Group Blog
 
All Blogs
 

โสวัต

(ชาดกนอกนิบาต)



เรื่องโสวัตหรือโสวัตนางประทุม เป็นนิทานโบราณที่ได้รับคามนิยมในสังคมไทยสมัยอยุธยาสืบมาถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น กวีไทยในอดีตนำเรื่องนี้มาประพันธ์เป็นบทละคร บทสำหรับเล่นหุ่นและคำกาพย์หรือกลอนสวด แม้เรื่องดังกล่าวจะไม่ปรากฏในปัญญาสชาดก แต่ในเอกสารสมุดไทยเรื่อง “โสวัตกลอนสวด” ระบุว่าเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ จึงจัดเป็นชาดกอีกลักษณะหนึ่ง เรื่องย่อตามที่กล่าวในกลอนสวดสรุปได้ดังนี้

พระเจ้าพรหมทัตกษัตริย์แห่งเมืองพรหมกุฎ มเหสีชื่อสุมณฑาเทวี ประสูติโอรสนามว่า โสวัตกุมาร ขณะที่กำลังทรงพระครรภ์นั้น นางม้าตัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใต้ถุนปรางค์ปราสาทก็ตั้งท้องและตกลูกเป็นม้าอาชาไนยวันเดียวกับที่โสวัติประสูติ ยังมีนางฟ้าองค์หนึ่งจุติลงมาเกิดในดอกบัวใกล้อาศรมของพระดาบสที่ปาหิมพานต์ พระดาบสพบเข้าก็นำมาเลี้ยงเป็นธิดา ให้นามตามชาติกำเนิดว่า ประทุมวดี อยู่มาจนอายุย่างเข้ารุ่นสาว วันหนึ่งนางเก็บดอกไม้ร้อยกรองเป็นพวงมาลัย เสี่ยงไปตามสายธารใกล้อาศรมทั้งอธิษฐานว่า หากใครเป็นคู่ของนางขอให้มาลัยนี้ลอยไปคล้องข้อมือผู้นั้นไว้ วันนั้นโสวัตกุมารลงสรงสนานในแม่น้ำ พวงมาลัยของนางประทุมวดีก็ลอยเข้าสวมข้อพระกรไว้ โหรทำนายว่า หากพระองค์เสด็จไปทางทิศตะวันออกจะได้เจ้าของมาลัยเป็นคู่ครอง



(โสวัตพบนางประทุมวดี)

โสวัตกุมารสั่งให้เตรียมม้าอาชาไนยคู่บารมี ครั้นเสด็จประทับ ม้าก็โผนขึ้นบนอากาศ พาเหาะไปจนถึงอาศรมของพระดาบส ขณะนั้นพระดาบสไม่อยู่ โสวัตซุ่มดูอยู่พบนางประทุมวดีกำลังไกวชิงช้า ขับลำนำถึงมาลัยที่นางเสี่ยงไปตามสายน้ำ โสวัตจึงแสดงตนว่าเป็นผู้ได้มาลัยเสี่ยงทายของนางและติดตามมาจนพบเจ้าของ ทั้งสองฝากรักกันด้วยความเสน่หา

เมื่อพระดาบสกลับมาโสวัตกุมารก็ฝากตัวเป็นศิษย์ ขอศึกษาวิชาอยู่ที่อาศรมนั้น อยู่มาพระดาบสก็จัดการอภิเษกโสวัตกับนางประทุมวดีให้ครองคู่กัน เวลาล่วงไปจนนางประทุมวดีตั้งครรภ์อ่อนๆ ฝ่ายม้าอาชาไนยท่องเที่ยวไปตามลำพังจนถึงกรุงชนบทของท้าวจิตราสูรจึงถูกพญายักษ์เจ้าเมืองจับขังไว้ในกรงเหล็ก



(พรานป่ายิงโสวัตด้วยธนูพิษและบังคับให้นางประทุมวดีเดินทางไปกับตน)

วันหนึ่งโสวัตกับนางประทุมวดีเที่ยวแสดงหาผลไม้ในป่าไปถวายพระดาบส พรานป่านายหนึ่งเที่ยวล่าสัตว์ได้เห็นรูปนางประทุมวดีเข้า ก็ใคร่จะได้นางไปถวายพระราชาของตน จึงใช้ธนูพิษลอบยิงโสวัตจนสิ้นพระชนม์ แล้วบังคับให้นางประทุมวดีเดินทางไปกับตน เวลาล่วงไป ๑๕ วัน นางประทุมวดีทำอุบายให้พรานป่าวางใจแล้วใช้มีดทำร้ายจนพรานป่าถึงแก่ความตาย

นางประทุมวดีเดินป่าตามลำพังจนถึงริมฝั่งแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง มีนายสำเภาแล่นเรือมาพบเข้า เห็นนางมีรูปโฉมงดงามก็ใคร่จะได้นางเป็นภริยา จึงบังคับให้ลงเรือไปด้วย นางทำอุบายหลอกนายสำเภาลงเรือเล็กหนีไปได้



(พระดาบสพบโสวัตถูกทำร้าย)

ฝ่ายพระดาบสคอยทั้งสองอยู่ที่อาศรมจนค่ำ เห็นผิดสังเกตก็ออกตามหา พบโสวัตถูกทำร้ายสิ้นชีพอยู่เพียงผู้เดียว จึงชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นและให้รีบติดตามนางประทุมวดีไป โสวัตได้รับความช่วยเหลือและได้ข่าวม้าอาชาไนยจากนางเงือกน้ำ กระทั่งเดินทางไปถึงกรุงชนบทของท้าวจิตราสูรและลอบได้นางพี่เลี้ยงศรีวรดีกับนางศุภลักษณ์ธิดาของท้าวจิตราสูรเป็นชายา โสวัตอยู่กับนางได้ระยะหนึ่งก็ทำอุบายจนได้ม้าอาชาไนยคืนแล้วออกติดตามหานางประทุมวดีจนพบและกลับคืนยังบ้านเมือง

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด

หมายเหตุ สำเนาภาพและบทความในเรื่อง ได้ถูกคัดลอกมาเผยแพร่ด้วยเจตนาจะมุ่งให้เห็นความประณีต วิจิตรบรรจง อันเกิดจากแรงศรัทธาในพระศาสนาของจิตรกรรุ่นบรรพชนผู้สร้าง ซึ่งสร้างตู้ลายพระธรรมรดน้ำเป็นพุทธบูชา เพื่อเก็บรักษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ผู้ประสงค์จะนำภาพหรือบทความไปใช้เชิงพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบและขออนุญาตกับเจ้าของภาพและเรื่องด้วย




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2553 7:02:53 น.  

คาวี

(ชาดกนอกนิบาต)



เรื่องคาวี ในปัญญาสชาดกเรียกว่า “พหลาคาวีชาดก” กวีไทยนำเรื่องนี้มาประพันธ์เป็นร้อยกรองหลายสำนวนเช่น เลือโคคำฉันท์ ของพระมหาราชครู บทละครเรื่องคาวี พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นต้น เรื่องย่อมีดังนี้

เสือแม่ลูกอาศัยอยู่ด้วยกันในถ้ำ วันหนึ่งแม่เสือเที่ยวหากินเพลิน ทิ้งให้ลูกอดนมอยู่ตามลำพัง ขณะนั้น มีโคแม่ลูกอ่อนเดินผ่านมา ลูกเสือจึงอ้อนวอนร้องขอกินนม ฝ่ายแม่โคก็นิ่งเสีย ลูกโคซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์คิดสงสารก็ช่วยอ้อนวอนจนแม่โคใจอ่อน ยอมให้ลูกเสือกินนมจนอิ่ม ลูกเสือสำนึกในบุญคุณก็ชวนให้โคแม่ลูกมาอยู่ในบริเวณเดียวกัน ครั้นแม่เสือกลับมาลูกเสือก็แสร้งทำเป็นน้อยใจ ตัดพ้อว่าแม่ทิ้งตนให้อดนมจนเกือบสิ้นชีวิต หากได้กินนมแม่โคจึงรอด ลูกเสือบอกแม่ขอให้โคทั้งสองหากินอยู่ในตำบลนั้นด้วย แม่เสือก็รับคำแล้วให้พาโคแม่ลูกอ่อนมาอยู่ด้วยกันและกระทำสัตย์สาบานว่า จะไม่ทำร้ายแม่โค แต่นั้นมาเสือโคแม่ลูกก็อยู่ในถ้ำเดียวกัน



(แม่เสือลอบทำร้ายแม่โค)

ฝ่ายแม่เสือนั้นมิได้มีใจสุจริตต่อโคในใจคิดหาโอกาสจะกินเสียทั้งแม่ทั้งลูก แม่โคก็ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา หากรู้ว่าแม่เสือจะไปหากินทิศใดก็หลีกเลี่ยงไปเสียอีกทางหนึ่ง วันหนึ่งแม่เสือได้โอกาสจึงฆ่าแม่โคกินเสียแล้วกลับมายังถ้ำ เมื่อแม่โคหายไปลูกโคและลูกเสือจึงพากันออกตามหา พบซากแม่โคถูกเสือกินอยู่ไม่ไกลจากถ้ำ ก็รู้ว่าแม่เสือกินแม่โคเสียแล้ว ลูกสัตว์ทั้งสองต่างโศกเศร้าและแค้นเคืองเป็นกำลัง จึงช่วยกันฆ่าแม่เสือตายในถ้ำที่อาศัย



(พระฤาษีทำพิธีชุบลูกเสือกับลูกโคให้เป็นมนุษย์ให้นามว่า พหลวิชัยและคาวี)

ลูกสัตว์ทั้งสองออกเดินทางจากถ้ำแสวงหาที่อยู่แห่งใหม่ ผ่านอาศรมของพระฤาษีไป พระฤาษีเห็นลูกเสือกับลูกโคเดินมาด้วยกันด้วยอาการรักใคร่ผิดวิสัยก็ประหลาดใจ เรียกไปถามจนได้ความทุกประการ พระฤาษีมีเมตตาจึงตั้งพิธีชุบสัตว์ทั้งสองให้เป็นมนุษย์ ลูกเสือให้นามว่า พหลวิชัยหรือหลวิชัย ส่วนลูกโคให้นามว่า คาวี แล้วสั่งสอนวิชาให้ เมื่อทั้งสองมีอายุพอสมควรแล้ว หลวิชัยกับคาวีก็ขอลาพระฤาษีไปเผชิญโชค พระฤาษีได้ชุบพระขรรค์วิเศษที่บรรจุหัวใจของหลวิชัยกับคาวีมอบให้คนละเล่ม

หลวิชัย คาวี เดินทางไปได้พักหนึ่งถึงทางแยก หลวิชัยจึงบอกกับคาวีว่า " เราแยกทางกันตรงนี้ เจ้าไปทิศเหนือ พี่ไปทิศใต้ แล้วอีกสามเดือนเรามาพบกันที่นี่ "

คาวีเดินทางไปถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ร้านรวงต่าง ๆ ยังมีข้าวของแต่ไม่มีผู้คน คาวีเข้าไปในพระราชวังก็ไม่เห็นคนสักคนเดียว จึงเข้าไปในครัวแล้วก่อไฟขึ้นเพื่อจะหุงหา อาหาร ทันใดนั้นมีกลุ่มนกอินทรียักษ์บินมาจนท้องฟ้ามืดมิด กลุ่มนกอินทรีบินจะมาจิกกิน คาวี คาวีใช้พระขรรค์ต่อสู้และฆ่านกอินทรียักษ์ตายเกือบหมด นกที่เหลือก็บินหนีไป คาวีจึงเดินสำรวจพระราชวัง เห็นกลองใบใหญ่ พอเดินเข้าไปใกล้ได้ยินเสียงหญิงสาว ร้องว่า " ช่วยเราด้วย ช่วยเราด้วย " คาวีใช้พระขรรค์กรีดหนังกลองก็พบพระราชธิดาชื่อ พระนางจันทร์สุดา คาวีจึงอภิเษกกับนางจันทร์สุดา ผู้คนที่หลบหนีไปเพราะกลัวนกก็อพยพ กลับมาอยู่ที่เมือง บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิม

วันหนึ่งพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำ ผมของนางซึ่งมีกลิ่นหอมร่วง พระนางจึงใส่ผอบลอยน้ำไป ต่อมามีคนนำผอบผมหอมไปถวายท้าวสัณนุราช ท้าวสัณนุราชก็อยากทราบว่าผม นี้เป็นของผู้ใด จึงมีประกาศป่าวร้องว่าถ้าใครรู้จักจะให้รางวัล ยายเฒ่าทัดประสาด ซึ่งเคย เป็นพี่เลี้ยงของนางจันทร์สุดาก็รีบไปเข้าเฝ้าท้าวสัณนุราช แล้วบอกว่าเป็นเส้นผมของพระ นางจันทร์สุดา ท้าวสัณนุราชจึงบอกให้ยายเฒ่าทัดประสาดหาทางนำนางมา แล้วก็ให้เงินทอง แก่ยายเฒ่าเป็นอันมาก ยายเฒ่ารีบกลับไปที่เมือง แล้วทำทีเป็นขออยู่กับพระนางจันทร์สุดา แล้วก็ยุยงพระนางว่าคาวีคงมิได้ไว้ใจพระนางจันทร์สุดาจึงได้พกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาก็มีจิตใจไหวหวั่นหลงเชื่อ จึงถามคาวีว่าทำไมคาวีจึงต้องพกพระขรรค์ติดตัว ตลอดเวลา คาวีจึงบอกความลับว่า เพราะหัวใจคาวีอยู่ที่พระขรรค์ ถ้าใครนำพระขรรค์ไปเผา ไฟ คาวีก็จะตาย ด้วยเหตุนี้จึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาเมื่อได้ ทราบเช่นนั้นก็หายแคลงใจ และได้นำความไปเล่าให้ยายเฒ่าฟัง ลืมไปว่าเรื่องนี้เป็นความ ลับยิ่ง ยายเฒ่าได้ฟังจึงเกิดความคิด และชวนให้คาวีกับพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำที่ชาย ทะเล คาวีและพระนางจันทร์สุดาถอดเครื่องทรงรวมทั้งพระขรรค์ให้ยายเฒ่าเก็บรักษา ยายเฒ่าได้ทีนำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีกำลังว่ายน้ำเล่นก็รู้สึกร้อนจึงรีบชวนนางจันทร์ สุดาว่ายกลับเข้าฝั่ง พอถึงชายหาดคาวีเห็นยายเฒ่ากำลังเผาพระขรรค์อยู่ ก็นึกโกรธที่ พระนางจันทร์สุดาไม่รักษาความลับ แต่ยังไม่ทันพูดคาวีก็ล้มลงสิ้นสติ พระนางจันทร์สุดา ตกพระทัยมากได้แต่ร่ำไห้กอดร่างคาวี ยายเฒ่าจึงรีบให้ทหารของท้าวสัณนุราชนำพระ นางจันทร์สุดาไปถวายท้าวสัณนุราช

ฝ่ายหลวิชัยเมื่อครบกำหนดวันนัดก็มาพบคาวีที่ทางแยก คอยอยู่ทั้งวันไม่เห็นคาวีมาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่เมืองพระนางจันทร์สุดา ระหว่างทางเห็นกองไฟและพระขรรค์ ของคาวีอยู่ในกองไฟก็รีบนำพระขรรค์ออกมา และพบคาวีนอนสิ้นสติก็ช่วยแก้ไขจนฟื้น เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดหลวิชัยก็ชวนคาวีไปตามพระนางจันทร์สุดาที่เมืองท้าวสัณนุราช

ที่เมืองท้าวสัณนุราชกำลังมีประกาศให้คนที่มีวิชาอาคมไปช่วยชุบท้าวสัณนุราชให้เป็นหนุ่ม เพราะพระนางจันทร์สุดาไม่ยอมรับรักท้าวสัณนุราช หลวิชัยจึงแต่งกายปลอม เป็นฤษีเข้ารับอาสาจะชุบท้าวสัณนุราชให้เป็นหนุ่ม ท้าวสัณนุราชดีใจมาก หลวิชัยจึงสั่ง ให้ขุดหลุมลึกแล้วกั้นม่านเจ็ดชั้น ที่หลุมนั้นสุมไฟไว้ หลวิชัยให้ท้าวสัณนุราชโดดลงไปที่ กองไฟนั้น ด้วยความที่อยากเป็นหนุ่ม ท้าวสัณนุราชก็กระโดดลงไปในกองไฟสิ้นชีวิต หลวิชัยก็นำคาวีออกมา ทุกคนก็เข้าใจว่าเป็นท้าวสัณนุราชชุบตัวกลายเป็นคนหนุ่มแล้ว ก็โห่ร้องดีใจ และจัดอภิเษกท้าวสัณนุราชหรือคาวีกับพระนางจันทร์สุดา ส่วนยายเฒ่าเมื่อ เห็นดังนั้นก็เกิดความกลัวรีบหลบหนีไป หลวิชัยเมื่อเห็นคาวีปลอดภัยแล้วก็ลาคาวีและ พระนางจันทร์สุดาเดินทางต่อไป คาวีและพระนางจันทร์สุดาก็อยู่ครองเมืองทั้งสองด้วย ความสุขสืบมา

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด

หมายเหตุ สำเนาภาพและบทความในเรื่อง ได้ถูกคัดลอกมาเผยแพร่ด้วยเจตนาจะมุ่งให้เห็นความประณีต วิจิตรบรรจง อันเกิดจากแรงศรัทธาในพระศาสนาของจิตรกรรุ่นบรรพชนผู้สร้าง ซึ่งสร้างตู้ลายพระธรรมรดน้ำเป็นพุทธบูชา เพื่อเก็บรักษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ผู้ประสงค์จะนำภาพหรือบทความไปใช้เชิงพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบและขออนุญาตกับเจ้าของภาพและเรื่องด้วย





 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2553 6:30:59 น.  

สังข์ทอง

(ชาดกนอกนิบาต)



เรื่องสังข์ทอง ในปัญญาสชาดกเรียกว่า “สุวัณณสังขชาดก” กวีไทยนำเรื่องดังกล่าวมาประพันธ์เป็นกาพย์กลอนหลายสำนวน ที่สำคัญได้แก่ บทละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บทละครเรื่องสังข์ทอง สำนวนครั้งกรุงเก่า และสังข์ทองกลอนสวด เป็นต้น คำประพันธ์แต่ละสำนวนมักมีรายละเอียดของเรื่องและชื่อบุคคลแตกต่างไปจากปัญญาสชาดกบ้าง ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะกวีผู้แต่งได้รับรู้เรื่องราวจากการบอกเล่าในลักษณะของนิทานพื้นบ้าน เรื่องย่อสุวัณณสังขชาดกในปัญญาสชาดกมีดังนี้

ท้าวพรหมทัตกษัตริย์แห่งเมืองพรหมนคร พระโพธิสัตว์มาอุบัติในครรภ์ของนางจันทา มหเสีฝ่ายขวา นางจำปาทอง มเหสีฝ่ายซ้ายมีใจริษยาจึงทูลยุยงให้ท้าวพรหมทัตขับไล่นางจันทาออกจากเมือง นางจันทาไปอาศัยอยู่กับตายายในป่า ครั้นครบกำหนดก็คลอดบุตรออกมาเป็นหอยสังข์ วันหนึ่งนางออกไปป่า พระโพธิสัตว์ซึ่งเร้นกายอยู่ก็ออกมาจากหอยสังข์ ช่วยกวาดบ้าน หุงข้าว เผาปลาไว้ท่าแม่ เมื่อนางจันทารู้ความจริงจึงทำลายหอยสังข์เสียและเลี้ยงดูพระสังข์ต่อมา ความล่วงรู้ไปถึงนางจำปาทอง จึงทูลยุยงให้ท้าวพรหมทัตจับนางจันทากับพระสังข์ใส่แพลอยน้ำไป

หลายวันต่อมา เกิดพายุใหญ่กระหน่ำจนแพแตก นางจันทาไปขึ้นบกได้ที่เมืองมัทราช ได้อาศัยอยู่กับธนัญชัยเศรษฐี ฝ่ายพระสังข์จมลงในท้องทะเล พระยานาคพบเข้าก็มีความเมตตา จึงเนรมิตสำเภาทองส่งพระสังข์ไปเป็นบุตรบุญธรรมของนางยักขิณีหม้ายตนหนึ่ง อยู่มาพระสังข์ทราบว่ามารดกเลี้ยงเป็นยักษ์ก็ลอบลงชุบตัวในบ่อเงินบ่อทอง แล้วลักเอาเกราะรูปทานพ พระขรรค์และเกือกทองเหาะหนีไป (บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ว่า รูปเงาะ ไม้เท้าและเกือกแก้ว) นางยักขิณีตามไปอ้อนวอนขอให้พระสังข์กลับ แต่พระสังข์ไม่ยอม นางจึงสอนทิพมนตร์สำหรับเรียกเนื้อเรียกปลาให้ พระสังข์เรียนวิชาได้แล้วก็ลาจากไป ฝ่ายนางยักขิณีคร่ำครวญอาลัยรักจนขาดใจตาย

พระสังข์เดินทางไปจนถึงเมืองพาราณสี เจ้าเมืองมีธิดาเจ็ดคน คนสุดท้องชื่อนางคันธา (บทละครพระราชนิพนธ์ว่า นางรจนา) ธิดาผู้พี่ทั้งหกนั้นมีสามีแล้ว เจ้าเมืองพาราณสีจึงให้ลูกท้าวพระยาและชายหนุ่มทั้งหลายมาประชุมกันให้นางคันธาเลือกเป็นคู่ตามใจชอบ แต่นางไม่เลือกใคร เจ้าเมืองทราบว่ามีชายรูปร่างอัปลักษณ์ผู้หนึ่ง จึงแกล้วประชดให้ไปนำตัวเข้ามายังที่ธิดาเลือกคู่ด้วย นางคันธาเสี่ยงพวงมาลัยทิ้งไปในอากาศพวงมาลัยก็ลอยไปสวมข้อมือพระสังข์ในรูปชายอัปลักษณ์ เจ้าเมืองจึงขับไล่ให้ทั้งสองไปอยู่นอกเมือง



(หกเขยเฝ้าท้าวพรหมทัตหาอุบายกลั่นแกล้งพระสังข์)

พระเจ้าพาราณสีกับเขยใหญ่ทั้งหก ต่างคิดจะกลั่นแกล้งหาหนทางกำจัดพระสังข์ จึงคิดอุบายให้เขยทั้งหกไปหาเนื้อ ใครหาไม่ได้ต้องรับโทษถึงตาย พระสังข์ก็ถอดรูปทานพออกเหาะไปคอยท่าหกเขยในป่าแล้วร่ายมนตร์เรียกฝูงเนื้อมารวมไว้ ฝ่ายหกเขยหาเนื้อทั้งวันก็ยังไม่ได้ จนไปพบพระสังข์ ก็เข้าใจว่าเป็นเทวดาจึงเข้าไปขอเนื้อ พระสังข์ขอให้ตัดจมูกแลกกับเนื้อตายไปคนละตัว แล้วตนก็คืนรูปทานพจูงเนื้อเป็นๆ ไปถวายเจ้าเมือง เจ้าเมืองไม่รู้จะทำประการใดก็นิ่งอยู่ จึงออกอุบายให้เขยทั้งเจ็ด ไปหาสุกรมาอีก (บทละครพระราชนิพนธ์ว่า ให้ไปหาปลา) พระสังข์ก็ทำดุจครั้งก่อน คราวนี้ให้หกเขยตัดนิ้วมือแลก เจ้าเมืองพาราณสีก็จนปัญญา ไม่ทราบว่าจะจัดการกับพระสังข์อย่างไร



(หกเขยทูลขอเนื้อจากพระสังข์)



(หกเขยทูลขอปลาจากพระสังข์)

พระอินทร์เห็นว่าพระสังข์ควรจะต้องเปิดเผยความจริง จึงลงมาตั้งปัญหาถามเจ้าเมืองพาราณสีโดยมีกติกาว่า เมื่อจะแก้ปัญหาต้องเหาะตีคลีไปด้วยในที่สุดพระสังข์ก็ต้องถอดรูปและตีคลีแก้ปัญหากับพระอินทร์ได้สำเร็จ เจ้าเมืองพาราณสีก็อภิเษกยกราชสมบัติให้พระสังข์ครอบครอง พระสังข์เที่ยวติดตามหามารดาจนพบ ท้าวพรหมทัตรู้ข่าวจึงทูลเชิญพระสังข์กับมารดากลับคืนยังบ้านเมือง

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด

หมายเหตุ สำเนาภาพและบทความในเรื่อง ได้ถูกคัดลอกมาเผยแพร่ด้วยเจตนาจะมุ่งให้เห็นความประณีต วิจิตรบรรจง อันเกิดจากแรงศรัทธาในพระศาสนาของจิตรกรรุ่นบรรพชนผู้สร้าง ซึ่งสร้างตู้ลายพระธรรมรดน้ำเป็นพุทธบูชา เพื่อเก็บรักษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ผู้ประสงค์จะนำภาพหรือบทความไปใช้เชิงพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบและขออนุญาตกับเจ้าของภาพและเรื่องด้วย




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2553 6:10:57 น.  

มหาเวสสันดรชาดก - ทานบารมี



เรื่องมหาเวสสันดรชาดกในนิบาตชาดกประกอบด้วยจำนวนคาถามากถึง ๑,๐๐๐ บท จึงเรียกเรื่องนี้ในภาคที่เป็นคาถาภาษาบาลีว่า “คาถาพัน” นับเป็นชาดกที่สังคมไทยให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นๆ ถือเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่หรือ “มหาชาติ” หลังจากที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรแล้ว ได้อุบัติเป็นท้าวสันดุสิตเทวราชในสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นพระชาติสุดท้าย ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

มูลเหตุที่พระพุทธเจ้าจะตรัสเทศนาชาดกเรื่องนี้คือ ครั้งหนึ่งหลังจากที่ทรงประดิษฐานศาสนามั่นคงแล้ว พระบรมศาสดาได้เสด็จไปโปรดพระประยูรญาติยังกรุงกบิลพัสดุ์ ประทับที่นิโครธาราม พระญาติทั้งหลายพากันมาเฝ้า ครั้งนั้นบันดาลให้เกิดฝนโบกขรพรรษตกลง “ชนเหล่าใดใคร่ให้เปียก ชนเหล่านั้นก็เปียก ฝนนั้นไม่ตกต้องกายชนผู้ไม่ใคร่ให้เปียกแม้หยาดเดียว” ยังให้เกิดความอัศจรรย์ใจแก่หมู่มหาชนที่ประชุมอยู่พระบรมศาสดามีพุทธดำรัสว่าฝนโบกขพรรษเช่นนี้เคยมีมาแล้วในกาลก่อน ภิกษุทั้งหลายจึงทูลขอให้ทรงแสดงอดีตนิทาน ความโดยสังเขปมีดังนี้

พระเจ้ากิกิราชมีพระราชธิดาองค์เล็กทรงพระนามว่าสุธรรมา พระนางมีพระทัยฝักใฝ่ในการกุศล ครั้นสิ้นอายุขัยก็ได้ไปอุบัติในเทวโลกมีนามว่าผุสดี และได้เป็นชายาของท้าวสักกเทวราช อยู่มาถึงกาลที่นางจะต้องจุติจากสวรรค์มาลงมาเกิดยังโลกมนุษย์ ท้าวสักกเทวราชจึงประทานพร ๑๐ ประการให้ พรที่สำคัญคือ ขอให้พระนางมีพระราชโอรสที่กอปรด้วยความเมตตากรุณา บริจาคทานอยู่เป็นนิตย์ จากนั้นพระนางได้เกิดเป็นมเหสีของพระเจ้าสญชัย กษัตริย์แห่งกรุงเชตุดร แคว้นสีพี อยู่มาก็ประสูติพระราชโอรสนามว่า “เวสสันดร” ในวันประสูตินั้นเอง บังเกิดช้างเผือกคู่บารมีนามว่าปัจจัยนาคหรือปัจจัยนาเคนทร์ พระราชกุมารทรงยินดีในการบริจาคทาน ยิ่งทรงจำเริญวัยขึ้นก็ทรงบริจาคมากขึ้นเป็นลำดับ พระเวสสันดรได้อภิเษกกับพระนางมัทรี ราชธิดาของกษัตริย์แคว้นมัทราชมีพระโอรสนามว่าชาลี และพระธิดานามว่ากัณหา

ครั้งหนึ่งในนครกาลิงครัฐ เกิดฝนแล้ง ราษฎร์ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงพากันไปร้องทุกข์ต่อพระเจ้ากาลิงคราช ขอให้แต่งพราหมณ์ไปขอพระราชทานช้างปัจจัยนาคจากพระเวสสันดร เพราะช้างนั้นเป็นช้างมงคล อยู่ในบ้านเมืองใดก็จะนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่บ้านเมืองนั้น พระเจ้ากาลิงคราชจึงแต่งพราหมณ์ ๘ คนให้เดินทางยังกรุงเชตุดร ครั้นถึงก็คอยอยู่ที่โรงทานในพระนคร ครั้นพระเวสสันดรทรงช้างปัจจัยนาคเสด็จไปบริจาคทานก็ทูลขอและได้รับพระราชทานดังประสงค์ จึงนำช้างนั้นรีบเดินทางกลับไปยังนครกาลิงครัฐ



(พราหมณ์ชาวกาลิงครัฐทูลขอพระราชทานช้างปัจจัยนาคจากพระเวสสันดร)

ชาวเมืองต่างพากันโกรธแค้นที่พระเวสสันดรพระราชทานช้างสำคัญแก่เมืองอื่น พากันกราบทูลกล่าวโทษต่อพระเจ้ากรุงสญชัย ขอให้เนรเทศพระเวสสันดรไปเสียจากพระนคร พระเจ้ากรุงสญชัยจำพระทัยต้องอนุโลมตามมติมหาชน พระนางมัทรีพร้อมทั้งพระโอรสชาลีและพระธิดากัณหาขอตามเสด็จด้วยพระเวสสันดรก่อนออกจากพระนครทรงบริจาค “สัตตสดกมหาทาน” คือการให้ทานสิ่งของ ๗ สิ่ง สิ่งละ ๗๐๐



(พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระโอรสชาลี และพระธิดากัณหา เสด็จดำเนินจากพระนคร (กัณฑ์วนประเวศน์))

ทั้ง ๔ พระองค์เสด็จไปยังเขาวงกต ระหว่างทางผ่านบ้านเมืองต่างๆ กษัตริย์แต่ละนครต่างทูลชักชวนขอให้ประทับอยู่ในเมืองนั้นแต่พระองค์ทรงปฏิเสธ เมื่อเสด็จถึงแคว้นเจตรัฐต้นทางที่จะไปยังเขาวงกต พระเจ้าเจตราชได้ตั้งให้พรานเจตบุตรเป็นผู้ถวายอารักขาคอยระวังตรวจตรามิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปรบกวนพระเวสสันดร ท้าวสักกเทวราชมีเทวบัญชาให้พระวิษณุกรรมไปเนรมิตบรรณศาลา ๒ หลังไว้ใกล้สระโบกขรณี ที่เขาวงกต จารึกอักษรกำกับว่า “ผู้ใดปรารถนาจะบรรพชา ผู้นั้นจงถือเอาบริขารเหล่านี้เถิด” พระเวสสันดรกับพระนางมัทรีก็ผนวชเป็นดาบส บำเพ็ญพรตภาวนาอยู่ ณ อาศรมนั้น

กล่าวถึงพราหมณ์ชรา อาชีพขอทานมีนามว่า ชูชก อาศัยอยู่บ้านทุนวิฏฐ์ ติดเนื่องกับเมืองกาลิงครัฐ เที่ยวขอทานได้ก็นำเงินไปฝากเพื่อนพราหมณ์สามีภรรยาไว้ พราหมณ์ทั้งสองนำเงินที่ฝากไว้ไปใช้จ่ายจนหมดจึงยกธิดาสาวชื่อ อมิตดาเป็นกุลสตรี ปรนนิบัติสามีเฒ่าโดยปราศจากความรังเกียจ จนเป็นที่ริษยาของเพื่อนบ้าน ก็พากันกลั่นแกล้งจนนางอมิตดาคับแค้นใจ จึงให้ชูชกเดินทางไปทูลขอพระโอรสชาลีกับพระธิดากัณหาจากพระเวสสันดร ให้มาเป็นทาสรับใช้



(ชูชกทูลขอพระราชทานสองกุมารจากพระเวสสันดร (กัณฑ์กุมาร))

ระหว่างทางชูชกได้พบกับพรานเจตบุตรผู้รักษาต้นทางไปยังเขาวงกต ชูชกลวงว่าตนเป็นทูตนำพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงสญชัยไปถวายพระเวสสันดร พรานเจตบุตรหลงเชื่อจึงยอมให้ผ่านเข้าไป ชูชกเดินทางต่อไปจนพบพระอัจจุตฤาษีก็ลวงด้วยวิธีเดียวกัน ครั้นถึงเขาวงกตชูชกคอยโอกาสจนพระนางมัทรีเสด็จไปหาผลไม้ในป่า จึงเข้าไปเฝ้าพระเวสสันดรและทูลขอพระราชทานสองกุมาร พระเวสสันดรทรงยินดีพระราชทาน แต่ขอให้เลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้ เพื่อให้สองกุมารได้ลาพระมารดาเสียก่อน ชูชกไม่ยอมจะขอรับและเดินทางทันที พระเวสสันดรทรงกำหนดค่าตัวของสองกุมารไว้ว่า ถ้าประสงค์จะพ้นจากความเป็นทาสของชูชกต้องไถ่ด้วยทรัพย์สินมีค่า คือ ค่าตัวพระโอรสชาลี ทองคำ ๑๐๐๐ ลิ่ม ส่วนค่าตัวของพระธิดากัณหาประกอบด้วย ทาสชาย ทาสหญิง ช้าง ม้าและโคอุสุภราชอย่างละ ๑๐๐ กับทองคำ ๑๐๐ ลิ่ม



(พระเวสสันดรตรัสเรียกสองกุมารขึ้นจากสระโบกขรณี)

ขณะที่ชูชกกำลังทูลขออยู่นั้นสองกุมารได้ยินจึงพากันหนีไปซ่อนในสระโบกขรณี “เอาวารีมาบังองค์ เอาใบบุษบงมาบังเกศ” ครั้นชูชกไม่เห็นสองกุมารก็เจรจาจ้วงจาบตัดพ้อพระเวสสันดรว่า ไม่รักษาวาจาสัตย์ พระโพธิสัตว์จึงออกติดตามจนพบพระโอรสชาลีและพระธิดากัณหา ทรงปลอบประโลมจนสองพระกุมารยอมปฏิบัติตามที่พระราชบิดามีพระประสงค์



(พระเวสสันดรทรงหลั่งทักษิโณทกพระราชทาน พระราชโอรสและพระราชธิดาให้แก่ชูชก)

เมื่อชูชกได้รับพระราชทานสองกุมารแล้วก็รีบเดินทางกลับ ระหว่างทางก็กระทำทารุณกรรมด้วยประการต่างๆ ฝ่ายนางมัทรีนั้นเกิดลางสังหรณ์ในพระทัยจึงรีบเสด็จกลับเทพยดาเนรมิตกายเป็น ๓ สัตว์ ขวางหนทางพระดำเนินไว้จนถึงเวลาค่ำ เพราะประสงค์จะช่วยให้พระเวสสันดรทรงบริจาคทานอันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จดังตั้งพระทัย



(เทพยดาเนรมิตเป็น ๓ สัตว์ ขวางทางเสด็จพระนางมัทรี (กัณฑ์มัทรี))

พระนางมัทรีกลับถึงอาศรมไม่พบพระราชโอรสก็ทรงโศกเศร้าเสียพระทัยจนสลบไป ครั้นฟื้นขึ้นพระเวสสันดรทรงอธิบายด้วยเหตุผลต่างๆ พระนางจึงค่อยคลายจากความโศกและทรงอนุโมทนาในมหาทานที่พระเวสสันดรทรงบริจาค ท้าวสักกเทวราชทราบว่า พระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแก่ชูชกไปแล้ว เกรงว่าต่อไปจะมีคนชั่วช้า เข้าไปทูลขอพระราชทานพระนางมัทรีอีก จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศยิ่งนัก ท้าวสักกเทวราชจึงเนรมิตกายเป็นพราหมณ์เฒ่า เข้าไปทูลขอพระราชทานพระนางมัทรี พระโพธิสัตว์มีพระทัยยินดีในทานก็พระราชทานให้ตามประสงค์ ท้าวสักกเทวราชจึงปรากฏพระองค์ขึ้นแล้วถวายพระนางมัทรีคืน ทั้งประสาทพร ๘ ประการ ตามที่พระเวสสันดรทรงปรารถนา พรข้อที่สำคัญได้แก่ ขอให้พระองค์ได้เสด็จกลับคืนพระนครเชตุดร ขอให้พระองค์ทรงเป็นผู้ปลดเปลื้องความทุกข์ของราษฎร์ ขอให้พระองค์มีพระราชทรัพย์พอเพียงที่จะบริจาคทานและขอให้พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า



(ท้าวสักกเทวราชเนรมิตเป็นพราหมณ์มาทูลขอพระราชทานพระนางมัทรี (กัณฑ์สักกบรรพ))

ชูชกพาสองกุมารหลงทาง ผ่านไปถึงหน้าพระที่นั่งพระนครเชตุดร ขณะที่พระเจ้ากรุงสญชัยกำลังว่าราชการอยู่ท่ามกลางหมู่อำมาตย์ ทอดพระเนตรเห็นสองกุมารมีรูปร่างคล้ายพระราชนัดดา ครั้นตรัสให้สอบถามดูก็ทรงทราบความเป็นมา จึงให้นำทรัพย์สินไปไถ่ตัวพระราชนัดดาตามพิกัดที่พระเวสสันดร ทรงกำหนดไว้ ชูชกระเริงอยู่ในความสุขเกินประมาณจนถึงแก่ความตาย พระเจ้ากรุงสญชัยทรงจัดการสมโภชพระราชนัดดาอย่างเอิกเกริก ต่อมาชาลีกุมารก็กราบทูลสมเด็จพระอัยกาขอให้เสด็จไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับคืนบ้านเมือง



(พระเจ้ากรุงสญชัยเสด็จไปรับพระเวสสันดร)



(กษัตริย์ทั้งหกพระองค์ พบกันที่เขาวงกต ต่างตื้นตันในพระทัยจนสิ้นสมประดี (กัณฑ์ฉกษัตริย์))

เมื่อกษัตริย์ทั้งหกพระองค์ คือ พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดี พระโอรสชาลีและพระธิดากัณหาได้พบกันที่เขาวงกต ต่างองค์ก็ทรงตื้นตันพระทัยจนทรงสิ้นสมประดีไปพร้อมกัน บรรดาข้าราชบริพารที่ตามเสด็จทั้งหมดต่างก็พากันสิ้นสติ ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราชทรงบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลง กษัตริย์ทั้งหกพระองค์และไพร่พลจึงฟื้นขึ้น เหล่าเสนามาตย์ก็ทูลอ้อนวอนให้พระเวสสันดร ทรงลาผนวชกลับไปปกครองบ้านเมือง



(เมื่อเสด็จกลับพระนครแล้ว พระเวสสันดรทรงบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ ภาพนี้เจ้าพนักงานกำลังโปรยทานจากต้นกรรมพฤกษ์ หน้าพระที่นั่ง (กัณฑ์นครกัณฑ์))

วันที่พระเวสสันดรเสด็จกลับจากเขาวงกตถึงพระนครเชตุดรนั้น ทรงปริวิตกว่าวันรุ่งขึ้นจะไม่มีพระราชทรัพย์เพียงพอสำหรับการบริจาคทาน ท้าวสักกเทวราชจึงบันดาลให้ห่าฝนแก้ว ๗ ประการตกลงมาเต็มบริเวณพระราชนิเวศ “ทรงบำเพ็ญทานวัตรตลอดพระชนมายุ ครั้นสวรรคตแล้วก็อุบัติในดุสิตพิภพ”

เมื่อพระบรมศาสดาทรงแสดงเรื่องมหาเวสสันดรจบแล้ว ตรัสประชุมชาดกในเบื้องปลายว่า ชูชกพราหมณ์กลับชาติเป็นพระเทวทัต นางอมิตดาเป็นนางจิญจามาณวิกา พรานเจตบุตรเป็นพระฉันนะ ท้าวสักกเทวราชเป็นพระอนุรุทธ พระเจ้ากรุงสญชัยเป็นพระเจ้าสุทโธทนะ พระนางผุสดีเป็นพระนางสิริมหามายา พระนางมัทรีเป็นพระนางพิมพา ชาลีกุมารเป็นพระราหุล กัณหากุมารีเป็นนางอุบลวัณณา และพระเวสสันดรคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด

หมายเหตุ สำเนาภาพและบทความในเรื่อง ได้ถูกคัดลอกมาเผยแพร่ด้วยเจตนาจะมุ่งให้เห็นความประณีต วิจิตรบรรจง อันเกิดจากแรงศรัทธาในพระศาสนาของจิตรกรรุ่นบรรพชนผู้สร้าง ซึ่งสร้างตู้ลายพระธรรมรดน้ำเป็นพุทธบูชา เพื่อเก็บรักษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ผู้ประสงค์จะนำภาพหรือบทความไปใช้เชิงพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบและขออนุญาตกับเจ้าของภาพและเรื่องด้วย




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 6:32:25 น.  

วิธุรชาดก - สัจจบารมี



เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร พระนครสาวัตถี วันหนึ่งภิกษุสาวกประชุมสนทนากันถึงพระปัญญาบารมี พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยทิพโสตญาณจึงเสด็จมายังโรงธรรมสภาพ ตรัสปรารถถึงครั้งเมื่อเสวยพระชาติเป็น “วิธุรบัณฑิต” เทศนาธรรมโปรดปุณณกยักษ์จนละมิจฉาทิฐิ ภิกษุทั้งนั้นจึงกราบทูลขอให้ทรงแสดงเรื่องในหนหลัง ความโดยสังเขปมีดังนี้

ครั้งหนึ่งพระเจ้าธนัญชัยโกรพราชเสวยราชสมบัติในกรุงอินทปัต แคว้นกุรุ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น “วิธุรบัณฑิต” ราชเสวกผู้ถวายคำสอนอรรถธรรมแก่พระราชา พระเจ้าธนัญชัยโกรพราชนั้นโปรดทรงสกาเป็นนิตย์ แต่ก็ทรงตั้งอยู่ในโอวาทของวิธุรบัณฑิตด้วยความเคารพยิ่ง พระองค์ทรงบริจาคทานรักษาศีลอยู่มิได้ขาด ทรงมีพระสหายร่วมปฏิบัติและสนทนาธรรมอีก ๓ พระองค์คือ ท้าวสักกเทวราช พระยาครุฑและพระยาวรุณนาคราช ทั้ง ๔ พระองค์จะเสด็จมารักษาศีลในพระราชอุทยานกรุงอินทปัตอยู่เสมอ วันหนึ่งทรงสนทนากันว่าศีลที่ทั้ง ๔ พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่นั้นใครจะประเสริฐกว่ากัน ต่างองค์ก็สรรเสริญว่าศีลของตนประเสริฐกว่าพระสหายอื่น พระเจ้าธนัญชัยโกรพราชจึงเชิญวิธุรบัณฑิตมาเป็นผู้วินิจฉัย พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าสิ่งที่นรชนควรยึดถือเป็นศีลประเสริฐสุดคือ ความสงบ ทำให้ทั้ง ๔ พระองค์ทรงพอพระทัย จึงพระราชทานรางวัลอันมีค่าแก่วิธุรบัณฑิตแล้วเสด็จกลับที่อยู่

พระยาวรุณนาคราชเสด็จกลับไปถึงนาคพิภพแล้วก็ตรัสเล่าแก่พระนางวิมาลาผู้เป็นมเหสีถึงความมีปัญญาและภูมิธรรมของวิธุรบัณฑิต พระนางใคร่จะทรงสดับธรรมจากพระโพธิสัตว์บ้างจึงทำอุบายเป็นประชวร และทูลพระราชสามีว่ายาที่จะรักษาพระโรคให้หายขาดได้มีเพียงหัวใจของวิธุรบัณฑิตเท่านั้น ท้าววรุณนาคราชทรงจนพระทัย เพราะวิธุรบัณฑิตนั้นเป็นที่เคารพหวงแหนของพระเจ้าธนัญชัยโกรพราชยิ่งนัก พระนางวิมาลาก็แสร้งทำเป็นประชวรหนักลง ฝ่ายนางอิรันทตีผู้เป็นพระราชธิดาเห็นดังนั้นก็ทูลอาสาจะไปแสวงหาสามีผู้สามารถนำดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตมาถวายให้จงได้ นางทูลลาพระบิดาพระมารดาขึ้นมาสู่ป่าหิมพานต์ ขับร้องและฟ้อนรำอยู่ในรมณียสถานแห่งหนึ่ง ขณะนั้นปุณณกยักษ์ผู้เป็นนัดดาของท้าวเวสสุวัณมาพบนางเข้าก็เกิดความเสน่หา จึงรับอาสาว่าจะไปนำดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตมาให้นาง



(ปุณณกยักษ์แปลงเป็นกัจจายมาณพ ท้าพระเจ้าธนัญชัยโกรพราชพนันสกา)

ปุณณกยักษ์แปลงรูปเป็นมนุษย์ชื่อกัจจายนมาณพ ขึ้นหลังม้าอาชาไนยไปยังนครอินทปัตพร้อมด้วยดวงแก้วมณี “มโนหระ” อันเป็นของวิเศษ กราบทูลท้าทายเล่นสกาพนันกับพระเจ้าธนัญชัยโกรพราช โดยเสนอเอาดวงแก้วมณีกับม้ามโนมัยเป็นเดิมพัน พระเจ้าธนัญชัยโกรพราชมีพระประสงค์จะได้ดวงแก้วมณีก็ทรงยอมเดิมพันด้วยทุกอย่างยกเว้นราชสมบัติ พระมเหสีกับพระองค์เอง ในที่สุดก็ทรงพ่ายแพ้ กัจจายนมาณพจึงทูลของวิธุรบัณฑิต แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ ทรงให้เหตุผลว่า “พระวิธุรบัณฑิตนั้นชื่อว่าเป็นตัวเรา (เราได้พูดแล้วว่ายกตัวของเรา เศวตฉัตรแลพระอัครมเหสี นอกจากนี้เราให้แก่ท่าน เพราะเหตุนั้นท่านจะเอาวิธุรบัณฑิตนั้นไปไม่ได้ อนึ่งพระวิธุรบัณฑิตนั้นไม่เพียงแต่เป็นตัวของเราอย่างเดียว) ทั้งเป็นที่พึ่ง เป็นคติ เป็นเกาะ เป็นทีเร้น และเป็นที่ไปในเบื้องหน้าของเราโดยแท้จริง ท่านไม่ควรเปรียบพระวิธุรบัณฑิตกับด้วยทรัพย์ของเรา เพราะพระวิธุรบัณฑิตเท่ากับชีวิตของเรา คือเป็นตัวของเราเอง”



(ปุณณกยักษ์บังคับวิธุรบัณฑิตให้เกาะหางม้าพาเหาะไป ข้างหน้าเป็นตอนปุณณกยักษ์พบนางอิรันตี)

กัจจายนมาณพจึงให้เรียกวิธุรบัณฑิตมาตัดสินข้อขัดแย้ง พระโพธิสัตว์ก็ทูลด้วยความเที่ยงธรรม ยอมตัวเป็นทาสและเดินทางไปกับกัจจยนมาณพ ท่ามกลางความเศร้าโศกของบุตรภรรยาและพระเจ้าธนัญชัยโกรพราช ระหว่างทางปุณณกยักษ์พยายามประหารพระโพธิสัตว์ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ให้เกาะหางม้าอาชาไนยพาเหาะไปในท่ามกลางต้นไม้และภูเขา แต่ด้วยอำนาจแห่งอธิษฐานบารมีทำให้วิธุรบัณฑิตรอดพ้นจากอันตราย



(ปุณณกยักษ์พยายามประหารวิธุรบัณฑิตด้วยวิธีต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ)

ปุณณกยักษ์นำพระวิธุรบัณฑิตเดินทางไปถึงเขากาฬคีรี “... ก็ปุณณกยักษ์ยืนอยู่บนยอดบรรพตนั้นเอง ขว้างพระมหาสัตว์ลงไปที่พื้นแผ่นดิน ครั้งแรกพระมหาสัตว์ตกลงไปไกลประมาณ ๑๕ โยชน์ แล้วยื่นมือออกไปจับเท้าทั้งสองของพระมหาสัตว์ ยกขึ้นให้มีศีรษะลงเบื้องต่ำ มองดูหน้าทราบว่ายังไม่ตาย ......... จึงยื่นมือออกไปจับเท้าพระมหาสัตว์ ยกขึ้นมองดูหน้า” เมื่อได้สนทนากัน พระโพธิสัตว์ก็ทราบความประสงค์ของปุณณกยักษ์ ทรงพิจารณาเห็นว่า พระนางวิมาลาต้องการพบและสดับธรรมจากพระองค์ จึงแสดงโวหารให้ปุณณกยักษ์บรรเทาความลุ่มหลงในมารยาสตรี เปรียบเทียบให้เห็นถึงผลของความดีและความชั่ว กระทั่งปุณณกยักษ์เกิดความเลื่อมใสใคร่ที่จะได้สดับกระแสธรรม จึงเนรมิตทิพอาสนะอาราธนาพระโพธิสัตว์แสดง “สาธุนรธรรม ๔ ประการ” ปุณณกยักษ์สำนึกตนว่าไม่ควรทำร้ายบัณฑิตผู้เป็นมิตรอันประเสริฐและจะนำพระโพธิสัตว์ไปส่งยังพระนครอินทปัต แต่พระโพธิสัตว์ขอให้นำพระองค์ไปเฝ้าท้าววิรุณนาคราชกับพระนางวิมาลายังนาคพิภพก่อน



(วิธุรบัณฑิตแสดงธรรมโปรดปุณณกยักษ์)

วิธุรบัณฑิตได้แสดงธรรมสั่งสอนท้าววรุณนาคราชและพระนางวิมาลาให้ทรงตั้งอยู่ในราชธรรม สมาทานศีลและบริจาคทาน ข้อธรรมต่างๆ เป็นที่พอพระทัยของทั้ง ๒ พระองค์ ต่อมาได้ประทานนางอิรันทตีให้แก่ปุณณกยักษ์ ฝ่ายปุณณกยักษ์ก็ได้ถวายดวงแก้วมณีมโหระแก่พระโพธิสัตว์แล้วนำกลับมาส่ง เมื่อถึงพระนครอินทปัตแล้ววิธุรบัณฑิตก็นำดวงแก้วนั้นถวายแก่พระเจ้าธนัญชัยโกรพราช

ครั้นพระบรมศาสดาทรงแสดงเรื่องวิธุรบัณฑิตจบแล้ว ตรัสประชุมชาดกว่าพระนางวิมาลาได้กลับชาติเป็นนางภิกษุณีอุบลวัณณา พระยาวรุณนาคราชเป็นพระสารีบุตร พระเจ้าธนัญชัยโกรพราชเป็นพระอานนท์ ปุณณกยักษ์เป็นพระฉันนะ ม้าอาชาไนยเป็นม้ากัณฐกะ และวิธุรบัณฑิตคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่มา ภาพและเรื่องสำเนาและคัดลอกจากหนังสือชาดกและพุทธประวัติจากตู้ลายรดน้ำ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
โดย คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
พิมพ์ที่ บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด

หมายเหตุ สำเนาภาพและบทความในเรื่อง ได้ถูกคัดลอกมาเผยแพร่ด้วยเจตนาจะมุ่งให้เห็นความประณีต วิจิตรบรรจง อันเกิดจากแรงศรัทธาในพระศาสนาของจิตรกรรุ่นบรรพชนผู้สร้าง ซึ่งสร้างตู้ลายพระธรรมรดน้ำเป็นพุทธบูชา เพื่อเก็บรักษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ผู้ประสงค์จะนำภาพหรือบทความไปใช้เชิงพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบและขออนุญาตกับเจ้าของภาพและเรื่องด้วย




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2553    
Last Update : 27 มิถุนายน 2553 6:49:47 น.  

1  2  3  
sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.