Group Blog
 
All Blogs
 
๒๘. ประโยชน์ปัจจุบัน



หลักพระพุทธศาสนา

๒๘. ประโยชน์ปัจจุบัน

ประโยชน์ปัจจุบัน


สิ่งที่ต้องการได้มาเกื้อกูลให้เกิดสุข เรียกว่าประโยชน์ ประโยชน์สำหรับเวลาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเรียกว่าประโยชน์ปัจจุบัน (จากศัพท์ ทิฏฐธัมมิกัตถะ อัตถะที่เป็นไปในปัจจุบัน คำว่าอัตถะ แปลว่า สิ่งที่จำต้องการเพราะเป็นสิ่งจำเป็น แต่นิยมแปลกันว่า ประโยชน์) คนจำต้องการสิ่งใดๆ มาเกื้อกูลจึงอาจดำรงชีวิตให้เป็นสุขและตั้งตนได้โดยชอบ สิ่งนั้นๆ เป็นประโยชน์ทุกอย่าง มีเป็นต้นว่า

(๑) ทรัพย์ ชีวิตร่างกายของทุกคนดำรงอยู่ได้ด้วยอาศัยได้เครื่องอุปโภคบริโภคหรือของกินของใช้มาเป็นปัจจัย (เครื่องอาศัย) เกื้อกูลทะนุบำรุง ของกินของใช้เหล่านี้รวมเรียกว่าโภคทรัพย์ (ทรัพย์ แปลตามศัพท์ว่าของที่ใช้ได้ โภคทรัพย์ คือของที่ใช้สำหรับกิน) เป็นประโยชน์ที่ต้องการอย่างหนึ่ง จำเป็นแก่ชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เครื่องประดับตกแต่งเรียกว่า อติเรกทรัพย์ แต่ที่เกินต้องการไม่จัดว่าเป็นประโยชน์ ทองเงินตราหรือสิ่งที่ใช้แทนเรียกว่า ธนทรัพย์ มีไว้สำหรับใช้ซื้อหาของกินของใช้เป็นต้น จึงกลายเป็นประโยชน์ขึ้นทรัพย์เหล่านี้ โภคทรัพย์เป็นสิ่งจำเป็นโดยตรง ทุกอย่างเป็นของต้องกินต้องใช้ จึงหมดสิ้นไปได้ จึงต้องแสวงหาอยู่เสมอ การแสวงหาเป็นการงานอย่างหนึ่งเรียกว่าอาชีพ เพราะเป็นวิธีเลี้ยงชีวิต การอาชีพก็มีหลายอย่าง เป็นอาชีพในทางผิดอันเรียกว่ามิจฉาชีพก็มี เป็นอาชีพในทางชอบที่เรียกว่าสัมมาอาชีพก็มี พระพุทธเจ้าทรงสอนให้แสวงหาทรัพย์ด้วยสัมมาอาชีพ

(๒) ศิลปวิทยา การแสวงหาทรัพย์ โดยปกติต้องอาศัยศิลปวิทยาอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจำต้องศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ในศิลปวิทยาต่างๆ ความรู้ศิลปวิทยาเป็นเหตุให้เกิดสมรรถภาพในธุรกิจ เป็นแสงสว่างให้รู้ทางของธุรกิจนั้นๆ เมื่อรู้ช่ำชองแม้อย่างหนึ่งก็ให้สำเร็จประโยชน์ได้ สมด้วยภาษิตในชาดกบทหนึ่งว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลป แม้เช่นใดเช่นหนึ่ง ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้”

(๓) ยศ ผู้มีศิลปวิทยาอันศึกษาดีแล้ว ทำการงานอันเป็นหน้าที่ดี ย่อมเลื่อนฐานะให้สูงขึ้นโดยลำดับ ย่อมได้ความเป็นใหญ่ในการงาน บริวารคือผู้นิยมนับถือและเกียรติคือชื่อเสียงก็ตามมา เหล่านี้เป็นยศแต่ละอย่าง ยศนี้ที่เป็นภายนอกเนื่องจากได้รับแต่งตั้งยกย่อง แต่ก็ต้องสืบเนื่องมาจากหลักภายในของตน พระพุทธเจ้าทรงนิยมให้มียศคือความเป็นใหญ่เหนือความชั่ว สามารถบังคับตนให้ดีได้

(๔) ไมตรี การประกอบอาชีพเป็นต้น โดยปกติย่อมเนื่องด้วยหมู่คณะและถ้อยทีอาศัยซึ่งกันและกัน จึงจำต้องมีการปลูกไมตรีผูกมิตรไว้ในคนดีๆ ด้วยกันทั้งหลาย เมื่อมีไมตรีมีมิตรก็ชื่อว่ามีผู้สนับสนุน ทำให้ได้รับความสะดวกในกิจที่พึงทำ ผู้ขาดไมตรีขาดมิตรก็เท่ากับขาดผู้สนับสนุน แม้จะมีทรัพย์มีความรู้สามารถแต่ก็คับแคบเหมือนอย่างมีแต่ตนผู้เดียว ยากที่จะได้รับความสะดวกในกิจการ อย่าว่าแต่บุคคลต่อบุคคลเลย แม้ประเทศต่อประเทศก็จำต้องมีไมตรีต่อกัน

(๕) ผาสุก แต่การประกอบการงานทุกอย่าง แม้ในการศึกษาเล่าเรียน ต้องอาศัยร่างกาย ถ้าร่างกายมีความผาสุก คือแข็งแรงไม่มีโรค ก็สามารถประกอบการกระทำหรือศึกษาเล่าเรียนให้สำเร็จได้ด้วยดี แต่ถ้าอ่อนแอมีโรค ก็ไม่สามารถ เป็นอันตัดประโยชน์ต่างๆ ที่จะพึงได้ เหตุฉะนี้ ความมีร่างกายแข็งแรงมีความผาสุกไม่มีโรคจึงเป็นอุปการะให้ได้ประโยชน์ที่จะพึงได้ทุกอย่าง ชื่อว่าเป็นยอดลาภ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แปลความว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง

ทรัพย์ ศิลปวิทยา ยศ ไมตรี และความผาสุก ดังกล่าวมาเหล่านั้น ชื่อว่าประโยชน์ปัจจุบันแต่ละอย่าง นอกจากนี้ในการดำรงชีวิตปัจจุบันจำเป็นต้องการสิ่งใดๆ อีก สิ่งนั้นๆ ก็เป็นประโยชน์ในที่นี้

ทางเกิดประโยชน์

ประโยชน์ทั้งปวงเหล่านี้เป็นผลที่เกิดจากการประกอบเหตุให้ถูกทางของประโยชน์แต่ละอย่าง พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักทั่วไปแห่งทางประกอบประโยชน์ไว้ ๔ ประการคือ

(๑) อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือหมั่นศึกษาเล่าเรียน หมั่นทำการงานเลี้ยงชีวิต หมั่นทำธุระหน้าที่ของตน ที่เรียกว่าหมั่นหรือหมั่นขยันหมายความว่าเพียรจัดทำตั้งแต่เริ่มต้นและดำเนินให้ก้าวหน้าเรื่อยไปให้สำเร็จ ไม่ย่อท้อถอยหลัง ไม่ยอมให้เกียจคร้านเสียการงาน เมื่อหมั่นขยันประกอบกระทำให้เหมาะ ประโยชน์ที่ต้องการต่างๆ ดังกล่าวแล้วจักเห็นมีอยู่ใกล้ภายในเอื้อมแขนนี้เอง คำเก่ามีกล่าวไว้ว่า “ทรัพย์นี้มิไกล ใครปัญญาไว หาได้บ่นาน แว่นแคว้นแดนดิน มีสิ้นทุกสถาน ถ้าใครเกียจคร้าน บ่พานพบเลย” แม้พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ แปลความว่า “ผู้ประกอบธุรกิจขยันหมั่นเพียร ทำให้เหมาะ ย่อมได้ทรัพย์” อาจกล่าวได้ว่า ร่างกายนี้ก่อกำเนิดมาเพื่อทำการงาน อวัยวะบางส่วนเช่นหัวใจปอดทำงานภายใน บางส่วนเช่นมือเท้าสำหรับทำงานภายนอก ถ้ามิใช่เพื่อทำการงานแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีรูปสัณฐานเหมือนอย่างที่เป็นกันอยู่นี้ เป็นก้อนกลมเหมือนอย่างลูกฟักก็พอแล้ว แม้ที่เป็นคนดีคนชั่วก็เพราะทำ กล่าวคือเพราะทำดีจึงเป็นคนดี และทำชั่วจึงเป็นคนชั่ว ถ้าไม่ทำการงานหยุดเฉยๆ ร่างกายก็จักเกิดความติดขัดและเกิดโรค เหมือนเครื่องจักรที่เก็บจนเกิดสนิม แต่ถ้าทำการงานร่างกายก็จักคล่องแคล่ว สละสลวย เป็นการออกกำลังตามหลักอนามัยอยู่ในตัว

(๒) อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรักษาความรู้ที่ได้เล่าเรียนศึกษามา รักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหมั่นขยันไม่ให้เป็นอันตราย รักษาการงานและหน้าที่ของตนไม่ให้เสื่อมเสีย ถ้าขาดการรักษา เช่นเล่าเรียนมาก็ลืมไป ทำการงานได้ทรัพย์มาก็หมดไป ก็เป็นวิทยสมบัติทรัพย์สมบัติขึ้นไม่ได้ เพราะไม่รวมพอกพูน ต่อเมื่อรักษาไว้ได้จึงจะเกิดความรวมพอกพูนที่เรียกว่าสมบัติ แปลว่าความถึงพร้อม

(๓) กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว คือเมื่ออยู่ในที่ใดก็สมาคมคบหากับคนดีๆ ในที่นั้น คอยศึกษาสำเหนียกทำความดีเหมือนอย่างคนดีทั้งหลาย ไม่คบคนชั่วและเอาอย่างคนชั่ว

(๔) สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูมฟายนัก ซึ่งเรียกว่ามัธยัสถ์ แปลว่าความเป็นกลางๆ และมีความประหยัด คือแบ่งเก็บไว้ในส่วนที่ควรแบ่งเก็บไว้เผื่อเวลาข้างหน้า บางคนเข้าใจคำว่ามัธยัสถ์เป็นความเหนียวแน่น แต่ความจริงแปลว่าความเป็นกลางๆ ระหว่างฝืดเคืองและฟูมฟาย คือไม่ใช่ฝืดเคืองนักไม่ใช่ฟูมฟายนักดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ก็ต้องรู้จำนวนรับจำนวนจ่ายหรือทางได้ทางเสียแล้วกำหนดให้พอเหมาะ ไม่ให้จ่ายท่วมรายรับ

อนึ่ง พึงเว้นอบายมุข คือทางเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย ๔ อย่าง คือ ๑. ความเป็นนักเลงหญิงหรือความเป็นผู้มักมากปล่อยตนในทางกาม ๒. ความเป็นนักเลงสุราหรือยาเสพติดต่างๆ ๓. ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน ๔. ความคบคนชั่วเป็นมิตร โทษ ๔ ประการนี้ไม่ควรประกอบ เป็นทางให้เกิดฉิบหายได้จริงๆ

ประโยชน์ดังกล่าวมาล้วนเป็นสิ่งจำเป็นแก่ความครองชีวิตอยู่ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าทรงสอนให้แสวงหามาเป็นอันดับแรก ด้วยทรงแสดงทางเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปไว้ ๔ ประการดังกล่าวแล้ว คนโดยปกติถ้าบกพร่องด้วยประโยชน์ปัจจุบันจะบำเพ็ญประโยชน์ให้ยิ่งขึ้นไปก็เป็นการยาก เพราะตนเองจะต้องอิ่มปากอิ่มท้องของตนก่อนแล้วจึงสามารถจะเฉลี่ยไปถึงผู้อื่น ฉะนั้น จึงน่ากล่าวย้ำในที่นี้อีกว่า เรื่องการกินเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาจนถึงบัดนี้ และจักสำคัญต่อไปตลอดเวลาที่คนยังกินอยู่ ดังมีคำเรียกว่าโภคะหรือโภคทรัพย์ ก็แปลว่ากิน ของกิน และการทำมาหากินก็เรียกว่าโภคกิจ ซึ่งบัดนี้เรียกกันว่าเศรษฐกิจ โภคะนี้ เมื่อได้มาเสนอสนองตามที่จำต้องการของแต่ละคนหรือของส่วนรวม ชีวิตของแต่ละคนและของส่วนรวมจึงจะดำเนินไปด้วยผาสุก การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลดังกล่าวในทางโลกได้มีวิธีจัดกันต่างๆ จนถึงเกิดระบอบการปกครองแบบต่างๆ ซึ่งมีปฐมเหตุสำคัญมาจากเรื่องปากท้องหรือเรื่องกินอยู่เป็นประจำของทุกๆ คน พระพุทธเจ้าก็ทรงวางวิธีจัดไว้ ด้วยทรงวางหลักสั้นๆ ง่ายๆ ๔ ประการดังกล่าวแล้ว แต่ทุกๆ คนต้องรับปฏิบัติด้วยตนเองและชักนำให้คนอื่นปฏิบัติ จนถึงเมื่อปฏิบัติกันทั่วๆ ไปจึงจะเห็นผลได้โดยประจักษ์ในปัจจุบันเดี๋ยวนี้เองมีเรื่องตัวอย่างอยู่มากเรื่อง ดังเช่นเรื่องของศิษย์รับใช้เศรษฐีผู้หนึ่ง มีว่า

คนใช้กลายเป็นเศรษฐี

ในอดีตกาล ศิษย์รับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนขยันหมั่นเพียร มีความคิดทำสิ่งที่ดูไม่น่าจะเป็นประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ขึ้น วันหนึ่งพบหนูตายตัวหนึ่งจึงไปจำหน่ายให้แก่คนเลี้ยงแมว ได้มาหนึ่งสตางค์แล้วไปซื้อน้ำตาล นำน้ำตาลกับน้ำดื่มไปแลกดอกไม้กับคนเก็บดอกไม้ ได้ดอกไม้มากำมือหนึ่งแล้วขายดอกไม้นั้นมาซื้อน้ำตาล นำน้ำตาลกับน้ำดื่มไปแลกดอกไม้มาขาย เก็บทรัพย์รวมไว้โดยลำดับ แล้วไปเก็บกิ่งไม้แห้งในสวนหลวงที่คนรักษาไม่ต้องการนำไปขายที่โรงหม้อ นำน้ำดื่มไปเลี้ยงคนตัดหญ้าขายผูกไมตรีไว้ และผูกไมตรีไว้กับพวกพ่อค้าทั้งทางน้ำและทางบก ต่อมาได้ข่าวว่าจะมีพ่อค้าม้านำม้ามาขาย จึงไปซื้อผูกขาดหญ้าจากคนตัดหญ้าขาย พ่อค้าม้าก็ต้องมาซื้อหญ้าจากเขาเพียงแห่งเดียว ต่อมาได้ทราบว่าได้มีเรือเข้ามาสู่ท่า จึงเช่ารถพร้อมกับบริวารไปยังเรือ วางมัดจำซื้อเหมาสินค้ามาจำหน่ายแต่ผู้เดียว จึงมั่งมีทรัพย์ขึ้นจนเป็นเศรษฐีในที่สุด

พระเจ้าฟ้ารั่ว

อีกเรื่องหนึ่งมีเล่าไว้ในเรื่องราชาธิราชว่า มะกะโทบุตรพ่อค้าบ้านเกาะวานแขวงเมืองเมาะตะมะ เมื่ออายุ ๑๔ – ๑๕ ปี เข้ามาค้าขายยังกรุงสุโขทัยสมัยสมเด็จพระร่วงเจ้า แล้วฝากตัวอาศัยอยู่กับนายช้างสมเด็จพระร่วงเจ้า มะกะโทอุตสาหะมิได้เกียจคร้าน ช่วยชำระมูลช้างและทำการงานต่างๆ นายช้างเกิดกรุณาจึงอุปการะไว้ วันหนึ่งสมเด็จพระร่วงเสด็จไป ณ โรงช้าง ทอดพระเนตรเห็นมะกะโทกวาดหญ้าช้างอยู่ ได้ทรงคายพระสลา บ้วนพระโอษฐ์ทอดพระเนตรเห็นเบี้ยๆ หนึ่งจึงตรัสว่า ลูกรามัญน้อยจงเก็บเอาเบี้ยไว้ มะกะโทได้เบี้ยพระราชทานมีความยินดี จึงนำไปซื้อพันธุ์ผักกาดมาปลูก แล้วเลือกเก็บถวายสมเด็จพระร่วงเจ้าเมื่อเสด็จมาทอดพระเนตรช้างอีกครั้งหนึ่ง สมเด็จพระร่วงเจ้าทรงโปรดปรานทรงรับมาชุบเลี้ยงแต่งตั้งขึ้นจนเป็นขุนวัง มะกะโทก็ตั้งใจรับราชการเป็นอย่างดี ต่อมาได้หนีกลับไปเมืองวาน รวบรวมสมัครพรรคพวกจนตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นในเมืองเมาะตะมะ แล้วส่งทูตคุมเครื่องราชบรรณาการมาเฝ้าสมเด็จพระร่วงเจ้าขอพระราชทานนามและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สมเด็จพระร่วงเจ้าก็ได้พระราชทานนามว่าพระเจ้าฟ้ารั่ว และพระราชทานเครื่องราชกกุ้งภัณฑ์ พระราชทานพรแก่พระเจ้าฟ้ารั่วและพระราชธิดาของพระองค์ซึ่งได้ไปกับพระเจ้าฟ้ารั่ว ให้มีความสุขสถาพรสืบไป

พิธีลอยกระทง

วันเพ็ญเดือน ๑๒ ได้มีนิยมในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงเช่นลาวเขมรมาแต่โบราณกาล เดิมได้มีพระราชพิธีจองเปรียง เป็นนักขัตฤกษ์ชักโคมลอยโคม คำว่าเปรียง แปลว่าน้ำมัน โดยเฉพาะใช้สำหรับน้ำมันไขข้อของวัว คำว่าจองเปรียง จึงหมายถึงใช้ไฟน้ำมันเช่นนั้น เดิมเป็นพิธีอย่างหนึ่งของพราหมณ์ ใช้จุดโคมรับพระเจ้า ทำในวันเพ็ญเดือน ๑๒ แต่ในฝ่ายผู้นับถือพระพุทธศาสนา ได้แสดงตำนานเนื่องมาในทางพระพุทธศาสนา ดังในหนังสือเรื่องนางนพมาศที่เล่าถึงพระราชพิธี ๑๒ เดือนสมัยสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย แสดงว่าชักโคม (มาแขวนตามแนวโคมชัยเสาระหง) เพื่อบูชาพระเกศธาตุจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์ลอยโคมเพื่อบูชาพระพุทธบาท ณ นัมมทานที (ในอินเดีย) มีเรื่องเล่าในอรรถกถาว่า เมื่อพระศาสดาเสด็จไปถึงฝั่งแม่น้ำนัมมทา พญานาคต้อนรับให้เสด็จเข้าไปสู่ภพของนาค ทรงแสดงพระธรรมแล้วเสด็จออก พญานาคกราบทูลขอให้ทรงแสดงรอยพระบาทเจดีย์ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้แล้ว ณ ฝั่งนัมมทานที เมื่อกระแสน้ำมาก็ปิด เมื่อกระแสน้ำไปแล้วก็เปิดปรากฏ ในหนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงว่าการลอยพระประทีปลอยกระทงนี้เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวงทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับเป็นราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้อง ในบัดนี้ การลอยกระทงในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ก็ได้ถือเป็นเพียงนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริง ดังกล่าวในพระราชนิพนธ์นั้นโดยทั่วไปแล

ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ
ผู้ประกอบธุรกิจ ขยันหมั่นเพียร ทำให้เหมาะ ย่อมได้ทรัพย์


๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๓


--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นกัณฑ์เทศน์หนึ่งจากทั้งหมด ๓๕ กัณฑ์ ในเรื่องหลักพระพุทธศาสนา ที่สมเด็จพระญาณสังวร ได้เรียบเรียงขึ้นและเทศน์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒ – ๒๕๐๔ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สำนักราชเลขาธิการเลือกสรรหนังสือ เพื่อจัดพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มสมุด สำหรับทรงถวายสมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ในการฉลองชนมายุครบ ๖๐ ทัศ วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖

คัดลอกจาก หนังสือทศพิธราชธรรมและหลักพระพุทธศาสนา
พิมพ์ที่ บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด พ.ศ. ๒๕๑๖



Create Date : 04 กรกฎาคม 2553
Last Update : 4 กรกฎาคม 2553 6:08:43 น. 2 comments
Counter : Pageviews.

 
ขออนุโมทนาครับ สาธุ สาธุ สาธุครับ


โดย: ชาดีครับ (shadee829 ) วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:17:18:40 น.  

 
สาธุ .. มาขออนุโมทนาบุญด้วยจ๊ะ


โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:17:48:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
BlogGang Popular Award#10


 
sirivajj
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




บทความในกลุ่ม ข้อคิด-ธรรมะ ได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยบางบทความได้คัดลอกและสำเนาภาพมาถ่ายทอดจากหนังสือธรรมะต่างๆ หรือหนังสืออื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยเจตนาประสงค์จะให้ธรรมะอันเป็นสัจจะและมงคลของพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่และเข้าถึงพุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้บทความธรรมะได้ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบที่จะสะดวกแก่การสืบค้นและเข้าถึงในภายหลัง

ผู้ที่ประสงค์จะคัดลอกไปเพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ กรุณาตรวจสอบกับต้นฉบับหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ ด้วยครับ
Friends' blogs
[Add sirivajj's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.