VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
ไฮน์ซ กูเดอเรียน บิดาแห่งหน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์” 2



ไฮน์ซ กูเดอเรียน (Heinz Guderian)

อัศวินผู้ก่อกำเนิด หน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์”

ตอนที่ 2

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้าขายและการพาณิชย์อื่นใด

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น


สำหรับพลประจำรถนั้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน เสนอให้มีทั้งหมด 5 คน คือ ในป้อมปืนมีผู้บังคับรถ พลปืนและพลบรรจุกระสุน โดยผู้บังคับรถจะมีที่นั่งเหนือพลปืน และพลบรรจุกระสุนเล็กน้อย รวมทั้งมีป้อมเล็กๆ เป็นพิเศษเหนือป้อมปืนหลักสำหรับผู้บังคับรถ

ส่วนพลวิทยุและพลขับ จะอยู่ในตัวรถด้านล่าง ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารกันภายในรถด้วยไมโครโฟนและหูฟัง สำหรับการสื่อสารระหว่างรถถังคันอื่นๆ ตลอดจนและสื่อสารกับโลกภายนอกนั้น จะทำการติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุรับส่ง

แนวความคิดเกี่ยวกับยานเกราะของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แผนการก่อสร้างรถถังหลักตามแนวความคิดของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ประสบปัญหาหลายอย่าง และต้องล่าช้าออกไป เพื่อเป็นการอุดช่องว่างนี้ รถถังแบบ แพนเซอร์ 2 (Panzer II หรือ Panzerkampfwagen II เขียนย่อว่า Pz.Kpf.II) ได้ถูกออกแบบขึ้น เพื่อพัฒนาให้ผลิตได้ก่อน

รถถังรุ่นนี้ ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ขนาด 20 มิลลิเมตร และมีปืนกลประจำรถ 1 กระบอก เป็นรถถังที่มีความคล่องตัวสูง และมีภารกิจหลักในการลาดตระเวนและตรวจการณ์

ในปี ค..1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี (Chancellor) ท่ามกลางกระแสนิยมอย่างล้นหลามของชาวเยอรมัน ไฮน์ซ กูเดอเรียน มีโอกาสได้ฟังสุนทรพจน์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ครั้งแรกในพิธีเปิดงานนิทรรศการรถยนต์ในกรุงเบอร์ลิน และมีความประทับใจอย่างมาก เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประกาศว่าเขาจะยกเลิกภาษีรถยนต์ จะจัดสร้างถนนของประเทศ (ต่อมาคือทางหลวงออโต้บาร์น (autobarn)) รวมทั้งจะสร้างรถยนต์ราคาถูก สำหรับประชาชน นั่นคือ รถโฟล์คสวาเกน นั่นเอง

นอกจากนี้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังได้แต่งตั้ง พลเอกแวร์เนอร์ ฟอน บลอมเบอร์ก (Werner von  Blomberg) เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม ซึ่งบุคคลนี้มีแนวความคิดสมัยใหม่ ตรงตามแนวทางการพัฒนาการรบโดยใช้รถถังเป็นกำลังหลัก ของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ยิ่งไปกว่านั้น ตัวของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เองก็มีความสนใจในเรื่อง การเคลื่อนย้ายทหาร และ เรื่องการใช้ยานเกราะในการรบ อยู่มากพอสมควร

ในห้วงเวลานี้เอง ที่เยอรมันได้ร่วมกับสหภาพโซเวียต ทำการพัฒนารถถังอย่างลับๆ ในดินแดนของสหภาพโซเวียต

ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน ค..1933 ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ได้รับเลื่อนยศเป็น พันเอก และอีกสองเดือน เขาก็เข้าดำรงตำแหน่ง เสนาธิการประจำกองบัญชาการทหารยานเกราะ (Chief of staff  to the Armored Troops Command) และได้มีโอกาสนำเสนอ การพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมาของกองทัพบกเยอรมันต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นครั้งแรกที่สำนักงานสรรพาวุธกองทัพบก ณ เมือง “คุมเมอร์สดอร์ฟ” (Kummersdorf) โดยเขาได้สาธิตการเข้าตีของหมวดจักรยานยนต์, หมวดต่อสู้รถถัง, หมวดรถถังแพนเซอร์ 1 (Panzer I  หรือ Panzerkampfwagen I เขียนย่อว่า Pz.Kpf.I), หมวดยานยนต์หุ้มเกราะเบา และ หมวดยานเกราะลาดตระเวน

ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประทับใจในการสาธิตของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เป็นอย่างมาก จนถึงกับกล่าวว่า “..นั่นแหละ คือสิ่งที่ฉันต้องการ .. นั่นแหละ คือสิ่งที่ฉันอยากจะมี ..”




นับแต่นั้นมา การฝึกของหน่วยรถถังและยานเกราะ ก็เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจัง แม้ในระยะแรกยังต้องใช้รถถังจำลองจากไม้ในการฝึก แต่ก็ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงแนวคิดของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ที่ต้องการให้รถถังเป็นกำลังหลักในการรุก และหน่วยอื่นๆ เป็นส่วนสนับสนุน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของอังกฤษและฝรั่งเศสในเวลาเดียวกัน ที่ต้องการพัฒนารถถังให้เป็นเพียงอาวุธสนับสนุนทหารราบเท่านั้น

โดยเฉพาะอังกฤษที่เป็นต้นแบบทางความคิดในการพัฒนารถถัง ที่ดูจะมีการออกแบบและสร้างรถถังรุ่นใหม่ๆ ที่มีความคล่องตัวสูง แต่ก็ต้องยุติโครงการต่างๆ เกือบทั้งหมดมาตั้งแต่ปลายปี ค..1929 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ตลาดหุ้นในนิวยอร์คมีปัญหาอย่างมาก จนส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก

ส่วนฝรั่งเศสนั้น ก็พัฒนารถถังที่มุ่งเน้นให้มีป้อมปืนขนาดเล็ก มีพื้นที่สำหรับผู้บังคับรถเพียงคนเดียว ซึ่งต้องทำหน้าที่ ทั้งการบังคับบัญชารถถัง พลปืน พลบรรจุกระสุน และ พลวิทยุในเวลาเดียวกัน การออกแบบที่ผิดพลาดดังกล่าวนี้ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการปฏิบัติการรบของรถถังฝรั่งเศสแต่ละคัน เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ยังมีปรากฏอยู่ โดยเฉพาะนายทหารรุ่นเก่าที่ยังติดแน่นอยู่กับภาพลักษณ์ของรถถังอันน่าเกลียด อุ้ยอ้าย และ เทอะทะ ในอดีต

หนึ่งในนั้นก็คือ พลเอก ลุดวิก ธีีโอดอร์ เบค (Ludwig Theodor Beck) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบกของกองทัพบกเยอรมัน ที่มีแนวคิดต่อต้านการใช้รถถังเป็นกำลังหลักในการรุก แม้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน จะพยายามอธิบายยุทธวิธีของเขา

แต่คำตอบที่ได้ก็คือ “.. ไม่ .. ไม่ .. ฉันไม่มีอะไรจะทำกับหน่วยรถถังของคุณหรอก .. แนวคิดนี้มันล้ำหน้าเกินไปสำหรับฉัน ..”

นอกจากต่อต้านทางความคิดแล้ว ลุดวิก ทีโอดอร์ เบค ยังเห็นว่าหน่วยรถถังและยานเกราะนั้น ไม่ควรมีสถานะเป็น “กองพล” แต่ควรเป็นเพียง “กองพลน้อย” (Brigade) เท่านั้น เพราะมันมีหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนทหารราบ

เขายังพยายามลดจำนวนกองพลยานเกราะที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ขอจัดตั้งจำนวน 3 กองพลลงเหลือเพียงแค่ 2 กองพล และปรับกองพลยานเกราะที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ต้องการให้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว จนกลายเป็นเพียงกองพลเบา (Light Division) จำนวน 3 กองพลเบา โดยแต่ละกองพล ประกอบด้วย กรมทหารปืนเล็กยาวยานยนต์ (Motorized Rifle Regiment) จำนวน 2 กรม, กรมลาดตระเวณ (Reconnaissance Regiment) จำนวน 1 กรม, กรมทหารปืนใหญ่ (Artillery Regiment) จำนวน 1 กรม, มีกองพันรถถัง (Tank Battalion) เพียง 1 กองพัน ทำหน้าที่สนับสนุนกรมทหารปืนเล็กยาวยานยนต์ทั้งสองกรม (ในอนาคตเมื่อสงครามโลกครั้งที่ สอง เริ่มขึ้น กองพลเบาเหล่านี้ก็ได้รับการยกระดับเป็นกองพลยานเกราะ ตามแนวคิดของไฮน์ซ กูเดอเรียน เกือบทั้งหมด เช่น กองพลเบาที่ 5 ได้รับการยกระดับเป็น กองพลยานเกราะที่ 21 และเข้าทำการรบในสมรภูมิแอฟริกา ในปี ค..1941 เป็นต้น)

อย่างไรก็ตาม เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ท่านผู้นำ” ในเดือนมีนาคม ค..1935และปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ พร้อมกับฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ที่คอยจำกัดศักยภาพทางทหารของกองทัพเยอรมัน

ความฝันที่จะพัฒนา หน่วยยานเกราะที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้นำเสนอก็มีความเป็นจริงมากขึ้น ในฤดูร้อนของปีเดียวกัน ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้ทำการฝึกซ้อมสาธิตการเข้าตีด้วยการใช้รถถังเป็นกำลังหลักในการรุก ให้กับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และนายทหารระดับสูงได้ชม ที่สนามฝึกทางยุทธวิธีที่เมือง “มุนสเตอร์-ลาเกอร์ (Munster-Lager) มีการเข้าตีของรถถัง สนับสนุนด้วยทหารและปืนใหญ่ ภายหลังการฝึก ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก และในวันที่ 15 ตุลาคม ค..1935 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็สั่งให้จัดตั้งกองพลยานเกราะขึ้น 3 กองพล คือ กองพลยานเกราะที่ 1, 2 และ 3 โดย ไฮน์ซ กูเดอเรียน ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลยานเกราะที่ 2 ส่วน ลุดวิก ทีโอดอร์ เบค สามารถโน้มน้าวให้จัดตั้งกองพลน้อยยานเกราะได้ 1 กองพลน้อยคือ กองพลน้อยยานเกราะที่ 4 เพื่อทำหน้าที่ในการสนับสนุนทหารราบ

ในช่วงนี้มีทหารเหล่าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงได้มีการกำหนด "สี" ที่ขอบอินทนูบนไหล่ของทหารแต่ละหน่วย เพื่อเป็นการแยกแยะเหล่าให้ชัดเจน เช่น ทหารหน่วยรถถังจะใช้ “สีชมพู”, ทหารหน่วยยานเกราะลาดตระเวณ จะใช้ “สีน้ำตาล”, ทหารหน่วยปืนเล็กยาวยานยนต์ใช้ “สีเหลือง”, ทหารราบยานยนต์ใช้ “สีขาว” และทหารราบธรรมดาใช้ “สีเขียว” เป็นต้น

ในฤดูใบไม้ผลิของปี ค..1936 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ส่งกำลังเข้ายึดครอง “ไรน์แลนด์”  (Rhineland) โดยหน่วยรถถังและยานเกราะยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ แม้จะมีคำสั่งให้เตรียมพร้อมก็ตาม

วันที่ 1 สิงหาคมของปีเดียวกัน ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็นพลตรี และอีกหนึ่งปีต่อมาคือ ปีค..1937 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเวลา 3 ปี ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้เขียนหนังสือชื่อ “อาคตุง แพนเซอร์” (Achtung Panzer แปลว่า “ระวัง ยานเกราะ”) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ได้นำเสนอแนวความคิด ในการใช้รถถังเป็นกำลังหลัก ในการโจมตีแบบสายฟ้าแลบหรือ “บลิซครีก” (Blitzkrieg)

หลักการนั้นก็คือ การสนธิกำลังของหน่วยรถถัง และยานเกราะที่มีความเร็วในการเคลื่อนที่ มีเกราะป้องกันตนเอง และมีอำนาจการยิงที่รุนแรงของปืนใหญ่ประจำรถ สนับสนุนโดยทหารราบทหารปืนใหญ่ และเครื่องบิน โดยมีขั้นตอนในการปฏิบัติสรุปได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 คือ “การเตรียมการ” (Preparations) ทั้งการเตรียมการของหน่วยเอง ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร เพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน หรือ จุดที่เปราะบางที่สุดในแนวตั้งรับของข้าศึก การรวบรวมข้อมูลนี้ อาจกระทำโดยการใช้เครื่องบินขึ้นลาดตระเวนตรวจการณ์ทางอากาศ หรือ รวบรวมจากประชาชนในท้องถิ่น หรือวิธีการอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสารที่ต้องการ

จากนั้น หน่วยรถถังหลัก ก็จะเตรียมกำลังเพื่อเข้าตีที่หมายที่กำหนดไว้ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว การเตรียมการเข้าตีนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร โดยเฉพาะการเข้าตีในระดับกองพล เนื่องจากมีรถถังยานยนต์และกำลังพลจำนวนมาก การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และกำลังพลเหล่านี้ ย่อมไม่อาจปิดปังเป็นความลับได้ เพราะการขนส่งต่างๆ จะเป็นที่สังเกตุได้ของพลเรือนทั่วไป ที่เดินทางสัญจรไปมา ดังนั้นขั้นตอนที่ 2 ที่จะกล่าวต่อไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ขั้นตอนที่ 2 คือ “การเข้าตีลวง” (Faked attack) เป็นขั้นตอนที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างความสับสนให้กับข้าศึก ดังที่กล่าวมาแล้วในขั้นตอนที่ 1 ว่า เมื่อมีการเตรียมการตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ข้าศึกย่อมคาดการณ์ได้ว่า จะมีการปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะเป็นที่ใดนั้น ข้าศึกยังไม่ทราบได้ ดังนั้นการเข้าตีลวง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อทำให้ข้าศึกเข้าใจว่า การปฏิบัติการทางทหารจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเข้าตีลวง ณ จุดที่ข้าศึกคาดการณ์เอาไว้ ส่วนการเข้าตีจริงนั้น จะเกิดขึ้นในจุดที่ข้าศึกไม่คาดคิดมาก่อน

การเข้าตีลวงนั้น หน่วยที่เข้าตีลวง อาจปฏิบัติการเข้าตีอย่างเต็มที่ เพื่อยึดที่หมายที่กำหนดไว้เสมือนการเข้าตีจริง เพราะนอกจากจะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับข้าศึกแล้ว ยังจะทำให้ข้าศึกถอนกำลังจากจุดที่เป็นเป้าหมายหลัก มาช่วยแนวรบด้านที่เป็นเป้าหมายลวง อันจะส่งผลให้แนวตั้งรับของข้าศึก ที่ต้องการเข้าตีจริงมีความอ่อนแอ

ขั้นตอนที่ 3 คือ “การเข้าตีจริง” (Main assault) ซึ่งการเข้าตีหลักหรือการเข้าตีจริงนี้ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการประสานการเข้าตีของหน่วย 3 หน่วยหลักคือ

1. หน่วยรถถังและยานเกราะ ซึ่งเป็นกำลังหลักอันเปรียบเสมือนหัวหอกในการรุก โดยจะทำการเข้าตีเป็นกลุ่มก้อนด้วยรถถังจำนวนมาก แตกต่างจากการรบในอดีต ที่รถถังจะถูกใช้กระจัดกระจาย เพื่อสนับสนุนทหารราบ การโจมตีด้วยจำนวนที่มากมายนี้ จะทำให้มีการรวมอำนาจการยิงที่รุนแรง ผสมผสานกับการรุกที่รวดเร็ว จะทำให้ข้าศึกเสียขวัญและเกิดความสับสนอย่างมาก

ก่อนที่หน่วยรถถัง จะดำเนินการเข้าตีแนวตั้งรับของข้าศึกที่เลือกสรรไว้แล้วว่า เป็นจุดที่มีความเปราะบางที่สุด จะมีการ “ยิงเตรียม” ซึ่งเป็นการยิงด้วยปืนใหญ่ และการทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบิน จนข้าศึกเกิดความบอบช้ำ เมื่อหน่วยรถถังเปิดฉากรุกและสามารถเจาะแนวตั้งรับของข้าศึกได้แล้ว หน่วยรถถังจะไม่หยุดอยู่ ณ พื้นที่นั้น แต่จะยังคงรุกต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วสูงสุด (Great Speed) เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเร็วในการรุก อันจะทำให้ข้าศึกไม่มีเวลาตั้งตัว โดยมีทหารราบยานเกราะที่ขนส่งด้วยรถสายพานลำเลียงพลติดตามไปด้วย ทิ้งแนวตั้งรับของข้าศึกที่ถูกเจาะไว้ ให้กับหน่วยทหารราบที่ตามมา เข้ากวาดล้าง และทำลาย

เมื่อใดก็ตาม ที่หน่วยรถถังพบกับการต้านทานที่แข็งแกร่ง พวกเขาจะตีวงโอบล้อมข้าศึก พร้อมกับร้องขอการสนับสนุนจากปืนใหญ่และเครื่องบิน ที่จะทำการระดมยิงและทิ้งระเบิดจนข้าศึกอ่อนกำลังลง รถถังและทหารราบยานยนต์จึงจะเข้าโจมตี โดยรถถังจะทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทหารราบ 2 ลักษณะ คือ ประการแรก มุ่งทำลายรถถังของฝ่ายตรงข้ามด้วยปืนใหญ่ประจำรถ และประการที่สอง คือ การทำลายแนวตั้งรับของข้าศึก เช่น ป้อมปืน ค่าย รังปืนกลหรือแนวต้านทานที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่กำลังทหารราบจะทำลายได้ จากนั้นหน่วยรถถังก็จะทำการรุกด้วยความเร็วสูงสุดต่อไป


2.
หน่วยทหารราบ
(Infantry) ในการรบแบบสายฟ้าแลบนี้ ทหารราบจะทำหน้าที่ในการสนับสนุนหน่วยรถถัง โดยมีบทบาทเป็นผู้ยึดครองพื้นที่ ในขณะที่หน่วยรถถังจะยังคงเคลื่อนที่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นทหารราบจึงมีความสำคัญมากในการรบแบบสายฟ้าแลบ เพราะนอกจากจะเป็นผู้ยึดพื้นที่แล้ว ยังเป็นผู้กวาดล้างข้าศึกที่แตกกระจัดกระจายอยู่ในวงล้อม (Pocket) ต่างๆ


นอกจากนี้ทหารราบ ยังต้องทำหน้าที่ในการป้องกันรักษาสะพาน หรือเส้นทางต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลาย เพราะโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนที่ของรถถัง ซึ่งหากถูกทำลายหรือถูกข้าศึกยึดได้แล้ว การรุกคืบหน้าของหน่วยรถถังจะหยุดชะงักลงทันที สำหรับการเคลื่อนที่ของหน่วยทหารราบนั้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน กล่าวว่า หน่วยทหารราบตามหลักการรบแบบสายฟ้าแลบนี้ ต้องมียุทโธปกรณ์ที่สำคัญ คือ รถหุ้มเกราะลำเลียงพล (Armored Personnel Carriers - APC) ซึ่งจะทำให้ทหารราบ สามารถเคลื่อนที่ติดตามการรุกด้วยความเร็วเทียบเท่ากับหน่วยรถถัง




3. การโจมตีทางอากาศจากอากาศยาน หรือเครื่องบิน (AirAttack) ไฮน์ซ กูเดอเรียน กล่าวว่า การรุกที่รวดเร็วของรถถังนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนทางอากาศจากกองทัพอากาศเยอรมัน หรือ ลุฟวาฟเฟอ (Luftwaffe) ทำให้เครื่องบินกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการรบแบบสายฟ้าแลบ ตามทฤษฎีของเขานั้น เครื่องบินจะทำหน้าที่เสมือนป้อมปืนลอยฟ้า ที่ระดมยิงและโจมตีทิ้งระเบิดใส่ข้าศึก ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่ในการทำลายข้าศึกทางภาคพื้นดินแล้ว กองทัพอากาศเยอรมัน ยังทำหน้าที่ในการกวาดล้างเครื่องบินของข้าศึกออกไปจากท้องฟ้า เพื่อการครอบครองน่านฟ้าเหนือสมรภูมิอย่างแท้จริงอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 4 “การรุกอย่างต่อเนื่อง” กระทำโดยหน่วยรถถังที่ จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและความรุนแรง จนกว่าข้าศึกจะถูกทำลายหรือยอมจำนน เพื่อให้ได้ชัยชนะขั้นเด็ดขาด โดยไม่รอเวลาให้ข้าศึกมีเวลาในการจัดแนวตั้งรับขึ้นใหม่

ขั้นตอนนี้ ก็คือการกวาดล้างและทำลายกำลังของข้าศึกที่หลงเหลือให้หมดไป ทั้งข้าศึกที่กำลังแตกกระจัดกระจายอยู่ และข้าศึกที่ตกอยู่ในวงล้อมต่างๆ การรุกอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดหย่อนนี้ จะทำให้ข้าศึกเสียขวัญ สับสน มีหลายครั้งที่ทหารข้าศึกไม่สามารถติดต่อกับผู้บังคับบัญชาได้ เพราะกองบัญชาการของตนถูกโอบล้อม ทหารที่เหลือจึงขาดการบังคับบัญชาและตัดสินใจยอมจำนน โดยมิได้ทำการต่อสู้เลย ดังเช่นที่เกิดขึ้นในการรบช่วงแรกๆ ในสหภาพโซเวียต ที่มีทหารรัสเซียยอมจำนนเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากกองบัญชาการของหน่วยถูกล้อม ถูกตัดขาดจากกองกำลังหลัก ถูกโจมตีหรือแม้แต่ถูกทำลายจนไม่สามารถสั่งการหน่วยขึ้นตรงของตนได้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการรุกแบบสายฟ้าแลบนี้เอง

จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติทั้งสี่ขั้นตอนของการรบแบบสายฟ้าแลบนั้น ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับกองกำลังฝ่ายรุก ที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งหน่วยยานเกราะ หน่วยทหารราบ หน่วยปืนใหญ่และอากาศยานของกองทัพอากาศ รวมทั้งจะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด และต่อเนื่อง ดังนั้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน จึงได้ประยุกต์การใช้วิทยุติดต่อสื่อสาร ซึ่งในสมัยนั้นนับเป็นวิวัฒนาการสมัยใหม่ ที่กองทัพอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้กับรถถัง แต่เขาเป็นผู้พัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุในการปฏิบัติการจริง จนผู้บังคับหน่วยระดับสูงสามารถสั่งการไปยังรถถังเป็นรายคันในแนวหน้าได้เลยทีเดียว ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวถือเป็นการก่อกำเนิดการสื่อสารระหว่างยานเกราะกับหน่วยข้างเคียง และเป็นแบบอย่างในการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน

ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค..1938 ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท พร้อมกับดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 16 (XVI Army Corps) รวมทั้งยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมนายทหารระดับสูงกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่กรุงเบอร์ลิน ในวันเดียวกันในที่ประชุม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แจ้งว่ามีการปลดนายทหารระดับสูงหลายคน เช่น จอมพล ฟอน บลอมเบอร์ก รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม และพลเอก ฟรายแฮร์ ฟอน ฟริทค์ (Freiherr von Fritsch) ผู้บัญชาการทหารบก เป็นต้น การสั่งปลดดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับนายทหารทุกคนที่ต่างไม่เคยพบกับเรื่องเช่นนี้มาก่อน พร้อมกันนั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้ง พลเอก วอลเธอร์ ฟอน โบรคิทช์ เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แทน พลเอกฟอน ฟริทช์

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสงครามนั้น เมื่อปลด จอมพล ฟอน บลอมเบอร์ก ออกไปแล้ว ก็ไม่ได้แต่งตั้งใครขึ้นแทน อำนาจทั้งหมดของกระทรวงจึงตกอยู่กับผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั่นคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั่นเอง นายทหารทุกคนในที่ประชุมต่างเริ่มตระหนักดีว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กำลังเข้ามาควบคุมกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับการควบคุมประเทศเยอรมันแล้ว

แม้ว่า ไฮน์ซ กูเดอเรียน จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 16 แต่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ยังคงไว้วางใจ ให้เขากลับเข้าบัญชาการ กองพลยานเกราะที่ 2 เพื่อเข้าผนวกดินแดนของประเทศออสเตรีย ตามสนธิสัญญา “อันส์ชลูสส์” (Anschluss) ในช่วงเดือนมีนาคม ค..1938 โดยกองพลยานเกราะที่ 2 สามารถทำความเร็วในการเดินทางเข้าสู่กรุงเวียนนา (Vienna) ซึ่งมีระยะทาง 420 ไมล์ ในเวลาเพียงไม่ถึง 48 ชั่วโมง การเคลื่อนพลในครั้งนี้ ทำให้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้พบจุดอ่อนของกองพลยานเกราะ นั่นคือ การบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ต่างๆ มีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะรถถัง ทำให้ต้องประสบกับปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง ระหว่างเดินทาง นอกจากนี้ เขายังพบว่าปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะน้ำมัน นับเป็นอุปสรรคสำคัญอีกข้อหนึ่ง เพราะรถยนต์บรรทุกน้ำมันไม่สามารถติดตามขบวนรถถังได้ทัน ทำให้รถถังขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งปัญหาทั้งสองประการที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน พบในครั้งนี้จะมีผลอย่างมากต่อการรบในสมรภูมิด้านสหภาพโซเวียต ที่จะเกิดขึ้นอีกไม่นานนับต่อจากนี้

ที่เมืองลินซ์ (Linz) ประเทศออสเตรีย ไฮน์ซ กูเดอเรียน อยู่เคียงข้างกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในขณะที่กำลังปราศรัยต่อหน้าฝูงชนชาวออสเตรียจำนวนมาก ที่กำลังยินดีปรีดาต่อการผนวกดินแดนของตนกับประเทศเยอรมัน

เขาบันทึกถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “.. ข้าพเจ้ายืนเคียงข้างกับฮิตเลอร์ บริเวณระเบียงศาลาว่าการเมืองลินซ์ ซึ่งทำให้สามารถสังเกตุกิริยาของฮิตเลอร์ได้อย่างใกล้ชิด ระหว่างที่กำลังปราศรัยต่อฝูงชน ที่ตื่นเต้นยินดีเบื้องล่าง .. น้ำตาของฮิตเลอร์ไหลอาบลงบนแก้มทั้งสองข้าง .. มันเกิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขา .. ไม่ใช่มาจากการเสแสร้งอย่างแน่นอน ..”

ภายหลังการผนวกดินแดนออสเตรีย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ตระหนักดีว่า กองพลยานเกราะนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด เขาจึงสั่งการให้จัดตั้งกองพลยานเกราะที่ 4 ขึ้นเพิ่มเติม พร้อมกับการเตรียมการจัดตั้งกองพลยานเกราะที่ 5 และกองพลเบาที่ 4 ทำให้ขีดความสามารถของหน่วยยานเกราะเยอรมันเพิ่มสูงขึ้น จนเป็นที่น่าเกรงขาม

ในวันที่ 1 ตุลาคม ค..1938 ไฮน์ซ กูเดอเรียน ซึ่งขณะนั้นยังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพน้อยยานเกราะที่ 16 ที่มีกองพลยานเกราะและกองพลทหารราบยานยนต์อยู่ใต้การบังคับบัญชา จำนวน 3 กองพล ประกอบด้วยกองพลยานเกราะที่ 1, กองพลทหารราบยานยนต์ที่ 13 และกองพลทหารราบยานยนต์ที่ 20 ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนพลเข้ายึดครองแคว้นซูเดเตน (Sudetenland) ประเทศเชคโกสโลวะเกีย โดยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากชาวซูเดเตน เชื้อสายเยอรมัน และปราศจากการต่อต้านจากรัฐบาลเชคโกสโลวะเกีย


(โปรดติดตามตอนต่อไป)






Create Date : 09 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2560 10:29:58 น. 0 comments
Counter : 253 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.