Group Blog
 
All Blogs
 

ครั้งที่ ๑๐ ชาดก (ต่อ)

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



สุตตะหรือสูตร

นวังคสัตถุศาสน์ ที่ได้แสดงแล้ว แบ่งเป็น ๙ ก็เป็นการแบ่งลักษณะของพระธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าออกไป โดยลักษณะของถ้อยคำนั้นเอง แต่ว่าส่วนใหญ่นั้น คำที่มีความหมายกว้างที่สุด คลุมอยู่มากที่สุด ก็คือคำว่า สุตตะ หรือ สูตร ในบัดนี้ภาษาไทยเราก็นำเอาคำนี้มาใช้ เช่นว่าหลักสูตรของชั้นเรียน ชั้นการศึกษาต่างๆ และสูตรต่างๆ ของวิชาการต่างๆ เรานำเอาคำนี้มาใช้มาก แม้ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพุทธศาสนานั้น ก็ใช้คำนี้คลุมไปมากที่สุด อย่างพระวินัยทั้งสิ้นก็เรียกว่า สูตร แม้พระ อภิธรรมปิฏก ท่านอาจารย์ที่ท่านเป็นผู้สรุปก็สรุปเข้าในสูตรเหมือนกัน ก็นับว่าเข้าในส่วนหนึ่งของสุตตันตปิฏก และใน สุตตันตปิฏก ทั้งสิ้น ก็รวมเข้าในคำว่าสูตรทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนั้นจึงรวมเข้าได้ในคำว่าสูตรคำเดียว แม้จะแบ่งเป็น ปิฏก ๓ วินัยปิฏก สุตตันตปิฏก อภิธรรมปิฏก ก็นับเข้าในคำว่าสุตตะหรือสูตร เพราะต่างก็เป็นสูตรอันหนึ่งๆ ทั้งนั้น เหมือนอย่างที่ภาษาไทยเราเรียกว่าสูตร เช่นหลักสูตรเป็นต้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อต้องมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา หลักเกณฑ์นั้นก็เป็นสูตร ที่นำมาใช้ในภาษาไทยนั้นก็ตรงกับความหมายเดิมที่ใช้มาแต่เดิม ดังที่สรุป นวังคสัตถุศาสน์ นั้นเข้าในคำว่า สุตตะ หรือ สูตร ได้ทั้งหมด ปิฏก ๓ ก็นับเข้าในสูตรได้ทั้งหมด และก็เป็นสูตรหนึ่งๆ เป็นหลักสูตรอันหนึ่งๆ ที่เมื่อวางเป็นหลักเป็นเกณฑ์ขึ้นไว้ ก็เป็นสูตรอันหนึ่งๆ

ชาดกอยู่ในหมวดที่เป็นสูตรเล็กน้อย

และชาดกนั้นก็เป็นองค์อันหนึ่งใน นวังคสัตถุศาสน์ ดังที่ได้ปรารภกล่าวแล้วและคำว่าชาดกนี้ ก็มีแสดงไว้ใน สุตตันตปิฏก ในหมวด ขุททกนิกาย คือหมวดที่เป็นสูตรเล็กน้อย เพราะว่าชาดกนั้นมีมากที่ได้กล่าวแล้วว่า ๕๐๐ เศษ และชาดกหนึ่งๆ ก็แสดงไว้ใน สุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย นั้น ตั้งแต่คาถาหนึ่งขึ้นไปจนถึงมากคาถา คาถาหนึ่งนั้นก็หมายถึงว่า เป็นคำที่ประพันธ์ขึ้นเป็นฉันท์บาลี คือเป็นคำร้อยกรอง คาถาหนึ่งมี ๔ บาท และฉันท์ที่ใช้เป็นพื้นเรียกว่า ปัฐยาวัตร บาทหนึ่งมี ๘ คำ ๔ บาทก็เป็นคาถาหนึ่ง เช่น มงคลสูตร ที่สวดกัน อเสวนา จ พาลานํ นี่บาทหนึ่ง ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา บาทหนึ่ง ปูชา จ ปูชนียานํ บาทหนึ่ง เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ บาทหนึ่ง โดยปกตินั้นในการพิมพ์ ๒ บาทก็เป็นหนึ่งบรรทัด ๔ บาทก็เป็น ๒ บรรทัด ก็เป็นคาถาหนึ่ง ชาดก ๕๐๐ กว่าเรื่องนั้น เริ่มตั้งแต่เรื่องหนึ่งมีคาถาเดียว ก็ยาวขึ้นไปๆ มีสองคาถา สามคาถา แล้วจึงมากคาถา แต่ว่าโดยมากนั้นไม่ได้แสดงเรื่องนิทานแสดงไว้แต่ ธัมมีกถา คือถ้อยคำที่เป็นคำสอน เพราะฉะนั้น จึงต้องมีอรรถกถาคือถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเล่านิทานของชาดกนั้นๆ

ชาดกเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์

และชาดกทั้งหมดนี้ก็ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็เป็นเรื่องที่แสดงว่าได้มีมาแล้วในอดีตกาลนานไกล ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะได้ทรงอุบัติขึ้น ก็เป็นนิทานแบบนิทานสุภาษิตของอีสปที่เรียนอ่านกันเมื่อเป็นเด็กๆ นั้น ในปัจจุบันนี้การใช้เป็นหลักสูตรเรียนของนักเรียนอย่างนิทานสุภาษิตดังกล่าว ก็มุ่งแสดงเรื่องเล่าเรื่องเป็นนิทาน และในตอนท้ายก็ผูกเป็นภาษิตคำสอนขึ้น มุ่งสอนมากกว่าที่จะมุ่งให้เชื่อในเรื่องที่แสดงเหล่านั้น ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า นกกับคนพูดกันได้ อะไรเป็นต้นเหล่านี้ แต่ทางพุทธศาสนานั้น เล่านิทานเป็นนิทานสุภาษิตก็เรียกว่าเป็นชาดก ซึ่งเป็นวิธีสอนอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า เพราะเมื่อเล่านิทานแล้ว ก็ลงท้ายด้วยสุภาษิตคือคำสอน อันเรียกว่าธัมมีกถา มุ่งที่คำสอนนั้นเป็นหลักใหญ่ แต่ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ชั้นบาลีนั้น มีแต่คำสุภาษิตคือที่เป็นคำสอน โดยมากไม่มีเรื่องที่เป็นนิทาน เรื่องที่เป็นนิทานนั้นมาแต่งขึ้นในภายหลังโดยมาก สำหรับชาดกที่ประกอบด้วยคาถามากๆ คือเป็นเรื่องแสดงเป็นเรื่องยาวๆ ก็มี อย่างที่ไทยเราเรียกกันว่าพระเจ้าสิบชาติ ที่แสดงถึงว่าพระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีในชาตินั้นๆ ๑๐ ชาติที่เป็นชาติใหญ่ๆ มาจนถึงชาติที่เป็นพระเวสสันดรที่เมืองไทยเรานิยมเอามาเทศน์กัน และต่อจากพระชาติที่เป็นพระเวสสันดรนั้น ก็มาถึงพระชาติสุดท้ายที่มาทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา ทรงพระนามว่าสิทธัตถะกุมาร ที่มีแสดงอยู่ในพุทธประวัตินั้น ทั้ง ๑๐ ชาตินี้ได้มีแสดงเรื่องที่เรียกว่าเป็นนิทานไว้เป็นส่วนใหญ่ด้วย แต่นอกจากนั้นแล้วแสดงเรื่องที่เป็นนิทานไว้สั้นๆ ถ้ายิ่งที่มีคาถาน้อยเช่นว่าเรื่องหนึ่งมีคาถาเดียว คือมีแต่คำสุภาษิตข้างท้ายเท่านั้น เรื่องไม่มีนี่มีมาก และก็มาแสดงเป็นยุติไว้ว่า เรื่องที่เป็นชาดกทั้งปวงนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่แสดงพระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงถือกำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้างในชาตินั้นๆ ที่เป็นสัตว์เดรัจฉานนั้นที่คนไทยรู้จักมากก็คือ ฉัททันตชาดก ที่เล่าเรื่องช้างฉัททันต์ พระมักจะนำมาเทศน์ในสมัยก่อนนั้นมาก คนไทยก็รู้จักกันมากมาในสมัยก่อน ในบัดนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักกัน แต่เรื่องพระเวสสันดรนั้นยังรู้จักกันมาก

ทรงเป็นพระโพธิสัตว์เมื่อตั้งปรารถนาโมกขธรรม

มาถึงพระพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ท่านเริ่มเป็นพระโพธิสัตว์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าจับเอาแต่เพียงในชาติปัจจุบันของพระองค์ คือเมื่อเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา มีพระนามว่าสิตธัทถะราชกุมาร ก็มาปรากฏว่าทรงเริ่มปรารถนา โมกขธรรม ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ตั้งแต่เมื่อได้เสด็จประพาสทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนเจ็บคนตายและสมณะ ที่เรียกว่าเทวทูตทั้ง ๔ จึงทรงพิจารณาน้อมเข้ามาถึงพระองค์ว่า ทุกคนผู้เกิดมาในโลกก็จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ถึงจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์พระราชาเอกในโลก ที่นับว่าเป็นผู้มียศสูงสุดในโลก ก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย เพราะฉะนั้น ชีวิตจึงเป็นของไม่ยั่งยืน ทรัพย์ยศเป็นต้นก็เป็นสิ่งไม่ยั่งยืน เพราะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย และก็ทรงพิจารณาว่า เมื่อมีแก่มีเจ็บมีตาย ก็จะต้องมีธัมมะที่ทำให้ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย เหมือนอย่างมีมืดก็มีสว่าง มีร้อนก็มีเย็นคู่กัน จึงทรงปรารถนาโมกขธรรม ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นจากแก่เจ็บตาย และก็ทรงเห็นว่า ธรรมดังกล่าวนี้เป็นของลุ่มลึก เมื่อครองชีวิตอยู่ในฆราวาส ก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติให้พบได้ ทรงเห็นสมณะอันเป็นเทวทูตที่ ๔ ก็ได้ทรงพอพระทัยในสมณเพศว่า เป็นเพศที่ตัดกังวลทางโลกได้ทั้งหมด อาจที่จะปฏิบัติแสดงหาโมกขธรรมได้ จึงน้อมพระทัยไปในการบวชเพื่อจะพบโมกขธรรมเรื่องก็น่าจะเริ่มแสดงได้ว่า เป็นพระโพธิสัตว์ตั้งแต่เมื่อตั้งปรารถนาที่จะทรงพบโมกขธรรมนั้น แล้วก็เรื่อยไปจนถึงเสด็จออกทรงผนวช ทรงปฏิบัติแสดงหาโมกขธรรม จนถึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

คำว่า บารมี ปรากฏเฉพาะในชาดก

แต่ว่าในพระสูตรที่แสดงพระพุทธประวัติ คือที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสพระพุทธประวัติของพระองค์เอง ในการที่ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ ทรงปฏิบัติเพื่อโมกขธรรมต่างๆ จนถึงตรัสรู้นั้น ไม่ได้มีใช้คำว่าบารมี และมาเมื่อทรงแสดงปฐมเทศนา ก็ไม่ได้มีใช้คำว่าบารมี จนถึงพระธรรมเทศนาต่อๆ มาที่เป็นพระสูตรสำคัญๆ ก็ไม่มีคำว่าบารมี พระสูตรที่แสดงไว้เป็นพระสูตรยาวใน ทีฆนิกาย ไม่พบคำว่า บารมี เป็นพระสูตรปานกลางใน มัชฌิมนิกาย พบคำว่าบารมีในบางพระสูตร ในความหมายว่าเลิศ พระสูตรที่ประกอบกันที่เป็น สังยุตตนิกาย พระสูตรที่แสดงธัมมะเป็นข้อๆ ที่เรียกว่า อังคุตตรนิกาย พระสูตรที่เป็นหมวดเล็กน้อยเรียกว่า ขุททกนิกาย มาถึงพระสูตรเล็กต่างๆ นี้แหละ จึงมาแสดงเรื่องชาดกเรื่องบารมีต่างๆ แต่ครั้นเมื่อมามีชาดก รวมเข้าในหมวด ขุททกนิกาย ดังกล่าวนั้น จึงได้มีอรรถกถาแสดงเรื่องราวซึ่งย้อนหลังไปนานไกล ตั้งแต่พระโพธิสัตว์เริ่มขึ้น คือเริ่มทรงเป็นพระโพธิสัตว์และทรงบำเพ็ญบารมีสืบต่อมา

คำว่า บารมี ที่พบในบางพระสูตรในมัชฌิมนิกาย คือ

มหาสกุลุทายิสูตร เล่ม ๑๓ ว่า อภิญฺญาโวสานปารมิปฺปตฺตา บรรลุบารมีที่สุดอภิญญา

สคารวสูตร เล่ม ๑๓ ว่า ทิฎฺฐธมฺมาภิญฺญาวานปารมิปฺปตฺตา บรรลุบารมีที่สุดอภิญญาในธรรมที่เห็นแล้ว (ปัจจุบัน)

อนุปทสูตร เล่ม ๑๔ ว่า วสิปฺปตโต ปารมิปฺปตฺโต อรรถกถาอธิบายว่า วสิปฺปตฺโต คือ จิณฺณวสิตปตฺโต บรรลุความมีวสี (ชำนาญ) ที่ประพฤติแล้ว ปารมิปฺปตฺโต คือ นิปฺผตฺติปตฺโต บรรลุความสำเร็จ

นิธิกัณฑสูตร ขุททกนิกาย เล่ม ๒๕ ว่า
ปฎิสมฺภิทา วิโมกฺขา จ ยา จ สาวกปารมี
ปจฺเจกโพธิ พุทฺธภูมิ สพฺเพเมเตน ลพฺภติ
ปฏิสัมภิทา วิโมกข สาวกบารมี ปัจเจกโพธิ พุทธภูมิ ทั้งหมดได้ด้วยบุญนิธินี้

ในบุคคลปัญญัตติ ในอภิธรรม พบใช้คำว่า สาวกปารมี

๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2554 7:36:42 น.
Counter : 458 Pageviews.  

ครั้งที่ ๙ ชาดก (ต่อ)

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



พระไตรปิฏก

พระพุทธศาสนานั้น เมื่อแยกออกเป็นพระธรรมและพระวินัยดั่งที่ได้แสดงมาแล้ว ก็ได้ปรากฏในพระพุทธวัจนะเมื่อมีพระวินัยแล้วโดยมากว่า “ในธรรมวินัยนี้” พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้คำนี้ และพระพุทธสาวกก็ได้ใช้คำนี้ในการแสดงธรรมทั่วๆ ไป ตลอดจนถึงเมื่อใกล้จะปรินิพพาน ก็ได้จัดตั้งพระธรรมวินัยไว้เป็นศาสดาแทนพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงล่วงไป ดังที่ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า โย โว อานนฺท เป็นต้น ที่แปลความว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้นเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปของเรา” ดั่งนี้ เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลนั้น ในระยะต้นมีหนึ่งคือพระธรรม และเมื่อทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นก็มีสอง คือ พระธรรม ๑ พระวินัย ๑ ที่เราแปลว่า พระธรรม คำสอน พระวินัย คำสั่ง และแปลคำว่า พุทธศาสนา ว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือ แปลศาสนาว่าคำสั่งสอน และแม้ในครั้งทำสังคายนาที่ ๑ และทำสังคายนาที่ ๒ ซึ่งยังติดอยู่มาในพระ ไตรปิฏก ก็แสดงว่าท่านได้ทำสังคายนาพระธรรมซึ่งเป็นคำสอน และพระวินัยซึ่งเป็นคำสั่ง ต่อมาตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ ๓ จึงได้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคือ อภิธรรม เพราะฉะนั้น จึงมี ๓ โดยเรียงพระวินัยไว้เป็นที่ ๑ พระวินัย พระสุตตันตะ และพระอภิธรรม ที่เรียกกันว่า พระไตรปิฏก ปิฏก นั้นแปลว่า ตะกร้า ไตรปิฏก คือ ตะกร้า ๓ ใบ อันหมายความว่าเป็นหมวดใหญ่ ๓ หมวด ซึ่งเป็นที่บรรจุไว้รวมไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา เป็นพระวินัยหมวดหนึ่ง พระสุตตันตะหรือพระสูตรหมวดหนึ่ง และพระอภิธรรมอีกหมวดหนึ่ง ก็เป็นพระ ไตรปิฏก จารึกเป็นตัวอักษร ที่ถือเป็นตำราพุทธศาสนาหรือคัมภีร์พุทธศาสนาในชั้นแรกจนถึงบัดนี้

คำสอนของพระศาสดา ๙ หมวด

อนึ่ง ในครั้งพุทธกาลนั้นเอง เมื่อแบ่งพุทธศาสนาออกเป็นธรรมและวินัย ก็ยังมีการแบ่งออกไปตั้งแต่ในครั้งพุทธกาลนั้นเป็น ๙ หมวด เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน หรือ นวังคสัตถุศาสนา แปลว่า คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ อันได้แก่

หนึ่ง สุตตะ คือระเบียบคำที่แสดงเนื้อความได้เรื่องหนึ่ง ได้แก่ อุภโตวิภังคนิทเทส ขันธก ปริวาร อันหมายถึงพระวินัยบัญญัติ อธิบายพระวินัยบัญญัติที่จารึกไว้ในพระวินัยปิฏก และสูตรทั้งหลายในสุตตนิบาต เป็นต้นว่า มงคลสูตร รัตนสูตร นาลกสูตร ตุวฏกสูตร พระพุทธพจน์แม้อื่นที่เรียกชื่อว่าสูตร ก็นับว่าสุตตะเหมือนกัน

สอง เคยยะ คือระเบียบคำที่เป็นจุณณิยบท คือร้อยแก้วบ้าง คาถาหรือร้อยกรองบ้าง ปนกันอยู่ ได้แก่ สคาถวรรคในสังยุตตนิกายแม้ทั้งหมด

สาม เวยยากรณะ คือระเบียบคำที่เป็นจุณณิยบทล้วน คือเป็นร้อยแก้วล้วน ไม่มีคาถาหรือร้อยกรองปน และอภิธรรมปิฏกทั้งสิ้น แม้พระพุทธพจน์อื่นที่ไม่สงเคราะห์ด้วยองค์ ๘ ก็จัดว่าเวยยากรณ์ด้วย

สี่ คาถา คือระเบียบคำที่ท่านประพันธ์ผูกเป็นคาถา คือเป็นร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วนๆ ในสุตตนิบาต ซึ่งไม่เรียกชื่อว่าสูตร เมื่อครั้งรจนาคัมภีร์สมันตปาสาทิกา

ห้า อุทาน คือระเบียบคำที่พระพุทธเจ้าทรงอาศัยโสมนัสสญาณ เป็นต้น เปล่งออกเป็นคาถาโดยมาก เป็นจุณณิยบทก็มีบ้าง ได้แก่สูตร ๘๒ สูตรในอุทาน

หก อิติวุตตกะ คือระเบียบคำที่อ้างว่าพระพุทธเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ ๆ ได้แก่ สูตร ๑๑๐ สูตร ซึ่งเป็นไปโดยนัย เป็นต้นว่า วตฺตํ เหตํ ภควตา .... ในอิติวุตตกะ

เจ็ด ชาตกะ คือระเบียบคำที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงบูรพจารีต คือจารีตอันได้แก่ความประพฤติในบูรพกาล ได้แก่ชาดก ๕๕๐ เรื่อง มี อปัณณกชาดก เป็นต้น

แปด อัพภูตธัมม คือระเบียบคำกอรปด้วยอัจฉริยภูตธัมม ได้แก่สูตรที่ประกอบด้วยอัจฉริยภูตธัมมทั้งหมด ซึ่งเป็นไปโดยนัย เป็นต้นว่า จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อจฺฉริยา อพฺภูตธมฺมา อานนฺเท ... เป็นต้น

เก้า เวทัลละ คือระเบียบคำถามที่มีผู้ถาม ได้ความรู้แจ้งและความยินดีแล้วถามต่อๆ ขึ้นไปดังเช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร

ชาดกเป็นวิธีสอนอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า

ทั้ง ๙ นี้ได้มีแบ่งมาตั้งแต่ในครั้งพุทธกาล เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ ก็เป็นการแยกปิฏกทั้ง ๓ หรือ ปิฏก ๒ คือธรรมวินัยนั่นแหละ ออกไปโดยลักษณะต่างๆ ของวาจาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอน แบ่งเป็น ๙ และชาดกนั้นก็รวมอยู่เป็นข้อที่ ๗ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงความประพฤติของพระองค์เป็นต้นในบุรพกาล และชาตกะ หรือชาดกที่มาในพระไตรปิฏก อันเป็นคัมภีร์แรกในพุทธศาสนานั้น มีแสดงไว้เป็นคาถาที่เป็นคำสอนโดยมาก ที่มีแสดงเรื่องประกอบอยู่ด้วย ก็มีในชาดกที่เป็นชาดกใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ละเอียดมาก แต่ก็ผูกเป็นคาถาคือเป็นคำที่ร้อยกรอง เป็นคำฉันท์ในภาษาบาลีเป็นพื้น ส่วนเรื่องราวที่เป็น นิทาน คือเป็นเรื่องราวแสดงถึงบุคคลบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นต้น ในชาตินั้นๆ มีแสดงไว้ในคัมภีร์อรรถกถาของชาดกซึ่งพระอาจารย์ได้รวบรวมเรียบเรียงขึ้นในชั้นต่อมา และเรื่องในชาดกทั้งปวงนี้ก็นับถือว่าเป็นคำสั่งสอนหมวดหนึ่งในพุทธศาสนา รวมเข้าใน นวังคสัตถุศาสน์ ดั่งที่กล่าวมา ท่านผู้ที่มีวิจารณ์ก็มีวิจารณ์ในทางที่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เช่นในชาดกทั้งปวงนั้นก็มีอยู่หลายเรื่องที่แสดงถึงสัตว์เดรัจฉาน เช่นว่านกพูดได้ พูดกันเอง หรือว่าพูดกับคนได้ ดั่งนี้เป็นต้น แต่ว่าถ้าพิจารณาจับเอาสารัตถะคือเนื้อความ ก็จะเห็นได้ว่าเรื่องชาดกนี้คือเป็นนิทานต่างๆ เช่นนกพูดได้ดังกล่าวนั้น ได้มีแสดงกันไว้ในครั้งโบราณกาล แม้นิทานอีสปซึ่งมีอ่านเรียนกันเมื่อเป็นนักเรียนชั้นประถมนั้น ก็เป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกัน และก็เมื่อเล่าเรื่องไปแล้ว ก็แสดงเป็นสุภาษิตคือคำสอนที่ได้จากเรื่องนั้นๆ เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาเพื่อสอน แต่ว่าจะแสดงในคำสอนโดยตรงทีเดียว ก็อาจจะไม่เหมาะสมแก่บางบริษัทหรือบางบุคคล แต่ถ้าหากว่าผูกเรื่องเล่าเป็นนิทาน และก็แสดงคำสอนต่อท้ายโดยสาธกด้วยเรื่องในนิทานที่เล่ามานั้น มาผูกเป็นคติเตือนใจบุคคล เพราะฉะนั้น ชาดกจึงเป็นวิธีหนึ่งของการแสดงคำสอนของพระพุทธเจ้า

ทรงแสดงชาดกสอนให้เหมาะแก่คดีโลก

และอีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำสอนโดยตรง มุ่งคดีธรรมโดยตรง แต่เมื่อมีเรื่องทางคดีโลกที่น่าจะได้ทรงแสดงคำสั่งสอนให้เหมาะแก่คดีโลก แต่ว่าถ้าไปทรงสอนอย่างนั้นโดยตรง ก็ไม่ใช่เป็นฐานะโดยตรงที่พระองค์จะทรงสอนได้ จึงได้ทรงแสดงชาดกเล่าเป็นอดีตนิทาน ว่าเมื่อครั้งก่อนนั้นได้มีเรื่องที่บังเกิดขึ้นอย่างนั้นๆ และให้เกิดผลอย่างนั้นๆ เป็นคำสอนให้ผู้ฟังที่ต้องการจะปฏิบัติทางคดีโลกได้ฟัง และก็รับไปปฏิบัติให้เป็นประโยชน์ได้ ซึ่งลักษณะของเรื่องดังที่กล่าวมานี้ก็มีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังได้หลายเรื่อง ที่ทรงสอนตรงๆ ไม่ได้ ต้องทรงเล่าชาดกซึ่งเป็นนิทานเก่าให้ฟัง แต่ว่าต่อมาท่านได้ถือว่าชาดกทั้งปวงนั้นเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ คือเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติพระบารมีเพื่อพระโพธิญาณคือเพื่อความตรัสรู้ ได้ทรงเกิดเป็นบุคคลเป็นต้นในชาตินั้นๆ และได้ทรงปฏิบัติอย่างนั้นๆ เป็นการทรงบำเพ็ญพระบารมีสืบต่อกันมา

๗ สิงหาคม ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 26 เมษายน 2554    
Last Update : 26 เมษายน 2554 19:33:32 น.
Counter : 366 Pageviews.  

ครั้งที่ ๘ ที่มาของชาดก

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



ได้แสดงความหมายของคำว่า บารมี ที่เกี่ยวโยงกับอีกหลายคำ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปในจิตใจ ซึ่งผู้ศึกษาพุทธศาสนาควรจะต้องทราบ และเมื่อแสดงถึงเรื่องบารมี ก็ยังจะต้องทราบถึงเรื่องอื่นที่สัมพันธ์กันอยู่อีก คือเรื่อง ชาดก อันกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่แสดงถึงจริยาของพระโพธิสัตว์ คือพระพุทธเจ้าเมื่อก่อนจะตรัสรู้ ได้ทรงปรารถนา พุทธภูมิ และก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีมาในชาตินั้นๆ ที่มีเล่าไว้ในพระไตรปิฏกด้วย ในอรรถกถาแห่งพระไตรปิฏกด้วย

บาลี คัมภีร์ชั้นแรกในพุทธศาสนา

คำว่าชาดกนั้น ก็มาจากคำว่าชาติคือความเกิด ชาตกะ ก็คือผู้เกิด หรือหมายถึงเรื่องของผู้เกิดมาในชาตินั้นๆ และก็มีแสดงว่าเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าเองโดยมาก เมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ทรงเกิดมาในชาตินั้นๆ ทรงบำเพ็ญพระบารมีอย่างนั้นๆ และก็มีเรื่องของพระสาวกหลายท่านเกิดร่วมบำเพ็ญบารมีกันมาด้วย หรือปรารถนาเป็นพระพุทธสาวก ก็บำเพ็ญบารมีของพระพุทธสาวกมาในชาตินั้นๆ ในเบื้องต้นก็ควรจะทราบว่า คัมภีร์ในพุทธศาสนาอันหมายถึงว่าที่จารึกลงเป็นตัวอักษร ซึ่งมีประวัติว่าเริ่มต้นจารึกให้บริบูรณ์ที่ลังกาทวีป ในสมัยสังคายนาที่ทำในลังกาทวีปครั้งหนึ่ง หลังจากพุทธปรินิพพานหลายร้อยปีที่เล่าไว้ในพุทธประวัติแล้ว คัมภีร์ที่เป็นคัมภีร์ชั้นแรกอันแสดงว่าเป็นพุทธพจน์หรือพุทธภาษิตเป็นส่วนใหญ่และก็มีสาวกภาษิตหรือแม้เทวดาภาษิต ซึ่งเป็นภาษิตที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองหรือว่าที่เข้าทางแห่งพุทธศาสนารวมอยู่ด้วย และแม้ภาษิตที่ไม่เข้าทางพุทธศาสนาที่มีผู้มากราบทูล พระพุทธเจ้าก็ตรัสแก้ คือมีทั้ง ๒ อย่าง คืออย่างที่ไม่เข้าทางพุทธศาสนาโดยตรงหรือผิดทางพุทธศาสนา และที่พระพุทธเจ้าตรัสแก้ให้เข้าทางพุทธศาสนา ก็มีอยู่เป็นอันมากเหมือนกัน ซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นแรกที่จารึกไว้ คัมภีร์ชั้นแรกนี้เรียกว่า บาลี จากภาษามคธว่า ปาลิ คำว่า ปาลิ หรือ บาลีนี้ เดิมไม่ได้เป็นชื่อของภาษา แต่ว่าเป็นชื่อของคัมภีร์ ซึ่งหมายถึงว่าเป็นคัมภีร์ชั้นแรกที่ได้จารึกเป็นตัวอักษรรวบรวมเอาไว้ และก็มีความหมายถึงว่า เป็นที่รวมพุทธพจน์เป็นต้นดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักฐานในขั้นแรกอันเป็นขั้นสำคัญ คือรวมไว้ในชั้นแรกให้เป็นหลักฐานอันสำคัญ เป็นขอบเขตของพุทธศาสนา ว่าพุทธศาสนาซึ่งเป็นขั้นสำคัญนั้นย่อมรวมอยู่ในขอบเขตอันนี้ คือที่จารึกกันไว้นี้ทั้งหมด เหมือนอย่างคันนาที่เป็นขอบเขตของนา คำว่าบาลีมีความหมายดั่งนี้ ไม่ใช่เป็นชื่อของภาษา แต่เป็นชื่อของคัมภีร์ที่เป็นชั้นแรก เป็นหลักสำคัญดังกล่าว

อรรถกถา ฏีกา และคัมภีร์อื่นๆ

กถา คือถ้อยคำที่แสดงเนื้อความของบาลี คืออธิบายบาลีเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เรียกว่า อรรถกถา นับเป็นคัมภีร์ชั้น ๒ และยังมีถ้อยคำที่อธิบายขยายความอรรถกถานั้นออกไปอีก เรียกว่า ฏีกา เป็นคัมภีร์ชั้น ๓ และก็ยังมีกถาคือถ้อยคำอธิบายฏีกานั้นออกไปอีก เรียกว่า อนุฏีกา เป็นคัมภีร์ชั้น ๔ และก็ยังมีคัมภีร์ที่มีผู้รวบรวมรจนาขึ้นไว้เป็นพิเศษอีกเป็นอันมาก เช่นว่า วิสุทธิมรรค และคัมภีร์อื่นๆ ที่รจนาขึ้นจนถึงในปัจจุบัน เช่นทางวินัยก็ วินัยมุขเล่ม ๑ วินัยมุขเล่ม ๒ วินัยมุขเล่ม ๓ เป็นต้น ก็เรียกว่าเป็น ปกรณ์พิเศษ คำว่า ปกรณ์ นั้นก็หมายถึงคัมภีร์ที่ผู้รจนาได้กระทำขึ้น ปกรณ์ก็มาจากคำว่ากระทำขึ้นมา รวบรวมขึ้นมา เพราะฉะนั้น ตำราในพุทธศาสนานี้จึงมีมาก แต่ที่เป็นคัมภีร์ชั้นแรกก็เรียกว่าบาลีดั่งที่กล่าวมานั้น

บาลียังหมายถึงภาษาที่จารึกพระพุทธวัจนะด้วย

และในการที่จารึกตัวอักษรซึ่งเป็นพระพุทธวัจนะเป็นต้น อันเป็นขั้นสำคัญขั้นแรกดังกล่าวมานั้น และที่เรียกว่าบาลีนั้นใช้ภาษามคธที่เรียกกันว่า มาคธี แปลว่า ภาษามคธ คือภาษาของชาวมคธ มคธรัฐในครั้งนั้นแต่เพียงภาษาเดียว เป็นฝ่าย เถรวาท จารึกใช้ภาษามคธ แต่ว่าพุทธศาสนาของอีกฝ่ายหนึ่งอันเรียกว่า อาจริยวาท ซึ่งเรียกฝ่ายนั้นเองว่า มหายาน ใช้ภาษาสันสกฤต ส่วนของฝ่ายเถรวาทคือฝ่ายที่ประเทศไทยเรานับถือกันอยู่นี้ ใช้ภาษามคธจารึกพระพุทธวัจนะ เพราะฉะนั้น ต่อมาจึงได้พลอยเรียกภาษาที่จารึกพระพุทธวัจนะที่เป็นขั้นบาลีนี้ว่าเป็นภาษาบาลีไปด้วย คำว่าบาลีนั้นจึงกลายเป็นคำเรียกที่หมายถึงภาษาที่จารึกพระพุทธวัจนะไปด้วย ดังที่เรียกกันว่าภาษาบาลี และคนไทยเราโดยมากนั้นเมื่อเรียกว่าภาษาบาลีก็รู้จักกัน และภาษาที่ใช้จารึกพระพุทธวัจนะและที่สวดมนต์กันเรียกว่าภาษาบาลี จะเรียกว่าภาษามคธมักจะไม่เข้าใจ แต่อันที่จริงนั้นเป็นภาษามคธหรือมาคธีดังที่เล่ามา ทำนองเดียวกับที่ไทยเราเรียกภาษาที่จารึกในศิลาจารึกของพระร่วงว่า ภาษาพระร่วง ก็คือภาษาไทยนั้นแหละ แต่เป็นภาษาสมัยนั้น ก็เรียกว่า ภาษาศิลาจารึกพระร่วง ก็เข้าใจกัน เพราะฉะนั้น คัมภีร์ในบาลีจึงมีมากดังกล่าวมานี้

ธรรมกับวินัย

และเมื่อจะสรุปเข้าแล้ว สำหรับคัมภีร์ที่เป็นบาลีที่จารึกครั้งแรกลงเป็นตัวอักษร นั้นก็แบ่งเป็น ปิฏก ๓ คือ วินัยปิฏก สุตตันตปิฏก อภิธรรมปิฏก ดังที่เข้าใจกัน และยังมีคำที่แบ่งพระคัมภีร์พระไตรปิฏกนี้ในชั้นเดิม ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล คือคำว่า ธรรมวินัย พระธรรมวินัย คือพุทธศาสนานั้นในชั้นแรกพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่เป็นคำสอน ตั้งแต่ปฐมเทศนาเป็นต้นมา และต่อมาเมื่อได้มีผู้เข้ามาบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนามากขึ้น และมีความประพฤติที่ไม่ถูกต้องบังเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงบัญญัติพระวินัยอันเป็นคำสั่งที่สั่งห้ามการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรนั้นๆ และสั่งอนุญาตคือว่าให้ทำการที่เหมาะที่ควรนั้นๆ ดังที่ได้มีปรากฏอยู่ในพระวินัยบัญญัติ มีทั้งห้ามและทั้งอนุญาต และคำว่าอนุญาตนั้นก็หมายความว่าต้องทำด้วย เช่น อนุญาตคือให้เข้าพรรษา ออกพรรษา ให้อธิษฐานไตรจีวรครอง ให้วิกัปอดิเรกจีวร ให้พินทุผ้านุ่งผ้าห่มที่จะใช้ เหล่านี้เป็นต้น ล้วนเรียกว่าอนุญาต แต่คำว่าอนุญาตนั้นหมายความว่าต้องทำตามที่ตรัสให้ทำนั้น แล้วก็ที่ทรงห้ามก็ต้องไม่ทำ เป็นคำสั่ง ส่วนคำสอนนั้นไม่เป็นคำสั่ง เป็นคำแนะนำตักเตือนต่างๆ ก็สุดแต่ผู้ฟังจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ จะทำหรือไม่ทำ หรือว่าจะปฏิบัติได้เพียงไร จะทำได้เพียงไร ตามศรัทธาและปัญญาของแต่ละบุคคล

พุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น ในชั้นแรกพุทธศาสนาจึงแบ่งออกเป็นธรรมกับเป็นวินัย ก่อนจะมีวินัยนั้นก็มีแต่ธรรมอย่างเดียว คือเป็นคำสอน เมื่อทรงบัญญัติวินัยขึ้น จึงมีวินัยซึ่งเป็นคำสั่ง เพราะฉะนั้น เราจึงแปลคำว่าศาสนาว่าคำสั่งสอน คำสั่งก็หมายถึงวินัย คำสอนก็หมายถึงธรรม ก่อนแต่มีวินัยคำว่าศาสนาก็แปลว่าคำสอนอย่างเดียวและคำว่าศาสนานี้ก็มีมาตั้งแต่ครั้งต้นพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์ ในวันเพ็ญ กลางเดือนมาฆะ คือเดือน ๓ ของไทยเราโดยมาก แก่พระอรหันต์ ๑๒๕๐ รูปที่ตรัสว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว เอตํ พุทฺธานสาสนํ นี้เป็นศาสนาคือคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย” พระพุทธเจ้าทรงใช้คำ ศาสนา มาเองตั้งแต่ต้นศาสนาแล้ว คำบาลีนั้นว่า สาสนะ นี้เป็นสาสนะคือคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย แต่ว่ามาถึงภาษาไทย ไทยเราเอาคำว่าสาสนะนี้มาใช้ แต่เราไม่ชอบคำสั้นๆ เราต่อสระอา เข้าไปเองเป็น ศาสนา และเอา ส สะกดเข้าไปกับ สา ด้วยเป็นศาสนา เราไม่ชอบคำว่า สา-ส-นะ ไทยเราถนัดชอบว่า สาส-ส-นา เป็นคำเรียกในภาษาไทย แต่คำเดิมนั้น สาสนะ ไม่ใช่ ศาส-ส-นะ สา-ส-นะ มาเป็นไทยว่า ศาสนา เอาสระอาต่อเข้าไป เราชอบคำยาวๆ ลงท้าย แล้วก็แปลว่าคำสอน แต่เมื่อมีพระวินัยขึ้นแล้วก็แปลว่าคำสั่งสอน อย่างเดี๋ยวนี้เราใช้แปลพุทธศาสนาว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

๔ สิงหาคม ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 18 เมษายน 2554    
Last Update : 18 เมษายน 2554 20:55:41 น.
Counter : 405 Pageviews.  

ครั้งที่ ๗ บารมี (ต่อ)

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



คำแปลของบารมีและความหมายที่สำคัญได้แสดงมาแล้ว วันนี้จะได้แสดงต่อให้มีความเข้าใจในความหมายของบารมีและสิ่งที่ตรงกันข้าม

บารมีคือคุณธรรมที่นำผู้ปฏิบัติให้พ้นโลก

คำว่า บารมี ที่แปลว่า อย่างยิ่ง หรือที่มีความหมายว่า เลิศ ประเสริฐ ก็หมายถึงธัมมะหรือภูมิชั้นของธัมมะที่เป็นคุณธรรม ที่เป็นความดีในจิตใจ ซึ่งได้สั่งสมเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นๆ คือให้เป็นอย่างยิ่ง คือให้ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ จนถึงบริบูรณ์เต็มที่ในที่สุด อย่างยิ่งก็คือว่าคุณธรรมที่สั่งสมอบรมให้เป็นอย่างยิ่ง คือยิ่งขึ้นๆ ดังกล่าวและที่หมายถึงว่าเลิศหรือประเสริฐ ก็โดยที่คุณธรรมที่เป็นอย่างยิ่งนั้นเป็นของเลิศเป็นของประเสริฐ เป็นของดีที่สุด และที่แปลว่าให้ถึงฝั่งนั้น ก็หมายถึงคุณธรรมที่นำผู้ปฏิบัติให้ออกจากฝั่งนี้ จนพ้นจากฝั่งนี้ไปถึงฝั่งโน้น เป็นความหมายทางรูปธรรมหมายถึงฝั่ง ๒ ฝั่งที่มีมหาสมุทร มีห้วงน้ำลึก มีทะเลหลวงคั่นอยู่กลาง แล้วก็เปรียบสัตวโลกว่าเหมือนอย่างผู้ที่ข้ามจากฝั่งนี้คือโลก หรือว่าความทุกข์หรือว่ากิเลส ซึ่งนับว่าเป็นฝั่งนี้ เพราะว่าที่ชื่อว่าโลกนี้ ตามความหมายในทางธรรมก็หมายถึงว่าที่ๆ เป็นทุกข์ มีกิเลส มีทุกข์ สัตวโลกอยู่ฝั่งนี้ก็ต้องประกอบด้วยกิเลส ประกอบด้วยความทุกข์ จะพ้นจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น อันหมายถึง โลกุตตระ พ้นโลกคือ นิพพาน ก็ต้องอาศัยคุณธรรมที่ได้สั่งสมอบรมยิ่งขึ้นๆ ที่เป็นอย่างยิ่งนั้น เหมือนอย่างเป็นเรือสำหรับโดยสารข้ามไปจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น แล้วก็คุณธรรมที่เหมือนอย่างเรือที่ทำให้ข้ามฟากได้นั้น ก็คือบารมี ที่แปลว่าให้ถึงฝั่งโน้น ให้ถึงฝั่ง ก็หมายถึงคุณธรรมนั้นเอง

บารมีมาจากกรรม

และบารมีนี้ก็มาจาก กรรม คือการงานที่บุคคลกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ประกอบด้วยเจตนาคือความจงใจ กรรมที่บุคคลกระทำนั้น กรรมดีก็มี กรรมชั่วก็มี กรรมดีก็ให้ผลดี กรรมชั่วก็ให้ผลชั่ว ดังที่มีพระพุทธภาษิตตรัสสอนไว้ใน อภิณหปัจจเวกขณะ ที่เราทั้งหลายได้สวดกันอยู่ทุกเวลาเช้าว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ เรามีกรรมเป็นของๆ ตน กมฺมทายาโท เป็นทายาทรับผลของกรรม กมฺมโยนิ เรามีกรรมเป็นกำเนิด กมฺมพนฺธุ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กมฺมปฏิสรโณ มีกรรมเป็นที่อาศัย ยํกมฺมํ กริสฺสามิ จักกระทำกรรมอันใดไว้ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ดีหรือชั่ว ตสฺส ทายาโท ภวิสฺสามิ จักเป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น ดั่งนี้

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “เจตนาหํ ภิกขเว กมฺมํ วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคลมีเจตนาคือความจงใจแล้ว จึงกระทำกรรมทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง” ดั่งนี้

บารมีหมายถึงเก็บดี เก็บถูกไว้ในจิตใจ

เพราะฉะนั้น กรรมที่บุคคลกระทำนี้เอง ถ้าเป็นกรรมดีก็เป็น บุญกรรม กุศลกรรม ถ้าเป็นกรรมชั่วก็เป็น บาปกรรม อกุศลกรรม สุจริตก็จัดเข้าในกรรมดี ทุจริตก็จัดเข้าในกรรมชั่ว กรรมที่ทุกคนได้กระทำนี้ ย่อมให้ผลในปัจจุบันก็มี ในภายหน้าก็มี ในเวลาที่ถัดไปจากภายหน้านั้นไปก็มี เหมือนอย่างว่าให้ผลในวันนี้ ให้ผลในวันพรุ่งนี้ ให้ผลในวันที่ถัดจากวันพรุ่งนี้ไป ให้ผลในภพนี้ ให้ผลในภพหน้า ให้ผลในภพที่ถัดไปจากภพหน้า กรรมย่อมให้ผลต่างๆ กันดั่งนี้ แต่ว่าเมื่อกรรมให้ผลแล้ว ก็เป็น อโหสิกรรม คือว่ากรรมที่ได้ให้ผลเสร็จไปแล้ว เพราะฉะนั้นกรรมซึ่งเป็นตัวเหตุ และผลของกรรมซึ่งเป็นตัวผล จึงมีเวลาที่เสร็จสิ้น แต่ว่าเมื่อทำกรรมดีไว้บ่อยๆ ก็ย่อมมีความคุ้นเคยอยู่ในความดี มีความดียังติดอยู่ ดังที่เรียกว่าเป็น นิสสัย เป็น อุปนิสสัย เป็น วาสนา ยังไม่หมดไป ความคุ้นเคยในทางดี ความดีที่ยังเหลืออยู่ติดอยู่ ไม่หมดสิ้นไปได้เหมือนอย่างกรรม นี่แหละเรียกว่าบารมี เป็นความคุ้นเคยในทางดี อันมาจากกรรมดีที่ประกอบกระทำ และความดีที่เหลือติดอยู่เป็นความคุ้นเคยในทางดีดังกล่าวนี้ ก็เป็นสิ่งที่สั่งสมเพิ่มเติมขึ้นได้อยู่เสมอ คือยิ่งๆ ขึ้นไปอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น บารมีจะหมายถึงว่า เก็บดี หรือ เก็บถูก ไว้ก็ได้ เก็บดี เก็บถูกไว้ในจิตใจ ไม่หมดสิ้นไป

อาสวะหมายถึงเก็บชั่วเก็บผิดไว้ในจิตใจ

อีกอย่างหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับบารมีก็คือ อาสวะ ที่แปลว่า ภาวะที่ดองสันดานอันเป็นฝ่ายชั่ว แม้อาสวะนี้ก็มีลักษณะเก็บแต่ตรงกันข้ามกับบารมี คือเป็นความเก็บชั่วเก็บผิดเอาไว้ในจิตใจ และก็มาจากกรรมอีกเหมือนกันที่เป็นกรรมฝ่ายชั่ว เมื่อกระทำกรรมที่ชั่วที่ผิด เป็นอกุศลกรรมเป็นบาปกรรมเป็นทุจริตกรรม กรรมที่ชั่วนั้นก็ให้ผลชั่ว ในปัจจุบันบ้าง ในภายหน้าบ้าง ในเวลาที่ถัดไปจากภายหน้านั้นบ้าง เหมือนดั่งที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องของกรรมดี และเมื่อกรรมชั่วให้ผลแล้วก็เป็นอันว่าเป็นอโหสิกรรม คือว่าแล้วกันไป เพราะฉะนั้น แม้กรรมชั่วอันเป็นส่วนเหตุและกรรมชั่วซึ่งเป็นส่วนผล จึงมีเวลาที่แล้วกันไป จบเสร็จสิ้นกันไป แต่ว่ากรรมชั่วที่กระทำนั้น ก็ทำให้เกิดความคุ้นเคยในกรรมชั่วในความชั่ว เป็นความชั่วที่เก็บสั่งสมอยู่เช่นเดียวกัน เรียกว่า อาสวะ ที่แปลว่า ดองสันดาน หรือว่า หมักหมมอยู่ในสันดาน อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า อนุสัย แปลว่า นอนเนื่อง นอนจมอยู่ในจิต หรือว่าใน จิตสันดาน คำว่า สันดาน นั้นหมายถึงภูมิพื้นของจิตใจที่มีขึ้นอยู่ และมีสืบเนื่องกันไป ในส่วนกรรมดีนั้นก็เพิ่มเติมบารมี เก็บดีเก็บถูก เป็นสันดานอยู่ในจิตใจที่เรียกว่าจิตสันดาน หรือว่า ธรรมสันดาน บารมีจึงเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ในจิตสันดานเป็นจิตสันดานฝ่ายดี ส่วนอาสวะนั้นก็ก่อให้เกิดสันดานซึ่งเป็นฝ่ายชั่ว ติดต่อกันไปได้เช่นเดียวกัน ก็เป็นจิตสันดานฝ่ายชั่ว ซึ่งประกอบด้วยอาสวะ แต่เมื่อพูดเป็นกลางๆ ว่าจิตสันดาน ความสืบต่อไปของจิต บารมีก็สั่งสมเพิ่มเติมอยู่ในจิตสันดานส่วนหนึ่ง อาสวะก็สั่งสมเพิ่มเติมอยู่ในจิตสันดานอีกส่วนหนึ่ง และบารมีนั้นก็มาจากกรรมดี อาสวะนั้นก็มาจากกรรมชั่ว

นิสสัยและอัธยาศัย

และนอกจากนี้ยังมีคำที่เกี่ยวกับจิตใจดังกล่าวนี้อีก ๒ – ๓ คำ คือ นิสสัย อุปนิสสัย วาสนา คำว่านิสสัยนั้นแปลว่าที่อาศัย อุปนิสสัยนั้นก็แปลว่าสิ่งที่เข้ามาอาศัยหรือว่าที่ๆ อาศัยนั้นเองที่แรงขึ้น ส่วนวาสนานั้นแปลว่าความอยู่ตัว บุคคลที่ได้ประกอบกรรมดีอยู่บ่อยๆ กรรมดีนั้นก็เข้ามาเป็นบารมีอยู่ในจิตใจ บารมีบางอย่างมาจากศีล มาจากทาน เมื่อมาเป็นบารมีอยู่ในจิตใจ ก็ปรากฏออกมาแสดงออกมาเป็นนิสสัย สีลนิสสัย ที่แปลว่า อาศัยศีลหรือมีศีลเป็นที่อาศัย จิตใจที่มีศีลเป็นที่อาศัย ก็ทำให้มีความเอนเอียงของใจ มีความพอใจชอบรักษาศีล บารมีที่มาจากทานก็ทำให้จิตใจประกอบด้วยทานนิสสัย คือมีทานเป็นที่อาศัยหรือาศัยทาน ก็ทำให้มีจิตใจเอนเอียงชอบพอใจไปในทางทำทาน ชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เจือจาน อาการที่เอนเอียงไปของใจดังกล่าวนี้เรียกว่า อัธยาศัย คนที่มีอัธยาศัยชอบรักษาศีล ก็เรียกว่ามีจิตที่เป็นสีลนิสสัย คนที่มีอัธยาศัยชอบให้ทาน ก็เรียกว่ามีจิตเป็นทานนิสสัย ดังกล่าว ก็คือมีนิสสัยอยู่ในทาน มีนิสสัยอยู่ในศีล ก็ทำให้มีอัธยาศัยชอบให้ทาน ชอบรักษาศีล ในทางตรงกันข้าม คนที่ประกอบกรรมชั่วอันทำให้บังเกิดเป็นอาสวะอยู่ในจิตใจ ดองจิตสันดาน เป็นฝ่ายชั่ว เก็บชั่วเก็บผิด ก็ทำให้มีนิสสัยไปในทางต่างๆ เช่นอาสวะที่มาจากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็ทำให้มีนิสสัยร้ายเรียก ปาณาติบาตนิสสัย นิสสัยชอบฆ่าสัตว์ ถ้าเป็นอาสวะที่มาจากกรรมชั่วที่เกิดจากการลักทรัพย์ ก็เข้าไปดองสันดาน เป็นอาสวะที่ทำให้มีนิสสัยเป็น อทินนาทานนิสสัย นิสสัยที่ชอบลักทรัพย์ มีการลักทรัพย์เป็นนิสสัย ก็ทำให้มีอัธยาศัยที่ชอบไปในทางฆ่าสัตว์บ้าง ชอบไปในการลักทรัพย์เป็นนิสสัย ก็ทำให้มีอัธยาศัยที่ชอบไปในทางฆ่าสัตว์บ้าง ชอบไปในการลักทรัพย์บ้างเป็นต้น ตามประเภทของความชั่วที่เข้าไปทำให้เกิดอาสวะ แล้วก็สร้างนิสสัยตามประเภทของความชั่วนั้นๆ เช่นเดียวกับในทางดี เมื่อประกอบกรรมที่ดีก็เข้าไปเป็นบารมี สร้างนิสสัยในทางดีต่างๆ ตามประเภทของความดีที่กระทำ เพราะฉะนั้น คนเราจึงปรากฏว่ามีนิสสัยดีบ้าง มีนิสสัยชั่วบ้าง และนิสสัยดีนั้นก็มีต่างๆ กัน นิสสัยชั่วนั้นก็มีต่างๆ กัน และบางคนก็มีทั้ง ๒ อย่าง ดีบางอย่าง ชั่วบางอย่าง และโดยมากก็เป็นเช่นนั้น เพราะว่าบุคคลที่เป็นสามัญชนทุกคนนั้นก็ได้ประกอบกรรมที่ดีกันมาบ้าง ที่ชั่วกันมาบ้าง ก็เข้าไปสร้างบารมีไว้บ้าง สร้างอาสวะไว้บ้างในจิตใจ เข้าไปในสันดานอยู่ในจิตใจ เป็นสันดานทางดีก็เรียกว่า ธรรมสันดาน หรือจะเรียกว่า บารมีสันดาน ก็ได้ ถ้าเป็นทางชั่วก็เป็น อาสวสันดาน หรือเรียกว่า อธรรมสันดาน ก็ได้ ก็ทำให้ปรากฏเป็นนิสสัยที่ดีอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง นิสสัยที่ชั่วอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง แล้วก็ปรากฏเป็นอัธยาศัยคือความที่เอนเอียงไปของใจ ไปในทางดีอย่างนั้นๆ บ้าง ไปในทางชั่วอย่างนั้นๆ บ้าง ดังที่ปรากฏกันอยู่ในทุกๆ คน

วาสนาแปลว่าความอยู่ตัว

และที่เรียกว่า วาสนา นั้น มักจะพูดกันในภาษาไทยว่ามีวาสนาบารมี หรือมีบารมีวาสนาดี มีวาสนาไม่ดี ถ้าไม่ดีละก็ไม่ใช้คำว่าบารมี ถ้าดีก็อาจจะใช้รวมกันว่าวาสนาบารมีดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ใช้บารมี ว่าวาสนาไม่ดี คำว่าวาสนานั้นแปลว่าความอยู่ตัว มีได้ทั้งทางกายทั้งทางใจ คืออาการทางกายที่ทำอะไรบ่อยๆ จนอยู่ตัวก็เป็นวาสนาทางกาย เช่นว่าเราหัดเขียนหนังสือด้วยมือขวา มือขวาเขียนหนังสือได้ แต่มือซ้ายนั้นไม่ได้หัดให้เขียนหนังสือ เขียนไม่ได้ เราจะใช้มือซ้ายเขียนหนังสือใช้ไม่ได้เขียนไม่ได้ ไม่สะดวก ความเขียนหนังสือได้ของมือขวาจึงอยู่ตัว ดั่งนี้เรียกว่าเป็นวาสนาของมือขวา มือซ้ายไม่มีวาสนาในการเขียนหนังสือเพราะว่าไม่ได้หัด ไม่ได้หัดเขียนบ่อยๆ จนเขียนได้ วานรเป็นสัตว์ที่มีลักษณะกระโดดโลดเต้น ไต่ไปตามต้นไม้ ก็เรียกว่าวานรนั้นมีวาสนาในการกระโดดโลดเต้น ในการไต่เต้นไปตามต้นไม้ เป็นกิริยาทางกาย ส่วนทางจิตใจนั้นก็เช่นเดียวกัน จิตใจที่หัดปฏิบัติฝึกใจไปในทางใดจนอยู่ตัวในทางนั้น ก็แปลว่ามีวาสนาในทางนั้น แต่หมายถึงว่าต้องเป็นสิ่งที่ทำบ่อยๆ จนอยู่ตัว เช่นจิตใจที่ปฏิบัติศีลได้บ่อยๆ คือตั้งใจปฏิบัติอยู่บ่อยๆ จนศีลนั้นถึงใจ เป็นปกติของใจ ใจไม่มีเดือดร้อนในการที่จะต้องมีศีล ศีลตั้งอยู่ในจิตใจเป็นปกติ แปลว่าอยู่ตัว ก็แปลว่ามีวาสนาในศีล ทำสมาธิได้บ่อยๆ อยากจะให้จิตสงบเมื่อไรก็ปฏิบัติได้สะดวก แปลว่าจิตอยู่ตัวในสมาธิได้ ก็แปลว่ามีวาสนาในทางสมาธิ นี่เป็นตัวอย่างของวาสนาทางจิตใจ

วาสนามีได้ทั้งทางกายและใจ

ในการปฏิบัติความดีทุกอย่าง ก็ต้องเริ่มตั้งแต่การหัดทำ ที่ยังไม่สะดวกยังไม่คล่อง ก็ยังไม่มีวาสนาคือยังไม่อยู่ตัว จนถึงเมื่อสะดวกเมื่อคล่อง และการทำความดีนั้นๆ ยังไม่ขัดข้อง ก็มีวาสนาในการทำความดีนั้นๆ ทำชั่วก็เหมือนกัน ต้องหัดต้องทำ จะเป็นการฆ่าก็ตาม การลักก็ตาม ต้องมีการหัดมีการต้องทำบ่อยๆ โกหกก็เหมือนกัน ต้องหัดโกหกบ่อยๆ มีความถนัดในทางที่จะโกหกคน สุราก็เหมือนกันต้องมีการหัดดื่มมาตั้งแต่ต้น ทุกคนทีแรกก็ดื่มสุราไม่เป็น เมื่อหัดไปๆ แล้วก็ดื่มได้และเมื่อเกิดติดสุราขึ้นแล้ว ก็เป็นอันว่าอยู่ตัวทีเดียว ต้องดื่มสุราอยู่เสมอ นี่ก็เป็นวาสนาในทางดื่มสุรา เหล่านี้เป็นวาสนาที่ไม่ดี ส่วนที่พูดกันในภาษาไทยว่ามีวาสนาไม่มีวาสนานั้น ก็อาจจะหมายความว่ามุ่งถึงในทางดี คือว่าไม่ได้ทำความดีไว้อย่างเพียงพอ ไม่ได้ทำความดีไว้มากในอดีตปางก่อน มาในปัจจุบันจึงมีวาสนาคือหมายถึงว่ามีความเจริญต่างๆ น้อย เรียกว่าไม่มีวาสนา และเมื่อทำความดีต่างๆ ไว้มาก ในปัจจุบันก็มีความเจริญ ก็เรียกว่ามีวาสนาดี ก็ไปได้เหมือนกันแต่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าสมบูรณ์ก็เป็นได้ทั้ง ๒ ทางดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะวาสนานั้นมีได้ทั้งทางกายทั้งทางใจ

ท่านแสดงว่าพระพุทธเจ้านั้นทรงละได้ทั้งกิเลสทั้งวาสนา แต่พระอรหันต์สาวกนั้นละกิเลสได้แต่ละวาสนาไม่ได้ ท่านยกตัวอย่างเช่นว่าท่านพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ละกิเลสได้ แต่ละวาสนาทางกายไม่ได้ เช่นว่าเมื่อท่านเดินไปที่ไหน พบหลุมพบบ่อ ท่านมักจะชอบกระโดดข้าม ก็มีแสดงว่าในอดีตชาติท่านเคยเป็นวานร ท่านมีลักษณะชอบกระโดดโลดเต้น มาในปัจจุบันวาสนาที่เคยกระโดดนั้นก็ยังติดมา หรือว่าพระเถระบางองค์ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ละกิเลสได้แล้วแต่ว่าปากร้าย เป็นคนที่ชอบพูดจาใช้คำร้ายๆ แรงๆ อย่างคนที่ชอบพูดในภาษาชาวบ้านเรียกไอ้เรียกอีอะไรต่างๆ แม้ว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว วาสนาที่มีวาจาร้ายดังที่กล่าวนั้นก็ยังไม่หมด เรียกว่ายังติดมาอยู่ แต่ใจไม่ได้ร้ายไปตามที่พูด นี่เป็นวาสนาที่เคยทำมาบ่อยๆ มันอยู่ตัว ก็เลยละยาก นี่เป็นเรื่องของทางกาย แต่ว่ากิเลสทางจิตใจนั้นละได้หมด นี่คือวาสนา

พื้นฐานของจิตใจมาจากการส้องเสพ

นิสสัย อุปนิสสัย วาสนา บารมี อาสวะ ก็มีความหมายถึงภาวะที่เป็นพื้นฐานของจิตใจ อันเนื่องมาจากกรรมดีกรรมชั่วที่ตนกระทำนั้นเอง เมื่อทำกรรมดีก็เหลือเป็นบารมีเก็บสะสมไว้ เมื่อทำกรรมชั่วก็เหลือเป็นอาสวะเก็บสะสมไว้ บารมีก็เก็บดีเก็บถูก อาสวะก็เก็บชั่วเก็บผิด ที่ไม่หมดสิ้นเพิ่มเติมขึ้นอยู่เสมอ และก็ทำให้มาปรากฏเป็นนิสสัย อุปนิสสัยต่างๆ เป็นอัธยาศัยต่างๆ ดีบ้างชั่วบ้าง และทั้งดีทั้งชั่วนั้น สิ่งที่ได้ประกอบกระทำบ่อยๆ จนอยู่ตัวก็เรียกว่าเป็นวาสนาที่ละยาก ถ้าไม่อยู่ตัวแล้วละง่ายกว่า ถ้าอยู่ตัวละยาก ความที่เป็นวาสนาคืออยู่ตัวนั้นก็เกิดจากทำบ่อยๆ เพราะฉะนั้น เมื่อสรุปเข้าแล้ว เหตุเบื้องต้นของทั้งหมดนี้จึงอยู่ที่ เสวนา คือการส้องเสพ การที่กระทำอะไรทางกายทางวาจาทางใจเรียกว่าการเสวนาคือการส้องเสพทั้งนั้น ทำกรรมดีก็ส้องเสพกรรมดี ทำกรรมชั่วก็ส้องเสพกรรมชั่ว เพราะฉะนั้น เสวนาคือการส้องเสพนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสไว้เป็นมงคลคาถาที่ ๑ ข้อที่ ๑ และที่ ๒ ทีเดียวว่า อเสวนา จ พาลานํ ไม่ส้องเสพคนพาลทั้งหลาย ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ส้องเสพบัณฑิตคือคนดีทั้งหลาย เพราะว่าคนพาลคือคนชั่วคนเขลา คำว่า พาละ นั้นแปลว่า เขลา ไม่ฉลาด หมายถึงคนชั่ว เพราะการที่คนทำชั่วนั้น ก็เพราะว่ามีความเขลาความไม่ฉลาดจึงทำ เพราะฉะนั้น คนพาลจึงแปลว่าคนชั่ว ตามศัพท์แปลว่าคนเขลา ถ้าแปลรวมกันก็คือว่าคนเขลาคนโง่คนชั่ว และก็หมายถึงตนเองด้วยผู้อื่นด้วย ตนเองเมื่อเป็นคนเขลาไม่ฉลาดเป็นคนทำชั่วก็ชื่อว่าพาล คนอื่นก็เหมือนกัน ถ้าเป็นคนที่ทำชั่วไม่ฉลาดก็เป็นคนพาล ไม่ส้องเสพคนพาลก็คือ ไม่ส้องเสพคนอื่นที่เป็นคนชั่วคนไม่ฉลาด ทั้งไม่ส้องเสพตนเองที่เป็นคนชั่ว คนไม่ฉลาด คือต้องปฏิบัติละความชั่วความไม่ฉลาดในตัวเองออกไป บัณฑิต นั้นก็หมายถึงคนดีมีปัญญา คือคนที่ดีด้วย คนที่ฉลาดด้วย คนดีมีปัญญาตนเองเมื่อเป็นคนดีมีปัญญาก็เป็นบัณฑิต คนอื่นที่เป็นคนดีมีปัญญาก็เป็นบัณฑิตให้ส้องเสพคนอื่นที่เป็นคนดีมีปัญญา และส้องเสพตนเองที่เป็นคนดีมีปัญญา คือต้องสร้างตนเองให้เป็นคนดีมีปัญญาขึ้นมาด้วย และก็ส้องเสพท่านที่เป็นคนดีมีปัญญาด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อส้องเสพคนที่ดีก็ทำให้กรรมดี ทำให้เจริญบารมีสร้างนิสสัยอุปนิสสัยวาสนาในทางดี เมื่อส้องเสพคนชั่วคือคนพาล ก็ทำให้ทำกรรมชั่ว เพิ่มเติมอาสวะ สร้างนิสสัย อุปนิสสัย อัธยาศัย ตลอดจนถึงวาสนาในทางชั่ว

๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 11 เมษายน 2554    
Last Update : 11 เมษายน 2554 22:12:28 น.
Counter : 309 Pageviews.  

ครั้งที่ ๖ บารมี

ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

ธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐


--------------------------------------------------------------



ความหมายของบารมี

จะแสดงเรื่อง บารมี

คำว่าบารมี มาจากคำบาลีว่า ปารมี คำแปลที่นักภาษาศาสตร์ได้ให้ไว้หลายอย่าง จะแสดงแต่บางอย่าง คือแปลว่า อย่างยิ่ง มาจากคำว่า ปรมะ ที่ภาษาไทยเราใช้ว่า บรม และคำว่าบรมที่แปลว่าอย่างยิ่งนี้ ก็มีใช้ทั้ง ๒ ทาง ดีอย่างยิ่งก็บรมหรือไม่ดีอย่างยิ่งก็บรม เช่นคำว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นบรมสุข สุขอย่างยิ่ง สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา สังขารทั้งหลายเป็นบรมทุกข์ คือทุกข์อย่างยิ่ง จึงเป็นคำกลางๆ ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง คล้ายกับคำบางคำ เช่นแม้คำว่า ธัมมะ หรือ ธรรม ที่ใช้เป็นกลางๆ เช่นในอภิธรรม กุสลา ธมฺมา ธัมมะทั้งหลายเป็นกุศล อกุสลา ธมฺมา ธัมมะทั้งหลายเป็นอกุศล อพยากตา ธมฺมา ธัมมะทั้งหลายเป็นอพยากฤต อันหมายความว่าไม่พยากรณ์ คือกล่าวออกไปว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลหรือเป็นกลางๆ แต่ในพระสูตรทั้งหลายมักใช้หมายความถึงธัมมะที่เป็นส่วนดีคือกุศล เรียกว่าธรรมหรือธัมมะ ถ้าเป็นฝ่ายไม่ดีเรียกว่าอธรรม เช่นพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน ธรรมและอธรรมทั้งสอง หามีวิบากคือผลเสมอกันไม่ อธมฺโม นิรยํ เนติ อธรรมนำไปสู่นิรยะ คติภพที่ไร้ความเจริญ ที่มาแปลกันว่านรก ธมฺโม ปาเปติ สุคตึ ธัมมะให้ถึงสุคติคือคติการไปหรือที่ไปที่ดี ดั่งนี้ คำว่า บารมี มาจากคำว่า ปรมะ แล้วมาเป็น ปารมี ไทยเรียกว่า บารมี แต่ว่ามีความหมายถึงส่วนที่ดีเท่านั้น ไม่หมายเป็นกลางๆ เหมือนอย่างคำว่า ปรมะ

เพราะฉะนั้น คำว่าปารมีจึงมีความหมายที่แปลอีกอย่างหนึ่งว่า เลิศ อย่างยิ่ง ก็คือเลิศหรือประเสริฐ อีกอย่างหนึ่งบารมีแปลว่าถึงฝั่ง อันหมายความว่านำให้ถึงฝั่ง คือจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น อันหมายความว่านำจากฝั่งนี้คือโลก ไปสู่ฝั่งโน้นคือ โลกุตตระ เหนือโลก พ้นโลก อันหมายถึงนิพพาน และคำว่าบารมีนี้ ท่านแสดงว่า พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมีมาโดยลำดับตลอดเวลาช้านาน และบารมีที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญนั้น เมื่อบำเพ็ญมากๆ เข้า ก็เป็นบารมีที่สูงขึ้นๆ หรือบริบูรณ์ขึ้นเพราะฉะนั้น จึงจัดเป็น ๓ ชั้น เรียกว่า บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ที่เรียกว่าบารมีในเมื่อแบ่งเป็น ๓ ชั้นดั่งนี้ ก็หมายถึงเป็นบารมีสามัญ อุปบารมีก็หมายถึงบารมีที่มากยิ่งขึ้น จนถึงใกล้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ปรมัตถบารมี บารมีที่เป็นปรมัตถ์ คือให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็หมายถึงบารมีที่สมบูรณ์ นำให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ความหมายของโพธิสัตว์

เพราะฉะนั้น จึงควรทราบคำว่า โพธิสัตว์ ที่เราเรียกว่าพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสถึงพระองค์เองในธัมมะที่ทรงสั่งสอน ก็ทรงใช้คำเรียกพระองค์เองว่าโพธิสัตว์ เช่นดังที่ตรัสไว้มีคำแปลว่า เรา คือพระองค์เอง เมื่อเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนั้น และคำว่าโพธิสัตว์นี้ มาจากคำว่า โพธิ ที่แปลว่าความตรัสรู้ กับ สัตตะ ก็แปลว่า สัตว์ ในคำที่เรียกว่า สัตวโลก และสัตว์ในคำที่เรียกว่าสัตวโลกนี้หมายถึงทั้งหมด ทั้งมนุษย์เดรัจฉานในโลกมนุษย์เรานี้ และทั้งผู้ที่เกิดในอบายโลก เช่นในนรก ในกำเนิดเปรต อสุรกาย และก็หมายถึงตลอดถึงเทวดามารพรหมทั้งหมด และที่เรียกว่า ภูตะ สัมภเวสี ภูตะ ก็คือผู้ที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว เป็นนั่นเป็นนี่แล้ว สัมภเวสี ก็แปลว่าผู้ที่แสวงหาภพเกิด ดังเช่นเรียกวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว ซึ่งยังท่องเที่ยวเร่ร่อน ยังไม่ไปเกิดในภพชาติที่แน่นอน รวมความว่าทั้งหมดนี้เรียกว่าสัตวโลกหรือสัตว์ทั้งนั้น อันมีความหมายว่าผู้ที่ยังข้องยังติดอยู่ จึงยังซัดส่ายไปในภพชาตินั้นๆ ท่องเที่ยวไปในภพชาตินั้นๆ กระเสือกกระสนไปในภพชาตินั้นๆ จะเป็นมนุษย์ เดรัจฉาน นรก เปรต อสุรกาย หรือเทวดา มาร พรหม ก็ตาม เมื่อยังมีความข้องติดอยู่ในโลก คือยังมีกิเลส เป็นต้นว่ามีตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยาก ก็จะต้องมีการท่องเที่ยวระเหระหนซัดส่ายไปเกิดตายในภพชาตินั้นๆ เหล่านี้เรียกว่าสัตว์ทั้งนั้น และสำหรับสัตว์เดรัจฉานนั้น คือเฉพาะ ก็คือเดรัจฉานที่ตามศัพท์แปลว่าไปขวาง ดังเช่นสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย เวลาเดินไปวิ่งไปก็ไปตามขวาง ไม่ได้ตั้งตัวขึ้นตรงเดินไป ๒ ขาอย่างมนุษย์ แม้วานรที่ดูใกล้มนุษย์ก็จัดว่า ๔ ขาอยู่นั่นเอง เพราะก็ยังไป ๔ ขาไปตามขวาง ไม่ได้ตั้งตัวไปอยู่โดยปกติ ยืน ๒ ขาในบางครั้งบางคราว แม้ที่มี ๒ ขา เช่น นก เป็ด ไก่ ก็มีขาออกจากกลางลำตัว เราเรียกกันว่าสัตว์เดรัจฉาน และเรียกสั้นกันว่าสัตว์ ซึ่งคล้ายๆ กับหมายความว่าจะต้องเป็นเดรัจฉานเท่านั้นจึงเป็นสัตว์ แต่อันที่จริงนั้น แม้มนุษย์ทุกคนที่ยังมีกิเลสอยู่ก็เรียกว่าสัตว์ คือเป็นผู้ข้องผู้ติดอยู่ในโลก ซึ่งยังซัดส่ายท่องเที่ยวกระเสือกกระสนไปอยู่ในภพชาติต่างๆ

สุคติและทุคติ

และบรรดาสัตว์โลกดังที่กล่าวมานี้ ท่านผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสัตวโลกชนิดที่มีปัญญา และนับว่าเป็นภูมิชั้นที่สูงอยู่ในจำพวกที่เรียกว่า สุคติ ที่แปลว่าคติที่ดี ต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่เกิดร่วมโลกกับมนุษย์เหมือนกัน แต่ก็ยังเรียกว่าเป็น ทุคติ เป็นคติที่ไม่ดี และจัดอยู่ในจำพวกที่เรียกว่าอบาย อบายภูมิ ที่แปลว่าภูมิของสัตว์จำพวกที่ปราศจากความเจริญ ซึ่งได้แก่นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย จัดว่าเป็นอบายภูมิทั้งหมด แล้วก็เป็นทุคติหรือทุคติภูมิ ส่วนมนุษย์นั้นจัดเข้าในจำพวกที่เป็นสุคติ เทพพรหมทั้งหลายก็เป็นพวกสุคติคือเป็นคติที่ดี และตามคติทางพุทธศาสนานั้น กำเนิดของสัตว์นั้นก็ได้มีแสดงไว้ว่ามีกำเนิดหลายอย่าง ที่เกิดจากครรภ์ของมารดาเช่นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานบางจำพวก ที่เกิดจากไข่ ก็เช่นพวกสัตว์มีปีกเช่นไก่ และอีกจำพวกหนึ่งเรียกว่าลอยเกิด คือไม่มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด ไม่มีไข่เป็นที่เกิด และไม่มีเถ้าไคลเป็นที่เกิด ได้แก่จำพวกที่เรียกว่า อทิสสมานกาย มีกายไม่ปรากฏทั้งหลาย ดั่งที่เราเรียกกันว่าวิญญาณหรือผี เช่นคนตาย เมื่อยังมีกิเลสอยู่ วิญญาณก็ออกจากร่าง เป็นอทิสสมานกาย มีกายไม่ปรากฏ เมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ก็เรียกว่าสัมภเวสี เช่นยังมีห่วงมีกังวลในญาติในทรัพย์สมบัติเป็นต้น ความห่วงกังวลนั้นก็เป็นตัวกรรม ที่นำให้ยังท่องเที่ยววนเวียนหาภพหาชาติเกิดอยู่ หรือว่าไปถือภพชาติเกิดทันที แต่ว่าเป็นภพชาติที่มีระยะสั้น และจำพวกที่ไปเกิดเป็นสัตว์นรกเปรตอสุรกาย เป็นเทพเป็นพรหมทั้งหลาย ก็เป็นพวกอทิสสมานกาย มีกายไม่ปรากฏแก่ตามนุษย์เท่านั้น พวกนี้เรียกว่าลอยเกิด ตามศัพท์ก็ว่า โอปปาติกะ อันหมายความว่า ผุดเกิดขึ้นมาทันทีเป็นภพชาตินั้นๆ แม้สัมภเวสีที่ว่าแสวงหาภพเกิดนั้น ก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า ก็เป็นภพชาติอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่เป็นภพชาติระยะสั้น ที่ยังเนื่องอยู่ด้วยความกังวลอาลัยห่วงใย คือเป็นตัวกรรม ผูกพันอยู่กับทรัพย์สมบัติครอบครัวเป็นต้น เหล่านี้ก็เป็นอีกกำเนิดหนึ่ง เป็นโอปปาติกะลอยเกิด การเกิดก็มีหลายชนิดดังที่มีแสดงไว้ดั่งนี้ และก็เป็นไปตามกรรมคือการงานที่ได้กระทำเอาไว้ กรรมดีก็ให้ไปดี กรรมชั่วก็ให้ไปชั่ว ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ยกมาแล้วข้างต้น

พระโพธิสัตว์ยังเป็นสัตวโลก

พระโพธิสัตว์ก็เป็นสัตว์ที่ยังข้องติดอยู่ในโลก คือยังเป็นสัตวโลก และเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ เรียกว่าเป็นสัตว์มนุษย์ซึ่งเป็นจำพวกที่มีปัญญาสูง เป็นสชาติปัญญาที่นับเป็นสุคติคือคติที่ดี เป็นผลของกุศลคือกรรมที่เป็นส่วนดี อันประกอบด้วยปัญญาที่ฉลาด กุศลนั้นก็แปลอย่างหนึ่งว่าฉลาด แต่ก็มีคำแปลหลายอย่างเหมือนกัน แปลว่าตัดชั่วก็ได้ แต่มุ่งถึงปัญญาที่ฉลาด เพราะฉะนั้น เกิดมาเป็นมนุษย์นี้จึงมีปัญญาติดตัวมาอันเรียกว่า สชาติปัญญา ปัญญาที่มากับชาติคือความเกิด สูงกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย สามารถที่จะใช้ปัญญาที่มากับความเกิดนี้อบรมทวีปัญญาให้มากขึ้น สร้างความเจริญต่างๆ ให้บังเกิดขึ้นทั้งในภายนอกทั้งในภายใน ในภายนอกก็คือว่าสร้างบ้านเมืองเป็นต้น ในภายในก็คือว่าอบรมปัญญาในจิตใจที่มีอยู่เป็นพื้นให้เจริญยิ่งขึ้นๆ จนถึงเจริญที่สุด ดังพระพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ก็ได้ทรงพัฒนาคุณธรรมทางจิตใจ ซึ่งมีปัญญาเป็นยอดเป็นส่วนสำคัญนี้ให้เจริญยิ่งขึ้นโดยลำดับ จนถึงได้ตรัสรู้พระธรรม เป็น อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สัมมาสัมโพธิญาณ ก็แปลว่าความตรัสรู้เองชอบ เป็น สัมมาสัมพุทธะ ที่แปลว่าผู้ตรัสรู้เองชอบ สัมมา ก็แปลว่าชอบ สัม หรือ สัง ก็แปลว่า เอง โพธิ ก็ตรัสรู้ สัมมาชอบ สัง เอง โพธิ ตรัสรู้ รวมเป็น สัมมาสัมโพธิญาณ แปลว่า ญาณคือความตรัสรู้เองชอบ อนุตตระ ก็แปลว่า ยอดเยี่ยม ตามศัพท์แปลว่าไม่มีความรู้อื่นจะยิ่งขึ้นไปกว่า

พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีเพื่อความตรัสรู้

อันคำว่า ยอดเยี่ยม คือไม่มีความรู้อื่นจะยิ่งไปกว่า หรือจะเป็นบุคคล ก็จะไม่มีบุคคลอื่นจะยิ่งขึ้นไปกว่า ไม่ใช่เป็นคำโอ้อวด แต่ว่าเป็นคำจำกัดความ จำกัดความว่ารู้ถึงที่สุด จบ เสร็จสิ้น บริสุทธิ์ บริบูรณ์ บริสุทธิ์ก็คือว่าถูกต้อง ไม่มีผิดพลาดที่จะต้องแก้ไข บริบูรณ์ก็คือว่าเต็มที่ไม่มีบกพร่องที่จะต้องเพิ่มเติม อนุตตระจึงมีความหมายว่าบริสุทธิ์บริบูรณ์ดั่งนี้ ถ้าหากว่าไม่เป็นอนุตตระ คือไม่มีความรู้อื่นที่จะยิ่งขึ้นไปกว่า อันหมายความว่ายังมีความรู้อื่นที่ยิ่งขึ้นไปอีก ก็แปลว่ายังไม่จบจะต้องศึกษาปฏิบัติกันต่อไปเพื่อให้จบ ให้รู้เสร็จ ก็ยังเป็นพุทธะไม่ได้ ต่อเมื่อความรู้นั้นจบเสร็จ บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งหมด ซึ่งมีอีกคำหนึ่งเรียกว่า สัพพัญญู รู้ทั้งหมด ก็หมายความว่า รู้ครบถ้วนถูกต้องทั้งหมดดั่งที่กล่าวมานั้นนั่นแหละ จึงจะเป็น อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือเป็นญาณ ความหยั่งรู้ ความตรัสรู้เองชอบที่เป็นอนุตตระ ไม่มีที่จะยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือเป็นสัพพัญญู รู้หมด จบถ้วนเสร็จกิจ นี่ก็เป็นเพราะกุศลที่นำมาให้เกิดเป็นมนุษย์ และมนุษย์ก็ใช้กุศลคือความฉลาดนี้เองสะสมเพิ่มเติมให้ความรู้มากขึ้นๆ และพัฒนายิ่งขึ้นๆ จนจบเสร็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงพัฒนากุศลที่มีมาเป็นกำเนิดดังกล่าวนั้นเองในเบื้องต้นขึ้นมาโดยลำดับ และเมื่อพระองค์ได้ปรารถนา พุทธภูมิ ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้บรรลุถึง อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ดังกล่าวมานี้ จึงได้เรียกว่า โพธิสัตว์ หรือพระโพธิสัตว์ คือสัตว์ที่บำเพ็ญเพื่อโพธิ ความตรัสรู้ หรือเป็นสัตว์ที่จะตรัสรู้ หรือว่าเป็นสัตตะคือผู้ข้องนั่นแหละ แต่ข้องอยู่เพื่อโพธิคือความตรัสรู้ ข้องอยู่ในโพธิคือความตรัสรู้

ใน ภยเภรวสูตร แสดงว่า พระบรมศาสดาตรัสว่า เมื่อทรงเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ทรงมีกายกัมมันตะเป็นต้นบริสุทธิ์ อริยะเหล่าใด มีกายกัมมันตะเป็นต้น บริสุทธิ์ เสพเสนาสนะป่า ทรงเป็นผู้หนึ่งแห่งอริยะเหล่านั้น พระสูตรนี้แสดงว่า ทรงเรียกว่าอริยะสำหรับพระโพธิสัตว์ได้

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๐

--------------------------------------------------------------

หมายเหตุบทความนี้เป็นธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บรรยายแก่พระนวกะภิกษุ ในพรรษากาล ๒๕๓๐ รวมทั้งสิ้น ๓๘ ครั้ง วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ทศบารมี ทศพิธราชธรรม นี้ขึ้นขอพระราชทานถวายเฉลิมพระเกียรติ ในมหาอุดมมงคลวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๒ - ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑

คัดลอกจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ




 

Create Date : 03 เมษายน 2554    
Last Update : 3 เมษายน 2554 11:26:20 น.
Counter : 304 Pageviews.  

1  2  

sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.