VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค อัศวินของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 2)





โยเซฟ (เซปป์) ดีทริค

(Josef (Sepp) Dietrich)

อัศวินแห่งหน่วย เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ตอนที่ 2

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น




เซปป์ ดีทริค (ขวามือของภาพ)


ด้วยความใกล้ชิดระหว่าง เซปป์ ดีทริค และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ส่งผล “กรม เอส เอส สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” กลายเป็นหน่วยที่มีความเป็นอิสระนอกเหนือจากการควบคุมของ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ และขึ้นตรงต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และ เซปป์ ดีทริค เท่านั้น ซึ่งเป็นเอกสิทธิที่แตกต่างจากหน่วยเอส เอส อื่นๆ

กระทั่งในวันที่ 30 มิถุนายน ค..1934 เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำการกวาดล้างพลพรรค เอส เอ ของเขา ที่กระด้างกระเดื่องในเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ราตรีแห่งมีดยาว" (Night of the Long Knives) หน่วย “เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ของเซปป์ ดีทริค ก็เป็นกำลังหลักในการเข้าจับกุม และสังหารสมาชิกกลุ่ม เอส เอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังหารหัวหน้าระดับแกนนำของ เอส เอ จำนวนมาก ที่กระทรวงยุติธรรม แม้จะไม่มีใครทราบถึงจำนวนที่แน่นอนของผู้ถูกสังหาร แต่กล่าวกันว่า เซปป์ ดีทริค ได้จัดกำลังพลถึง 40 นายเพื่อทำหน้าที่ในสังหารสมาชิกของหน่วย เอส เอ ในเหตุการณ์ "ราตรีแห่งมีดยาว" ซึ่งต้องใช้เวลาถึงวันที่ 2 กรกฎาคม จึงจะเสร็จสิ้นภารกิจในการสังหาร

 

ผลงานในครั้งนี้ ทำให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยอมอนุมัติตามคำร้องขอของ เซปป์ ดีทริค ที่จะปรับโครงสร้างของ “กรม เอส เอส สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ให้มีสถานะเป็นกรมเคลื่อนที่เร็วด้วยยานยนต์อย่างเต็มรูปแบบ ในเดือนตุลาคม ค..1934 ทั้งที่ในขณะนั้นหน่วยต่างๆ ของกองทัพบกเยอรมัน ยังอยู่ในสภาพที่ต้องใช้ม้าลากเกวียนอยู่เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้เซปป์ ดีทริค ก็ยังทำการคัดเลือกกำลังพลที่จะเข้ามาสังกัดกรมของเขาอย่างเข้มงวด โชคดีที่ผู้สมัครเข้ามาในหน่วย เอส เอส นั้น มักจะแตกต่างคนที่สมัครเข้าหน่วย เอส เอ เพราะผู้สมัครหน่วย เอส เอ ส่วนใหญ่จะเป็นคนว่างงาน มิจฉาชีพ อันธพาลข้างถนน แต่สำหรับผู้สมัครเข้าหน่วย เอส เอส นั้น ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง เช่น ทนายความ นักบัญชี ที่ไม่ชอบความไร้ระเบียบ และหยาบคายของหน่วย เอส เอ

ส่วนนายทหารจากกองทััพบกก็มักจะไม่สนใจที่จะเข้าร่วมกับหน่วยเอส เอส มากนัก เนื่องจากมองว่าหน่วย เอสเอส เป็นพวกกึ่งทหาร ไม่ใช่ทหารที่แท้จริง แต่ก็ยังมีนายทหารบางส่วนที่สมัครเข้าร่วมกับหน่วย เอส เอส ด้วย

ในขณะเดียวกัน ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ก็พยายามคัดเลือกและสร้างทหาร เอส เอส ขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมกับกำหนดให้มีการฝึกที่หนักหนาสาหัส ดังเช่น ในระหว่างปี ค..1933 -  1935 มีกำลังพล เอส เอส ถูกคัดออกจากการฝึกเป็นจำนวนนับหมื่นคน เพราะร่างกายไม่แข็งแรงพอ หรือไม่ก็เป็นพวกรักร่วมเพศ มีประวัติอาชญากรรม ติดสุรา หรือมีเชื้อสายยิวเจือปนแม้เพียงเศษเสี้ยวเดียว โดยเฉพาะ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ของ เซปป์ ดีทริค นั้นคัดเลือกกำลังพลอย่างละเอียด จนกระทั่งแม้ฟันผุเพียงซี่เดียว ก็จะถูกคัดออกทันที ซึ่งมาตรฐานที่สูงมากของหน่วย เอส เอส และมาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกของเซปป์ ดีทริค  ได้ส่งผลให้ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ของเขากลายเป็นหน่วยที่มีกำลังพลสมบูรณ์ที่สุดหน่วยหนึ่งของเยอรมันในขณะนั้น

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น“กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”  ที่มีเซปป์ ดีทริค เป็นผู้บัญชาการหน่วย ก็เข้าร่วมในการรุกเข้าสู่ประเทศโปแลนด์เป็นหน่วยขึ้นสมทบกับกองทัพที่ 10 (10th Army) ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอก วอลเธอร์ ฟอน ไรช์เชอเนา (Walther von Reichenau) ด้วยความที่หน่วยของเซปป์ ดีทริค ได้รับการปรับให้มีขีดความสามารถในการเคลื่อนที่เร็วด้วยยานยนต์ ทำให้ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เหมาะสมกับภารกิจในการรุกแบบสายฟ้าแลบเป็นอย่างมาก จนได้รับความชื่นชมจากกองพลทหารราบที่ 17 ของกองทัพบกเยอรมัน

ในช่วงแรกของการรบ ขณะที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงวอร์ซอร์เ มืองหลวงของประเทศโปแลนด์ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ก็ถูกส่งไปสนับสนุนกองพลยานเกราะที่ 4 ซึ่งทั้งกองพลยานเกราะที่ 4 และหน่วยของ เซปป์ ดีทริค สามารถกวาดล้างการต้านทานลงอย่างง่ายดาย แต่ยิ่งเมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้เมืองหลวงของโปแลนด์เข้าไปมากขึ้นเท่าใด การต่อต้านจากทหารโปแลนด์ ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะการรบที่เมือง “พาเบียไนซ์” (Pabianice) ที่การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด จนถึงขั้นทหารโปแลนด์สามารถโอบล้อมทหารเอส เอส จาก “กรม เอส เอสไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ได้  และก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลงทหารจากกองทัพบกเยอรมัน ก็เข้าช่วยเหลือทหาร เอส เอส ในวงล้อมออกมาได้

ชะตากรรมของโปแลนด์ดูจะย่ำแย่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะแม้จะถูกเยอรมันรุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว และรุนแรงแล้วในวันที่ 17 กันยายน ค..1939 สหภาพโซเวียตก็เปิดฉากบุกเข้าประเทศโปแลนด์อีกทางหนึ่ง รัฐบาลโปแลนด์จึงพยายามที่จะนำกำลังทหารหลบหนีออกนอกประเทศ ทางด้านประเทศรูเมเนีย และฮังการี เพื่อเข้าสมทบกับกองกำลังของฝ่ายสัมพันธมิตร แล้วค่อยหวนกลับมาทำการรบอีกครั้งเมื่อมีโอกาส โดยมีทหารโปแลนด์ข้ามพรมแดนไปยังประเทศรูเมเนียได้กว่า 30,000 นาย และเข้าไปในประเทศฮังการีได้อีกกว่า 60,000 นายก่อนที่โปแลนด์จะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

จากความกล้าหาญในการรบที่โปแลนด์ ทำให้เซปป์ ดีทริค ได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็ก (Iron Cross) โดยได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่ 2 ในวันที่ 25 กันยายน ค..1939 และชั้นที่ 1 ในวันที่ 27 ตุลาคมในปีเดียวกัน

เมื่อหมดสิ้นโปแลนด์ไปแล้ว เมฆหมอกแห่งสงครามก็คืบคลานเข้าสู่ยุโรปตะวันตก “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ซึ่ง ณ เวลานี้ ผ่านการรบและได้รับประสบการณ์มาจากสมรภูมิโปแลนด์ พร้อมทั้งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากกำลังพลของกองทัพบกเยอรมัน ก็เตรียมพร้อมสำหรับการรบครั้งต่อไป เมื่อกำลังพลทดแทนส่วนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตเดินทางมาถึง เซปป์ ดีทริค ก็นำทหารของเขาเข้าประจำตามบริเวณพรมแดนของประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมกับกรม เอส เอส ที่ 3 แดร์ ฟือเรอห์ (3rd SS Regiment Der  Fuhrer) ซึ่งจัดมาจากกองพล เอส เอส ฟาร์ซูกุงส์ (SS Verfugungs Division) โดยทั้งสองกรมนี้ จะขึ้นการบังคับบัญชากับกลุ่ม กองทัพบี (Army Group B) และจะเป็นคลื่นแรกของการเข้าโจมตี โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การยึดเส้นทางรถไฟและสะพานต่างๆ บริเวณชายแดน

รุ่งอรุณของวันที่ 10 พฤษภาคม ค..1940 กำลังพลของ“กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ก็เคลื่อนที่ข้ามพรมแดนเข้าไปในเนเธอร์แลนด์ด้วยความรวดเร็ว เพียงในเวลาไม่ถึงหกชั่วโมง พวกเขาก็รุกเข้าไปได้กว่า 100 กิโลเมตร และสามารถยึดเมือง “ซาโรลล์  (Zarolle) ได้ แม้ว่าทหารดัทช์จะสามารถทำลายสะพานข้ามแม่น้ำลงได้ แต่ทหาร เอส เอส ของ เซปป์ ดีทริค ก็สามารถสร้างสะพานทุ่นลอยขึ้นมาทดแทนอย่างรวดเร็ว แล้วทำการรุกต่อไปอีก 80 กิโลเมตร จนสิ้นสุดการรบวันแรก

จากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าสู่เมือง “ร็อตเตอร์ดาม” (Rotterdam) ที่ซึ่งหน่วยพลร่มของเยอรมัน นำโดย พลเอกเคริท สตูเด้นท์ (Kurt Student) ได้กระโดดร่มลงมาและสามารถยึดสถานที่สำคัญต่างๆ ไว้ได้ และกำลังเจรจากับทหารเนเธอร์แลนด์์ถึงเงื่อนไขการยอมแพ้ เมื่อส่วนล่วงหน้าของ “กรมเอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เข้าถึงตัวเมืองได้ พวกเขามองเห็นทหารเนเธอร์แลนด์กำลังยืนรักษาการณ์หน้าอาคารที่กำลังมีการเจรจากับทหารพลร่มของเยอรมันอยู่

โดยไม่รั้งรอ ทหาร เอส เอส ได้เปิดฉากยิงใส่ทหารดัทช์เหล่านั้นอย่างรุนแรง จนกระสุนพลาดไปถูก พลเอก เคริท สตูเดนส์ ของเยอรมันที่กำลังเจรจาอยู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตลอดจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนที่เนเธอร์แลนด์จะประกาศยอมแพ้ในวันที่ 14 พฤษภาคม เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นเรื่องเกรียวกราวเล่าขานกันทั่วไปในทหารเหล่าอื่นๆ ของเยอรมันถึงความบ้าดีเดือดของทหาร เอส เอส

เสร็จศึกจากเนเธอร์แลนด์ เซปป์ ดีทริค ก็นำหน่วยของเขาลงใต้ เพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศเบลเยี่ยม โดยขึ้นการบังคับบัญชาชั่วคราวกับ กรมยานเกราะที่ 9 (9th Panzer Division) แต่เมื่อเคลื่อนพลออกมาจากเมืองร๊อตเตอร์ดามได้ไม่นานนัก ก็ต้องปะทะทหารฝรั่งเศสที่เคลื่อนที่ขึ้นเหนือ เพื่อยันกองทัพของเยอรมัน ถึงแม้ว่าเนเธอร์แลนด์จะประกาศยอมแพ้แล้วก็ตาม แต่ทหารสัมพันธมิตรอื่นๆ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสยังคงทำการต่อสู้ต่อไป การปะทะเป็นไปอย่างดุเดือด จนในที่สุดทหารฝรั่งเศสก็ต้องเป็นฝ่ายล่าถอยกลับไป

ในวันที่ 24 พฤษภาคม “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ซึ่งย้ายมาขึ้นสมทบกับ กองพลยานเกราะที่ 1 (1st Panzer Division) ก็เคลื่อนที่สู่เมือง ดังเคิร์ก (Dunkrik) โดยผ่านพื้นที่ลุ่มที่มีหน่วยทหารอังกฤษตั้งมั่นอยู่บนพื้นที่สูงข่ม และครองความได้เปรียบ เซปป์ ดีทริค ได้รับคำสั่งจากกองบัญชาการทหารสูงสุดในเยอรมัน โดยการอนุมัติของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ให้หยุดการเคลื่อนที่ เพื่อทำการปรับกำลัง สร้างความไม่พอใจให้กับ เซปป์ ดีทริค ในฐานะผู้บัญชาการ “กรม เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เป็นอย่างมากเ พราะทหารของเขาอยู่ในที่โล่ง และกำลังตกเป็นเป้าเคลื่อนที่ให้กับปืนใหญ่ของทหารอังกฤษ ที่สามารถตรวจการณ์และเห็นทุกความเคลื่อนไหวของทหารเยอรมัน ในขณะที่กระสุนปืนใหญ่ของอังกฤษ ตกลงใส่ที่มั่นของทหาร เอส เอส ลูกแล้วลูกเล่า

เซปป์ ดีทริค ก็ตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ให้หยุดการเคลื่อนที่ เขาสั่งการให้กำลังพลของหน่วยเคลื่อนที่เข้าตีที่มั่นของทหารอังกฤษ และสามารถยึดที่มั่นดังกล่าวได้ในที่สุด นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ เซปป์ ดีทริค ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านผู้นำ แต่ก็ด้วยเหตุผลที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)







Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 18:53:25 น. 0 comments
Counter : 210 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.