Group Blog
 
All blogs
 

มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 2 : เครื่องชงกาแฟสดแบบต่างๆ


บทความชุดนี้อยู่ในชุด "ร้านกาแฟ" ตั้งใจว่าจะมี 5 ตอนจบครับ



1. มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 1 : เมล็ดกาแฟ



2. มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 2 : เครื่องชงกาแฟสดแบบต่างๆ --> คุณอยู่ที่นี่



3. มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 3 : การชงกาแฟสดแบบต่างๆ



4. มาชงชา/กาแฟโบราณดื่มเองกันเถอะ



5. เล่าประสบการณ์เปิดร้านกาแฟเล็กๆ



 



ผมจะพูดถึงเครื่องชงที่ผมรู้จักเท่านั้นนะครับ



เครื่องชงกาแฟ แบบ Unplug






1. ฟิลเตอร์ หรือที่กรองนั่นเอง ก็ง่ายๆ อ่ะครับ มันก็คือกรวยที่เราวางไว้บนถ้วย เอากาแฟโรย แล้วรินน้ำร้อนลงไป น้ำที่ได้ก็จะเป็นกาแฟแล้ว แต่มันแพงเหลือหลาย แผ่นละ 20 บาทแน่ะชงได้แก้วเดียวเอง หาซื้อได้ตามห้างทั่วไป






2. French Press โดยหลักการมันคือกาที่มีตะแกรงติดกับฝา แรกสุดเราก็เอากาแฟโรยลงไปก่อน จากนั้นก็เทน้ำร้อนตาม แล้วก็ปิดฝา กาแฟบดจะถูกตะแกรงกดไว้ไม่ให้มาปนกับน้ำกาแฟ เราก็รินกาแฟออกจากกามาใส่ถ้วยก็ได้แล้วครับ ได้หลายถ้วยด้วยนะตามขนาดของกา French Press ผมซื้อได้ที่บางลำพูครับ






3. Moka ผมรู้จักจากบล็อกคุณโก๋สิจ๊ะ อันนี้คุณต้องลำบากหน่อยเพราะต้องตั้งไฟ ใส่กาแฟสดรวมกับน้ำไว้ด้านล่าง แล้วเมื่อน้ำเดือดจะระเหยเป็นไอแล้วกลั่นตัวออกมาเป็นกาแฟตามหลักการของการกลั่น



 



เครื่องชงกาแฟแบบใช้ไฟฟ้า






1. แบบหยด แบบนี้จะมีกาอยู่ด้านล่าง เมื่อเครื่องต้มน้ำให้เดือดเป็นไอแล้วมันจะไหลผ่านกาแฟบดลงมาที่กา (โดยใช้แรงดันจากไอน้ำ) ข้อดีคือกินได้เยอะหลายคนดีและราคาถูก ข้อเสียคือมันไม่เหมาะกับการทำร้านกาแฟเพราะทำเร็วๆ ไม่ได้ และไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นแถม






2. แบบแรงดันน้ำ น้ำร้อนปริมาณมากพอที่จะทำกาแฟได้ 1 ช็อต จะถูกผลักดันอย่างแรงผ่านผงกาแฟบดที่ถูกอัดกันแน่นออกมาเป็นน้ำกาแฟสด 1 ช็อต ข้อดีคือไม่ต้องตวง ทำได้เร็ว และมักจะมีฟังก์ชั่นแถมเช่นที่ทำฟองนมและเครื่องบดกาแฟในตัว ข้อเสียคือแพงกว่าแบบแรกและมีหลายยี่ห้อ หลายราคาตั้งแต่หลักพันจนหลักแสน (ผมเจอมาแล้วที่ Power buy เซ็นทรัลปิ่นเกล้า)



 



อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง



1. เครื่องบดกาแฟ อย่าดูถูกว่ามันทำได้แค่บด เพราะเค้าบดได้หลายระดับนะ และราคาประมาณสามพันบาทด้วย ไม่ใช่ถูกๆ แต่มีรุ่นพี่คนหนึ่งเคยพูดถึงเครื่องบดแบบมือหมุน ราคาเพียงสามร้อยบาท ซึ่งผมไม่เคยเห็นและไม่เคยใช้ จึงไม่สามารถรับรองประสิทธิภาพได้



2. ที่ทำฟองนม เป็นสิ่งสำคัญสำหรับร้านกาแฟที่ไม่ชอบทำฟองนมแบบเขย่า และใช้เครื่องมันสวยกว่าเขย่าด้วยแหละ หน้าตาจะคล้ายๆ ปากกาที่มีมอเตอร์เอาไว้ตีนมให้เป็นฟองตามชื่อครับ ราคาเท่าไหร่ไม่ทราบจริงๆ เพราะไม่เคยไปหาซื้อ ที่เคยใช้ก็เป็นของที่มีอยู่แล้วในร้าน








 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 0:59:18 น.
Counter : 3798 Pageviews.  

มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 1 : เมล็ดกาแฟ


วันนี้คุยกับน้องในที่ทำงานว่าด้วยเรื่องที่เคยทำร้านกาแฟและวิธีทำกาแฟสด จะว่าไปการทำกาแฟสดก็ไม่ยากนะครับ ว่าแล้วก็เอามาเขียนลงบล็อกจะดีกว่า ก่อนจะลืมเลือนไปเพราะร้านกาแฟที่ว่านี้ปิดไปตั้งแต่ปี 48 แน่ะ



บทความชุดนี้อยู่ในชุด "ร้านกาแฟ" ตั้งใจว่าจะมี 5 ตอนจบครับ



1. มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 1 : เมล็ดกาแฟ --> คุณอยู่ที่นี่



2. มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 2 : เครื่องชงกาแฟสดแบบต่างๆ



3. มาชงกาแฟสดดื่มเองกันเถอะ ตอน 3 : การชงกาแฟสดแบบต่างๆ



4. มาชงชา/กาแฟโบราณดื่มเองกันเถอะ



5. เล่าประสบการณ์เปิดร้านกาแฟเล็กๆ



 



เริ่มจากการเลือกซื้อเมล็ดกาแฟ






ตามปกติร้านกาแฟจะซื้อเมล็ดกาแฟเป็นลังๆ จากไร่เพราะมันถูก แต่ถ้าเราจะไปซื้อเองตามห้างก็ได้ครับ ถ้าไปซื้อจาก Tops เค้าจะมีขายเป็นขีดๆ เราก็เลือกเอาตามกำลังทรัพย์ ผมเคยซื้อที่ขีดละ 70 บาทก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กาแฟสดยี่ห้ออื่นๆ ที่มีคนร่ำลือกันว่าอร่อยคือของบ้านไร่กาแฟและดอยคำ ก็เลือกซื้อกันได้ตามความถนัดล่ะครับแต่ ถ้าเจอยี่ห้อ Maxim ล่ะก็นั่นถือว่าเป็นที่สุดของเมล็ดกาแฟแล้ว (ที่ผมรู้จัก) แต่มันราคาแพงและหายากมากมาย



สำหรับเรื่องของพันธุ์กาแฟหลักๆ จะมีอยู่สองพันธุ์คืออาราบิก้าและโรบัสต้า อาราบิก้ามีรสอร่อยกว่าและไม่เปรี้ยว ที่ร้านกาแฟสดส่วนใหญ่ชอบพูดว่า อาราบิก้า 100% ก็หมา่ยความว่าไม่มีการใส่โรบัสต้าเข้าไปปนนั่นเอง ส่วนอีกพันธุ์หนึ่งก็คือบลูเมาท์เทน ซึ่งก็พอมีขายอยู่บ้างประปรายแต่ผมไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ครับ



พอเลือกเมล็ดกาแฟได้แล้ว ถ้าคุณมีเครื่องบดก็อย่าไปสั่งให้เค้าบดนะครับ เพราะถ้าบดแล้วเก็บเอาไว้กลิ่นจะหอมสู่บดแล้วชงเลยไม่ได้ครับ แต่ถ้าไม่มีเครื่องบดก็จนใจอ่ะนะ การบดมีอยู่ 2 แบบครับคือบดหยาบสำหรับใช้กับพวกฟิลเตอร์ และ French Press กับบดละเอียดที่ใช้กับเครื่องทำกาแฟครับ



ปล. ปกติเมล็ดกาแฟ 1 ขีดจะชงได้ประมาณ 5 ถ้วยครับ




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2551 21:00:15 น.
Counter : 979 Pageviews.  

อยากเปิดร้านกาแฟในสวน

ขออภัยที่ entry นี้อาจจะไม่มีภาพ เพราะไปหาทั่วแล้ว ไม่เจอภาพที่ถูกใจเลยสักภาพ

มาโพสในหมวดหมู่นี้อีกครั้ง หลังจากทิ้งไปนานมากๆ ขอโทษด้วยนะครับ ที่จริงคิดไว้เหมือนกันว่าจะเขียนอะไรหลายอย่าง จากประสบการณ์ร้านที่เคยเปิดมา เพราะร้านกาแฟนี่ เป็นความฝันของใครหลายคนเลย พอพวกผมได้ไปทำ ความฝันกลายเป็นจริง มันก็ต้องเจอปัญหาหลายอย่าง แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆ แล้ว การเปิดร้านกาแฟน่ารักๆ ก็สามารถทำได้ ถ้าค่อยๆ พัฒนา (แบบไม่ลงทุนโครมเดียวใหญ่และพยายามจัดการร้านอย่างประหยัด) แต่เอาเป็นว่าไว้ผมค่อยเขียนให้อ่านกันดีกว่า

จุดเริ่มต้นของการอยากเปิดร้านอีกครั้งมาจากเมื่อก่อนผมชอบเข้าไปนั่งที่ศาลาแปดเหลี่ยมของทับแก้ว ที่นั่นจะมีบรรยากาศเหมือนสวน และมีร้านกาแฟอยู่ 1 ร้าน ชื่อร้าน Le petit Prince ตัวร้านเล็กมากเป็นศาลาเล็กๆ มีแต่เจ้าของร้านกับลูกมือที่เข้าได้ ส่วนลูกค้าจะนั่งโต๊ะข้างนอกร้าน กินลมชมวิวกันไป กินข้าวได้ด้วย โดยการสั่งจากโรงอาหารที่อยู่ตรงข้าม ต่อมาเมื่อผมเข้ามาทำงานใน กทม. ก็ยังคิดถึงร้า่นนี้อยู่เสมอแม้จะไม่ค่อยได้ไปนั่งแล้ว

ต่อมาอีก ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่ง มีความฝันว่าจะซื้อที่มาทำหอเล็กๆ รูปตัวยู ในพื้นที่ไม่ถึง 100 ตารางวา แต่พวกผมก็สงสัยกันว่า ตรงก้นตัวยูเนี่ย จะเอาไปทำอะไรได้ เพราะมันคงจะต้องแคบมากๆ แต่คำตอบก็คือ

"เอางี้มั้ยล่ะ มาเปิดร้านกาแฟกันอีกไหม"

ตรงก้นตัวยูเนี่ยแหละ เอาเป็นสำนักงานด้วย โต๊ะเก้าอี้ก็ตั้งข้างนอกเอา

เฮ้ยชักอยากทำว่ะ แฟนผมเพิ่งดู Coffee prince มาด้วย

พยายามลงทุนให้น้อยที่สุด ขายกาแฟกับขนม ส่วนข้าวอาจให้แม่้ค้านอกมาทำหรือไม่ทำมันซะเลย อาจจะรับโปสการ์ดหรือสินค้าอะไรแปลกๆ มาขายนิดๆ หน่อยๆ กำไรไม่ต้องมากเอาแค่พออยู่ได้



แต่ปัญหาคือ ยังไม่มีใครมีเงินเนี่ยนะเซ่




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2551 15:54:08 น.
Counter : 356 Pageviews.  

ถ่ายรูปให้ดูดี ด้วยกล้องธรรมดาๆ

ยังไม่มีรูปให้ดูนะ อัพทีหลังอ่ะ

อันที่จริงแล้ว การถ่ายรูปให้ดูดีนั้น กล้องมีส่วนนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นครับ อาจารย์สอนถ่ายรูปที่ผมเคยเรียนนั้น หลายๆ ท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "กล้องเป็นแค่เครื่องมือ ที่ทำให้สะดวกขึ้นเท่านั้น อยู่ที่ว่าเราจะถ่ายอย่างไรต่างหาก"

เพราะฉะนั้น ถ้าตั้งใจ และพร้อมฝึกหัด คุณก็จะถ่ายรูปให้ดีขึ้นได้เรื่อยๆ เอง เหมือนผม ที่ตอนแรก ถ่ายได้ห่วยสุดจะบรรยาย ตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่เรียกว่า "ดี" แต่ก็แค่ ดีกว่าเดิมครับ

ก็มาดูกันเลยดีกว่า (คุณไม่ต้องเชื่อผมทุกครั้ง เพราะ "กฏมีไว้แหก" ครับ)

1. อย่าเอาสิ่งที่เราจะถ่ายไว้กลางภาพ ภาพจะน่าสนใจขึ้นอีกมาก

2. ลองแบ่งภาพออกเป็น 9 ส่วน ด้วย เส้นในแนวนอน 2 เส้น และเส้นในแนวตั้ง 2 เส้น และเอาสิ่งที่เราจะถ่ายไว้ในช่องล่าง หรือ บน (จะได้ทั้งหมด 4 ช่อง แต่ปกติก็ควรจะเป็นช่องทางขวา) กฏนี้เรียกว่า Rule of third

3.เส้นสายหรืออะไรที่ทำให้ภาพมีมิติ จะทำให้ภาพมีสภาพเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งที่จะเข้าไปได้ และถ้าใช้ "เส้นทแยงมุม" ด้วยแล้วล่ะก็ จะมีความน่าสนใจขึ้นอีกมากเลย (แต่ต้อง "คลาดเคลื่อน" นิดหน่อยด้วยนะ ถ้า "เป๊ะๆ" นี้ก็จะไม่สวยอีกเหมือนกัน)
ปล. ภาพแบบนี้ พี่ๆ ศิลปินที่ผมรู้จัก เรียกว่า ภาพเปอร์ๆ (ย่อมาจาก perspective จ้ะ)

4. ถ่ายภาพกลางคืน ถ้าไม่จะเป็นจริงๆ ถ้าเราไม่สามารถแหงนแฟลช หรือหาสิ่งโปร่งใสมาบังแฟลช เราก็ต้องปิดแฟลชครับ แล้วพยายามให้แสงธรรมชาติ โดยใช้ขาตั้งกล้องช่วยครับ และบอกนายแบบ นางแบบ ให้นิ่งๆ ที่สุดที่จะนิ่งได้

5.ครอปภาพ ให้แน่น สำหรับภาพ portrait ที่สนใจตัวแบบ อย่าให้มีแบ็คกราวน์ที่เราไม่สนใจมากเกินไป


ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์แล้วละครับ

ปล. ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนดีหรือเปล่า เพราะผมก็งูๆ ปลาๆ เหมือนกัน แต่ก็ลองเขียนดู เพราะคิดว่าใครๆ ก็น่าจะทำได้ครับ

ปล.2 ถ้าอยากอ่านแบบละเอียดกว่านี้ พร้อมภาพประกอบ ก็เชิญที่ http://www.2how.com ครับ (แต่อันนี้ผมเขียนเองไม่ได้ลอกเค้านะ)




 

Create Date : 06 มกราคม 2549    
Last Update : 6 มกราคม 2549 16:25:24 น.
Counter : 158 Pageviews.  

อยากเปิดสตูดิโอ ดิจิตอล เล็กๆ ต้องมีอะไรบ้าง

ครับ อันดับแรกเลยคุณต้องมีใจที่รักการถ่ายรูป และมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์นิดหน่อยครับ

ขอบอกก่อนนะครับว่าผมก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายเลย แต่อยากทำไว้ให้อ่านเผื่อใครอยากจะทำครับ ถึงร้านผมจะต้องเลิกไป แต่ถ้าทำกันจริงๆ วางแผนกันดีๆ ก็น่าจะพออยู่ได้ครับ

พอมีสองสิ่งแรกแล้วคุณก็ต้องหาทำเลครับ อาจเป็นสถาบันการศึกษาหรือว่าตามห้างก็ได้ แต่ต้องมีวัยรุ่นเยอะๆ ครับ เพราะพวกเค้าจะชอบถ่ายรูปกันมาก (ถึงจะถึงตอนนี้แล้วก็เถอะ) แต่ควรระวังว่าอย่าให้มีคู่แข่ง และค่าเช่ามากเกินไปครับ

ต่อไปก็ไปชอบปิ้งกันได้เลย

ข้อควรระวัง
ถ้ามีเงินไม่มากนัก เมื่อเริ่มต้นไม่ควรซื้ออุปกรณ์เต็มรูปแบบมากนัก เช่นไฟสตูดิโอ หรือฉากแพงๆ มีอะไรทำเองได้ก็ควรจะทำครับ

กล้องดิจิตอล
บางคนอาจจะคิดว่า ควรจะต้องมีกล้องใหญ่ๆ อย่างน้อยก็ Canon Eos 300D,350D หรือ Nikon D70,D50 Olympus E300 ที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ และมีความสามารถต่างๆ มากมาย อีกอย่างจะดูน่าเชื่อถือ ดูโปร

มันก็จริงครับ แต่อย่าลืมว่า เงินเรามีเท่าไหร่ และเราใช้ความสามารถของกล้องได้ขนาดไหน บางคนก็ใช้กล้องราคาไม่แพงมาก แต่สามารถถ่ายภาพได้สวย โอเค ลูกค้าก็ชอบ

ทางเลือกอีกอย่างของคุณคือ ถ้าคุณเน้นการถ่ายภาพกลางแจ้งเป็นหลัก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กล้องแพงๆ เลยครับ เพราะกล้องธรรมดาเรานี่แหละ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ถ่ายภาพคนกลางแจ้งได้สวยงามอยู่แล้ว แถมยังใช้งานง่ายกว่ากล้องแพงๆ อีกด้วย

นอกจากว่าคุณจะชอบรับงานถ่ายภาพรับปริญญา อันนั้นมีแต่จะต้องขนสรรพาวุธไปอวดกันครับ ลูกค้าจะชอบกล้องใหญ่ๆ ดูโปรๆ เลนส์ยาวเป็นวา มีรีเฟลกซ์อันเท่าบ้าน หารู้ไม่ว่า ตัวเองถ่ายเองก็ให้ผลไม่ต่างกันนัก ถ้าพอจะมีความรู้เรื่องถ่ายภาพอยู่บ้าง

ผมคิดว่าสมัยนี้ ถ้าคุณไม่มีเงินมากนัก เสียเงินไม่เกิน 20,000 บาท รับรองได้กล้องโอเคแน่ครับ

คอมพิวเตอร์
อุปกรณ์สำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับกิจการด้านนี้ เช่นกันครับไม่ต้องใช้สเปคสูงมาก แต่ควรมีแรมกับ HDD มากหน่อย แรมสัก 512 HDD 40 ก็น่าจะโอเคครับ ข้อสำคัญควรจะลง Windows XP ครับ เพราะจะมีปัญหาน้อยกว่าเวอร์ชั่นอื่นๆ

สำหรับซอฟท์แวร์ต่างๆ แน่นอนว่า Photoshop และ ACDSee คือคู่หูที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานแบบนี้ แต่ถ้ากลัวปัญหาด้านลิขสิทธิ์ล่ะก็ คงต้องหาตัวที่แจกฟรี หรือมีราคาถูกลง แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานก็จะน้อยลงไปด้วยครับ

พรินเตอร์
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะมีสำหรับ "ภาพถ่ายด่วน" แต่ถ้าให้ผมแนะนำคือ พรินเตอร์ควรไว้ใช้พรินต์ภาพสำหรับลูกค้าที่ใจร้อน หรือใช้พรินต์ ID Photo (รูปสมัครงาน) เท่านั้น เพราะถ้าเอาไปอัดที่แลป ราคาจะถูกกว่ากันมาก และไม่ต้องกลัวว่าหมึกจะหมดอีกด้วย ลูกค้าส่วนมากสามารถรอวันรุ่งขึ้นได้ครับ ถ้าพวกเขาเรียนอยู่แถวๆ นั้น

แน่นอนว่าพรินเตอร์ต้องใช้ Photo printer เป็นหลัก แต่หมึกจะแพงมากโดยเฉพาะของแท้ คุณสามารถใช้หมึกทดแทนที่มีราคาถูกกว่าได้ครับ แต่ไม่ควรเติมหมึกถ้าไม่มีความรู้เพียงพอ เพราะปัญหาจะตามมาอีกเยอะเป็นต้นว่า พรินเตอร์เสีย ภาพไม่มีคุณภาพ ฯลฯ ครับ

ไฟ
อีกหนึ่งอย่างที่พวกช่างกล้องมืออาชีพคิดว่าควรจะมี แต่ถ้าเรามีเงินน้อยก็หลีกเลี่ยงซะ โดยอาจจะเน้นการถ่ายภาพกลางแจ้ง ถ้ามีวิวดีๆ หรือใช้ไฟฟลูออเรสเซนต์ (ไฟบ้าน) แทน ซึ่งจะประหยัดกว่ามาก แต่เราต้องปรับกล้องให้ทำงานในสภาพแสงแบบนี้ด้วย เพราะสีที่ออกมาจะไม่ตรงตามธรรมชาติครับ แต่ถ้าใช้ไฟสีส้ม ก็จะได้บรรยากาศไปอีกแบบ

ฉาก
ฉากสำเร็จรูป เช่นกันว่ามีราคาแพง เราหาทางแก้ได้โดยใช้แผ่นไม้ (300 บาท) เพนท์สีทาบ้านเอาครับ ส่วนฉากถ่าย ID photo ก็ใช้ผ้าแทน แล้วมาแต่งอีกทีในคอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ก็น่าจะมีอุปกรณ์ประกอบฉากเช่น ตุ๊กตา พัด วิกผม เครื่องแต่งตัว หรืออื่นๆ สำเพ็งเป็นแหล่งที่ดีในการซื้อหา หรือทางที่ดีก็หาทางทำเองก็จะประหยัดครับ

อื่นๆ
อาจจะมีสินค้าที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร อย่างบริการทำภาพถ่ายให้เป็นภาพเขียน (แต่ไม่ใช้ฟิลเตอร์อัตโนมัตินะเพราะไม่สวย) ทำนาฬิกา และอื่นๆ ครับ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเข้ามากขึ้น

ตอนหน้า ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการถ่ายรูปครับ




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 12:25:48 น.
Counter : 2367 Pageviews.  

1  2  

Unregistered user
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ตอนแรกก็มีกันอยู่ 2 คน

แต่ทำไม

กลายเป็น 3 คน

และรู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้นเมื่อมี 3 คน
Friends' blogs
[Add Unregistered user's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.