VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค อัศวินของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 3)





โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค

(Josef (Sepp) Dietrich)

อัศวินแห่งหน่วย เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ตอนที่ 3

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น


โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค .. คนซ้ายมือของภาพ



อีก 4 วันต่อมา เซปป์ ดีทริค ก็ได้รับคำสั่งให้เข้าตีหมู่บ้าน “วอร์มฮูดท์” (Warmhoudt) ใกล้ๆ กับเมืองดังเคิร์ก ซึ่งทหารอังกฤษจากกองพลที่ 48 (48th Division) และกรมวอร์ริกที่ 2 (2nd Royal Warwicks) พร้อมกับหน่วยปืนกลจากกรมเชชายร์ที่ 2 (2nd Cheshire  Regiment)

โดยในช่วงสายของวันนั้น เซปป์ ดีทริค พร้อมกับ แมกซ์ วุนเชอ (Max Wunche) นายทหารคนสนิท เดินทางโดยรถยนต์เพื่อตรวจการณ์ความเคลื่อนไหวของฝ่ายอังกฤษ รถของเขาถูกระดมยิงจากทหารข้าศึก จนพลิกคว่ำตกลงในไปคูน้ำ กระสุนทะลุถังน้ำมันและเกิดประกายไฟ จนไฟลุกท่วม

ทั้ง เซปป์ ดีทริคและ แมกซ์ วุนเชอ ไม่สามารถหลบหนีออกมาจากคูน้ำได้ แม้กำลังจะถูกไฟคลอกก็ตาม เนื่องจากทหารอังกฤษยังคงระดมยิงอย่างหนัก ทั้งสองคนต้องพยายามใช้โคลนในคูน้ำพอกตัว เพื่อป้องกันเปลวเพลิง

กองร้อยของ “กรม เอส เอสไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” จำนวน 2 กองร้อยพยายามเข้าไปช่วยผู้บัญชาการกรมของพวกเขา แต่ก็ต้องถูกทหารอังกฤษระดมยิงใส่ จนต้องล่าถอยกลับไป หมวดรถถังของกรมพยายามเข้าช่วยเหลือนายทหารทั้งสองคนอีกครั้ง แต่ก็ต้องล้มเหลวอีก คราวนี้แทบทุกคนต่างลงความเห็นว่า เซปป์ ดีทริค และนายทหารคนสนิทคงเสียชีวิตไปแล้ว จึงตัดสินใจเข้าตีหน่วยทหารอังกฤษจากทางด้านหลัง การสู้รบเป็นไปอย่างนองเลือด แต่ในที่สุดก็สามารถยึดที่หมายได้ และเพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับผู้บัญชาการกรมของตน กองพันที่ 2 ของ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” จึงได้ทำการสังหารหมู่เชลยศึกอังกฤษ สังกัดกรมวอร์ริกที่ 2 จำนวนประมาณ 80 นาย ก่อนที่จะพบว่า เซปป์ ดีทริค และ แมกซ์ วุนเชอ ยังมีชีวิตอยู่ นับเป็นรอยด่างพร้อยที่น่าสะพรึงกลัวบนความห้าวหาญในการรบของหน่วยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการรบในครั้งนี้ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ก็ได้รับการย้ายจากแนวหน้าไปอยู่ในส่วนสนับสนุน เพื่อให้หน่วยได้มีโอกาสพักผ่อน หลังจากที่กรำศึกมาอย่างหนัก

ผลงานในฝรั่งเศสทำให้ชื่อเสียงของเขา กลายเป็นที่กล่าวขานของประชาชนเยอรมันและของทหารเยอรมันเหล่าอื่นๆ ที่เคยดูถูกประสิทธิภาพของหน่วยทหาร เอส เอส และเคยสบประมาทความสามารถในการบัญชาการรบของเขา นอกจากนี้ยังทำให้ เซปป์ ดีทริค ได้รับเหรียญกล้าหาญ กางเขนเหล็กชั้นอัศวิน (Knight’s Cross of the Iron Cross) ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค..1940 พร้อมทั้งได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ (SS Obergruppenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลโทของกองทัพบก แต่สำหรับหน่วย เอส เอส แล้วชั้นยศนี้ ถือว่าเทียบเท่าชั้นยศพลเอกเลยทีเดียว)

หลังจากพิชิตฝรั่งเศสได้แล้ว เซปป์ ดีทริค และหน่วยของเขาก็ตั้งมั่นอยู่ที่เมือง “เมส” (Metz) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เป็นเวลาประมาณ 6 เดือน พร้อมกับมีการขยายกำลังพลของกรมเพิ่มขึ้นเป็น 6,500 นาย ซึ่งเป็นขนาดของกองพลน้อย (Brigade) ทั้งๆ ที่ยังมีสถานะเป็นเพียงแค่กรมเท่านั้น โดยเพิ่มกองพันปืนใหญ่อัตตาจร จำนวน 1 กองพัน (StuG Batterie – StuG ย่อมาจาก Sturmgeschutz ซึ่งเป็นยานเกราะแบบไม่มีป้อมปืน และติดตั้งปืนใหญ่ เพื่อใช้ในการยิงสนับสนุนทหารราบ) รวมทั้งเพิ่มกองพันปืนต่อสู้อากาศยานอีก 1 กองพัน (Flak Batterie) ทำให้ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” นอกจากจะมีขีดความสามารถเป็นกรมเคลื่อนที่เร็วด้วยยานยนต์แล้ว ยังมีกำลังพลเป็นจำนวนมากอยู่ในระดับกองพลน้อยอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความมีสิทธิพิเศษของ เซปป์ ดีทริค และ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ของเขาอย่างแท้จริง

ในช่วงนี้หน่วย เอส เอส หน่วยนี้ได้รับการฝึกยกพลขึ้นบกอย่างหนัก บริเวณแม่น้ำ “โมแซลล์” (Moselle) เพื่อเตรียมการบุกเกาะอังกฤษในยุทธการ “สิงโตทะเล”  (Operation Sealion) แต่ในที่สุด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็สั่งเลื่อนยุทธการดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากกองทัพอากาศเยอรมันไม่สามารถครองความเป็นเจ้าอากาศเหนือน่านฟ้าอังกฤษได้

ในเดือนพฤศจิกายน ค..1940 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็วางแผนขั้นต่อไป เพื่อยึดประเทศกรีซ ภายใต้ยุทธการ “มาริตา” (Operation Marita) ซึ่งกำหนดให้การรุกเปิดฉากขึ้น ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ค..1941 หลังจากฤดูหนาวผ่านไป และหิมะบนพื้นดินเริ่มละลาย พร้อมทั้งวางแผนที่บุกเข้าสหภาพโซเวียตต่อไป ในวันที่ 15 พฤษภาคม โดยในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนหน้านั้น เซปป์ ดีทริค และ “กรม เอสเอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ก็เข้าพื้นที่เตรียมการในประเทศโรมาเนีย โดยเดินทางผ่านประเทศบุลกาเรีย และตอนใต้ของประเทศยูโกสลาเวีย และเปิดฉากรุกเข้าไปในกรีซ ในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งในภารกิจครั้งนี้ เซปป์ ดีทริค และหน่วยของเขาทำการรุกเคียงข้างไปกับกองพลยานเกราะที่ 9 ของกองทัพบกเยอรมัน

“กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เคลื่อนที่ผ่านช่องเขา ซึ่งเป็นช่องทางเสมือนปากประตูสู่ประเทศกรีซ คือ “ช่องทาง ไคลดี” (Klidi Pass) อันเป็นที่มั่นของกองกำลังภาคโพ้นทะเลของอังกฤษ ( BEF =  British Expeditionary Force) ที่กำลังพลส่วนใหญ่ จัดจากประเทศอาณานิคม คือออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ การรบเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายนเมื่อ เซปป์ ดีทริค สั่งการให้กองพันที่ 1 ของ“กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ทำการเข้าตี โดยการปีนภูเขาหินเข้าหาที่มั่นของข้าศึก โดยมีปืนใหญ่ขนาด  88 มิลลิเมตร ยิงสนับสนุน

การสู้รบยืดเยื้อข้ามคืนมาจนถึงรุ่งเช้า ทหาร เอส เอส ก็สามารถยึดที่มั่นของฝ่ายอังกฤษได้ แม้ทหารอังกฤษจะพยายามรุกกลับด้วยรถถังและยานเกราะ แต่ก็ถูกปืนใหญ่ขนาด  88 มิลลิเมตร ยิงเข้าใส่ จนต้องล่าถอยกลับไป ในเย็นของวันที่ 11 เมษายน ทหาร เอส เอส ที่เป็นส่วนล่วงหน้าของ เซปป์ ดีทริค ก็เคลื่อนที่สู่ “ช่องทาง ไคลซูรา” (Klisura Pass) ซึ่งเป็นช่องทางแคบๆ ขนาบข้าง และล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงชัน เพื่อเข้าสู่ประเทศกรีซ

ที่มั่นแรกของทหารกรีซ สังกัดกองพลที่ 20 (20th Division) ถูกยึดได้ในเวลาเพียง 30 นาที แต่เมื่อยานเกราะของ “กรมเอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เคลื่อนที่ผ่านหุบเขาที่แคบและเป็นเหวลึก ก็ต้องพบกับทุ่นระเบิดดักรถถัง และปืนกลที่ยิงลงมาจากสันเขาด้านบน นอกจากนี้ทหารกรีซที่อยู่บนเขาก็ยังโยนระเบิดมือลงใส่ทหาร เอส เอส ตลอดเวลา การล่าถอยของฝ่ายเยอรมันไม่สามารถกระทำได้ เพราะมียานยนต์ถูกทำลายขวางทางตลอดช่องเขาแคบๆ

ทหารกรีซดัดแปลงที่มั่นตามหุบเขาให้เป็นรังปืนกลที่แข็งแกร่ง ในเวลาที่คับขันและอยู่ระหว่างความเป็นความตายนั้นเอง เอส เอส สตรุมบานน์ฟือเรอห์ เคริท ไมเออร์ (SS Sturmbannfuhrer Kurt Meyer : เอสเอส สตรุมบานน์ฟือเรอห์ เป็นชั้นยศเทียบเท่า พันตรี) ผู้บังคับกองพันลาดตระเวนตัดสินใจสั่งให้กำลังพลจำนวน 2 กองร้อยของเขา ปีนเขาอ้อมไปทางด้านหลังของที่มั่นทหารกรีซ โดยอาศัยความมืดเป็นกำบัง

ส่วนตัวของ เคริท ไมเออร์ เองก็นำกำลังทหารจำนวน 30 นาย เคลื่อนที่ผ่านช่องทางเข้าไปสมทบ ในลักษณะเข้าตีประสานพร้อมกัน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ทหารเอส เอส  ถูกระดมยิงอย่างหนัก บวกกับมีกับระเบิดฝังไว้อยู่มากมาย จนไม่สามารถเคลื่อนที่ได้และกลายเป็นเป้านิ่งให้กับทหารกรีซที่ซ่อนตัวอยู่ตามสันเขา

เคริท ไมเออร์ พยายามสั่งการให้ทหารของเขาเคลื่อนที่ต่อไป แต่ทุกคนก็ดูจะไม่ยอมปฏิบัติตาม เคริท ไมเออร์ จึงตัดสินใจโยนระเบิดมือใส่ทหารคนที่อยู่ท้ายสุดของกลุ่ม คราวนี้ทหารเอส เอส ต่างทั้งผลักทั้งดันคนที่อยู่ข้างหน้า ให้กระโจนออกจากที่มั่นของตนเอง แล้วเข้าตีหน่วยทหารกรีซที่อยู่ตามสันเขาอย่างไม่คิดชีวิต จนสามารถยึดสันเขาต่างๆ ได้ในที่สุดเหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นรูปแบบการบังคับบัญชาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทหาร เอส เอส ที่กลายเป็นเรื่องเล่าขานกันอย่างมากมายในเวลาต่อมา

จากความสำเร็จในการยึดช่องทางทั้งสองของ เซปป์ ดีทริค และหน่วยของเขาได้ส่งผลให้แนวตั้งรับของกองทัพที่ 1 (1st Army) ของกรีซล่มสลายลง และในวันที่ 20 เมษายน ผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 ของกรีซ ก็ทำการยอมแพ้ต่อ เซปป์ ดีทริค

ต่อมาอีกสิบวัน คือในวันที่ 30 เมษายน ทหารอังกฤษและทหารในเครือจักรภพ ที่ตั้งมั่นอยู่ในกรีซ ก็ยอมจำนนหรือล่าถอยหนีไป ด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ทำให้ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” และ เซปป์ ดีทริค ในฐานะผู้บัญชาการกรมได้รับเกียรติให้สวนสนาม ประกาศชัยชนะกลางกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ นอกจากนี้ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ยังได้ออกคำสั่งให้ปรับสถานะของ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ให้มีสถานะเป็น“กองพล” โดยมีนามหน่วยว่า “กองพล เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (SS Division Leibstandarte Adolf Hitler) เพื่อเตรียมการรุกเข้าสู่สหภาพโซเวียตต่อไป แม้ว่ากำลังรบที่แท้จริงของกองพลดังกล่าว จะมีขนาดเท่ากับกองพลน้อยก็ตาม แต่เนื่องจากเวลาที่กระชั้นชิดต่อการเข้าสู่สนามรบ จึงไม่มีการเพิ่มเติมกำลังแต่อย่างใด

เมื่อยุทธการ “บาร์บารอสซ่า” (Barbarossa) ซึ่งเป็นยุทธการบุกเข้าสู่สหภาพโซเวียตเริ่มขึ้น เซปป์ ดีทริค และ “กองพล เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ของเขาได้รับมอบหมายให้ขึ้นการบังคับบัญชากับกลุ่มกองทัพกลาง (Army Group Center) ซึ่งมีเป้าหมายของการรุกอยู่ที่กรุงมอสโคว์ เมืองหลวงของสหภาพโซเวียต แต่การรุกก็ไม่ประสบความสำเร็จอันเนื่องมาจากฤดูหนาวที่รุนแรง รวมทั้งการรุกกลับของทหารกองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตาม เซปป์ ดีทริค ก็ได้แสดงความสามารถในการนำหน่วยของเขาหลายครั้ง แม้ว่าตัวเขาเองจะด้อยประสบการณ์ในการควบคุมหน่วยขนาดใหญ่ เพราะคุ้นเคยต่อการควบคุมบังคับบัญชาหน่วยขนาดเล็กมาตลอด แต่ด้วยความใฝ่รู้และไม่ถือตน ทำให้ เซปป์ ดีทริค เลือกใช้คนที่มีความรู้ ความสามารถ โดยเฉพาะนายทหารฝ่ายเสนาธิการของเขา ที่ล้วนแต่เป็นนายทหารที่มีไหวพริบ เฉลียวฉลาด

บุคคลเหล่านี้ได้เสนอแนวทาง หรือทางเลือกในการบังคับบัญชาหน่วยรบขนาดใหญ่ให้กับ เซปป์ ดีทริค เสมอ ความสำเร็จในการนำหน่วยในแนวหน้าด้านสหภาพโซเวียต ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็ก ชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค( Knight’s Cross of the Iron Cross with Oak Leaves) นับเป็นคนที่ 41 ของกองทัพเยอรมัน ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นนี้ แม้ว่าการบัญชาการรบของเขาจะสร้างชื่อเสียงอย่างมากก็ตาม แต่การปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างโหดเหี้ยมตามแบบฉบับของหน่วย เอส เอส ก็ทำให้ชื่อเสียงด้านความกล้าหาญของ เซปป์ ดีทริค ต้องด่างพร้อยไปอย่างมาก

แม้ เซปป์ ดีทริค จะให้คำปากคำต่อทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ภายหลังสงครามยุติลงแล้วว่า เขาไม่เคยสั่งการให้สังหารเชลยหรือประชาชนรัสเซียเลย โดยระบุว่า “..ทหารรัสเซีย 3 ล้านคน ถ้ามีการสังหารจริง จะเอาศพของพวกเขาเหล่านี้ไปไว้ที่ใด และถ้ามีการสังหารจริง ศีรษะของฉันก็พร้อมที่จะรับลูกกระสุนแทนผู้ใต้บังคับบัญชา ที่กระทำการดังกล่าว ..” เซปป์ ดีทริคกล่าว

(โปรดติดตามตอนต่อไป)






Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 19:14:51 น. 0 comments
Counter : 522 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.