Little drops of water, Little grains of sand Make the mighty Ocean, and the pleasant land. Little deeds of kindness, Little words of love Help to make Earth Happy, Like the Heven above.
Group Blog
 
All Blogs
 

นิยามของคำว่า "ครอบครัว"

วันนี้ไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมา ด้วยความขยันเลยไปหยิบหนังสือของวิชาที่จะเรียนในเทอมหน้ามาอ่าน ประมาณฟิตสุดๆ กะว่าต้องเอา A มาครองให้ได้


วิชานี้ชื่อว่า Home, school, and community ซึ่งดูๆชื่อกับหัวข้อในแต่ละบทแล้ว แหม...หมูๆน่า อ่านๆท่องๆก็น่าจะผ่านฉลุย ยิ่งเปิดมาบทแรก อ๊ะ...ว่าด้วยเรื่องนิยามของคำว่าครอบครัว ดูแล้วไม่น่ายาก แถมคนแต่งก็ใช้ศัพท์ง่ายๆ อ่านแล้วเข้าใจได้สบายๆไม่ต้องเปิดดิกมากเท่าไหร่


แต่...หลังจากอ่านไปได้ 2-3 หน้า ก็เริ่มเกิดอาการเครียด นั่นก็คือคนเขียนเค้าไม่ได้กล่าวตรงๆถึงนิยามของคำว่าครอบครัวแล้วจบ แต่เป็นการเล่าถึงสภาพครอบครัวของสังคมอเมริกัน ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน ว่ามีโครงสร้างเปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปอย่างไร รวมถึงสถิติการหย่าร้าง และการแต่งงานใหม่ครั้งที่ 2 แถมตามมาด้วยตัวเลขสถิติของการหย่าร้างของการแต่งงานครั้งที่ 2 ซึ่งต้องขอบอกว่ามันสูงมาจนน่าตกใจ (ฉะนั้น สาวไทยคนไหนคิดจะร่วมหอลงโลงกับหนุ่มอเมริกัน โปรดไตร่ตรองให้ดี)


และด้วยผลของปัญหาการหย่าร้างที่สูงปริ๊ด ประกอบกับความหลากหลายของเชื้อชาติในสังคมอเมริกันนี่เอง ทำให้นิยามของคำว่า "ครอบครัว" เดิมที่ว่า ครอบครัวหมายถึงกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวดองกันทางสายเลือดหรือมีความผูกพันกัน เกิดเปลี่ยนแปลงไปเพราะโครงสร้างของครอบครัวในสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก


ในหนังสือที่อ่านนี้ ได้มีการยกตัวอย่างครอบครัวประเภทต่าง รวมถึงสถาณการณ์จำลองและบทสนทนาประจำวันของแต่ละครอบครัว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นครอบครัวที่มีปัญหาทั้งนั้นเลย อาทิเช่น single mom/dad, พ่อแม่วัย teen, ครอบครัวที่พ่อแม่ทิ้งลูกไป แล้วยกภาระให้ปู่ย่าตายายเป็นคนเลี้ยงเด็ก, ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันเฉยๆ ไม่ได้จัดงานแต่งงาน, ครอบครัวผสม ประมาณแต่งงานรอบที่ 2 แล้วเอาลูกมาเลี้ยงรวมกัน, ครอบครัวที่ฐานะดีเยี่ยม แต่ไม่มีลูก ต้องไปรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง แต่เด็กดันเป็นเชื้อชาติที่แตกต่างกับพ่อแม่โดยสิ้นเชิง, ครอบครัวที่พ่อแม่มีพื้นฐานและเชื้อชาติแตกต่างกันเช่นคนขาวแต่งงานกับคนดำ และที่หนักๆคือ ครอบครัวที่เป็นกลุ่มรักร่วมเพศ ที่มีการรับเด็กมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม


ด้วยความที่ลักษณะของครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้เด็กๆเกิดอาการสับสน ว่าใครเป็นใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัวที่พ่อแม่แต่งงานครั้งที่ 2 เด็กกลุ่มนี้ก็จะมีพ่อแม่ 2 ชุด และเผลอๆ จะมีพี่น้องต่างสายเลือด รวมทั้งปู่ย่าตายายญาติพี่น้องที่งอกขึ้นมาอีกหลายคน


นอกจากนี้ด้วยสภาพเศรฐกิจและที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่แต่ละครอบครัวอยู่บ้านแยกเป็นครอบครัวเดี่ยวๆ กับกลายเป็นว่าบางครอบครัวเช่าบ้านอยู่รวมกันกับครอบครัวอื่นหรือคนอื่นๆในบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์ที่มีหลายห้องนอน ในกรณีนี้ แต่ละครอบครัวมักจะมีการพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ และอาจทำให้เด็กๆเกิดการเข้าใจผิดไปได้ ซึ่งอันนี้ข้าพเจ้าเจอะมากับตัว เพราะตอนนี้ตัวเองก็เช่าทาวเฮ้าส์ขนาด 3 ห้องนอนอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ และลูกของ housemate อายุ 3 ขวบ ซึ่งเช่าบ้านอยู่ด้วยกันตอนนี้ ชอบบอกใครๆอย่างหน้าชื่นตาบานว่า

"We are 6 persons family."

ด้วยความภูมิใจว่าเราเป็นครอบครัวใหญ่

นอกจากนี้ทุกครั้งที่ต้องวาดรูปครอบครัวส่งครูที่โรงเรียน หนูน้อยนิโคลัสก็จะวาดรูปคน 6 คน โดยใส่รูปข้าพเจ้ารวมทั้ง housemate อีกคน พร้อมเขียนชื่อเสร็จสรรพ และที่หนักกว่าก็คือ คุณแม่ของนิโคลัส ซึ่งกำลังสอนให้ลูกสาวคนเล็กอายุ 9 เดือน หัดพูด โดยเริ่มจากการเรียกชื่อของ จขบ ก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า

"ชื่อของเธอมันออกเสียงง่ายดี"

เลยกลายเป็นว่าเด็กๆในบ้านนี้ เรียกและเขียนชื่อของ จขบ ได้ก่อนชื่อของพ่อแม่ตัวเองซะอีก และด้วยเหตุนี้เจ้าหนูตัวน้อยทั้ง 2 คน จึงจัดการนับรวมเอาข้าพเจ้ากลายเป็นคนในครอบครัวไปแล้วด้วยซะงั้น


สรุปว่าด้วยเหตุผลต่างๆและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งหลาย ทำให้นิยามของคำว่าครอบครัวนั้น เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ และหลังจากอ่านจบไปทั้งหมด 12 สถาณการณ์จำลอง จขบ จึงเกิดอาการมึนตึ๊บ ยิ่งพอเปิดมาเจอะแบบฝึกหัดท้ายบท อ่านโจทย์แล้วอยากจะร้องกริ๊ดดังๆ เป็นประมาณว่าให้วิเคราะห์ ว่าครอบครัวตัวอย่างทั้ง 12 ครอบครัว เป็นครอบครัวประเภทไหน แต่ละครอบครัวมีปัญหายังไงบ้าง ตามด้วยให้เขียนเล่าถึงครอบครัวตัวเอง ว่าไปตกในกลุ่มไหน มีปัญหาอะไร แล้วให้เขียนนิยามของคำว่าครอบครัวด้วยตัวเอง


และแล้ววหนังจากอ่านหนังสือไปได้ราว 2 ชม ยังไม่ทันจะจบบทดีเหลืออีกประมาณ 10 หน้า ด้วยความที่เครียดจัด เลยเป็นอันต้องหยุดพักไว้ก่อน เพราะบรรดาเหตุการณ์สมมุติที่เค้ายกตัวอย่างมา มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่ามีอยู่ทั่วไปในสังคม และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ โดยเฉพาะครอบครัวที่พ่อแม่เป็นกลุ่มรักร่วมเพศเนี่ย ต้องยอมรับเลยว่า ส่วนตัวแล้วคิดไม่ออกเลยว่าจะอบรมเด็กที่อยู่ในครอบครัวแบบนี้ยังไง และที่หนักกว่าคือ จะต้องอธิบายยังไงให้เด็กคนอื่นๆเข้าใจถึงความแตกต่างของเด็กกลุ่มนี้


ไม่อยากจะคิดว่าพอเปิดเทอมแล้ว ต้องมานั่งอ่านและเรียนอย่างจริงจังกับปัญหาสังคมเหล่านี้ แล้วจะเป็นยังไง นอกจากนี้ต้องขอสารภาพเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อ่านหนังสือแล้วเกิดอาการอยาก "แหวะ" (แม้ว่ามันจะเป็นหนังสือเรียนก็เถอะ ไม่รู้ว่าอยากแหวะเพราะตัวเนื้อเรื่องมันเครียด หรือแหวะเพราะว่าตัวหนังสือภาษาอังกฤษมันเยอะเกินไป)


แต่อย่างน้อยๆ ในเรื่องเครียดๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆอยู่ เพราะได้อ่านเจอะประโยคหนึ่งของคนแต่งเค้าเขียนตัวเน้นเอาไว้ เหมือนจะให้กำลังใจกับคนอ่านว่าอย่าได้เศร้าไปเลย ซึ่งแปลออกมาได้ประมาณว่า


"ไม่ว่าเราจะเกิดอยู่ในครอบครัวแบบไหนก็ตาม หากเราให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของคนในครอบครัว เราก็จะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขเช่นกัน"




 

Create Date : 27 มกราคม 2555    
Last Update : 27 มกราคม 2555 13:52:23 น.
Counter : 2187 Pageviews.  

ไปโลตัสสิหนู

วันนี้มีเหตุให้ฉันมีโอกาสได้ไปทำธุรกรรมทางการเงิน(ฟังดูโก้เนอะ) ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ที่จริงก็ไม่ได้ไปทำอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแค่ไปฝากเงิน แล้วก็จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าเคเบิ้ลทีวี บลาๆๆๆ

ด้วยความที่ปกติแม่จะเป็นคนดูแลเรื่องพวกนี้ทุกอย่าง แต่บังเอิญช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องยุ่งๆ ฉันเลยได้รับมอบหมายให้มาจัดการเรื่องพวกนี้แทน ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าเหยียบย่างเข้าไปในธนาคาร ก็เลยเกิดอาการตื่นเต้นนิดหน่อย

"เดี๋ยวกรอกใบให้เสร็จก่่อนค่อยมารับบัตรนะ ไม่งั้นเดี๋ยวคิวเรียกแล้วยังเขียนไม่เสร็จ"

พนักงานต้อนรับแสนสวย กล่าวห้วนๆพร้อมกับทำหน้าเซ็งๆ เมื่อเห็นฉันยื่นเก้งๆกังๆอยู่ที่เคาเตอร์ เพราะเลือกไม่ถูกว่าควรจะต้องหยิบใบไหนมาเขียน

แหม....นานทีปีหนจะได้มาธนาคารที มันก็ต้องขอเวลาตั้งสติหน่อย

หลังจากกรอกเสร็จปุ๊บ นั่งรอแปบนึง ก็ถึงคิว ดันแจ๊กพ็อตได้เจอะคุณป้าท่าทางดุๆอีก

แต่...แต่...แต่...พอฉันเดินไปถึงเคาเตอร์ ป้าก็ยิ้มให้และเมื่อได้พูดคุยกันก็พบว่า คนเรามองกันที่ภายนอกไม่ได้จริงๆ เพราะป้าแกใจดีมากๆ น่าเสวนามากกว่าพนักงานต้อนรับสาวสวยตอนแรกเยอะ


ฉันยื่นเอกสารที่กรอกแล้วทุกอย่าง รวมถึงบิลที่จะจ่ายไปทั้งปึก คุณป้ารับไปก็จัดการเรียงจัดประเภทซะใหม่ แต่เมื่อเห็นบิลค่าน้ำค่าไฟ แกก็พูดขึ้นว่า

"บิลพวกนี้ถ้าจ่ายที่ธนาคาร ต้องเสียค่าธรรมเนียมนะหนู"

"อ่อ เหรอคะ โอเค ไม่เป็นไรค่ะ"

"ป้าว่าหนูเอาไปจ่ายจ่ายที่โลตัสใกล้ๆนี้ดีกว่านะ ค่าธรรมเนี่ยมถูกกว่า" ป้าพูดพร้อมกับทำท่าจะยื่นบิลคืนกลับมาให้ฉัน แต่ฉันกลับสั่นหัวไม่รับ

"ไม่เป็นไรค่ะ จ่ายที่นี่หล่ะค่ะ"

ป้ายิ้มพร้อมกับส่ายหัวแล้วพูดขึ้นว่า
"ไม่ใช่อะไรหรอกนะ ป้าเสียดายตังค์ เนี่ยตั้ง 10 บาท จ่ายโลตัส 5 บาทเองนะหนู"

"อ่อ ไม่เป็นไรค่ะ จ่ายที่นี่หล่ะค่ะ สะดวกดี" ฉันตอบพร้อมกับยิ้ม และนึกขอบคุณในความหวังดีขอป้า แต่.......ป้ารีบตอบกลับมาทันทีว่า

"โลตัสก็สะดวกนะหนู อยู่ใกล้ๆตรงนี้เอง 2 ป้ายรถเมล์ก็ถึงแล้ว"

"อ่อ....."
ฉันไม่รู้จะตอบอะไรไปดี เลยได้แต่ยิ้มตอบอย่างเดียว พลางคิดในใจ ค่าน้ำมันรถหนูขับไปจ่ายโลตัส นี่มันแพงกว่าค่าธรรมเนียม 10 บาทที่ต้องจ่ายที่นี่นะคะป้า เหอๆ

เมื่อป้าแกเห็นเราเฉยๆ ก็เลยกลับไปจัดการเอกสารต่อไป โดยเริ่มจากพวกใบฝาก ใบโอนเงินก่อน จนธุรกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้น เหลือแต่บิลค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่แล้ว......จู่ๆป้าแกก็เริ่มพูดขึ้นมาว่า

"เนี่ยหนู...เงินสมัยนี้หน่ะมันหายาก ต้องทำงานเหนื่อยแทบแย่ มีอะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัดนะรู้ไหม"

"อ่อ ค่ะ ทราบค่ะ"

"เล็กน้อยๆ อย่าง 5 บาท 10 บาท เนี่ยก็อย่าไปมองข้ามนะจ๊ะ"

หลังจากพูดจบ ป้าก็หันมามองหน้าฉันอีกครั้งแล้วถามว่า

"ตกลงจะจ่ายที่นี่จริงๆ ไม่ไปจ่ายโลตัสแน่รื" ป้าถามย้ำอีกเป็นครั้งสุดท้าย

"แน่ใจค่ะ จ่ายที่นี่หล่ะค่ะ"

"เฮ้อ.....งั้นจ่ายมา xxxx.xx บาท"
ป้าถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าแล้วรับเงินไป

ตอนแรกก็นึกว่าจะรอดตัว แต่ปรากฏว่าฉันดันให้เงินไปไม่ครบ ขาดไป 5 บาท เลยโดนทวง

ฉันรีบควานหาเศษสตางค์ในกระเป๋า แต่กระเป๋าเจ้ากรรมดันมีช่องเยอะเกินไป เลยหาไม่เจอะ ต้องใช้เวลาหาอยู่พักใหญ่

"เนี่ย.....เห็นไหม หมดตัวแล้วสิเรา ป้าบอกแล้วใช่ไหมให้ไปจ่ายโลตัส"
ป้าแซวในระหว่างที่ฉันง่วนกับการหาเศษสตางค์ ส่วนฉันโต้ตอบอะไรไม่ได้ ได้แต่ยิ้มแหยๆ

โชคดีที่ฉันหาเศษตังค์ได้พอดี จ่ายป้าแกไป ไม่งั้นสงสัยจะได้ไปโลตัสจริงๆ


ว่าแล้วก็ นึกถึงสโลแกนโฆษณาของธนาคารแห่งนี้

"ฝากให้เรา...ช่วยดูแล"

เออ.......เค้าดูแลจริงๆนะ.......confirm!




 

Create Date : 24 มกราคม 2554    
Last Update : 24 มกราคม 2554 20:28:58 น.
Counter : 335 Pageviews.  

โหระพา กับ กระเพรา

วันนี้ฉันตื่นแต่เช้าไปออกกำลังกาย แล้วมีแพลนว่ามื้อเที่ยงจะทำข้าวอบเผือก ก็เลยแวะตลาดแถวบ้านซื้อเครื่องเคราซักหน่อย

ผักชนิดหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสูตรทำข้าวอบเผือกประจำบ้าน ที่จะทำให้ข้าวอบเผือก มีกลิ่นพิเศษเฉพาะตัว ก็คือ ใบโหระพา

แน่นอน.....แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกในการทำข้าวอบเผือกของฉัน แต่ว่าตามปกติแล้วฉันนิยมไปจ่ายตลาดตามซุปเปอร์มากกว่า เพราะอยากจะได้ผักปลอดสารพิษ แม้จะไม่รู้ว่ามันปลอดสารพิษจริงไหม แต่ด้วยราคาที่แพงกว่าปกติ ประกอบกับชื่อเสียงของห้างสรรพสินค้าเป็นตัวการันตี ก็ถือซะว่าซื้อความสบายใจแล้วกัน

ทุกทีที่ไปซื้อผักตามซุปเปอร์ เราแสนจะสะดวกสบาย จอดรถก็ง่าย ทางเดินก็ไม่เฉอะแฉะ ผักผลไม้ก็ดูสะอาด มีอนามัยดี แต่ที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้น คือ ผักทุกห่อมีป้ายแปะบอกว่ามันคืออะไร ดังนั้น จึงไม่มีทางที่จะซื้อผักผิดชนิดได้แน่ๆ

และด้วยเหตุที่จ่ายตลาดในห้างจนเคย พอมาเดินตลาดแบบชาวบ้าน จะซื้อผักที คราวนี้ก็งงหล่ะสิคะ เพราะดิฉันแยกใบกระเพรา กับ ใบโหระพาไม่ออก

หลังจากจดๆจ้องๆอยู่หลายร้าน มีแต่กำใหญ่ๆทั้งนั้น สุดท้ายก็เลือกจิ้มมา 1 ร้าน ซึ่งมีคนขายเป็นป้าแก่ๆดูยิ้มแย้ม ท่าทางใจดี ฉันไปไปยืนดูอย่างงๆ ว่าไอ้ที่กองๆอยู่เนี่ยมันผักอะไรมั่ง ทุกทีอยู่บนจานก็รู้จักกันดีอยู่หรอก แต่พอมาเป็นต้นๆแบบนี้ ดันจำมันไม่ได้ทุกที

"ป้าคะ มีโหระพาไหม"

"เอ้า...หยิบเอาเลยลูก ตรงหน้านั่นไง เอาเท่าไหร่ใส่ถุงเลยจ้า"

ซวยหล่ะสิ.....ไอ้ตรงหน้านี่มันหน้าตาเหมือนกันหมด ก็นึกว่าป้าจะหยิบให้ แง๊......

"เออ ป้าคะ.... คือว่าหนูไม่รู้ว่าว่าอันไหนโหระพา" ตอบไปแบบอายสุดๆ

"อ๋อ....โทษที ป้าเอาโหระพากับกระเพราขาวมาไว้ใกล้ๆกัน ดูยากใช่ไหม นี่นะ มันต้องดูอย่างนี้ บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"


แล้วป้าก็ร่ายยาวถึงความแตกต่างของผักแต่ละชนิดที่อยู่ตรงหน้าด้วยสำเนียงเหน่อๆ พร้อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขที่ได้เจียรไนผักแต่ละชนิดให้ฉันฟัง แต่ก็นั่นหล่ะค่ะ ด้วยสมองอันน้อยนิด ฟังไม่ค่อยทัน สรุปได้ว่าถ้าไม่แน่ใจว่าอันไหนใบโหระพาอันไหนใบกระเพรา ให้ดมกลิ่นเอา หรือถ้าจะให้ชัวร์ก็หยิบใส่ปากชิมดู....แหวะ....

"ขอบคุณมากเลยค่ะป้า ตกลงหนูเอาใบโหระพา 5 บาทค่ะ รบกวนป้าช่วยหยิบให้ทีนะคะ หนูไม่มั่นใจ"

"ได้เลยๆ 5 บาทนะลูก"

แล้วป้าก็หยิบใบโหระพากำเบ่อเริ่มใส่ถุงให้...

แน่ใจนะว่านี่ 5 บาท ป้าฟังเป็น 50 บาทหรือเปล่าเนี่ย

แต่....แต่....แต่....ในขณะที่ฉันกำลังยื่นมือจะส่งเหรียญ 5 บาทให้ ป้ากลับชักมือดึงถุงกลับไป แล้วหยุดคิดแปบนึง.....ไอ้เราก็คิดว่า ป้าคงหยิบผักมาเยอะเกินจะเอาออกอะไรประมาณนั้น แต่เปล่าเลยค่ะ ปรากฏว่าป้าแกคว้าเอาผักใส่ถุงไปให้เราอีก 1 กำ>

"ป้าแถมให้จ๊ะ คราวนี้จะได้แยกใบโหระพากับใบกระเพราออก แล้วมาซื้อผักกับป้าบ่อยๆนะหนู"

ฉันรับถุงผักมาและรีบขอบคุณป้าเป็นการใหญ่

หลังจากที่เดินจากมา ระหว่างนี้ฉันคิดในใจว่า ป้าขายของใจดีแบบนี้แล้วจะเอากำไรจากไหนเนี่ย ขายผักจนหมดแผงนั่น คงได้เงินเท่าๆกับฉันซื้อผักที่ซุปเปอร์ซัก 20 กำเองหล่ะมั้ง หักค่าแรงค่าเสียเวลาแล้ว ป้าแกจะเหลืออะไรหล่ะ

คิดได้อย่างนี้ ทำให้รู้สึกว่า อืม...จากนี้ ก็ว่าจะมาอุดหนุนซื้อของในตลาดสดให้บ่อยขึ้นกว่าเดิม ยอมเสียเวลาล้างผักนานกว่าเดิม แล้วมาอุดหนุนชาวบ้านมั่งดีกว่า เพราะนอกจากได้ของถูกแล้ว ที่ตลาดสดยังมีมิตรภาพดีๆที่เราหาไม่ได้ตามซุปเปอร์ในห้าง

แต่แล้วเมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันถึงได้เข้าใจความหมายของคำพูดที่ป้ากล่าวทิ้งท้ายไว้ เพราะเมื่อเทผักออกมาจากถุง ก็พบว่า ทั้งต้นโหระพา และ ต้นกระเพราะ มันปนกันไปหมดจนแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนโหระพา อันไหนกระเพรา ป้านะป้า แง๊.......


อันนี้ใบกระเพราขาว

ส่วนอันนี้ใบโหระพา
เป็นไงคะ แยกกันออกไหมเอ่ย....แต่สำหรับ จขบ งานนี้แยกจนมือโปรเลยหล่ะค่ะ




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2553    
Last Update : 10 สิงหาคม 2553 20:25:27 น.
Counter : 5318 Pageviews.  

ของขวัญวันเกิดสำหรับเธอ เป็นเงิน 400 บาท



"นี่ๆรู้ไหม วันนี้ลุงให้ของขวัญวันเกิดป้าเป็นเงิน 400 บาทหล่ะ"

ลูกสาวของลุง ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สาวของฉัน มาแอบกระซิบแบบขำๆให้ฟัง ในระหว่างงานรวมญาติเฉพาะกิจ


"วันนี้นะ พอลุงตื่นเช้ามาปุ๊บ ก็รีบยื่นตังค์ให้ป้าเลย เป็นแบงค์ร้อย 4 ใบ"


สำหรับฉันหลังจากที่ได้ยินตอนแรก ว่าป้าได้รับเงินจำนวน 400 บาทเป็นของขวัญวันเกิด ก็แอบคิดในใจว่า แหม...ลุงนี่หล่ะก็....ถึงจะเป็นคนตระหนี่แค่ไหน แต่วันเกิดคนรักทั้งที ให้อะไรที่มันดูน่ารักหน่อยก็ไม่ได้ นี่ให้เป็นเงินตั้ง 400.....แถมยังให้เป็นแบงค์ร้อยกันโต้งๆ ไม่ใส่ซองอีกต่างหากไม่มีความโรแมนติกเอาซะเลย


จริงอยู่ว่าของขวัญให้ด้วยใจมิใช่ราคา แต่ฉันยังคงติดใจกับของขวัญวันเกิด 400 บาทนี้อยู่ ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องนี้มาเม้าท์กับแม่

"ให้แค่ 400 เอง แถมเป็นตังค์ไม่ใส่ซองอีกต่างหาก" ฉันเล่าขำๆ


"แหม.... 400 นี้ที่จริงเป็นเงินที่มีค่ามากพอดูเลยนะจ๊ะ ลูกรู้ไหม เมื่อสมัย 50 กว่าปีก่อนข้าวแกงจานละ 6 สลึงเองนะ"

"ส่วนทองหน่ะ ราคาก็ประมาณบาทละ 400 เอง ดังนั้น ทุกวันเกิดที่ป้าได้ตังค์จากลุงครั้งละ 400 หน่ะ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากพอดูเลยหล่ะจ๊ะ"

"แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น หนูลองคิดดูว่า ลุงกับป้าหน่ะ แต่งงานกันมา 54 ปีแล้วนะ คนที่แต่งงานอยู่กินกันมายาวนานขนาดนี้ แถมมีลูกด้วยกันถึง 5 คน แต่ฝ่ายชายยังสามารถจดจำวันเกิดของฝ่ายหญิงได้ และยังให้ของขวัญวันเกิดทุกปีติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนานถึง 54 ปี เพราะงั้นจะว่าไปแล้วก็นับว่าลุงเนี่ยเป็นผู้ชายที่ใช้ได้เลยหล่ะ"


เมื่อได้ยินดังนั้น ฉันจึงเข้าใจแล้วว่า ลุงของฉันเป็นผู้ชายที่ "มั่นคง"และ "คงเส้นคงวา" ที่สุดที่ฉันเคยพบเลยหล่ะ เพราะลุงให้ของขวัญวันเกิดป้าเป็นเงิน 400 บาท ติดต่อกันมายาวนานถึง 54 ปีแหน่ะ






แต่ก็นะ.........รู้อยู่หรอกว่า รักเธอเท่ากันทุกวันตลอดมา.......
แต่นี่เวลามันเปลี่ยนไปแล้วนินา ให้เพิ่มหน่อยก็ไม่ได้




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2553 21:35:31 น.
Counter : 892 Pageviews.  

"น้ำตาลทรายเสริมแคลเซี่ยม"

เมื่อวานนี้ ดิฉันไปจ่ายตลาดที่ซุปเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่ง เพื่อหาซื้อน้ำตาลทรายขาวที่พึ่งใช้หมดไป

ฉันรู้สึกหงุดหงิดมาก เพราะวันนี้น้ำตาลทรายขายดีมากจนเกือบหมดชั้น และที่สำคัญคือ น้ำตาลทรายชนิดที่ที่ดิฉันใช้เป็นประจำถูกขายจนหมดเกลี้ยง

ในขณะที่ฉันกำลังกวาดสายตามองชั้นข้างเคียง เพื่อหาน้ำตาลทรายยี่ห้ออื่น ก็ได้พบกับน้ำตาลยี่ห้อหนึ่งยังวางเหลืออีกหลายถุง

น้ำตาลทรายแบบใหม่ ที่ดิฉันเจอะวันนี้ มิใช่แบบละเอียดพิเศษ หรือละลายเร็ว หรือ น้ำตาลไม่ฟอกสี ที่นิยมกัน

แต่เป็น.....


"น้ำตาลทรายเสริมแคลเซี่ยม"


ฉันถึงกับอึ้งไปหลายวิ และเผลอหัวเราะออก แถมอุทานออกมาเสียงดังว่า


"อะไรมันจะขนาดน๊านนนนน"


เดี๋ยวนี้ผลิตภัณฑ์ชนิด "Calcium Fever" มันระบาดหนักมากขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย


จากความรู้ที่เคยพาคุณแม่ไปหาหมอ หมอแนะนำให้แม่ ซึ่งอยู่ในวัยทอง รับประทานแคลเซี่ยมเสริมวันละ 1000 mg เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน โดยให้แบ่งรับประทานเป็นแคปซูลขนาด 600 mg วันละ 2 ครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายของคนเรา สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมได้เพียงไม่เกิน 600 mg ต่อ 1 มื้ออาหาร หากได้รับมากกว่านี้ ร่างกายจะขับออกโดยอัตโนมัติ

แต่ที่กล่าวไปนั้น นั่นหมายถึงการรับประทานแคลเซี่ยมเสริมในผู้หญิงวัยทอง หรือ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนนะคะ ส่วนหนุ่มสาวธรรมดาทั่วไป ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว หากจะทานเสริม ก็เพียงแค่ 200 mg ต่อวัน นอกนั้น แค่รับประทานอาหารให้ครบหมู่ หรือหมั่นทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงตามธรรมชาติ เช่น ปลาตัวเล็ก, กุ้งแห้ง หรือ ดื่มนมเป็นประจำ ค่อยๆทานสะสมไปเรื่อยๆ ก็เพียงพอแล้ว

การรับประทานแคลเซี่ยมที่มากเกินไป จนทำให้มีปริมาณแคลเซี่ยมในร่างกายสูงกว่าปกติ อาจก่อให้อาการคลื่นไส้ อาเจียน และเกิดนิ่วในไตได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับบุคคลที่รับประทานแคลเซี่ยมเสริมชนิดเม็ดติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนานหลายปี


แต่ตอนนี้เราลองมองผลิตภัณฑ์ต่างๆในท้องตลาดสิคะ ทั้งนมเสริมแคลเซี่ยม, โยเกิร์ตเสริมแคลเซี่ยม, ซีเรียลเสริมแคลเซี่ยม, แป้งขนมปังเสริมแคลเซี่ยม บลาๆๆๆ ในซุปเปอร์เต็มไปด้วยสินค้าชนิดเสริมแคลเซี่ยมวางอยู่เกลื่อนไปหมด และดูมีแนวโน้มว่าจะหลากชนิดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสนิยมรักษาสุขภาพ ซึ่งดิฉันเองก็ไม่ปฏิเสธเลยว่า ตนเองเวลาเลือกซื้อของก็ติดนิสัยมองหาป้ายเสริมแคลเซี่ยม หรือ วิตามินอยู่เป็นประจำเช่นกัน เพราะมีความรู้สึกว่ามันดีต่อสุขภาพมากกว่าการบริโภคอาหารแบบธรรมดา


แต่ในวันนี้ ฉันกลับฉุกคิดขึ้นมาว่า อาหารบางชนิด เช่น น้ำผลไม้ (รวมทั้งน้ำตาลทรายที่ดิฉันกำลังถืออยู่นี่ด้วย)ไม่ได้มีแคลเซี่ยมอยู่ตามธรรมชาตินินา คนเราต่างหากที่สรรหาเติมมันลงไป พร้อมกับคำโฆษณาและราคาขายที่แพงขึ้น


ซึ่งหากพิจารณาดูดีๆ แคลเซี่ยมเหล่านี้ก็เป็นชนิดสังเคราะห์เหมือนกันนะ มันจึงทำให้ฉันเกิดความสงสัยว่าถ้าเราได้รับแคลเซี่ยมประเภทนี้เข้าไปมากๆ โดยเฉพาะเด็กๆรุ่นลูกรุ่นหลานเรา ซึ่งบริโภคแคลเซี่ยมประเภทนี้กันมาแต่เด็ก ในระยะยาวจะมีผลข้างเคียงเหมือนกับการทานแคลเซี่ยมเสริมชนิดเม็ดเหมือนกันไหม?


แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกความคิดนึงแวปเข้ามาให้หัว อยากจะรู้จริง ถ้าเปิดร้านอาหาร แล้วตั้งชื่อร้านว่า "แคลเซี่ยมสูง" โดยมีคอนเซปของร้านว่า อาหารทุกอย่างในร้านนี้ ใช้วัตถุดิบทุกอย่างจากผลิตภัณฑ์ที่เสริมปริมาณแคลเซี่ยมสูงเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าจะขายดีไหม? บรรดาคนรักสุขภาพ ประเภท crazy calcium จะแห่แหนกันมาเข้าคิวรอซื้อหรือเปล่า?



"ทางสายกลาง"

เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ฉันยึดมั่นเสมอมา ซึ่งฉันเชื่อมั่นว่าคำสอนนี้สามารถใช้ได้ดีเสมอในทุกๆ เรื่อง รวมทั้งเรื่องนี้ด้วย


เมื่อฉันคิดได้ดังนั้น ก็อมยิ้มและตัดสินใจได้


ฉันยังคงเก็บนมกล่องแอนลีนโกลด์ เสริมแคลเซี่ยมพิเศษสำหรับคุณแม่ของฉันเอาไว้ในรถเข็น และหยิบเอาถุงน้ำตาลทรายเสริมแคลเซี่ยมวางกลับลงบนชั้นเหมือนเดิม แล้วเลือกหยิบน้ำตาลทรายชนิดแบบปกติ ที่พนักงานพึ่งมาเติมเมื่อซักครู่นี้ใส่รถเข็นแทนด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ประการ หนึ่ง คือ ฉันกินกุ้งแห้งเป็นประจำ และสอง น้ำตาลทรายชนิดเสริมแคลเซี่ยม มีราคาแพงกว่าน้ำตาลทรายแบบปกติ ตั้ง 13 บาท เชียวค่ะ




 

Create Date : 29 กันยายน 2552    
Last Update : 29 กันยายน 2552 14:46:20 น.
Counter : 228 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

Vitamin_C
Location :
Pasadena United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สวัสดีค่ะ อากาศดี ก็อารมณ์ดีเนอะ .......^-^

คิดถึงบ้านที่เมืองไทยเป็นที่สุด
ถ้าไม่นับห้องสมุดๆเจ๋งๆกับพิพิธภัณฑ์ดีๆ กับอาหารหลากหลายเชื้อชาติให้กินได้ไม่ซ้ำทุกวันแล้วหล่ะก็ เมืองไทยชนะขาดในทุกกรณี ว่าแต่เมื่อไหร่ ห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์ของบ้านเราจะพัฒนาซักทีน้อ....


ถึงแม้ว่าบล๊อกนี้จะไม่ค่อยมีสาระ แต่เนื้อหาและข้อความทั้งหมด
รวมไปถึงรูปภาพที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ถ่ายเอง ถือเป็นลิขสิทธิ์ ของสำนักพิมพ์บางกอกสาส์น จำกัด
ห้ามผู้ใดนำไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาติจากเจ้าของบล๊อก หรือ จากกองบรรณาธิการ

หากมีข้อสงสัยใดๆ กรุณาติดต่อหลังไมค์
หรือ
กองบรรณาธิการ สำนักพิมพ์บางกอกสาส์น 966/10 ซ.พระราม6 19 ถ.เพชรบุรี เขตราชเทวี กทม 10400
โทร 02-6137140
Email vitavitac@gmail.com
Friends' blogs
[Add Vitamin_C's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.