Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องท้าวมหาชมพู

เรื่องท้าวมหาชมพู



เรื่องท้าวมหาชมพูเป็นพุทธประวัติอีกภาคหนึ่งที่ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก สันนิษฐานว่า พระสงฆ์ไทยสมัยอยุธยาตอนปลายแต่งขึ้นเพื่ออธิบายที่มาของพระพุทธรูปทรงเครื่องซึ่งนิยมสร้างกันมากในยุคนั้นและเรียกพระพุทธรูปลักษณะดังกล่าวว่า “ปางทรมานท้าวมหาชมพู”

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ราชสำนักลังกามีพระราชสาสน์มาขอพระราชทานสงฆ์ไทยให้ไปอุปสมบทตั้งเป็นสงฆ์สยามวงศ์ขึ้นในลังกาทวีป เมื่อเสร็จภารกิจแล้วจึงนำคณะสงฆ์ไทยกลับมาส่งเมื่อพุทธศักราช ๒๒๙๘ ขณะที่คณะฑูตลังกาพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดฯ ให้พาไปชมพระอารามต่างๆ คณะฑูตได้เห็นพระพุทธรูปทรงเครื่องในวัดพระศรีสรรเพชญ์ ก็ถามเจ้าพนักงานว่า “เหตุไฉนที่ในเมืองไทยจึงสร้างพระพุทธปฏิมาทรงเครื่องอย่างเทวรูปที่ในลังกาทวีปหาเคยมีพระพุทธรูปเช่นนี้ไม่” ครั้นความทราบถึงพระกรรณจึงรับสั่งให้เสนาบดีชี้แจงในศุภอักษรถึงเสนาบดีลังกาว่า พระพุทธรูปทรงเครื่องเช่นนี้ปรากฏในคัมภีร์ “ชมพูบดีวัตถุ” และโปรดฯ ให้ส่งคัมภีร์ดังกล่าวพระราชทานไปถึงอัครมหาเสนาบดีลังกาด้วย เรื่องย่อในคัมภีร์ชมพูบดีวัตถุมีดังนี้



(พระเจ้าพิมพิสารเฝ้าพระพุทธเจ้าขอให้ทรงช่วยให้รอดพ้นจากการคุกคามของท้าวมหาชมพู)

ท้าวชมพูบดีหรือท้าวมหาชมพู กษัตริย์แห่งแคว้นปัญจาราฐ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่มีอานุภาพมาก ประกอบด้วยของวิเศษคู่พระบารมี ๒ สิ่ง คือ ศรซึ่งแผลงไปแล้วสามารถสั่งให้ทำลายได้ทั่วพิภพ กับฉลองพระบาทซึ่งแปลงเป็นพญานาค เมื่อทรงแล้วทำให้พระองค์เหาะได้ด้วย วันหนึ่งท้าวมหาชมพูทรงฉลองพระบาทเหาะท่องเที่ยวไปถึงกรุงราชคฤห์ของพระเจ้าพิมพิสาร ทอดพระเนตรเห็นปราสาทสูงใหญ่ก็มีพระทัยริษยา กระทืบพระบาทลงไปที่ยอดปราสาทหวังจะทำลาย พระเจ้าพิมพิสารทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา อำนาจพุทธบารมีจึงคุ้มครองปราสาทไว้ทำให้พระบาทของท้าวมหาชมพูทรงได้รับบาดเจ็บ



(พุทธจักรต่อสู้กับศรของท้าวมหาชมพู)



(ท้าวมหาชมพูถูกพุทธจักรทรมาน)

ครั้นเสด็จถึงพระนครแล้วท้าวมหาชมพูทรงเคียดแค้นยิ่ง จึงแผลงศรวิเศษและปล่อยฉลองพระบาทเป็นพญานาคให้ไปทำร้ายพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้าทรงช่วยเหลือไว้ด้วยการเนรมิตพุทธจักรต่อสู้จนศรวิเศษพ่ายแพ้กลับไป ทรงพิจารณาเห็นว่าท้าวมหาชมพูมีวาสนาจะได้บวชในพระพุทธศาสนา จึงให้พระอินทร์เป็นทูตไปเชิญท้าวมหาชมพูมาเฝ้า



(พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเมื่อท้าวมหาชมพูมาเฝ้า)

พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตวิมานทองเป็นที่ประทับ กับเนรมิตพระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระสาวกทั้งหลายเป็นข้าราชบริพาร เมื่อท้าวมหาชมพูเสด็จมาเฝ้านั้นยังไม่ยอมละทิฐิมานะ ด้วยสำคัญว่ามีอานุภาพเหนือพระราชาทั้งปวง พระพุทธองค์จึงทรงเปิดไฟนรกทรมานจนท้าวมหาชมพูละพยศขอบรรพชาในพระพุทธศาสนาและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

------------------------------------------------------

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด




 

Create Date : 19 กันยายน 2553    
Last Update : 19 กันยายน 2553 4:57:19 น.
Counter : 1698 Pageviews.  

เรื่องพระพุทธบาท

พระพุทธบาท



(รอยพระพุทธบาททั้ง ๕ แห่ง)

ตำนานพระพุทธบาทกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ ๕ แห่ง คือ

๑. หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมทานที
๒. โยนกบุรี
๓. เขาสุมนกูฏ
๔. เขาสุวรรณมาลิกและ
๕. เขาสุวรรณบรรพต

รอยพระพุทธบาทที่เขาสุวรรณบรรพตนั้น พุทธศาสนิกชนไทยเชื่อว่าคือ รอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งค้นพบเมื่อพุทธศักราช ๒๑๖๗ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนหน้านั้นพุทธศาสนิกชนไทยที่ศรัทธาจะนมัสการพระพุทธบาทต้องเดินทางไปยังเขาสุวรรณมาลิกในลังกาทวีป



(รอยพระพุทธบาท ๑ ใน ๕ แห่งที่พระพุทธเจ้าประทับไว้)

ตำนานพระพุทธบาท สระบุรี ปรากฏในอรรถกถาปุณโณวาทสูตรซึ่งพระพุทธโฆสเถระภิกขุ ชาวชมพูทวีป รจนาขึ้นที่ลังกาทวีปเมื่อราวพุทธศักราช ๙๔๕ – ๑๐๐๐ อธิบายว่า พระปุณณเถระซึ่งเป็นอรหันต์สาวกองค์หนึ่ง กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าขอให้เสด็จไปโปรดชาวบ้านสุนาปรันตปะ ระหว่างทางได้เสด็จโปรดสัจจพันธดาบสที่เขาสุวรรณบรรพตจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จากนั้นจึงเสด็จต่อไปแสดงธรรมสั่งสอนชาวบ้านสุนาปรันตปะ เมื่อจะเสด็จกลับพระเชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี พระสัจจพันธเถระจึงทูลขอติดตามไปด้วย แต่พระพุทธองค์โปรดให้อยู่สั่งสอนชนทั้งหลายที่เขาสุวรรณบรรพต พระสัจจพันธเถระจึงทูลขอ “สิ่งที่ควรปฏิบัติแทนพระพุทธองค์” พระพุทธเจ้าจึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเบื้องขวาไว้เหนือแผ่นศิลาที่เชิงเขาแห่งนั้น



(บริเวณรอยพระพุทธบาท สระบุรี)

หลังจากที่มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทดังกล่าวในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแล้ว โปรดฯ ให้มีการสถาปนามณฑปสวมรอยพระพุทธบาทไว้ พระมหากษัตริย์ไทยสมัยต่อมาทุกพระองค์ทรงพระราชศรัทธารอยพระพุทธบาทแห่งนี้มาก โปรดให้สถาปนาพระอารามตลอดจนเสนาสนะต่างๆ และเสด็จไปนมัสการเสมอ



(การเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทในสมัยโบราณ)



(สถานที่ต่างๆ ระหว่างทางไปพระพุทธบาท เช่น ท่าเรือ สะพานช้าง และศาลเจ้าพ่อเขาตก)

พุทธศาสนิกชนไทยสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นต่างก็นับถือรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าในสมัยก่อนการเดินทางไปนมัสการจะยากลำบาก ต้องใช้เรือและช้างหรือเกวียนเป็นพาหนะทั้งใช้เวลาในการเดินทางนานหลายวัน ก็ยังมีผู้ศรัทธาไปนมัสการเป็นจำนวนมาก

------------------------------------------------------


ที่มา
ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด




 

Create Date : 12 กันยายน 2553    
Last Update : 12 กันยายน 2553 6:25:41 น.
Counter : 637 Pageviews.  

พุทธประวัติ ปริจเฉทที่ ๒๗ - ๒๘ - ๒๙

ปริจเฉทที่ ๒๗ “ธาตุวิภัชนปริวรรต”

หลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๗ วัน มัลลกษัตริย์จึงอัญเชิญพุทธสรีระไปถวายพระเพลิง “ก็เอาอัคคีจุดเข้า แลเพลิงนั้นก็มิได้ติด จึงตรัสถามพระอนุรุทธ พระอนุรุทธจึงบอกว่า อธิบายแห่งเทพยดาทั้งหลายจะคอยท่าพระมหากัสสปะอันเป็นพระสาวกผู้ใหญ่ก่อน เบื้องว่าพระมหากัสสปะยังมิได้มานมัสการพระบาทยุคคลตราบใด เพลิงก็ยังมิได้ไหม้พระเชิงตะกอนตราบนั้น”



(พระมหากัสสปะพร้อมด้วยสงฆ์บริวารเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า)



(พระมหากัสสปะพบอาชีวกถือดอกมณฑารกั้นเป็นร่มเดินสวนทางมาก็ทราบว่าพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว)

ฝ่ายพระมหากัสสปะทราบข่าวว่าพระบรมศาสดาประชวรอยู่ก็รีบเดินทางไปเฝ้า ระหว่างทางได้พบอาชีวกผู้หนึ่งถือดอกมณฑาร เอาไปเสียบเป็นคันร่มสวนทางมา ก็ทราบว่าพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานเพราะดอกมณฑารเป็นดอกไม้ทิพย์ จะมีขึ้นเฉพาะเมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ออกมหาภิเนษกรมณ์ ตรัสรู้แสดงปฐมเทศนา กระทำยมกปาฏิหารย์ เสด็จลงจากดาวดึงส์ และทรงปลงอายุสังขาร ครั้นถามอาชีวกนั้น ก็ได้ความว่าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๗ วันแล้ว พระมหากัสสปะจึงเร่งเดินทางไปถวายบังคมพุทธสรีระที่เมืองกุสินาราย



(พระมหากัสสปะถวายบังคมพุทธสรีระ พระบาททั้งสองของพระพุทธเจ้าปาฏิหารย์รับพระมหากัสสปะ)

ครั้นพระมหากัสสปะไปถึงที่ประดิษฐานพุทธสรีระแล้วก็ตั้งสัตยาธิษฐาน “ประการหนึ่ง ผิข้ากัสสปะมีความเสน่หาในพระศาสดาเป็นสัตย์ ขอให้พระบาทยุคคลอันประดับด้วยจักรรัตนลักขณะจงนิกขมนาการจากพระหีบทองรองรับซึ่งหัตถ์ทั้งสองแห่งข้ากัสสปะ ..... ขณะนั้นอันว่า พระสรีระแห่งพระชินสีห์ ...... ก็ยังพระบาททั้งคู่ให้ภินทนาการ ซึ่งคู่ผ้าทุกุลพัสตร์ อันห่อหุ้มพระสรีระกายทั้ง ๕๐๐ ชั้น กับทั้งสุวรรณมัญชุสภาชนะ พระหีบทอง ทำลายออกเป็นสองภาคออกมาปรากฏภายนอก”

นิกขมนาการ หมายถึง ออกไป
ภินทนากการ หมายถึง ทำลาย
ทุกุลพัสตร์ หมายถึง ผ้าอย่างดี
สุวรรณมัญชุสภาชนะ หมายถึง ภาชนะอันงามทำด้วยทอง

ครั้นถวายพระเพลิงพุทธสรีระแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูพร้อมด้วยกษัตริย์ ๗ นครต่างยกกองทัพมายังเมืองกุสินารายเพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ โทณพราหมณ์ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ในเมืองกุสินารายห้ามทัพและตวงพระบรมสารีริกธาตุด้วยทะนานทองแบ่งให้แก่เมืองต่างๆ



(โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์เมืองต่างๆ)



(ท้าวสักกเทวราชอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์)

ขณะที่โทณพราหมณ์กำลังแบ่งพระบรมสารีริกธาตุอยู่นั้น ได้ลักเอาพระทาฒธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ซ่อนไว้ในผ้าโพกศีรษะ ท้าวสักกเทวราชก็ลอบมานำพระเขี้ยวแก้วจากผ้าโพกของโทณพราหมณ์ อัญเชิญไปสู่ดาวดึงสพิภพแล้วประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์จุฬามณี

ปริจเฉทที่ ๒๘ “มารพันธปริวรรต”

กล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะทรงรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในสถูป ๘๔,๐๐๐ องค์ แล้วจัดสมโภชยิ่งใหญ่ พญาวัสวดีมารตามรังควานในพิธี พระสงฆ์ทั้งหลายจึงอาราธนาพระอุปคุตเถระพระอรหันต์องค์หนึ่งซึ่งเนรมิตปราสาท เข้าฌานสมาบัติอยู่กลางมหาสมุทร พระอุปคุตสำแดงฤทธิ์จับพญามารทรมานจนยอมจำนน ศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ปริจเฉทที่ ๒๙ “อันตรธานปริวรรต”

กล่าวถึงกาลเมื่อจะสูญสิ้นศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันว่าประกอบด้วยเบญจอันตรธาน (การสูญสิ้น ๕ ประการ) เรียงตามลำดับ ได้แก่ ปริยัติอันตรธาน (สูญสิ้นพระไตรปิฎก) ปฏิบัติอันตรธาน (สูญสิ้นจากการปฏิบัติกระทำความเพียรเพื่อบรรลุมรรคผล) ปฏิเวธอันตรธาน (สูญสิ้นพระอริยบุคคลผู้บรรลุมรรคผล) ลิงคอันตรธาน (สูญสิ้นจากผู้ดำรงสมณเพศ) และธาตุอันตรธาน (สูญสิ้นพระบรมสารีริกธาตุ)

------------------------------------------------------

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด




 

Create Date : 05 กันยายน 2553    
Last Update : 5 กันยายน 2553 7:57:30 น.
Counter : 532 Pageviews.  

พุทธประวัติ ปริจเฉทที่ ๒๑ - ๒๒ - .... ๒๖

ปริจเฉทที่ ๒๑ “พุทธปิตุนิพพานปริวรรต”

เริ่มความตั้งแต่พระเจ้าสิริสุทโธทนะทรงพระประชวร พระพุทธองค์เสด็จไปทรงเยี่ยมและแสดงธรรมโปรดจนพุทธบิดาสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วนิพพาน พระนางยโสธราพิมพาและศากยราชกัญญาผนวชเป็นภิกษุณี

ปริจเฉทที่ ๒๒ “ยมกปาฏิหาริย์ปริวรรต”

เดียรถีย์นักบวชต่างศาสนาชาวเมืองพาราณสีอวดตนว่าจะทำปาฏิหารย์แข่งกับพระพุทธเจ้า พระสาวกอาสาจะแสดงปาฏิหารย์แทนพระพุทธองค์ แต่ไม่ทรงอนุญาต ทรงปรารถนาจะกระทำปาฏิหารย์ด้วยพระองค์เอง ทรมานเหล่าเดียรถีย์ที่ไม้คัณฑามพฤกษ์ ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน ๘ “กระทำพระอิทธิปาฏิหารย์เหาะขึ้นไปในอากาศ เสด็จพุทธลีลาไปมา ณ พื้นรัตนจงกรมด้วยปฐวีกสิณบริกรรม แล้วนฤมิตพุทธนฤมิตเหมือนพระพุทธองค์ เสด็จจงกรมไปมา”



(ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ทรมานเหล่าเดียรถีย์ที่ไม้คัณฑามพฤกษ์)

คัณฑามพฤกษ์ หมายถึง ไม้มะม่วง

ปริจเฉทที่ ๒๓ “เทศนาปริวรรต”

เมื่อพระบรมศาสดาทรงกระทำยมกปาฏิหารย์แล้ว เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงสัตตปกรณาภิธรรม (พระอภิธรรม ๗) คัมภีร์โปรดพุทธมารดาซึ่งอุบัติเป็นสิริมหามายาเทวบุตรอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสักกเทวราชไปอาราธนามาสดับธรรมจากพระพุทธองค์จนเทวบุตรพุทธมารดาสำเร็จโสดาปัตติผล



(ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์)

ปริจเฉทที่ ๒๔ “เทโวโรหนปริวรรต”

เมื่อครบกำหนด ๓ เดือนแล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในวันเพ็ญเดือน ๑๑ “ท้าวโกสีย์ก็นฤมิตซึ่งบันไดทิพย์ทั้งสามลงจากเทวโลก คือบันไดทองอยู่ ณ เบื้องขวา บันไดเงินอยู่ ณ เบื้องซ้าย บันไดแก้วอยู่ ณ ท่ามกลาง แลเชิงบันไดทั้งสามนั้น ลงจดพื้นภูมิภาคปฐพี ณ ที่ใกล้เมืองสังกัสสนคร ..... ในกาลนั้นสวรรค์แลมนุษย์กับทั้งนรกก็แลเห็นกันปรากฏทั่วทั้งสิ้น มิได้มีที่ปิดบังทั้งหมื่นโลกธาตุ”



(พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ดาวดึงส์ที่ใกล้เมืองสังกัสสนคร ทรง “เปิดโลก” ให้เห็นกันทั้งสวรรค์ มนุษย์ และนรก)

“จึงสมเด็จพระชินสีห์เสด็จลงจากเทวโลกโดยมณีมัยบันได ในท่ามกลางเทพย์ทั้งหมื่นโลกธาตุอันมีองค์อมรินทราธิราชเป็นอาทิ ก็ลงทางสุวรรณบันได ฝ่ายวามภาค ทั้งสิ้น แลปัญจสิขคันธัพพเทวบุตร ก็ถือซึ่งพิณมีพรรณดังผลมะตูมสุก ดีดขับร้องนำเสด็จพระสัพพัญญูไปในเบื้องหน้า”

มณีมัยบันได หมายถึง บันไดทำด้วยแก้ว
สุวรรณบันได หมายถึง บันไดทำด้วยทอง
วามภาค หมายถึง เบื้องซ้าย
ปัญจสิขคันธัพพเทวบุตร หมายถึง พระปัญจสิงขร เทพยดานักดนตรี ทรงมงกุฏ ๕ ยอด มีพิณเป็นเครื่องดนตรี

ปริจเฉทที่ ๒๕ “อัครสาวกนิพพานปริวรรต”

กล่าวถึงการปรินิพพานของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย

ปริจเฉทที่ ๒๖ “มหานิพพานสูตรปริวรรต”



(พระพุทธเจ้าเสด็จเสวยปัจฉิมภัตตาหารที่บ้านนายจุนทกัมมารบุตร)

พระพุทธองค์ทรงพระประชวรที่บ้านเวฬุคาม แขวงเมืองเวสาลี ทรงปลงอายุสังขารแล้วเสด็จจาริกไปถึงเมืองปาวานคร นายจุนทกัมมารบุตรถวายปัจฉิมภัตตาหารสุกรมัทวะแล้วทรงพระประชวรหนักลง เสด็จต่อไปจนถึงเมืองกุสินาราย มัลลกษัตริย์พากันมาเฝ้า ทรงอำลาสงฆ์แล้วเข้าสมาบัติเสด็จดับขันธปรินิพพานระหว่างไม้สาละในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖



(พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานระหว่างไม้สาละ)

------------------------------------------------------

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2553    
Last Update : 29 สิงหาคม 2553 6:31:03 น.
Counter : 727 Pageviews.  

พุทธประวัติ ปริจเฉทที่ ๑๓ - ๑๔ - .... ๒๐

ปริจเฉทที่ ๑๓ “ธัมมจักกปริวรรต”

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นแจ้งด้วยพุทธญาณว่า ปัญจวัคคีย์ทั้งห้ามีอุปนิสัยวาสนาที่จะได้สดับธรรมจากโอษฐ์ก่อนผู้อื่น จึงเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันในวันเพ็ญเดือน ๘ และทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว “อันว่าหมู่มหาพรหมทั้ง ๑๘ โกฏิ มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประธานก็ประดิษฐานในโสดาปัตติผลเป็นพระเสขบุคคลในพระศาสนา อันว่าธรรมาภิสมัยคือพระโสดาก็บังเกิดแก่อเนกนิกรเทพยดา” ปัญจวัคคีย์ทูลขอบรรพชาและต่อมาก็บรรลุเป็นพระอรหันต์



(ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์)

ปริจเฉทที่ ๑๔ “ยสบรรพชาปริวรรต”

ยสกุลบุตร บุตรของคหบดีผู้หนึ่งเกิดความเบื่อหน่ายในโลกียสุข ออกจากเรือนมาในยามราตรีได้พบและสดับธรรมจากพระบรมศาสดา เกิดศรัทธาจึงขอบรรพชา ต่อมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ สหายพระยสอีก ๕๐ คนได้ทราบข่าวก็ติดตามมา ได้สดับธรรมจากพระโอษฐ์จึงขอบรรพชาและได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

ปริจเฉทที่ ๑๕ “อุรุเวลคมนปริวรรต”

พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดภัททวัคคีย์ราชกุมาร ๓๐ องค์ให้บรรพชาแล้วเสด็จไปทรงทรมานชฎิลสามพี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ให้บรรพชา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในสำนักของพระพุทธองค์

ปริจเฉทที่ ๑๖ “อัครสาวกบรรพชาปริวรรต”

กล่าวถึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชาในสำนักของพระพุทธองค์ ทรงตั้งไว้ในที่อัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย



(เสด็จประทับท่ามกลางสงฆ์สาวกและเทพยดา)

ปริจเฉทที่ ๑๗ “กปิลวัตถุคมนปริวรรต”

พระเจ้าสิริสุทโธทนะรับสั่งให้กาฬุทายีอำมาตย์ไปทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ กษัตริย์ศากยราชเตรียมการรับเสด็จ พระพุทธเจ้าเสด็จถึงพระนครประทับ ณ นิโครธาราม ทรงแสดงเรื่องมหาเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติ

ปริจเฉทที่ ๑๘ “พิมพาพิลาปปริวรรต”

พระพุทธองค์เสด็จเข้าไปในพระราชนิเวศ พระนางยโสธราพิมพาคร่ำครวญด้วยความอาลัยรัก ทรงเทศนาเรื่องจันทกินนรชาดกโปรดจนพระนางได้บรรลุโสดาปัตติผล



(เสด็จพระราชนิเวศกรุงกบิลพัสดุ์ พระนางยโสธราพิมพาสยายเกศาเช็ดพระบาทพระบรมศาสดา)

ปริจเฉทที่ ๑๙ “สักยบรรพชาปริวรรต”

พระนนทราชกุมาร พระราหุลกับพระราชกุมารอื่นๆ ในศากยวงศ์ทรงบรรพชา พระเทวทัตทำให้สงฆ์แตกกัน จนถึงธรณีสูบพระเทวทัตและพระพุทธองค์เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

ปริจเฉทที่ ๒๐ “เมตไตยพยากรณปริวรรต”

พระนางมหาปชาบดีโคตมีถวายผ้าสาฎก พระพุทธองค์ไม่ทรงรับทรงขอให้ถวายแก่พระอชิตภิกขุซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งกรุงราชคฤห์ แล้วประทานพุทธพยากรณ์ว่า พระอชิตภิกขุจะได้ตรัสรู้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคตกาล



(พระนางปชาบดีโคตมีถวายผ้าสาฎกแก่พระอชิตเถระ)

------------------------------------------------------

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2553    
Last Update : 22 สิงหาคม 2553 5:46:21 น.
Counter : 663 Pageviews.  

1  2  

sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.