นี่มันกระเป๋าหรือเทพเจ้ากันนี่

สวัสดีค่ะ ชาว bloggang

คิดมาซักพักแล้วว่าจะเขียนเกี่ยวกับของไฮโซที่เราเรียกกันว่าแบรนด์เนม แต่ก็ยังเงอะๆงะๆ ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง บางทีมีเรื่องมากมายไหลวนเวียนอยู่ในหัวแต่เราจับมาเรียบเรียงไม่ถูก จนกระทั่งไม่นานมานี้ นั่งอ่านกระทู้พันทิพไปเจอกระทู้นี้เข้า

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A9020344/A9020344.html

สำหรับคนที่ขี้เกียจเปิดกระทู้อ่าน เล่าคร่าวๆก็คือ มีคนตั้งคำถามว่าทำไมคุณเอ(ผู้จัดการอั้ม พัชราภา) ชอบถือกระเป๋ารุ่นนี้ให้นักข่าวถ่ายภาพ ซึ่งกระทู้ประเภทนี้มันก็มีดาษดื่น ไม่น่าจะเกิดประเด็นอะไร แต่กระทู้นี้เกิดมีคนสนใจให้ความเห็นปาเข้าไปกว่าร้อย!!! กลายเป็นว่าประเด็นไม่ใช่ "ทำไมคุณเอถือกระเป๋าเข้ากล้อง" แต่ประเด็นคือ "คุณเอทำไมกล้าถือกระเป๋า Hermes ราคาหลักแสนโดยที่ไม่ดูว่าเหมาะกับตัวเองหรือไม่"

บางความเห็นถึงกับใช้คำพูดว่า
"คุณเอเธอเก่งนะครับ ทำเอาแบรนด์ hi end ระดับ Hermes ดูโล๊ววว..โลวได้ในพริบตา "
"เป็นคนที่สะพายกระเป๋าใบละเป็นแสน ได้เหมือนร้อยเก้าๆ มาก"
"สงสารกระเป๋าจังง่าาาาาาาาาาา"
"ควรเลือกให้เหมาะสมกับหนังหน้าหน่อย เอาเงินไปโมหน้าก่อนดีมะ ฉีดกลูต้าให้ขาว อะไรยังงี้ ได้มะ "

เรื่องนี้ทำให้ดิชั้นอดจี๊ดไม่ได้ ต้องออกมาเขียนถึงเรื่องนี้เสียที หลังจากดองไว้ในสมองน้อยๆมานาน

ก่อนจะอ่านต่อไป อยากจะขอให้ผู้อ่านใช้เวลาตรงนี้ซักสิบวินาที หยุดคิดเรื่องคุณเอ แล้วลองมองกลับไปที่ตู้เก็บกระเป๋าที่บ้าน คิดถึงกระเป๋าที่เรามี สิ่งแรกที่เราคิดคืออะไรคะ

บางคนคิดถึงความสวยงามของมัน คุณจะซื้อกระเป๋าที่คุณเห็นว่ามันสวย บางคนเลือกซื้อที่สี เพื่อให้เข้ากับชุดสีนั้นสีนี้ บางคนคิดถึงรูปทรง ความทนทาน บางคนคิดถึงการใช้งาน บางคนคิดถึงมูลค่า และแน่นอนบางคนเช่นเดียวกับคุณเอ เลือกซื้อที่ยี่ห้อ

คนเรารสนิยมไม่เหมือนกัน นานาจิตตัง ดิชั้นชอบกระเป๋าเรียบๆไม่ต้องสวยมากแต่เน้นทน จะไปตัดสินคนที่ชอบกระเป๋าที่สวยฉูดฉาดว่าไม่ดีอย่างนี้อย่างโน้นก็ไม่ได้ คนเราไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกันอีกต่างหาก คนที่ต้องเข้าป่าลุยเขา จะเลือกกระเป๋าก็อยากให้เน้นทนถึกมากกว่า แต่เจ้าแม่ปาร์ตี้ก็คงจะไม่ชอบไม่เห็นด้วยเป็นแน่

ถ้าเรามองถึงการใช้งาน กระเป๋ามันก็มีไว้บรรจุสิ่งของสำหรับเคลื่อนย้ายไปมา ถ้ากระเป๋ามันตอบโจทย์นั้น มันก็มีคุณค่าในตัวของมันระดับหนึ่ง ทีนี้มันเกิดมีการผสมผสานกับศิลปะเข้าไป ทำให้กระเป๋ามันพัฒนามูลค่าขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แน่นอน ราคามันก็พัฒนาตามคุณค่าของศิลปะด้วย ยิ่งถ้าดีไซน์เนอร์ระดับ Chanel Dior Hermes มันก็ยิ่งพัฒนาหาที่สุดมิได้ เปรัยบเสมือนแวนโก๊ะห์แห่งกระเป๋า

แล้วผู้ใช้ล่ะ เสพกระเป๋าเพราะมันเป็นกระเป๋าหรือเพราะมันเป็นศิลปะ

สมมติว่าคุณเอ ซื้อกระเป๋าเบอร์คินใบละเรือนแสนมา เพราะติดใจในความคุ้มค่าคงทน คุณเอใช้เงินที่หามาอย่างสุจริต ไม่ได้เบียดเบียนใคร ก็ไม่น่าจะต้องรู้สึกผิดหรืออับอาย ออกจะน่าภูมิใจเสียอีก

หรือถ้าคุณเอจะติดใจในดีไซน์ของกระเป๋า เห็นว่ามันเป็นเหมือนภาพวาดโมเน่ท์ สวยงาม คุณเอซื้อมาด้วยเงินตัวเอง ทำงานเหนื่อย อยากจะซื้อความสุขให้ตัวเองเป็นกระเป๋าที่สวยงามราคาแพงก็ไม่น่าจะผิด

ฝรั่งเค้าว่ากันว่า beauty is in the eye of the beholder -- ความงามอยู่ที่ตาผู้ดู คนดูนี่แหละที่ปัญหามาก เช่น กระเป๋าทรงนี้ มันไม่เหมาะกับคนอ้วน คนดีไซน์เค้าไม่ได้ดีไซน์มาเพื่อคนหน้าตาแบบนี้ ก็แสดงความคิดเห็นกันไป (แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรแสดงความคิดเห็นกันอย่างนิ่มนวล เอาใจเขาใส่ใจเรากันบ้าง สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุลนะเอิงเอย)

มองกลับกัน ศิลปะมันไม่ได้ถูกจำกัดความไว้ว่าเป็นงานที่ผลิตโดยอาร์ตติสชื่อดัง มีศิลปะอยู่มากมายดาษดื่น รอให้มีคนมาค้นพบค้นหา คนนั่งวาดภาพอยู่ข้างทาง บางทีภาพก็เป็นศิลปะได้ ถ้าคนดูมองเห็นและมองเป็น แต่คนดูส่วนมาก กลับเอาคำว่าศิลปะไปวัดค่าด้วยราคา เพราะเค้าอาจจะตาไม่ถึงหรืออะไรก็พูดยาก ทำให้ศิลปะไร้ชื่อก็ไม่ได้ผุดได้เกิด ฉันใดก็ฉันนั้น งานดีไซน์ใช้ชื่อคนไทย ก็เลยได้วางขายอยู่แค่ตามตลาดนัด ของก็อปก็เลยเกลื่อนเมืองด้วยประการฉะนี้

ดิชั้นคิดมานานแล้วว่าประเทศเรา ไม่ค่อยใส่ใจกับศิลปะ วิชาเรียนศิลปะก็ไม่ได้จ้างครูที่มีความรู้มาสอน และเวลาสอนก็ไม่ได้ใส่ใจจะลากนักเรียนออกนอกกรอบ ให้ทำอะไรซ้ำๆเดิมๆ

ยกตัวอย่างเวลาราชการจะสร้างตึก ไม่รู้ให้ใครดีไซน์ มีแต่ตึกรูปร่างเดิมๆ หน้าตาเดิมๆ กลัวคนไม่รู้ว่าเป็นหน่วยงานราชการ (แต่งบบานไม่รู้หายไปตรงไหน)

ก็นั่นแหละ คนไทยก็เลยเสพศิลปะกันตามฝรั่ง ฝรั่งเค้าว่าอะไรดีก็เฮตามเค้า ของเราดีๆก็ไม่เชิดชู เลยได้แต่นั่งบูชากระเป๋าราคาเท่าบ้าน

สำหรับดิชั้น กระเป๋าร้อยเก้าๆ ถ้าคนทำใส่ใจดีไซน์เอง ไม่ได้ลอกใคร เย็บด้วยใจ ดิชั้นก็ไม่อายใครถ้าจะถือ

ตัดจบเลยแล้วกันค่ะ ต้องรีบเคลียร์งาน เขียนกันมานาน
ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ
สวัสดีค่ะ




 

Create Date : 23 มีนาคม 2553    
Last Update : 23 มีนาคม 2553 17:34:12 น.
Counter : 219 Pageviews.  

Welcome to my life [part III] - น้ำหอมทำไมเหม็น

ช่วงนี้เป็นช่วงไร้แรงบรรดาลใจโดยสิ้นเชิง งานเขียนเลยสะท้อนออกมาแนวไม่ค่อยจะสร้างสรรค์

หัวข้อชัดเจนค่ะวันนี้ เรื่องของน้ำหอม

คิดว่าคนธรรมดาๆที่มีประสาทสัมผัสปกติ ไม่มีใครไม่ชอบกลิ่นหอมๆ ผลิตภัณฑ์ต่างๆจึงต้องมีการปรุงแต่งกลิ่นหอมออกมาเกลื่อนกลาด ทั้งผงซักฟอกเอย เครื่องสำอางค์ สบู่ แม้แต่กางเกงในก็ยังเคยมีรุ่นที่มีกลิ่นหอม

สมัยพระนางมารีอังตัวเนตชาวฝรั่งเศสก็นิยมใช้น้ำหอมเพื่อดับกลิ่นเพราะคนไม่ชอบอาบน้ำ ก็เข้าใจว่าอากาศมันหนาว ไม่เหมือนบ้านเรา จะร้อนเอาโล่ไปไหน

อย่างไรก็ตาม หันกลับมาดูบ้านเรา อากาศก็ร้อนแสนร้อน แต่น้ำหอมก็ยังขายดี เหมือนกลิ่นหอมมันกลายเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่ง มีกลิ่นราคาแพง กลิ่นราคาถูก บงคนจมูกถึงขั้นเทพ ดมแล้วสามารถแยกแยะน้ำหอมแผงกับน้ำหอมเคาน์เตอร์ได้

กลับมาที่บ้านดิชั้น พ่อแม่ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอม น้ำหอมทุกกลิ่นถ้าโชยโดนจมูกแกแล้วจะโดนด่าว่าเป็นกลิ่นผู้หญิงชั้นต่ำหมด ผู้หญิงดีๆไม่มีใครใช้น้ำหอมกัน -*- แต่ไอ้เราก็ชอบดมกลิ่นหอมๆ ก็อยากใช้อะไรหอมๆมั่ง ก็ต้องค้นหากันไป ว่ากลิ่นไหนมันไม่ชั้นต่ำ เวลาโชยไปโดนจมูกพ่อแม่แล้วจะได้ไม่โดนดี


ดิชั้นนนมองน้ำหอมเป็นศิลปะ เพราะน้ำหอมกลิ่นเดียวกัน อยู่บนคนละคนกันก็ไม่เหมือนกัน ฉีดมากฉีดน้อยกลิ่นก็ไม่เหมือนกัน ฉีดแรกๆดมเป็นกลิ่นนึง ทิ้งไว้ก็เป็นอีกกลิ่นนึง นานเข้าก็เพี้ยนเป็นอีกกลิ่นนึง คนดมกลิ่นนี้อาจจะว่าหอม บางคนอาจจะว่าเหม็น เหมือนกลิ่นมันร่ายรำไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

ปัญหาคือ
ทำไมบางคนฉีดน้ำหอมถึงเหม็น
จะฉีดอะไรนักหนา เดินผ่านไปสามเมตรก็ยังเหม็น ออกจากห้องไปแล้วกลิ่นยังอยู่ จะฉีดให้เป็นวิญญาณลอยตามตัวเลยรึไง




 

Create Date : 11 มีนาคม 2553    
Last Update : 11 มีนาคม 2553 15:53:53 น.
Counter : 476 Pageviews.  

Welcome to my life [part II]

เมื่อสมัยเด็ก พ่อเคยออกกฏเหล็กของบ้านว่า เวลาอาหารเย็นเป็นเวลาพิเศษ ทุกคนไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องหยุดเพื่อมาทานข้าวร่วมกัน

ครั้งนึงเราเคยเบี้ยวไม่ไปกินข้าวเพราะเล่นเกมเพลิน จำได้ว่าพอหิวเดินมาที่โต๊ะ เจอพ่อนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดและเทศน์จนหูชา หลังจากนั้นเลยไม่่กล้าหืออีก

การที่พ่อซีเรียสเรื่องอาหาร ทำให้ดิชั้นสร้างบรรทัดฐานขึ้นมาเองว่าคนส่วนใหญ่น่าจะให้ความสำคัญกับอาหารเย็น ซึ่งมันก็น่าจะจริง เวลาเราไปบ้านคนอื่นแล้วพบเจ้าของบ้านกำลังทานอาหารอยู่ ก็มักจะเกิดสถานการณ์กระอักกระอ่วนขึ้น เจ้าบ้านเชิญทานข้าว เราเกรงใจ แต่จะนั่งดูเค้าทานข้าวก็ไม่น่าจะดี จะกลับก็ยังไม่เสร็จธุระเอย อะไรเอย

พอโตมาเกิดต้องทำงานเลิกเย็นบ้าง ดึกบ้าง ไอ้วัฒนธรรมอาหารเย็นของเราก็เลยต้องถูกอะลุ่มอะหล่วย (คิดว่าคงเขียนผิดแน่นอนเลย ใครรู้ว่าสะกดยังไงวานบอกที) ใครกลับเร็วก็จะได้กินข้าวฝีมือพ่อ ใครกลับช้าก็ต้องหากินเอง ซึ่งก็คือหาในตู้กับข้าวบ้างตู้เย็นบ้าง

เมื่อเย็นวาน ได้กลับบ้านเร็ว นานๆดิชั้นจะได้กลับบ้านทันเวลาอาหารเย็นที ก็ร่าเริง ได้กินอาหารฝีมือพ่อแม่ พี่ชายก็กลับเร็วด้วย ก็เลยอยู่กันพร้อมหน้า อาหารมาเต็มโต๊ะ กินอย่างสุขสันต์หรรษา

ปัญหาคือ...
ระหว่างทานอาหารอยู่ พี่เลี้ยงเด็กแถวบ้านก็เปิดประตูรั้วเข้ามา แล้วก็เดินไปเดินมาอยู่พักนึง มารู้ทีหลังว่าเค้ามาขอเก็บใบชะพลูไปกินเมี่ยงคำ ก็ไม่เป็นไร เพราะปกติเค้าก็มาขอบ่อยๆ

แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ เค้าอุ้มลูกของลูกสาวเจ้าของบ้านมาด้วย เป็นเด็กน้อยอายุไม่น่าจะครบขวบดี ร้องอ้อแอ้ แล้วซักพักเค้าก็เปิดประตูบ้านเราเข้ามาระหว่างที่เรากำลังทานอาหารอยู่

และที่น่าแปลกขึ้นไปอีกคือ เค้าเข้ามาแล้วก็เดินพาเด็กมาเล่นกับพ่อแม่เราที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่!!!

คำถาม เราควรทำอย่างไรดี ถ้าต้องการปฏิเสธคนที่เข้ามารบกวนเวลาทานอาหาร โดยไม่ให้เด็กอายุไม่ถึงขวบไม่รู้อิโหน่อิเหน่เสียความรู้สึกและเกิดปมด้อย

ก. อธิบายให้เด็กเข้าใจด้วยภาษาที่นุ่มนวล
ข. อธิบายให้คนอุ้มเด็กเข้าใจด้วยภาษาที่นุ่มนวล
ค. เพิกเฉยการกระทำที่ไม่รู้กาละเทศะและรับประทานอาหารต่อไปอย่างไม่แยแส
ง. ย้ายบ้านหนี
จ. อื่นๆ โปรดระบุในคอมเม้นท์





 

Create Date : 10 มีนาคม 2553    
Last Update : 10 มีนาคม 2553 11:30:43 น.
Counter : 173 Pageviews.  

Welcome to my life!

สวัสดีค่ะ

วันนี้ก็มาประเดิมเขียน blog ใหม่นิดนึงหลังจากนั่งตกแต่งไปวันนึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันนึงเต็มๆ

ตอนแรกที่เปิด blog ขึ้นมา คิดว่าอยากหางานอดิเรกทำ ไอ้เราเป็นคนชอบอ่านชอบเขียน แต่นิสัยเสีย เวลาคิดได้ว่าจะเขียนก็ขี้เกียจ พอมานั่งจะเขียนก็ลืมไปแล้วว่าจะเขียนอะไรดี

วันนี้ก็เหมือนเดิม ยังไม่รู้จะเขียนอะไรดี.....

งั้นขออนุญาตบ่นๆๆๆ เรื่อยเปื่อยไปก่อน 1 วันแล้วกันนะคะ

ดอกที่ 1
เสาร์นี้จะไปเสม็ด

เคยไปเสม็ดมา 3 ครั้งถ้วน ยังไม่ประทับใจครั้งไหนเป็นพิเศษสักที แต่ไม่รู้ทำไมก็อยากจะไปอีกเรื่อยๆ

ข้อดีของเสม็ดก็คือ ใกล้ และได้บรรยากาศฟ้าสวยน้ำใสของเกาะทั่วไปในประเทศไทย

ข้อเสียก็คือ ยุงเยอะและกัดเจ็บ แถมบางทีพนักงานรีสอร์ทไม่ค่อยง้อลูกค้า (โดยเฉพาะคนไทย)

คราวที่แล้วที่ไป ได้พักที่วงเดือนวิลล่า พนักงานที่อยู่ที่ครัวไม่ยอมให้ยืมแก้ว จะขอยืมแก้วไปดื่มเครื่องดื่มที่ห้องเพื่อน ไอ้เราลืมหยิบมาจากห้องตัวเอง แถมห้องก็อยู่กันคนละฝั่ง ไกลแสนไกล พนักงานที่ครัวพูดจาไม่มีหางเสียง และยืนยันว่าไม่ให้ยืม จนมีเพื่อนในครัวเดินมาบอกว่าให้มัดจำไว้ เค้าจึงให้เรามัดจำไว้ 50 บาท (ประเมินด้วยสายตาคิดว่าราคาปลีกแก้วไม่น่าเกิน 10 บาท ราคามัดจำก็ไม่น่าเกินราคาสินค้า) ทำเหมือนเราไปขอข้าวเค้ากิน

ตอนมื้อเย็น โต๊ะเราเป็นโต๊ะที่ใหญ่ที่สุดวันนั้นและสั่งอาหารแบบเต็มที่ น้าดิชั้นนั่งหัวโต๊ะเป็นเจ้าภาพ พนักงานคนเดิมที่เจอตอนเกิดคดียืมแก้วก็เดินมาพินอบพิเทาน้าดิช้านนน หันมาเห็นเราก็ยิ้มให้ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าเมื่อกลางวันมีคดีกัน

เฮ้อ

อ่อ แน่นอนว่าคราวนี้ไม่ไปพักที่เดิมแล้ว ฟันธงค่ะ

ดอกที่ 2
รูปขนาดโปสการ์ด

ดิชั้นชอบรูปถ่ายขนาดโปสการ์ด เพราะมันไม่ใหญ่ไม่เล็กดี รูปถ่ายจัมโบ้มันกินที่ เวลาแปะอัลบั้มหน้านึงแปะได้แค่ 2 รูปเท่านั้น นอกจากนั้น ขนาดโปสการ์ดมันจับถนัดดี เหมาะกับคนมือไม่ใหญ่ ดิชั้นก็เลยชอบรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดมากกว่า

ปัญหาก็คือ เดี๋ยวนี้ร้านอัดรูปไม่ค่อยอยากอัดรูปขนาดโปสการ์ด ที่จริงต้นทุนก็น่าจะถูกกว่าเพราะมันใช้กระดาษขนาดเล็กกว่า แต่คิดว่าคงเป็นเพราะไม่ค่อยมีใครเค้าสั่งไซส์นี้กัน ร้านเลยไม่ค่อยสต็อกกระดาษไว้ หรือซื้อกระดาษน้อยก็ได้ราคาแพง ก็ว่ากันไป

เพราะฉะนั้นเวลาไปร้านอัดรูป เราก็จะถามตลอดว่ามีขนาดโปสการ์ดมั้ย กอนที่จะสั่ง ที่ผ่านมาก็ไม่เค๊ยไม่เคยจะมีปัญหา เจ้าหน้าที่ก็เชียร์จัมโบ้กันไป เราก็ปฏิเสธกันไป

ล่าสุดเจอร้านนี้ ทีเด็ด เดอะมอลล งามวงศ์วาน ชั้น G ร้านโกดัก

ถามพนักงานที่มีอายุมากกว่าคนอื่นว่ามีกระดาษขนาดโปสการ์ดมั้ย sheก็พยักหน้า (ไม่พูดกับดิช้านน) เราก็ยื่นแฮนดี้ไดรฟ์ให้ sheก็เสียบก็อปรูปไป เราก็บอกว่าอัดโปสการ์ดนะคะ she ก็เอื้อมมือไปหยิบแผ่นป้ายมาวาง โผล๊ะ ใส่หน้าเรา(ไม่พูด) มีเนื้อหาว่าราคาขนาดโปสการ์ดใบละ 4 บาท ขนาดจัมโบ้ใบละ 4 บาท

ที่จริงราคาที่อื่นไม่น่าจะเกิน 3 บาทด้วยซ้ำ แต่เพราะขี้เกียจไปเดินหาร้านอื่น (อีกและแม่คุณ) ก็อ่ะๆๆเอาร้านนี้แหละ ก็ย้ำกับเค้าอีกทีว่าค่ะ เอาโปสการ์ด เพราะชอบรูปเล็ก เจ้าหน้าที่นัดมารับรูปตามเวลา

ดิชั้นก็เดินเล่นช็อปปิ้งไปมากับเพื่อน บังเอิ๊นไปเจอร้านข้างบนในตัวห้าง อัดรูปโปสการ์ดใบละ 3 บาท ก็คุยกันว่าช่างเหอะ เสียค่าขี้เกียจ+โง่ไป

เกินเวลาไป 1 ชั่วโมงก็กลับมารับรูปที่ร้าน เปิดถุงออกมาเป็นรูปจัมโบ้

ดอกที่ 3
...............

หมู่นี้งานเยอะและยุ่งมาก เวลากลับบ้านไม่อยากทำอะไรเลย นอกจากนอนอืด

ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของวันคือตอนหัวค่ำหลังกินข้าวเย็น เป็นเวลาส่วนตัวที่สามารถเปิดแอร์ท้าลมร้อน นอนก่ายหมอน ดูหนัง

ทีนี้ความซวยก็มักจะมาเยือน แอร์เจ้ากรรมเกิดป่วยอะไรไม่ทราบ ชะรอยไม่ค่อยจะเย็น บทจะเย็นก็เย็นเป็นขั้วโลก คอมเพรสเซอร์ไม่ยอมตัด บางทีก็น้ำหยด บางทีก็มีเสียงประหลาดๆ คล้ายๆเสียงท้องร้อง

ก็คิดๆว่าจะแก้ปัญหายังไง เพราะแอร์นี่ก็กี่เต็มทน ซ่อมแล้วซ่อมอีก ซ่อมวันนี้พรุ่งนี้ทรุด

ตอนนี้เลยวางแผนเปิดรับบริจากช่วยเหลือโลกร้อน โดยที่ "โลก" คือโลกของดิชั้นเอง :P

ผู้มีจิตศรัทธาจะร่วมบริจาคเอาบุญ กรุณาทิ้งคอมเม้นไว้ได้เลย เจ้าของ blog จะติดต่อกลับไปในเวลาไม่นาน

ขอบคุณค่ะ





 

Create Date : 04 มีนาคม 2553    
Last Update : 4 มีนาคม 2553 14:25:21 น.
Counter : 193 Pageviews.  

1  2  3  

EmilyWeird
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add EmilyWeird's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.