VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ไฮน์ซ กูเดอเรียน บิดาแห่งหน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์” 3



ไฮน์ซ กูเดอเรียน (Heinz Guderian)

อัศวินผู้ก่อกำเนิด หน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์”

ตอนที่ 3

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้าขายและการพาณิชย์อื่นใด

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น





ในวันที่ 3 ตุลาคม ขณะที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ในแนวหน้า เขาได้เชิญ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทานอาหารกลางวันที่ครัวสนามของกองทัพน้อย อาหารในวันนั้นคือ สตูเนื้อหมู ที่แจกจ่ายให้ทหารทั่วไปนั่นเอง

เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พบว่าสตูนั้นใส่เนื้อหมู เขาก็ปฏิเสธเนื่องจากความเป็นมังสวิรัต และทานแอปเปิ้ลแทน พร้อมทั้งบอก ไฮน์ซ กูเดอเรียน ว่าในวันพรุ่งนี้เตรียมอาหารมังสวิรัตให้เขาด้วย วันรุ่งขึ้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้เชิญ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาที่ครัวสนามของกองพลยานเกราะที่ 1 ซึ่งได้เตรียมอาหารมังสวิรัตให้เรียบร้อยแล้ว

การสนทนาระหว่าง ไฮน์ซ กูเดอเรียน และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ บนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างมีรสชาติ และเต็มไปด้วยมิตรภาพ แสดงถึงความไว้วางใจที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีต่อ ไฮน์ซ กูเดอเรียนในเวลานั้น

ต่อมาเขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอก ประจำหน่วยยานเกราะ (Panzer Troops) พร้อมกับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังเคลื่อนที่ (Chief of Mobile Troops) โดยในช่วงแรกของการเสนอตำแหน่งนี้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ปฏิเสธถึงสองครั้ง เพราะดูเสมือนเป็นลดทอนอำนาจของเขาลงอย่างมาก แต่ในที่สุดก็ได้ทราบว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ คือผู้แต่งตั้งเขาเอง

เนื่องจากต้องการให้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เข้ามากำกับดูแลการพัฒนารถถังและยานเกราะของกองทัพเยอรมัน ซึ่งเขาถึงกับกล่าวว่า งานในตำแหน่งนี้หนักมาก จนต้องอาศัย “.. พละกำลังของเฮอร์คิวลิส ..” โดยต้องรับผิดชอบทั้งงานด้านเทคนิค งานด้านการฝึกของหน่วยแต่ละหน่วย ไม่แต่เฉพาะหน่วยยานเกราะเท่านั้น หน่วยทหารราบและหน่วยอื่นๆ ต้องได้รับการฝึกฝนในการทำการรบร่วมกับรถถังและยานเกราะ ซึ่งในขณะนั้น นับว่าเป็นแนวคิดใหม่ในการรบ

นอกจากนี้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ยังพบว่าหน่วยทหารราบยานเกราะและทหารราบยานยนต์ ที่มีอยู่ ยังไม่ได้รับการจัดสรรยานยนต์หุ้มเกราะลำเลียงพล และยานยนต์ขนส่งให้อย่างเพียงพอ หน่วยต่างๆ เหล่านั้น ยังคงพึ่งพาการเคลื่อนที่แบบดั้งเดิม นั่นคือการใช้ม้าเทียมรถนั่นเอง แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการจัดหาม้ามาเพิ่มเติม เพื่อรอสายการผลิตยานเกราะและยานยนต์ แต่ระยะเวลาที่มีอยู่ ก็น้อยเกินไป ซึ่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้นในอีกหนึ่งปีต่อไป จุดอ่อนข้อนี้จะปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางรุกเข้าสู่สหภาพโซเวียต ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เกินกว่ากำลังของม้าเทียมรถ จะรุกติดตามหน่วยรถถังและหน่วยยานยนต์ได้

ในที่สุดสงครามโลกครั้งที่สองก็เปิดฉากขึ้น เมื่อกองทัพเยอรมันยาตราทัพเข้าสู่ประเทศโปแลนด์ ในวันที่ 1 กันยายน ค..1939 ซึ่งในบันทึกของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “.. จุดเริ่มต้นของหายนะ ..” (The beginning of the disaster) โดยก่อนหน้านั้น คือในเดือนสิงหาคม เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 19 (XIX Army Corps) มีหน่วยภายใต้การควบคุมบังคับบัญชา ประกอบด้วย กองพลยานเกราะที่ 3, กองพลทหารราบยานยนต์ที่ 2 และกองพลทหารราบยานยนต์ที่ 20 ในส่วนของกองพลยานเกราะที่ 3 นั้น เพิ่งได้รับรถถังรุ่นใหม่เข้าประจำการ คือรถถังแบบแพนเซอร์ 3 และแบบแพนเซอร์ 4

เป็นที่น่าสังเกตุว่า ในสงครามครั้งนี้ บุตรชายทั้งสองคนของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้เข้าทำการรบด้วย โดยบุตรชายคนโตคือ ไฮน์ซ กุนเธอร์ ประจำการอยู่กรมยานเกราะที่ 35 ส่วนบุตรชายคนเล็กคือ ควร์ท ได้รับการแต่งตั้งยศเป็นร้อยตรี ประจำอยู่ในกองพันยานเกราะลาดตระเวนที่ 3 ของกองพลยานเกราะที่ 3 ซึ่งอยู่ภายใต้การบังัคบบัญชาของเขาเอง

ในเวลาเช้ามืด ประมาณ 04.40 นาฬิกา ไฮน์ซ กูเดอเรียน ออกสำรวจแนวรบ ก่อนที่การบุกจะเปิดฉากขึ้น โดยใช้รถกึ่งสายพานลำเลียงพลเป็นพาหนะในการบัญชาการรบ เมื่อปืนใหญ่ของกองพลยานเกราะที่ 3 เปิดฉากยิงถล่มแนวตั้งรับของทหารโปแลนด์ สนามรบยังคงเต็มไปหมอกยามเช้า ทำให้ปืนใหญ่จำนวนหนึ่งยิงแบบเดาสุ่ม กระสุนนัดหนึ่งตกลงเบื้องหน้ารถบัญชาการของเขาประมาณ 50 หลา ส่วนนัดต่อมา ตกลงหลังรถของเขาอีกประมาณ 50 หลา

ไฮน์ซ กูเดอเรียน ตระหนักดีว่า กระสุนปืนใหญ่นัดต่อไป คงจะตกลงมายังจุดที่เขาอยู่แน่นอน เพราะปืนใหญ่กำลังพยายามปรับการยิง มาที่รถบัญชาการของตัวเขาเอง ไฮน์ซ กูเดอเรียน สั่งให้พลขับกลับรถ และวิ่งกลับไปยังแนวของเยอรมัน แต่ด้วยเสียงปืนที่ดังอื้ออึงอยู่ในขณะนั้น ทำให้พลขับอยู่ในอาการประหม่าและตกใจ จึงขับเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง จนรถตกลงไปในคูน้ำอย่างแรง จนเพลาหน้าหัก รถไม่สามารถใช้การได้

ไฮน์ซ กูเดอเรียน และทหารในรถ ต้องพากันเดินกลับมายังกองบัญชาการของกองพลยานเกราะที่ 3 และขึ้นรถบัญชาการคันใหม่ มุ่งหน้าไปยังหน่วยปืนใหญ่ที่กำลังระดมยิงเข้าไปยังสายหมอกที่หนาทึบเบื้องหน้า นายทหารปืนใหญ่ผู้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าทำการรบ รู้สึกตกใจมากเมื่อ ไฮน์ซ กูเดอเรียน บอกเขาว่า การยิงเมื่อสักครู่ เกือบจะทำให้เกิดความสูญเสียของฝ่ายเดียวกัน

นอกจากนี้พวกทหารเยอรมัน ยังรู้สึกแปลกใจมาก ที่ผู้บัญชาการกองทัพน้อย มาอยู่ในแนวหน้าร่วมกับรถถัง ที่กำลังจะเคลื่อนที่ผ่านแนวออกตีในเวลาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ไฮน์ซ กูเดอเรียนถึงกับกล่าวว่า “.. พวกเขาดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก .. ข้าพเจ้าน่าจะเป็นผู้บัญชาการคนแรกๆ ที่พวกทหารเคยเห็นว่า เข้าบัญชาการรบเคียงข้างกับหน่วยในแนวหน้า ..”


การรบในโปแลนด์ดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ทุกประการ แม้จะต้องพบกับการต้านทานจากทหารโปแลนด์อยู่บ้าง เมื่อการรบดำเนินไปได้ห้าวัน ในวันที่ 5 กันยายน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ระหว่างที่นั่งรถยนต์เพื่อตรวจความเคลื่อนไหวในแนวหน้าอยู่นั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เห็นสะพานแห่งหนึ่งในพื้นที่เมือง “วิสทูลา” (Vistula) ถูกทำลายลง จึงถามไฮน์ซ กูเดอเรียนว่า “.. ความเสียหายนั่นเกิดจากเครื่องทิ้งระเบิดของฝ่ายเราหรือ ..” เขาตอบว่า “.. ไม่ครับเกิดจากรถถังของเรา ..” (No, our Panzer) อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ถึงกับทึ่งในขีดความสามารถของหน่วยรถถัง

เมื่อท่านผู้นำถามถึงยอดความสูญเสียจากการรบ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ตอบว่าความสูญเสียมีน้อยมาก ทั้งกองทัพน้อยทีี่ 19 มีทหารเสียชีวิตเพียง 150 นาย บาดเจ็บ 700 นาย เปรียบเทียบกับการรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่กรมเพียงกรมเดียว มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงถึง 2,000 นาย ไฮน์ซ กูเดอเรียน สรุปให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฟังว่า “.. รถถังเหล่านี้ คืออาวุธที่รักษาชีวิตของพวกเรา ..”(Tanks are the life-saving weapon)

หน่วยรถถังและยานเกราะของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน นอกจากจะสามารถรักษาชีวิตของทหารแล้ว ยังสามารถทำลายการต่อต้านของทหารโปแลนด์ลงได้อย่างเด็ดขาด และรุนแรง จากการรบเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทหารโปแลนด์สูญเสียอย่างหนัก กองพลทหารราบจำนวน 3 กองพลและกองพลน้อยทหารม้า จำนวน 1 กองพลน้อย ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ทหารเยอรมันสามารถยึดอาวุธและกระสุนตลอดจนจับเชลยศึกได้เป็นจำนวนมาก

ความสำเร็จของหน่วยรถถังและยานเกราะตามแนวคิดของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประสบด้วยตนเอง สร้างความประทับใจให้เขาเป็นอย่างมาก พร้อมกับถาม ไฮน์ซ กูเดอเรียน ว่าในอนาคตจะต้องพัฒนาหน่วยรถถังให้มีประสิทธิภาพอย่างไร ไฮน์ซ กูเดอเรียน ตอบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ บรรจุรถถังแบบแพนเซอร์ 3 และแบบแพนเซอร์ 4 ให้กับหน่วยในแนวหน้าให้ครบ พร้อมกับเร่งสายการผลิตรถถังดังกล่าวเหล่านี้ ให้มีจำนวนเพียงพอ

นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาความเร็วของรถถังให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับเสริมความหนาของเกราะป้องกันรถถังให้เพียงพอ โดยเฉพาะด้านหน้าของตัวรถถัง รวมทั้งระยะยิงและอำนาจการยิงของปืนใหญ่ประจำรถ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงจะต้องเปลี่ยนปืนใหญ่ของรถถังแบบแพนเซอร์ 3 ที่มีขนาดเพียง 37 มิลลิเมตร ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนลำกล้องปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรของรถถังแบบแพนเซอร์ 4 ที่เป็นลำกล้องสั้น ให้เป็นลำกล้องยาว เพื่อเพิ่มระยะและความแม่นยำ

ขณะเดียวกระสุนปืนใหญ่ ก็ต้องมีอำนาจการทำลายและเจาะเกราะที่รุนแรงมากขึ้น อดอล์ฟ  ฮิตเลอร์ รับปากที่จะปรับปรุงรถถังตามคำแนะนำของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก่อนที่จะเดินทางกลับในเวลาค่ำ พร้อมกับความยินดีปรีดาที่เกิดขึ้น จากความสำเร็จของหน่วยรถถังและยานเกราะของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน

การรบในโปแลนด์ ยังคงดำเนินต่อไป แต่ด้วยแสนยานุภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก กองทัพโปแลนด์จึงไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของกองทัพเยอรมันได้ ตามที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ กรุงวอร์ซอร์ (Warsaw) นครหลวงของโปแลนด์ถูกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง และต้องประกาศยอมแพ้ในที่สุด

ภายหลังความสำเร็จในการยึดครองโปแลนด์แล้ว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็รุกเข้าสู่ประเทศในสแกนดิเนเวีย และเตรียมการรุกเข้าสู่ยุโรปตะวันตก คือ เนเธอร์แลนด์, ลักเซมเบอร์ก, เบลเยี่ยมและฝรั่งเศส โดยในเดือนกุมภาพันธ์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้มีโอกาสพบกับหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของจอมพล เกิร์ด ฟอน รุนด์สเต็ดท์ (Gerd von Rundstedt) และเพิ่งย้ายไปผู้บัญชาการกองทัพน้อยในปรัสเซีย (Prussia) นายทหารคนนี้คือ พลโท อีริค ฟอน แมนสไตน์ (Erich von  Manstein) ผู้ซึ่งนำเสนอแผนการรุกสู่ฝรั่งเศสที่กล้าหาญ (audacious) และเต็มไปด้วยจินตนาการ (imaginative) โดยแผนของ อีริค ฟอน แมนสไตน์ ระบุว่ากองพลยานเกราะของเยอรมันจะเคลื่อนที่ผ่านป่าอาร์เดนส์ (Ardennes) ที่ซึ่งฝรั่งเศสไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะมีกองทัพใดผ่านป่าทึบดังกล่าวมาได้ โดยเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

จากนั้นก็จะข้ามแม่น้ำเมิร์ส (Meuse) ซึ่งถือเป็นปราการธรรมชาติด่านสุดท้าย ที่ป้องกันฝรั่งเศสจากการรุกของกองทัพเยอรมัน เมื่อข้ามแม่น้ำเมิร์สมาได้ ก็จะผ่านเมือง "เซดาน" (Sedan) แล้วหน่วยยานเกราะของเยอรมันจะเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ราบทางตอนเหนือของฝรั่งเศสด้วยความเร็วสูง เพื่อมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งทะเลและช่องแคบอังกฤษ ซึ่ง ไฮน์ซ กูเดอเรียน  เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนแผนการของ อีริค ฟอน แมนสไตน์

ก่อนการรบในฝรั่งเศสจะเปิดฉากขึ้น กองทัพน้อยที่ 19 ของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยภายใต้การบังคับบัญชา โดยมีกองพลยานเกราะ 3 กองพล ประกอบด้วย กองพลยานเกราะที่1, 2 และ10 พร้อมทั้งกรมทหารราบ "กรอสดอยช์ลันด์" (Infantry  Regiment "Grossdeutschland') ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยรบชั้นยอดหน่วยหนึ่งของกองทัพบกเยอรมัน เป็นกองหนุน ขึ้นสมทบอยู่กับกองพลยานเกราะที่ 10 อีกด้วย โดย ไฮน์ซ กูเดอเรียน จะขึ้นการบังคับบัญชาต่อ “กลุ่มยานเกราะฟอน ไคลส์” (Panzergruppe von Kleist ในภาษาเยอรมันหรือ Panzer Group von Kleist ในภาษาอังกฤษ) นำโดยจอมพลลุดวิก ฟอน ไคลส์ (Ludwig von Kleist) ซึ่งกลุ่มยานเกราะนี้ จะขึ้นตรงต่อ “กลุ่มกองทัพ บี”  (Army Group B) และทำการรุกผ่านป่าอาร์เดนส์ ตามแผนการของ อีริค ฟอน แมนสไตน์

โดยส่วนตัวแล้ว ไฮน์ซ กูเดอเรียนตระหนักดีว่า กองทัพบกของฝรั่งเศสนั้น จัดว่าแข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะรถถังนั้น ติดปืนใหญ่ที่ทรงอานุภาพ ตลอดจนมีความหนาของเกราะที่สูงมาก และที่สำคัญคือ มีจำนวนมากที่สุดในยุโรปตะวันตก และหากรวมจำนวนรถถังของกองทัพฝรั่งเศสและอังกฤษแล้ว จะมีรถถังเป็นจำนวนถึง 3,370 คัน ในขณะที่เยอรมันมีรถถังอยู่เพียง 2,445 คัน

นอกจากนี้ฝรั่งเศส ยังมีป้อม “มายิโนต์” (Maginot) ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกอีกด้วย เขากล่าวถึงทหารฝรั่งเศสตอนหนึ่งว่า “.. จากประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น เราตระหนักดี และให้การยกย่องทหารฝรั่งเศสในด้านความเป็นนักรบที่กล้าหาญ และทรหด อดทน รวมทั้งพร้อมที่จะปกป้องแผ่นดินฝรั่งเศส ด้วยเลือดทุกหยด และในการรบคราวนี้ เราก็ไม่สงสัยเลยว่า ทหารฝรั่งเศสจะยังคงต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณที่ห้าวหาญ ไม่เปลี่ยนแปลง ..”

ภารกิจของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน และกองทัพน้อยที่ 19 ของเขาคือ การรุกผ่านลักเซมเบอร์ก (Luxembourg) และสามเหลี่ยมทางตอนใต้ของเบลเยี่ยม ผ่านป่าอาร์เดนส์ จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่แม่น้ำ “เมิร์ส” (Meuse) ที่เมือง “เซดาน” (Sedan) เพื่อสนับสนุนกองพลต่างๆ ที่จะข้ามแม่น้ำเมิร์สตามมา และเพื่อให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ โดยสูญเสียน้อยที่สุด ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้ประสานกับกองทัพอากาศเยอรมัน ในการสนับสนุนจากเครื่องบินโจมตีแบบดำทิ้งระเบิดอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งก่อนการรุกจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน กองพลยานเกราะทั้งสามกองพลของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็เตรียมวางกำลังเรียงเป็นหน้ากระดาน ขนานไปกับเส้นเขตแดนติดต่อกับเบลเยี่ยม โดยกองพลยานเกราะที่ 1 อยู่ตรงกลาง ปีกขวาของกองพลนี้คือ กองพลยานเกราะที่ 2 และปีกซ้ายคือ กองพลยานเกราะที่ 10 และกรมทหารราบ "กรอสดอยช์ลันด์" ส่วนหน่วยปืนใหญ่และกองบัญชาการกองทัพน้อยที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน และนายทหารฝ่ายเสนาธิการของเขา จะประจำอยู่ จะวางกำลังด้านหลังของกองพลยานเกราะที่ 1 เป้าหมายของกองทัพน้อยที่ 19 คือรุกผ่านป่าอาร์เดนส์ของเบลเยี่ยม ข้ามแม่น้ำ “เมิร์ส” ยึดเมือง “เซดาน” และเจาะทะลุดินแดนฝรั่งเศสไปจนถึงช่องแคบอังกฤษ เพื่อตัดประเทศฝรั่งเศสให้แบ่งออกเป็นสองส่วน


(โปรดติดตามตอนต่อไป)





Create Date : 09 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 9 มีนาคม 2560 19:41:18 น. 0 comments
Counter : 389 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.