VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค อัศวินของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 5 ตอนจบ)





โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค

(Josef (Sepp) Dietrich)

อัศวินแห่งหน่วย เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ตอนที่ 5 (ตอนจบ)

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น





แม้จะได้รับการต้านทานอย่างหนัก จนทำให้การรบในเมืองคาร์คอฟเป็นไปอย่างนองเลือด แต่ “กองพลยานเกราะ เอส เอสที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ก็ยังคงรุกต่อไปรถถังแบบ “ไทเกอร์” อันแข็งแกร่ง ทำหน้าที่เสมือน “ป้อมปืน” เคลื่อนที่ โดยเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ตลอดเส้นทางและจะเข้าที่กำบังตามมุมถนน พร้อมกับระดมยิงปืนใหญ่ประจำรถขนาด 88 มิลลิเมตร ใส่ที่มั่นของทหารกองทัพแดงที่ซ่อนตัวอยู่ตามอาคารต่างๆ จนอาคารเหล่านั้นพังถล่มลงมาเกือบทั้งหมด

จนในที่สุด ในวันที่ 14 มีนาคม กองทัพเยอรมันสามารถยึดเมืองคาร์คอฟได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะมีการต้านทานเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย จากทหารรัสเซียที่หลบซ่อนตัวอยู่ตามซากอาคารต่างๆ แต่การต่อสู้ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด ในวันที่ 16 มีนาคม เซปป์ ดีทริค ต้องสูญเสียกำลังพลในกองพลของเขาไปเป็นจำนวนถึง 4,500 นาย ในการรบที่ดุเดือดครั้งนี้ จนกระทั่งได้มีการจัดทำบทเรียน ในการรบที่เมืองคาร์คอฟของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษา โดยสถาบันการทหารทั่วโลก ในฐานะตัวอย่างของ “การรบในเมือง” (Urban Warfare) นอกจากนี้เพื่อเป็นแก้แค้นแทนเพื่อนทหารที่เสียชีวิต ทหาร เอส เอส ของ เซปป์ ดีทริค ได้ทำการสังหารหมู่เชลยศึกรัสเซียที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสนามของเมืองคาร์คอฟ จำนวนหลายร้อยนาย เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ เซปป์ ดีทริค ถูกกองทัพรัสเซียหมายหัวว่าเป็นอาชญากรสงคราม และจะต้องถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามด้วยความกล้าหาญของเขาในการรบที่เมืองคาร์คอฟ ก็ทำให้ เซปป์ ดีทริคได้รับเหรียญกล้าหาญ ชั้นอัศวินประดับใบโอ็คและดาบ (Knight’s Cross of the Iron Cross with Oak Leaves and Sword) นับเป็นนายทหารเยอรมันคนที่ 26 ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นนี้

ผลงานของ เซปป์ ดีทริค ในสหภาพโซเวียต ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือในวันที่ 26 กรกฎาคม ค..1943 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการคนแรกของกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ (1st SS Panzer Corps Leibstandarte) โดย “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ได้จัดกำลังพล ระดับนายทหารที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่มากับ เซปป์ ดีทริค เข้ามาประจำในกองบัญชาการกองทัพน้อยที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ เซปป์ ดีทริค จึงได้กำหนดสัญลักษณ์ของกองทัพน้อยดังกล่าว เป็นรูปดอกกุญแจ ซึ่งดัดแปลงเพิ่มเติมมาจากสัญญลักษณ์ของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ที่เป็นลูกกุญแจด้วยเช่นกัน

ต่อมาเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่ “ซาเลอร์โน” (Salerno) ทางตอนใต้ของเมือง “เนเปิลส์” (Naples) ในประเทศอิตาลี ในวันที่ 3 กันยายน ค..1943 ส่งผลให้รัฐบาลอิตาลีประกาศยกเลิกการเป็นฝ่ายอักษะ (Axis) ร่วมกับเยอรมัน รวมทั้งยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ในอีกห้าวันต่อมา เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำอิตาลีที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเยอรมันมาตลอด ถูกปลดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกจับกุมตัว เซปป์ ดีทริค ถูกส่งไปยังประเทศอิตาลีเพื่อทำการช่วยเหลือ คลาร่า เปตาซซี่ (Clara Petacci) คู่รักของเบนิโต มุสโสลินี และนำตัวกลับมายังประเทศเยอรมัน เพื่อพบกับ เบนิโต มุสโสลินี ซึ่งได้รับการช่วยเหลือให้หลบหนีออกจากอิตาลี โดยหน่วยพลร่มของเยอรมัน ที่นำโดย ออตโต้ สกอร์เซอนี (Otto Skorzeny) รวมทั้งเขายังได้รับภารกิจในการปลดอาวุธทหารอิตาลีอีกด้วย

ในการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีของฝ่ายสัมพันธมิตรในวัน ดี เดย์ (D Day) คือวันที่ 6 มิถุนายน ค..1944 กองทัพน้อยยานเกราะเอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ ของ เซปป์ ดีทริคได้เข้าทำการรบอย่างห้าวหาญ อย่างไรก็ตาม ยิ่งการรบในสมรภูมินอร์มังดียืดเยื้อออกไป เหตุการณ์ก็ยิ่งดูจะไม่เป็นใจให้กับกองทัพเยอรมันในการรับมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรเลย ความสูญเสียและความพ่ายแพ้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นในวันที่ 17 กรกฎาคม ขณะที่รอมเมลในฐานะผู้บัญชาการ กลุ่มกองทัพบี (Army Group B) ของเยอรมันออกเดินทางตรวจเยี่ยมกำลังพลของเยอรมันตามแนวรบเป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตร ดังเช่นที่ทำมาเป็นปกติแทบทุกวัน ก็ถูกโจมตีจากเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้นรอมเมลได้เดินทางไปเยี่ยมกองบัญชาการ กองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 และได้พบกับ เซปป์ ดีทริค

นายทหารคนสนิทของรอมเมล คือ ร้อยเอก เฮลมุท ลัง (Helmut Lang) ได้บันทึกถึงบทสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสองไว้อย่างน่าสนใจว่า “.. เซปป์ ดีทริค กล่าวกับ รอมเมล ว่า ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เขาจะทำตามแผนและคำสั่งของรอมเมล แม้จะต้องขัดคำสั่งของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็ตาม ..” บทสนทนาในวันนั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ว่า รอมเมลกำลังวางแผนอะไร แล้วทำไม เซปป์ ดีทริค ซึ่งเป็นบุคคลที่ฮิตเลอร์ไว้วางใจที่สุด จึงจะร่วมมือกับรอมเมล แม้ต้องขัดคำสั่งของฮิตเลอร์ก็ตาม

คำตอบของปริศนานี้ไม่ได้รับการเปิดเผย แต่ก็มีกระแสข่าวหนาหูว่าจากบทสนทนาดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นว่า เซปป์ ดีทริค พร้อมสนับสนุนรอมเมล ในการโค่นล้ม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในเหตุการณ์ลอบสังหารในวันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944 แต่เมื่อเหตุการณ์ลอบสังหารขึ้น เซปป์ ดีทริค ก็ให้การว่าการลอบสังหาร อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะไม่ส่งผลดีต่อกองทัพแต่อย่างใด พร้อมทั้งกล่าวว่า “.. การลอบสังหารนี้เป็นการกระทำของผู้วางแผนที่ขี้ขลาด ..” คำพูดเหล่านี้ทำให้ เซปป์ ดีทริค รอดพ้นจากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการลอบสังหารดังกล่าวในขณะที่รอมเมลไม่สามารถรอดพ้นจากข้อกล่าวหาดังกล่าว เขาถูกบังคับให้ดื่มยาพิษเพื่อปลิดชีวิตของตนเอง เช่นเดียวกับนายทหารและผู้คนอีกกว่า 5,000 คนที่ถูกสังหาร เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ในช่วงปลายของการรบที่สมรภูมินอร์มังดี เซปป์ ดีทริค ได้รับการเลื่อนขั้นจากผู้บัญชาการกองทัพน้อย ให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพยานเกราะที่ 5 (5th Panzer Army) พร้อมทั้งได้รับการเหรียญกล้าหาญ ชั้นอัศวินประดับเพชรบนใบโอ็คและดาบ (Knight’s Cross of the Iron Cross with Oak Leaves, Sword and Diamond) ในวันที่ 6 สิงหาคม ค..1944 นับเป็นนายทหารเยอรมันคนที่ 16 ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญในชั้นนี้

นอกจากนี้ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารในวันที่ 20 กรกฎาคม ค..1944 เป็นต้นมา ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่ไว้วางใจนายทหารของกองทัพบกเยอรมัน เขาจึงหันมามอบความไว้วางใจให้กับนายทหาร เอส เอส ของเขา พร้อมกับมอบหมายให้ เซปป์ ดีทริค คุมกองทัพยานเกราะที่จัดตั้งขึ้นใหม่ นั่นคือ กองทัพยานเกราะที่ 6 (6th Panzer Army) เพื่อทำการรุกในการรบที่ป่าอาร์เดนส์ (Ardennes) ในปลายปี ค..1944 แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในช่วงแรกของการรบ แต่ในท้ายที่สุดก็จบด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของเยอรมัน ซึ่ง เซปป์ ดีทริค ได้กล่าวถึงการรบในครั้งนี้ว่า

".. ภารกิจทั้งหมดที่ฉันจะต้องทำ ก็คือ ข้ามแม่น้ำไปแล้วยึดกรุงบรัสเซลล์ให้ได้ จากนั้นก็ยึดท่าเรือ แอนเวิร์ป (Antwerp) ท่ามกลางหิมะที่ลึกจนถึงเอว พื้นที่และเส้นทางการรุกก็คับแคบ จนกระทั่งรถถังสามารถแล่นเรียงหน้ากระดานได้ไม่เกินสี่คัน กองพลยานเกราะทั้งหกกองพลรุ กไปอย่างโดดเดี่ยว .. ทุกอย่างจะมืดมิด จนถึงแปดโมงเช้าและกลับไปสู่ความมืดอีกครั้งในเวลาสี่โมงเย็น ที่สำคัญที่สุดก็คือรถถังในหน่วยของฉัน ไม่สามารถทำการสู้รบได้ในความมืด .. ทั้งหมดที่เล่าไปนี้เกิดขึ้น ในช่วงเวลาของคริสมาสต์ช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง .."

ในขณะเดียวกัน จอมพล แฮร์มานน์ เกอริง (Hermann Goring) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน ก็กล่าวถึง เซปป์ ดีทริค ในการรบที่ป่าอาร์เดนส์ว่า ".. แผนการรุกนั้น เป็นแผนที่วางขึ้นอย่างยอดเยี่ยมโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างย่ำแย่ โดยเหล่านายพลทั้งหลาย โดยเฉพาะ เซปป์ ดีทริค ที่กระทำผิดพลาดอย่างมากมายเช่นเดียวกัน .. เซปป์ ดีทริค ไม่ใช่ผู้บัญชาการหน่วยรบ เขาไม่มีประสบการณ์ และไม่ควรที่จะมีโอกาสในการบัญชาการรบเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพยานเกราะที่ 6 ซึ่งเป็นกองทัพยานเกราะอย่างเต็มรูปแบบ มันจึงนับว่าเป็นความหายนะอย่างแท้จริง .."

ภายหลังความพ่ายแพ้ที่ป่าอาร์เดนส์แล้ว ในเดือนมีนาคม ค..1945 เซปป์ ดีทริค ก็นำกองทัพยานเกราะที่ 6 และ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ซึ่งเป็นหน่วยดั้งเดิมของเขา เข้าทำการรุกอีกครั้งตามแผน “การรุกเมื่อเริ่มฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Awakening Offensive) ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยทำการรุกตอบโต้กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตในพื้นที่ทะเลสาบ “บาลาทอน” (Balaton) ของประเทศฮังการี ซึ่งนับเป็นแหล่งน้ำมันสุดท้ายของเยอรมันที่เหลือ แม้ว่าการรุกในช่วงต้น จะประสบความสำเร็จ แต่กองทัพรัสเซียก็แข็งแกร่ง และมีจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่ทหาร เอส เอส ของ เซปป์ ดีทริค จะต้านทานได้ ทำให้ในที่สุดเขาต้องล่าถอยไปยังกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

ความล้มเหลวของ เซปป์ ดีทริค ในครั้งนี้ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โกรธอย่างมาก เขาสั่งให้ทหาร เอส เอส ทุกคนของ “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ทำการปลดแถบแขนที่มีชื่อ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ออกเสีย เพื่อเป็นการประณามหน่วยให้ได้รับความอับอาย คำสั่งดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับ เซปป์ ดีทริค อย่างมาก เขากล่าวว่า ".. นี่คือรางวัลสำหรับสิ่งที่พวกเราทำมาตลอดห้าปีอย่างนั้นหรือ .. ฉันยอมโดนยิงเป้าเสียดีกว่าที่จะยอมรับคำสั่งนี้ .." พร้อมทั้งไม่ยอมถ่ายทอดคำสั่งของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ให้ถอดแถบแขนไปยังกำลังพลของเขา แต่ก็มีข่าวลือว่าตัว เซปป์ ดีทริค เองได้ถอดแถบแขนออก แล้วส่งคืนไปให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พร้อมกับเหรียญตราต่างๆ ของเขา ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลงด้วยการยิงตัวตายของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ในวันที่ 9 พฤษภาคม ค..1945 เซปป์ ดีทริค พร้อมด้วยภรรยาของเขาได้เข้ามอบตัวต่อทหารสหรัฐฯ สังกัดกองพลทหารราบที่ 36 (36th Infantry Division) ในประเทศออสเตรีย และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต จากการเหตุการณ์สังหารหมู่เชลยศึกอเมริกัน ระหว่างการรบที่ป่าอาร์เดนส์ แต่จากคำให้การของนายทหารเยอรมันคนอื่นๆ ทำให้เขาได้รับการลดโทษลงเหลือ 25 ปี ก่อนที่จะถูกจำคุกจริงเป็นเวลาเพียง 10ปี ภายหลังที่ได้รับการปล่อยตัวในปี ค..1955 เขาก็ถูกดำเนินคดีอีกครั้ง โดยศาลเยอรมันในข้อหาสังหารสมาชิกกลุ่ม เอส เอ ในเหตุการณ์  “ราตรีแห่งมีดยาว” เมื่อปี ค..1933 และถูกจำคุกอีก 19 เดือน ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวด้วยสาเหตุทางด้านสุขภาพ

ในวันที่ 21 เมษายน ค..1966 โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค ก็สิ้นชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ ในขณะที่มีอายุได้ 73 ปี โดยมีกำลังพลของเขากว่า 7,000 คน เข้าร่วมในพิธีฝังศพของเขา คงเหลือไว้แต่เรื่องราวเล่าขาน ถึงตำนานแห่งความกล้าหาญ และความเป็นผู้นำหน่วยของเขาใน “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ซึ่งเป็นหน่วยรบที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่สองไปอีกตราบนานเท่านาน






Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 20:07:55 น. 0 comments
Counter : 354 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.