำลังหลักอยู่ส่วนกลางของรูปขบวน และใช้รถถังแบบ Panzer MK III, Panzer MK IV ซึ่งมีอานุภาพด้อยกว่า แต่มีความเร็วสูงกว่าเป็นกำลังส่วนปีกทั้งสองข้าง

จะเห็นได้ว่ารูปขบวนรถถังของเยอรมันในการเข้าตีทั้งสองรูปขบวนนี้ นับเป็นรูปขบวนที่ทรงประสิทธิภาพมาก เพราะอำนาจการยิงอยู่ตรงกลาง เหมาะกับการเจาะแนวตั้งรับที่แข็งแกร่งของรัสเซีย เมื่อเจาะแนวของรัสเซียแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว ก็ใช้รถถังที่มีความเร็วและความคล่องตัวที่ปีกทั้งสองข้างของรูปขบวนเข้าโอบล้อมหรือเข้าตีตลบ และทำลายล้างกำลังทหารรัสเซียที่ถูกโอบล้อมได้ อันเป็นยุทธวิธีการรบแบบสายฟ้าแลบหรือ บริซครีก (Blitzkrieg) ที่ลือชื่อและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในแนวรบด้านรัสเซียขณะเปิดยุทธการ “ซิทาเดล” นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้ในการรบครั้งนี้เยอรมันมีจุดอ่อนอย่างเห็นได้ชัด 2 ประการคือ

ประการแรก ภูมิประเทศในการรบครั้งนี้เป็นทุ่งโล่ง ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าและไร่ข้าวโพดอันกว้างใหญ่สุดสายตา ทำให้ทหารรัสเซียในแนวตั้งรับสามารถมองเห็นรถถังของเยอรมันได้ในระยะไกลที่ขอบฟ้า และสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งสามารถใช้ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังระดมยิงรถถังของเยอรมันได้ในระยะไกล ก่อนที่รถถังเยอรมันจะจับเป้าหมายได้ อีกทั้งรถถังไทเกอร์อันน่าเกรงขามของเยอรมันนั้น ก็มีน้ำหนักมากจนทำให้การเคลื่อนที่อุ้ยอ้ายและเชื่องช้าเกินไปเมื่อเทียบกับรถถังที 34 ของรัสเซีย

ประการที่สอง รถถังแพนเธอร์ที่เยอรมันฝากความหวังเอาไว้ ก็มีเครื่องยนต์ที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะมันเพิ่งเดินทางออกมาจากโรงงาน ยังไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ แพนเธอร์บางคันเข้าสู่สนามรบอย่างรีบร้อน จนไม่มีเวลาแม้กระทั่งทำการพ่นสีพรางและติดหมายเลขประจำรถเลย ในขณะเดียวกันพลประจำรถถังแพนเธอร์ส่วนใหญ่ก็ด้อยประสบการณ์อย่างมาก

การรุกของเยอรมันเปิดฉากขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1943 เวลา 04.30 น. ก่อนการรุก ฝ่ายรัสเซียสืบทราบแผนของเยอรมันอย่างละเอียด จึงระดมยิงด้วยปืนใหญ่จำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นกระบอก เพื่อทำลายการเตรียมการเข้าตีของเยอรมัน โดยระดมยิงอยู่เป็นเวลานานถึง 15 นาที ทำให้กำลังพลของเยอรมันในพื้นที่รวมพลสับสนอย่างหนัก แต่ก็สามารถปรับกำลังได้อย่างรวดเร็ว และรุกไปข้างหน้าได้ตามกำหนดเวลา

แต่เมื่อรุกไปได้ไม่นาน ทหารเยอรมันก็ได้พบกับการต้านทานอย่างเหนียวแน่นจากแนวตั้งรับแรกของทหารรัสเซีย รถถังไทเกอร์ของเยอรมันที่ใช้เป็นหัวหอกในการรุกมีอานุภาพเหนือกว่ารถถังที 34 ของรัสเซียก็จริง แต่ทุ่นระเบิดดักรถถังกว่าครึ่งล้านลูกที่ฝ่ายรัสเซียวางไว้ ตลอดจนคูดักรถถังที่มีถึง 6 ชั้น ก็สร้างความเสียหายให้รถถังอันน่าเกรงขามของฝ่ายเยอรมันเป็นอย่างมาก

รถถังไทเกอร์สังกัดกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ซึ่งเป็นกองพลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหน่วยหนึ่งของเยอรมัน เข้าโจมตีกองพลรถถังการ์ดที่ 52 (52nd Tank Guards Regiment) ของรัสเซียอย่างรุนแรง แม้ว่าจะสามารถรุกคืบหน้าไปได้ แต่ก็ต้องพบกับความสูญเสียอย่างหนัก ส่วนกองพลยานเกราะเอส เอส ที่ 1 และ 2 ก็สูญเสียอย่างหนักเช่นกัน และสามารถรุกคืบหน้าไปได้ไม่มากนัก

ทหารยานเกราะของหน่วย เอส เอส ทำการรบอย่างห้าวหาญ เช่น เคริท ซาเมทไรเทอร์ (Kurt Sametreiter) ผู้บังคับหมวดต่อสู้รถถังของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด สามารถทำลายรถถังรัสเซียได้ถึง 24 คัน ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยปืนต่อสู้รถถังเพียง 4 กระบอก ในขณะเดียวกันรถถังไทเกอร์ หมายเลข 13 ของกองพลดังกล่าวก็ทำลายรถถัง ที 34 ของรัสเซียได้เป็นจำนวนถึง 20 คัน ในวันแรกของการรบ ยอดรวมของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 กองพลเดียวสามารถทำลายรถถังรัสเซียได้กว่า 500 คัน ตลอดการรบตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายนจนถึงวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ.1943 แต่รถถังของรัสเซียที่สูญเสียไปก็ถูกทดแทนอย่างรวดเร็วด้วยกำลังหนุนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ในทางตรงข้ามรถถังของเยอรมันที่สูญเสียไป ไม่มีโอกาสที่จะทดแทนได้อีก ทั้งนี้เนื่องมาจากระยะทางที่ห่างไกลและความขาดแคลนทรัพยากรสงครามของเยอรมัน

การรบตามยุทธการ “ซิทาเดล” ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด กำลังทหารของทั้งสองฝ่ายประหัตประหารกันด้วยอาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ ทั้งรถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนใหญ่ เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินดำทิ้งระเบิดทำลายรถถัง อาวุธประจำกาย จนถึงการต่อสู้ด้วยมือเปล่า

ในที่สุดรถถังจำนวน 850 คันของกองทัพรถถังการ์ดที่ 5 ของรัสเซีย (5th Guards Tank Army) ก็ได้มาพบกับรถถังจำนวน 600 คันของกองทัพน้อยยานเกราะที่ 2 ของเยอรมันที่เมืองโปรโครอฟกา (Prokhorovka) และเริ่มทำการรบกันอย่างหนักหน่วง จนประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ต้องบันทึกเอาไว้ว่า การรบที่นี่เป็นการรบทางรถถังที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่มีการต่อสู้ด้วยรถถังมา ในขณะเดียวกันบนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเครื่องบินดำทิ้งระเบิดแบบ เจยู 87 สตูก้า (Ju 87 Stuka) ของเยอรมันและแบบ IL-2 Sturmovik ของรัสเซียที่ต่างก็ทำหน้าที่ในการล่าทำลายรถถังของฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดความสามารถ ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายมีมากมาย ซากรถถังและควันไฟตลอดจนซากศพของทหารเกลื่อนกราดไปทั่วสมรภูมิแห่งนี้

จนในวันที่ 13 มิถุนายน ฮิตเลอร์ก็สั่งยกเลิกยุทธการ “ซิทาเดล” เนื่องจากความสูญเสียของทหารเยอรมันที่มีสูงถึง 100,000 คน โดยเฉพาะกองทัพน้อย เอส เอส ที่ 2 เหลือรถถังเพียง 183 คัน รถปืนใหญ่อัตตาจร 64 คัน ในขณะที่ทหารรัสเซียก็สูญเสียเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเสียชีวิตถึง 250,000 คน บาดเจ็บอีกกว่า 600,000 คน รถถังของรัสเซียกว่าครึ่งที่เข้าร่วมในการรบถูกทำลาย แต่ก็ถูกทดแทนด้วยกองหนุนจำนวนมหาศาล นายพลไฮน์ กูเดเรียน (Heinz Guderian) หนึ่งในยอดขุนพลของเยอรมันถึงกับกล่าวว่า "กำลังยานเกราะที่รวบรวมมาอย่างยากลำบาก เพื่อการรบครั้งนี้ ได้ประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก (heavily lost) ทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์” และความพ่ายแพ้ของเยอรมันในยุทธการ “ซิทาเดล” ครั้งนี้ก็ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเยอรมัน เพราะนับจากนี้ไปเยอรมันก็ไม่มีโอกาสเปิดฉากการรุกครั้งใหญ่ในแนวรบด้านรัสเซียได้อีกเลยจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง





กำลังพลของหน่วย เอส เอส จากประเทศฟินแลนด์ ที่เข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารเยอรมัน ในการรบด้านรัสเซีย





รถถัง Panzer V - Panther ซึ่งเพิ่งออกจากโรงงาน มุ่งตรงสู่สมรภูมิ Kursk ทันที





รถถัง Panzer VI - Tiger ของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ ขณะเดินทางเข้าสู่สมรภูมิที่ Kursk





ทหารรัสเซียกำลังสำรวจซากรถถัง Panzer V Panther ซึ่งถูกยิงเสียหายในการรบที่ Kursk



-----------------------------------






Create Date : 12 กรกฎาคม 2552
Last Update : 25 ตุลาคม 2553 8:08:23 น. 7 comments
Counter : 3946 Pageviews.

 
ยิ่งอ่านก็ยิ่งชื่นชมทหารเยอรมัน ขอไม่ใช้คำว่าทหารนาซีนะคะ
ต่อให้ไม่เห็นด้วยกับฮิตเล่อร์ แต่ก็ต้องปฎิบัติตามคำสั่ง ถ้าผู้นำสูงสุดของเยอรมันเป็นคนอื่น ก็คงจะไม่สูญเสียมากขนาดนี้


โดย: แม่ตะวัน IP: 124.120.174.205 วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:23:36:13 น.  

 
กองทัพเยอรมันน่าจะใช้การรบแบบการบเคลื่อนที่
หลอกล่อให้กองทัพรุสเซียบุกเข้าสู่พื้นที่สังหารมากกว่า
ที่จะบุกเองเนื่องจากกำลังพลฝ่ายตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก น่าจะยอมสละเมือง kurse สะสมกำลังใหม่
อย่างที่นายมานสไตร์แนะนำ


โดย: สกล ศุภมาศ IP: 61.19.228.46 วันที่: 2 พฤศจิกายน 2552 เวลา:14:50:04 น.  

 
ข้าจะสานฝันท่าน ไฮร์ ฮิตเลอร์


โดย: TIW NAZI IP: 182.93.194.21 วันที่: 4 ตุลาคม 2553 เวลา:13:20:17 น.  

 
หนังเรื่องจะหาได้ที่ไหน


โดย: พงศิลป์ IP: 183.89.26.1 วันที่: 13 ธันวาคม 2553 เวลา:19:31:55 น.  

 
เราขอสดุดีและชื่นชมความกล้าหาญของนายพลและทหารเยอรมันทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างทหารจริง ๆ มิใช่การเมืองลัทธินาซี คนที่เป็นคอหนังสงครามส่วนใหญ่ก็จะเชียร์กองทัพเยอรมันกันทั้งนั้น แต่ท่านฮิตเลอร์ผุ้โง่เขลาและบ้าบิ่นจึงนำพาความพ่ายแพ้มาให้กองทัพเยอรมันเอง ความฮึกเฮิมแบบเดิม บวกความ
ประมาท ขาดความรอบคอบ ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่รู้เขา รู้เรา เป็นเหตุให้แพ้สงครามในที่สุด


โดย: แฟนคลับทหารเยอรมัน IP: 125.26.113.129 วันที่: 10 ตุลาคม 2555 เวลา:11:20:07 น.  

 
ข้าพระเจ้า จะกำเนิด อณาจักรไซร์ที่3 ต่อจากท่าน ฮิตเลอร์ ไฮ.....ฮิตเลอร์


โดย: องค์รักษ์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ IP: 125.27.231.101 วันที่: 2 เมษายน 2556 เวลา:0:25:29 น.  

 
มันผิดตั้งแต่ให้สิบโทมาเป้น ผบ.สูงสุด แล้ว มันมุ่งแต่จะลุยสดบ้าพลัง โดยไม่ฟังคำแนะนำของฝ่ายเสธ ต่อให้เป็นกองทัพเทพแค่ไหนก็มีแต่ความฉิบหาย่


โดย: ไปลงนรกเถอะไอ้ฮิตเลอ IP: 119.46.176.222 วันที่: 3 พฤษภาคม 2556 เวลา:14:33:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.