VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ฮานส์ อูลริค รูเดิล "อัศวินสตูก้าของฮิตเลอร์" ตอนที่ 8

ฮานส์ อูลริค รูเดิล

(Hans Ulrich Rudel)

อัศวินแห่ง “สตูก้า” เหนือฟากฟ้าสหภาพโซเวียต

ตอนที่ 8

จากหนังสือเรื่อง "อัศวินของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์"

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ.สิ่งพิมพ์ พ.ศ.2537

ห้ามทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ ให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและค้นคว้าแก่ผู้สนใจเท่านั้น




แนวรบด้านสหภาพโซเวียตในห้วงเวลาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทางภาคพื้นดินพวกอีวานรุกเข้าใส่กองทัพเยอรมันอย่างไม่หยุดยั้งในทุกแนวรบ ส่วนบนท้องฟ้านั้นเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่แบบ ยัค-3 (Yak-3) ของกองทัพแดงก็ออกปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ

ในทางตรงข้ามเครื่องบินขับไล่ของเยอรมันก็ร่อยหรอลงอย่างมาก จนหลายครั้งที่ฮานส์ อูลริค รูเดิลและฝูงบินของเขาต้องทำการรบโดยไม่มีเครื่องบินขับไล่ให้การคุ้มกัน ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะเครื่องบิน เจยู 87 สตูก้า ไม่ใช่เครื่องขับไล่ มันมีความเร็วต่ำและเป็นเครื่องบินที่เริ่มล้าสมัยไปแล้ว

อย่างไรก็ตามกองบินเครื่องบินขับไล่ที่ 52 (52nd Fighter Wing) ก็ได้ส่งเครื่องบินขับไล่มาทำการคุ้มกันฝูงบินที่ ของเขาในช่วงต่อมา การสู้รบเหนือน่านฟ้าเต็มไปด้วยความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เครื่องบินรัสเซียสามารถตอบโต้กองทัพอากาศเยอรมันได้อย่างรุนแรง ดุดัน และอำมหิต 

ดังเช่นทุกครั้งที่เครื่องบินของเยอรมันถูกยิงตก และนักบินสามารถกระโดดร่มออกมาได้ ฮานส์ อูลริค รูเดิล และฝูงบินของเขาต้องคอยบินวนรอบๆ ร่มของนักบินเยอรมัน เพราะนักบินรัสเซียส่วนมากได้ใช้ร่มและร่างของนักบินเยอรมันเป็นเป้า สำหรับซ้อมยิงของพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าร่มนั้นลอยเข้าไปในแนวรบของเยอรมัน

ต่อมาฮานส์ อูลริค รูเดิล ได้รับเชิญจากจอมพลอากาศ แฮร์มานน์ เกอริง (HerrmannGoering) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมันให้เข้าพบที่เมือง “นูเรมเบอร์ก” (Nuremberg) ที่ซึ่งแฮร์มานน์ เกอริง ได้มอบเหรียญนักบินทองคำฝังเพชร (Golden Pilot's Medal with Diamond) ให้กับเขาและเสนอให้ย้ายมาเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ของเยอรมัน นั่นคือ แมสเซอร์ชมิทท์ 410 ที่ติดตั้งปืนใหญ่อากาศขนาด 50 มิลลิเมตร

แต่ฮานส์ อูลริค รูเดิล ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยให้เหตุผลว่า เขามีความฝันที่จะเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ แต่จากเวลาที่ผ่านมาเขามีประสบการณ์อย่างมากในการเป็นนักบินเครื่องโจมตีแบบดำทิ้งระเบิด จึงเป็นการดีหากเขายังคงปฏิบัติหน้าที่เดิมต่อไป 

แฮร์มานน์ เกอริง กล่าวว่าท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ตกลงใจที่จะให้เขาย้ายมาเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เพราะไม่ต้องการให้เขานำเครื่องบินร่อนลงหลังแนวรบของข้าศึก เพื่อช่วยเหลือนักบินที่ถูกยิงตก หรือแม้กระทั่งตัวเขาเองก็อาจจะถูกยิงตกได้เช่นกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของฮานส์ อูลริค รูเดิล แต่เขาก็ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด และกลับไปปฏิบัติหน้าที่กับเครื่องบินดำทิ้งระเบิดแบบ เจยู 87 สตูก้าต่อไปที่เมือง “ฮูซี” (Husi)

ในเดือนมิถุนายน ค..1944 ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็มีสถิติการบินปฏิบัติการรบครบ 2,000 เที่ยวบินและได้เข้าพบกับแฮร์มานน์ เกอริง อีกครั้งหนึ่งที่เมือง “ซอลส์เบอร์ก” (Salzburg) เพื่อรับการประดับเหรียญกล้าหาญ ทองคำฝังเพชร สำหรับผู้ปฏิบัติภารกิจในแนวหน้า (GoldenFront Service Medal with Diamond) 

หลังจากนั้นเขาก็เดินทางกลับไปยังแนวหน้าใกล้พรมแดนประเทศฮังการี กองทัพรัสเซียรุกเข้ามาอย่างรวดเร็วในทุกแนวรบ ในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม ฮานส์ อูลริค รูเดิล ฉลองวันเกิดของเขาในแนวหน้า พร้อมกับการบุกครั้งใหญ่ของกองทัพแดง ทำให้เยอรมันต้องล่าถอยมาจนถึงประเทศโปแลนด์

ฮานส์ อูลริค รูเดิล ยังคงทำการบินโจมตีข้าศึกอย่างต่อเนื่อง ยุทธวิธีที่เขาสั่งการให้ฝูงบินของเขาเข้าโจมตีกองทัพแดง ก็คือ เครื่องบินสตูก้าที่บรรทุกระเบิด จะทำการโจมตีปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสำคัญด้วยการบินดำทิ้งระเบิด จากนั้นเมื่อปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานถูกทำลายแล้ว จึงค่อยทำการโจมตีรถถังและยานยนต์ต่างๆ ด้วยปืนประจำเครื่องหรือระเบิด โดยจะทำการบินโจมตีในระยะต่ำ

อย่างไรก็ตามเมื่อสงครามขยายตัวมากขึ้น พวกเขาก็ไม่เพียงแต่ต้องพบกับทหารรัสเซียเท่านั้น ฝูงบินของเขายังต้องพบกับเครื่องบินขับไล่ แบบพี 51 มัสแตง (P51 Mustang) กว่า 300 ลำของกองทัพสหรัฐฯ ที่บินมาจากฐานทััพในเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งหลังจากเสร็จภารกิจเครื่องบินเหล่านี้จะลงเติมน้ำมันในดินแดนของรัสเซียก่อนที่จะเดินทางกลับ

ในวันนั้นฝูงบินสตูก้าของฮานส์ อูลริค รูเดิลมีเพียง 15 ลำและปราศจากเครื่องบินขับไล่คุ้มกัน เป็นครั้งแรกที่เขาออกคำสั่งให้เครื่องบินทุกลำในฝูงปลดระเบิดทิ้ง และทำความเร็วหนีจากการปะทะกับเครื่องมัสแตงเหล่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากเครื่องบินทั้งสองแบบมีสมรรถนะที่แตกต่างกันลิบลับ ในที่สุดเขาก็สามารถนำฝูงบินดำทิ้งระเบิดสตูก้าของเขาทุกลำกลับสู่ฐานได้อย่างปลอดภัย

หลังจากนั้นไม่นานกองทัพรัสเซียก็รุกเข้ามาถึงชายแดนเยอรมันบริเวณปรัสเซียตะวันออก และพยายามเข้ายึดเมือง “วิลล์โกวิสเซิน” (Willkowiscen) การสู้รบที่นี่เป็นไปอย่างนองเลือด หน่วยยานเกราะของเยอรมันพยายามต้านทานการรุกของกองทัพแดงอย่างสุดความสามารถ โดยมีฝูงบินสตูก้าของฮานส์ อูลริค รูเดิล คอยให้การสนับสนุน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ รถถังที 34 รุกเข้าหาแนวตั้งรับของเยอรมัน โดยอาศัยไร่ข้าวโพดเป็นฉากกำบัง

ฝ่ายเยอรมันตอบโต้ด้วยการเผาไร่เหล่านั้น เพื่อจะได้สามารถสังเกตุการณ์เห็นรถถังของกองทัพแดง เครื่องบินขับไล่ของรัสเซียกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับฝูงบินของฮานส์ อูลริค รูเดิล พวกเขาสามารถจับการสื่อสารในภาษารัสเซียทางวิทยุได้ว่า

“.. สตูก้ากำลังบินเข้ามา แจ้งเรด ฟอลคอน (Red Falcon คือฝูงบินขับไล่ของรัสเซียทุกลำให้โจมตีสตูก้าโดยทันที มีสตูก้าประมาณ 20ลำ ลำที่บินอยู่หน้าขบวน ติดปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ปีก เป็นเครื่องบินของผู้บังคับฝูงที่ชื่อ รูเดิล ซึ่งทำลายรถถังของฝ่ายเราเป็นจำนวนมาก .. ขอให้เครื่องบินทุกลำ ปืนต่อสู้อากาศยานทุกกระบอก ยิงไปที่เครื่องบินของรูเดิล .. ยิงมันให้ตกให้ได้ ..”

การรบในครั้งนี้ ฝูงบินของฮานส์ อูลริค รูเดิล ต้องต่อสู้ทั้งเครื่องบินขับไล่บนท้องฟ้า และทหารภาคพื้นดินที่ระดมยิงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าใส่เครื่องบินของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เบื้องล่างนั้นขบวนรถถังและยานยนต์จำนวนมากของกองทัพแดงแออัดกันอยู่บนท้องถนนแคบๆ เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ดินแดนเยอรมัน 

การโจมตีของเครื่องบิน เจยู 87 สตูก้าเป็นไปอย่างแม่นยำ รถถังหลายคันถูกระเบิดไฟลุกท่วม แต่แล้วเครื่องบินสตูก้าลำหนึ่งก็ถูกยิงเข้าที่ปีกจนไฟลุกท่วมและร่อนลงฉุกเฉินลงใกล้ๆ กับพื้นที่การรบ ฮานส์ อูลริค รูเดิล สั่งการให้เครื่องบินหมายเลข ของฝูงบินทำการโจมตีทหารราบรัสเซียที่กำลังมุ่งหน้ามาหาเครื่องบินที่ตก

ส่วนเครื่องบินหมายเลข  คอยบินวนคุ้มกัน ฮานส์ อูลริค รูเดิล และเครื่องบินหมายเลข ทำการโจมตีเครื่องบินขับไล่ของรัสเซียที่บินลงมา จากนั้นเขาก็ตัดสินใจนำเครื่องบินร่อนลงจอด เพื่อช่วยเหลือนักบินและพลปืนของเครื่องบินที่ถูกยิงตก และสามารถบินกลับขึ้นมาได้โดยปลอดภัย

ต่อมาฮานส์ อูลริค รูเดิล ทำการบินเพื่อโจมตีขบวนรถถังของรัสเซียในระยะต่ำเพียง 90 ฟุต และถูกยิงด้วยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน จนเครื่องเกิดไฟไหม้ แต่ด้วยระยะความสูงของเครื่องบินที่ไม่เพียงพอ ทำให้เขาและพลปืนไม่สามารถกระโดดร่มได้ ฮานส์ อูลริค รูเดิลจึงตัดสินใจนำเครื่องร่อนลงฉุกเฉิน จนตนเองได้รับบาดเจ็บที่ขาเนื่องจากโดนโครงเหล็กจากหางเครื่องบินเสียบเข้าที่ขา ส่วนพลปืนซี่โครงหัก ซี่ 

อย่างไรก็ตามนับว่าพวกเขายังโชคดีที่ทหารราบเยอรมันซึ่งอยู่ใกล้ๆ ได้เข้ามาช่วยคนทั้งสอง และนำตัวส่งโรงพยาบาล ในวันรุ่งขึ้นแม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บและต้องสวมเฝือกจากการบาดเจ็บ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็นำเครื่องบินขึ้นปฏิบัติภารกิจโจมตีรถถังและขบวนยานยนต์ของกองทัพแดงอีก และสามารถกวาดล้างรถถังของรัสเซียออกจากแนวออกตีได้ทั้งหมด ในขณะที่กำลังเตรียมการเข้าตีทหารเยอรมัน ส่งผลให้กองทัพเยอรมันประสบความสำเร็จในการรุกตอบโต้กองทัพรัสเซียในเวลาต่อมา

แต่ ณ เวลานี้ กระแสการรุกของกองทัพแดงก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไปแล้ว ทหารรัสเซียที่มีจำนวนมากมายราวกับสายน้ำหลาก บุกมาถึงประเทศโรมาเนีย (โรมาเนียร่วมสงครามในกลุ่มอักษะกับเยอรมันและเตรียมเข้ายึดกรุงบูคาเรส (Bucharest) ซึ่งเป็นเมืองหลวง 

ฝูงบินที่ ของฮานส์ อูลริค รูเดิลจึงถูกส่งไปยังเมือง “บูเซา” (Buzau) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงบูคาเรส เพื่อทำการสกัดกั้นการรุก เมื่อเดินทางมาถึงฐานบิน ฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็สั่งการให้ฝูงบินของเขาขึ้นบินโจมตีขบวนรถถังและยานยนต์ของรัสเซียที่เมือง “ฟอสคารี” (Foscari) การโจมตีเป็นอย่างรุนแรง ฮานส์ อูลริค รูเดิล บันทึกถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

“.. จากท้องฟ้าพวกเรามองเห็นฝุ่นคลุ้งตลบไปหมดจากหน่วยรถถังของรัสเซีย .. เราโจมตี โจมตี แล้วก็โจมตี รถถังเหล่านั้นพยายามแล่นลงจากถนนกระจัดกระจายไปในทุ่งหญ้าสองข้างทาง แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาปลอดภัยจากเครื่องบินสตูก้าที่บินเข้าโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อกระสุนหมด พวกเราก็บินกับมาที่ฐาน จากนั้นก็ออกบินกลับไปทำการโจมตีอีกจนกระสุนหมด แล้วก็กลับมาเติมกระสุนอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ ทั้งวัน ท้องทุ่งเต็มไปซากรถถังที่กำลังถูกไฟไหม้เกลื่อนกราดไปหมด .. พวกเราบินโจมตีในระดับที่ต่ำมาก จนสามารถมองเห็นทหารรัสเซียได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาส่วนใหญ่เป็นชาวมองโกเลีย .. นี่คงจะเป็นกำลังสำรองของรัสเซีย ซึ่งมีอย่างมากมายมหาศาลที่ใช้ในการรุก .. ข้อเท็จจริงข้อหนึ่งที่พวกเราชาวเยอรมันตระหนักดีในเวลานี้คือ ความประมาทและการประเมินรัสเซียที่ต่ำกว่าความเป็นจริงนั่นเอง ..”

ในไม่ช้ากองทัพแดงก็รุกเข้ามาในประเทศโรมาเนียทุกทิศทุกทาง พร้อมทั้งเข้าโอบล้อมเมืองบูเซา การรบในวงล้อมเป็นไปอย่างนองเลือด ทหารเยอรมันต่อสู้อย่างห้าวหาญจนกระสุนนัดสุดท้าย แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกองทัพอันมากมายมหาศาลของรัสเซียได้ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ถึงกับเรียกสมรภูมิแห่งนี้ว่า “สตาลินกราดน้อย” (A little Stalingrad)

จากประเทศโรมาเนีย ฝูงบินของฮานส์ อูลริค รูเดิล ก็ล่าถอยไปยังประเทศฮังการี (หนึ่งในประเทศกลุ่มอักษะของเยอรมันโดยตั้งฐานบินอยู่ที่เมือง “ซัคซิส รีเกิน” (Sachsisch-Regen) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่ผู้คนพูดภาษาเยอรมัน แม้ว่าภูมิประเทศของฮังการีจะเหมาะสำหรับการตั้งรับที่ดีเยี่ยมเนื่องจากเป็นช่องเขาที่ไม่กว้างมากนัก บีบให้ฝ่ายรุกต้องเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่สังหารอย่างไม่มีทางเลือก แต่กองทัพเยอรมันได้สูญเสียยุทโธปกรณ์จำนวนมากในการรบที่โรมาเนีย โดยเฉพาะปืนใหญ่ ทำให้การต้านทานไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ในช่วงเดือนกันยายน ค..1944 ฮานส์ อูลริค รูเดิลและฝูงบินที่ ของเขาได้นำเครื่องบินเข้าโจมตีขบวนรถถังของกองทัพรัสเซียในช่องเขาแคบๆ หลายครั้งใกล้เมือง “ออยตอส” (Oitoz) และพบว่าการโจมตีในภูมิประเทศดังกล่าว มีความยากลำบากมาก เพราะต้องการระมัดระวังภูเขาสูงชันที่ขนาบข้างอยู่ ทำให้การบินเชิดหัวขึ้นไปและการบินวนกับมาโจมตีอีกครั้งมีความเสี่ยงสูง

นอกจากนี้ท้องฟ้าของฮังการียังเต็มไปด้วยเครื่องบินขับไล่แบบพี 51 มัสแตง (P51 Mustang) อันทรงอานุภาพของสหรัฐฯ เครื่องบินเหล่านี้ได้เข้าโจมตีสนามบินต่างๆ ทั่วยุโรปของเยอรมัน ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงและกระสุนที่มีความขาดแคลนอยู่แล้ว ถูกทำลาย ทำให้มีความขาดแคลนมากขึ้นไปอีก

รวมทั้งเครื่องบินต่างๆ ที่จอดอยู่บนพื้นดินก็ถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก ฮานส์ อูลริค รูเดิลอธิบายถึงการโจมตีดังกล่าวว่า “.. พวกอเมริกันยิงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเห็น ..” (They shoot everything they see) 

เครื่องบินของฝูงบินที่3ต้องอาศัยจอดหลบอยู่ตามป่าละเมาะ เพื่อพรางตัวเอง โชคร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ กองทัพเยอรมันแทบไม่มีปืนต่อสู้อากาศยานหลงเหลืออยู่ เพื่อป้องกันสนามบินเลย แม้กระนั้นเครื่องบินของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล ที่จอดอยู่ก็ยังถูกยิงจนระเบิดไฟลุกท่วมโดยที่ตัวเขาเองนอนพักอยู่ใกล้ๆนั่นเอง

การรบในช่วงนี้ บางครั้ง ฮานส์ อูลริค รูเดิล ได้เปลี่ยนเครื่องบินของเขาจากเครื่องบินโจมตีดำทิ้งระเบิดแบบ เจยู 87 สตูก้า มาเป็นเครื่องบินขับไล่แบบ ฟอคเคอ วูลฟ์ เอฟดับเบิลยู 190 (Focke-Wulf Fw 190) เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันฝูงบินโจมตีสตูก้าจากเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายสัมพันธมิตรและรัสเซียที่ครอบครองน่านฟ้าเหนือสมรภูมิยุโรปได้อย่างสิ้นเชิง

ในขณะเดียวกันฮานส์ อูลริค รูเดิลก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากผู้บังคับฝูงบินขึ้นเป็นผู้บังคับกองบิน โดยที่กองบังคับการกองบินอยู่ที่เมือง “ทาสนาด” (Tasnad) มีฝูงบินอยู่ในบังคับบัญชา ฝูงบิน คือ ฝูงบินที่ 1, 2 และ3

ทางด้านกองทัพแดงก็เปลี่ยนยุทธวิธีในการรุก โดยทำการรุกเฉพาะเวลากลางคืน ส่วนในเวลากลางวันพวกเขาจะจอดรถถังและยานยนต์ไว้ใต้ต้นไม้ เพื่อพรางจากการตรวจการณ์ของฝ่ายเยอรมัน ทั้งนี้เพื่อลดความสูญเสียจากการโจมตีทางอากาศของเยอรมัน 

ทำให้ภารกิจการโจมตีกำลังกองทหารรัสเซียภาคพื้นดินของ ฮานส์ อูลริค รูเดิล และกองบินของเขาถูกลดลงความสำคัญลงเป็นอันดับรอง ส่วนภารกิจสำคัญอันดับแรกและเร่งด่วนคือ การบินลาดตระเวณหาข่าว เพื่อค้นหากองกำลังทหารรัสเซีย เพื่อแจ้งทหารเยอรมันภาคพื้นดิน ให้เตรียมการตั้งรับได้ทันท่วงที แต่ถึงกระนั้นกองทัพอันมหาศาลของสหภาพโซเวียตก็หลั่งไหลเข้ามาในทุกทิศทาง และแนวตั้งรับของเยอรมันก็มลายหายสิ้นไปในปลายเดือนตุลาคม ค..1944 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 




Create Date : 11 ธันวาคม 2556
Last Update : 11 ธันวาคม 2556 18:40:17 น. 0 comments
Counter : 792 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.