Group Blog
 
All Blogs
 

F1 Singapore

F1 Singapore

ได้มีโอกาสไปเที่ยวโดยไม่ได้ตั้งใจอีแล้ว คือพี่ชายอยากไปดู F1 เลยหิ้วเราไปด้วยแต่เป็นตั๋วแบบเดินดูรอบๆน่ะเพราะตั๋วนั่งเชียร์แพงมากเหลือเกิน เอาเรามาว่ากันตามรูปเลยดีกว่าครับ



บรรยากาศสุวรรณภูมิ มีรถ citylink วิ่งด้วยวันนั้นน่าจะมีการตรวจรับงานนี่แหล่ะครับ เมื่อไหร่จะได้ใช้ก็ไม่รู้



คุณพี่เขาหิวบอกให้รอไปกินบนเครื่องก็ไม่เอาเลยฟาดที่ในสนามบินอิ่มอร่อยกันไป



อันนี้ผู้ร่วมเดินทางครับ



สิงค์โปร์ พักที่ Value Hotel Thomson ครับ ลงรถไฟฟ้าที่ NS20 Novena ออกทางออก B ขึ้นมาที่ห้าง Novena square ออกถนน Thomson เดินมาเรื่อยๆเลยครับไกลเหมือนกันถึง3แยกใหญ่ๆ เลี้ยวขวาก็ถึงแล้ว..



ห้องพักครับ เล็กได้ใจเลยจริงๆแต่เงียบแล้วก็สะอาดพอสมควร ห้องน้ำครับ อาบน้ำทีเปียกทั้งห้องกันไปเลย รวมๆถือว่าน่าพักสำหรับคนที่ต้องการห้องพักและไม่ได้นอนที่นี่ทั้งวัน(เวลาส่วนใหญ่ออกไปเที่ยว) ค่าห้องเห็นติดป้ายโปรโมชั่นไว้ 69 $ ครับแต่พี่เขาจองผ่าน Agoda บอกว่าไม่แพงเท่าไหร่เลยไม่รุ้ว่าไรถูกกว่า



ผ่านสนามบินมาเก็บ Map มาเพียบสวยดีแต่ไม่ได้ใช้หรอกครับเพราะทำการบ้านมาดี อิอิ คุย



ตกเย็นไปดูสิงโตครับ พลาดไปหน่อยเลยถึงมืดเลยเพราะว่านั่งรถเมล์ 162 ซึ่งจริงๆต้องผ่านแต่เผอิญว่าสนาม F1 มันขวางอยู่เลยอ้อมไปทางอื่น รู้ตัวอีกทีก็เลยไปเยอะเลยนั่งรถไฟกลับมาที่ raffle place แล้วเดินไปนิดนึงได้ผ่านสนามแข่งกำลังเตรียมการกันอย่างขมักเขม่น



มากินข้าวที่ Lao pa sat โดยการเดินจากสิงโตกันเลยทีเดียวเมื่อยจริงๆ วันนี้ทานกันธรรมดาข้าวหมูแดง หมูกรอบแล้วก็ ไก่สะเต๊ะ เออน้ำมะนาวยังอร่อยเหมือนเดิม



เนื่องจากพี่ชายชอบเลี้ยงปลาทะเล จึงต้องการจะดูปลาเลยต้องมุ่งหน้ามาที่ Sentosa ครับและก็ตอนนี้กระเช้าอยู่ระหว่างซ่อมบำรุงเลยต้องใช้รถไฟ monorail ในการข้าม สะดวกแล้วก็ประหยัดดีครับ 3 เหรียญเองเดินไปหยอดตู้แล้วก็ขึ้นไปได้เลย พอไปถึงสถานี Beach Station เราก็นั่งรถเมล์สายสีฟ้าครับ สะดวกมากๆ



Under water เนี่ยบัตรผุ้ใหญ่คนละ 22 เหรียญสามารถชมได้ทั้งปลาตู้แล้วก็โชว์ปลาโลมาสีชมพูครับ แต่รอบแสดงมีน้อยไปหน่อยสงสัยจะกลัวปลาเหนื่อย ดูเสร็จก็หาข้าวกินกันที่นั่นเลย ราคาข้างในกับข้างนอกก็พอๆกันครับ



ทีนี้ Henderson wave เนื่องจากไม่เคยไปมาก่อนมันเพิ่งเปิดไม่นาน อ่านเจอในกระทู้ครับ ขอโทษเถอะครับเดินไปเนี่ยเสียเวลามากๆ ผมแนะนำให้นั่งรถเมล์จากหน้า Habour front น่ะครับอย่ามัวเสียเวลาและร่างกายกับการไปดูสะพานมันเหนื่อยครับ เสร็จแล้วมันไปที่อื่นต่อมันจะเหนื่อยมากครับ สวยครับวิวดีน่าตื่นตาตื่นใจ



อ่ะ มาเข้า F1 กันครับ เนื่องจากไม่ได้ไปวันแข่ง แต่ก็ยังดีได้ไปดูบรรยากาศโดยทั่วๆไปครับ บัตรที่ห้อยคอเนี่ยสามารถเข้าได้หลายประตูครับ ผมเข้าดูประตู 3 ก่อนมีร้านขายของที่ระลึก 2 ร้านครับแล้วไปยืนดูช่วงแรกจะมีรถประเภทอื่นแข่งก่อนครับ เออ เข้าท่าดีเหมือนกัน เสร็จแล้วออกไปหาไรกินก่อนดีกว่า หิว



กลับมาดูอีกครั้ง อ๊ะทีนี้คนเยอะขึ้นเดี๋ยวจะมาแล้วหล่ะสิ ครับพอ1830 น. ตามเวลามาแล้วครับน่าตื่นเต้นมากเลย เสียงดังสะใจมากๆ เร็วครับกล้องเราก็กิ๊กก๊อก ถ่ายไม่ค่อยทันเนี่ยที่ได้มาเนี่ยถ่ายแล้วรถหายไปประมาณ 40 รูปเห็นจะได้ ดูซักพัก ย้ายไปประตู 4 ดีกว่าเป็นทางตรงยิ่งวิ่งเร็วหนักเข้าไปอีกถ่ายไม่ทันดูมันอย่างเดียวครับ แล้วก็ร้านค้าเยอะแยะปหมดเลยมีเวที คอนเสิร์ต ตั้งอยู่ด้วย บรรยากาศของงาน ok มากครับ



จะกลับบ้านแล้วเลยต้องหารถ F1 แบบใกล้ชิดกันหน่อยครับ ได้ที่ Suntec ไปเที่ยวน้ำพุด้วยแล้วก็ที่สนามบินมี Ferrari สะใจสมใจกันไป



สุดท้ายก็มากินขนมปังสังขยา กาแฟร้านดังของที่นี่ก็เลือกมากินที่สนามบินนี่แหล่ะ สะดวกดี อร่อยครับ ต้องกินขอบอก




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2552    
Last Update : 3 ตุลาคม 2552 9:32:31 น.
Counter : 150 Pageviews.  

เที่ยวบึงฉวาก

มีโอกาสไปเที่ยวสุพรรณบุรีมาอย่างไม่ได้ตั้งใจมาก ไม่มีอะไรจะทำเลยลองไปเที่ยว จ.สุพรรณ เพราะไม่ได้ไปนานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ไปหอคอยยังไม่มีเลย มีแต่สวนมั้ง เลยตั้งใจจะไปเที่ยวบึงฉวาก มีคนบอกว่าสถานที่ใช้ได้น่าไปเที่ยวเลยลองไปดู ออกจากบ้านที่ บางปะกง ประมาณ 0930 น. ไปตามถนนบางนา-ตราดแวะเติมแก๊สที่ปั๊ม Caltex ก่อนขึ้นถนนกาญจนาฯ ไปลงพระราม 2 ต่อด้วยวงแหวนตะวันตกออกไปสุพรรณเลย (ดูอ้อมไปหน่อยแต่ใช้ความเร็วได้พอสมควร)


นิราศสามชุกของท่านสุนทรภู่


แวะทานข้างกลางวันที่ตลาดสามชุก (คนเยอะจัง ไม่น่าเชื่อนี่ขนาดมาไกลน่ะเนี่ย) ตลาดสามชุกแม้คนจะเยอะแต่อากาศไม่อึดอัด สบายๆ ของกินเยอะพอประมาณแต่ไม่หลากหลายมากหรือว่าเดินไม่ทั่วก็ไม่รู้ เลยเดินเล่นดูข้าวของในตลาดอยู่พักนึง ก็ได้หมูแดดเดียว หมี่กรอบ(มาดูที่หลังเป็น otop กระทุ่มแบนอ่ะ) ปลาแห้งปลากรอบตั้งใจจะเอาไปทำต้มโคล้ง แล้วก็ของที่ระลึกจากร้านบ้านอมร


หมี่กรอบรูปหมีน่ากินมาก



หมูแดดเดียวร้านนี้



นี่ก็ปลาจะเอาไปทำต้มโคล้ง



ของอยากได้จากร้านบ้านอมร


จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปที่ บึงฉวาก บ่ายแล้วเลยต้องรีบไปที่อาคารดูปลาก่อนตั้งใจว่าเดี๋ยวถ้าเสร็จทางนี้เร็วจะกลับไปดูสิงโต แต่ทำไปทำมาอยู่เพลินจนปิด ขนาดดูรีบๆแล้วน่ะเนี่ย


ครีบฉลาม 3G



มารยาทไทยเลยเนี่ย



บรรยากาศบ่อจระเข้



ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด



จระเข้แพนด้า....ดูดิ





ปลาฉลามที่นี่ตัวโตดีจังเลย


ขากลับได้แวะทานอาหารเย็นที่ร้าน..พยามนึกชื่ออ่ะ ตรงข้ามกับบึงฉวากรีสอร์ทเลย อะไรปายๆนี่แหล่ะก็อร่อยดี บรรยากาศก็ใช้ได้ด้านข้างร้านเป็นนาเขียวขจีเลย ตรงข้ามเป็นรีสอร์ท บ้านบนต้นไม้แปลกตาทำให้บรรยากาศเหมาะสมกับการกินเป็นอย่างยิ่ง อิอิ กินอิ่มก็เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ แล้วจะกลับมาเยือนอีกครั้งอย่างแน่นอน


เร็วๆนี้




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2552 11:13:28 น.
Counter : 309 Pageviews.  

ประวัติหลวงพ่อพุทธโสธร

ประวัติวัดโสธรวรารามวรวิหารและหลวงพ่อโสธร



ประวัติและความเป็นมา

ตั้ง อยู่ที่ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร บนเนื้อที่ 21 ไร่ 42 ตารางวา วัดโสธรฯ นี้ เดิมมีชื่อว่า “วัดหงส์” เนื่องจากมีเสาหงส์อยู่ในวัด เสาหงส์มีลักษณะเป็นเสาสูง ปลายเสาเป็นรูปหงส์ตั้งอยู่ เล่ากันว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายโดยฝีมือชาวมอญ เนื่องจากมีเสาหงส์ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะของชาวมอญปรากฏอยู่
ต่อมาพายุใหญ่ได้พัดเอาตัวหงส์ที่อยู่บนยอดเสาหักพังลงมาเหลือแต่เสา ชาวบ้านจึงได้นำผ่าขึ้นไปผูกแทน นานเข้าผู้คนได้พากันเรียกชื่อตามภาพที่เห็นว่า “วัดเสาธง” หลังเวลาผ่านไปอีกช่วง เสาหงส์หรือเสาธงซึ่งถูกแดดลมกัดกร่อนเป็นเวาลานานเมื่อถูกพายุจึงหักลงมา เป็นสองท่อน ชาวบ้านเลยพากันเรียกชื่อวัดว่า “วัดเสาธงทอน” ตามลักษณะการหักเป็นสองท่อนของเสาหงส์หรือเสาธง
เรื่องเล่ายังมีต่อไปอีกว่า ครั้งหนึ่งได้มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ 3 พี่น้องลอยตามแม่น้ำปิงมาจากทางเหนือแล้วลัดเข้าคลองมาทางพระโขนง ก่อนออกสู่แม่น้ำบางปะกงได้แสดงอภินิหารโผล่พ้นน้ำให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านได้ช่วยกันชักลากขึ้นจากน้ำแต่ไม่สำเร็จ ภายหลังจึงได้เรียกชื่อคลองนี้ว่า “คลองชักพระ”
แล้ว ได้ลอยทวนน้ำขึ้นไปจนถึงวัดสัมปทวนในปัจจุบัน เมื่อถึงบริเวณดังกล่าวได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นเหนือน้ำให้ชาวบ้านเห็นอีก ชาวบ้านได้พากันเอาเชือกพรวนไปผูกพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ไว้ เพื่อจะฉุดลากขึ้นแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ชาวบ้านจึงพากันเรียกวัดนี้ว่า “วัดสามพระทวน” ภายหลังเพี้ยนเป็น “สัมปทวน”จาก นั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ได้ลอยย้อนกลับลงมาตามกระแสน้ำผ่านหน้าวัดโสธรฯ ไปแสดงอภินิหารให้ชาวบ้านเห็นอีกครั้งบริเวณคุ้งน้ำใต้วัด ชาวบ้านพากันฉุดขึ้นจากน้ำแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อหมู่บ้านและคลองบริเวณนั้นว่า “บางพระ” จากนั้นได้ลอยทวนน้ำวนอยู่หัวเลี้ยวตรงกองพันทหารช่างที่ 2 จนเป็นที่มาของชื่อว่า “แหลมหัววน” และ “คลองสองพี่น้อง”
ต่อมาพระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่ได้แสดงอภินิหารลอยเข้าไปตามลำแม่น้ำแม่กลอง แล้วไปผุดขึ้นที่บริเวณบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านได้อัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดบ้านแหลม ได้ชื่อว่า “หลวงพ่อบ้านแหลม” ส่วนพระน้ององค์เล็กได้ลอยตามน้ำล่องไปตามคลองบางพลี และผุดขึ้นที่คลองใกล้วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านได้อัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดบางพลี มีชื่อว่า “หลวงพ่อโตบางพลี”
สำหรับองค์กลางมาผุดขึ้นที่หน้าวัดหงส์หรือวัดเสาธงทอน ชาวบ้านได้นำเชื่อกมาผูกเพื่อจะชักลากขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จที่สุดได้มีผู้ รู้ทางไสยศาสตร์ท่านหนึ่งได้ร่วกับชาวบ้านทำที่ตั้งศาลเพียงตากระทำพิธีบวง สรวงแล้วเอาด้ายสายสิญจน์คล้องไว้กับพระหัตถ์ จึงอัญเชิญขึ้นมาได้สำเร็จ และนำมาประดิษฐานไว้ที่อุโบสถของวัด วันที่อัญเชิญขึ้นมาตรงกับวันที่ 14 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในราว พ.ศ. 2313 ซึ่งเป็นช่วงต้นกรุงธนบุรี ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมใจกันถวายนามว่า “พระโสทร” มีความหมายว่าพี่น้องร่วมอุทร ซึ่งหมายถึงพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ที่ลอยตามน้ำมาด้วยกันโดยประดิษฐานอยู่ ณ วัดนี้คือหนึ่งในสามองค์นั้น
จากนั้นชาวบ้านได้พากันเรียกชื่อวัดตามชื่อหลวงพ่อ “วัดโสทร” และเลยเรียกรวมไปถึงชื่อหมู่บ้านและคลองที่อยู่ในละแวกเดียวกับวัดนั้นด้วย ล่วงมาถึงรัชกาลที่6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คำว่า “โสทร” ได้เปลี่ยนไปเขียนใหม่ใหม่เป็น “โสธร” แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้เปลี่ยนสำหรับชื่อ “โสธร” ที่เขียนใหม่นี้มีความหมายว่า “บริสุทธิ์” หรือ”ศักดิ์สิทธิ์” สำหรับเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อจาก “หลวงพ่อพุทธโสทร” มาเป็น “หลวงพ่อพุทธโสธร” ก็ คงเป็นด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อที่ประชาชนทั่วไปต่างเคารพนับถือมาแต่ โบราณกาลแล้ว นอกจากนี้พุทธลักษณะอันงดงามของหลวงพ่อเองก็เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เปลี่ยน อักษรเขียนชื่อใหม่ดังกล่าว


พระ พุทธโสธรเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 165 เซนติเมตร สูง 198 เซนติเมตร ประทับอยู่เหนือบัลลังก์ 4 ชั้น ปูลาดด้วยผ้าทิพย์ ซึ่งหมายถึงการอยู่สูงสุด เป็นพุทธเหนืออริยบุคคล 4 คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์


ตามประวัติเล่าว่า เดิมเป็นพระพุทธธูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปางสมาธิ หน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงาม ภายหลังพระสงฆ์ภายในวัดเห็นความงดงามนี้จะเป็นอันตรายต่อองค์พระเอง จึงได้ช่วยกันนำปูนมาพอกเสริมปั้นหุ้มองค์เดิมไว้ พระพุทธโสธรที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ลงรักปิดทอง พระพักตร์แบบศิปะล้านนา พระเกตุมาลาแบบปลี ความกว้างของพระเพลา 3 ศอก 5 นิ้ว หรือ 1 เมตร 65 เซนติเมตร สูง 1 เมตร 98 เซนติเมตร
นอกจากนี้ ทางวัดและทางจังหวัดฉะเชิงเทรายังได้ร่วมกันจัดสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ สำหรับเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโสธรขึ้น โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาทรงวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างพระอุโบสถ จากนั้นได้ดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมาจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2541 พระอุโบสถหลังใหม่นี้มีลักษณะทรงไทยประยุกต์ กว้าง 44.50 เมตร ยาว 123.50 เมตร ลักษณะเป็นอาคารหลังคาประกอบเครื่อยอด ชนิดยอดทรงมณฑปแบบไทย ต่อเชื่อมด้วยวิหารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านข้างต่อเชื่อมด้วยอาคารรูปทรงอย่างเดียวกันกับพระวิหาร เป็นอาคารจัตุรมุข ซึ่งเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นหลังคาแบบจัตุรมุขอย่างอาคารปราสาทแบบ ไทย กำแพงปุด้วยหินอ่อนจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี จัดเป็นพระอุโบสถที่งดงามมาก และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
สำหรับพระอุโบสถหลังใหม่นี้ ชาวจังหวัดฉะเชิงเทราสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อสนับสนุนพระศาสนาซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนและเพื่อ ร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีกาญจนภิเษกถวายเป็นพระราชกุศล โดยร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระอุโบสถประจำรัชกาลที่ 9 สืบต่อไป

ศิลปกรรมบนพื้นแกรนิตภาพมหาสมุทร
ใน ส่วนพระอุโบสถ ที่ประดิษฐานพระพุทธโสธรองค์จริง พระประธาน และพระพุทธรูปอื่นรวม 18 องค์ ประดิษฐานในดอกบัว ลายล้อมด้วยศิลปกรรมบน พื้นแกรนิตภาพมหาสมุทร แสดงถึงตำนานหลวงพ่อโสธรที่ลอยน้ำมายังบริเวณนี้ มีปลาขนาดใหญ่ประจำเมืองแปดริ้ว 5 ตัว ว่ายวนอัญเชิญดอกบัว รอบๆ มีสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา คาบดอกบัวมาสักการะหลวงพ่อ ลวดลายบนภาพพื้นพระอุโบสถ มีความสมจริงดั่งพื้นน้ำ ด้วยฝีมือช่างผู้ชำนาญ ที่สามารถแกะสลักหินแกรนิตหลากสี จากต้นแบบของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ และคณะให้เป็นลวดลายสมจริงเช่นนี้ ทั้งหมดที่ท่านเห็นบนพื้นพระอุโบสถ ทำจากหินแกรนิตแกะสลักสลับสีซ้อนกันหลายชิ้นมีความพิถีพิถันในการให้สี มีความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ได้ภาพเขียนศิลปกรรมขนาดใหญ่จากแกรนิตที่สวยงาม แห่งเดียวในโลก


จิตรกรรมภาพดวงดาวบนเพดานพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร
จิตรกรรม ภาพดวงดาวบนเพดานพระอุโบสถ ท้องฟ้าสีดำประดับด้วยดวงดาวมากมาย เป็นฝีมือของจิตรกรเอกหลายท่านของเมืองไทย นำโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติพร้อมคณะที่ร่วมกันสรรค์สร้างเป็นภาพสีน้ำมันบนวัสดุเคลือบ ด้วยน้ำยาชนิดพิเศษที่ให้ความคงทน และรักษาสีไม่ให้ซีดจาง เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป จะรู้สึกเหมือนกับว่าภาพบนเพดานแบนราบ แท้จริงแล้วกลับเป็นเพดาน ทรงโดมโค้ง ภาพนี้แสดงตำแหน่งของดวงดาวใน วัน เวลา นาที ที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินยกยอดฉัตรพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร


งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธร

หลวง พ่อโสธร เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง มีอภินิหาร มีประชาชน พุทธบริษัทและเทศพากันหลั่งไหลไปนมัสการทุกวันไม่ขาด ถ้าเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดอื่นๆ ประชาชนยิ่งพากันไปมากกว่าวันธรรมดายิ่งในวันเทศกาลด้วยแล้ว ประชาชนพากันหลั่งไหลไปนับจำนวนแสน งานปีของหลวงพ่อโสธรนั้นมีปีละ 3 ครั้ง ตามลำดับ ดังนี้
1. ครั้งแรก งานวันเกิดหลวงพ่อโสธร คือ กลางเดือน 5 มีงาน 3 วัน 3 คืน
2. ครั้งที่ 2 งานกลางเดือน 12 มีงาน 5 วัน 5 คืน
3. ครั้งที่ 3 งานตรุษจีน มี 5 วัน 5 คืน
งานนมัสการหลวงพ่อครั้งแรกนั้น ตามตำนานกล่าวว่า ประชาชนพากันอาราธนาหลวงพ่อขึ้นจากแม่น้ำ แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานในพระอุโบสถ จึงมีงานสมโภชถวาย ต่อแต่นั้นมาก็มีถวายหลวงพ่อเป็นประจำมาถึงทุกวันนี้ งานนี้เริ่มแต่วันขึ้น 14 -15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 5 รวม 3 วัน 3 คืน มีมหรสพสมโภชตลอดงาน ถือกันว่าเป็นงาน วันเกิดของหลวงพ่อ
งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อกลางเดือน 12 นั้น เริ่มมีตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 12 วันนี้เป็นวันทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์เปิดงาน และปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อ เสร็จแล้วทำพิธีเปิดงานในวันรุ่งขึ้น คือ วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 รวม 5 วัน 5 คืน งานกลางเดือน 12 นี้ มีการแห่หลวงพ่อไปทางบกและ ทางน้ำ พร้อมทั้งมีการแข่งเรือทุกชนิดและมีงานสนุกสนานมาก ตลอดจนถึงศาลากลางจังหวัด



เขียนโดย กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศฯ สนจ.ฉช.





 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2552 13:06:11 น.
Counter : 569 Pageviews.  

ของเล่นที่ อัมพวา

มีเรื่องจะเล่า..

เมื่อก่อนนี้ตอนยังเด็กเราเห็นของเล่นเหล่านี้แล้วก็อยากได้ มันก็ได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะบางชิ้นมันก็ซื้อได้บางชิ้นก็ซื้อไม่ไหว..สตางค์ไม่ค่อยจะมี..มาเห็นพวกนี้อีกทีก็อายุมากแล้วเลยถ่ายรูปเก็บไว้เชยชมอย่างเดียว ส่วนตัวเล็กที่บ้านไม่สนใจเลย...คงนิยมแต่เกมส์สมัยใหม่มั้ง...


หุ่นยนต์ต่างๆ

ไก่..ชอบเพราะเกิดปีไก่



อันนี้ก็รถหลายแบบ.....




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2552 9:38:32 น.
Counter : 118 Pageviews.  


varin1970
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีต้อนรับและขอขอบคุณสุภาพชนทุกๆท่านน่ะครับ....
Friends' blogs
[Add varin1970's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.