ชีวิต คือ การเดินทาง
Group Blog
 
All blogs
 

ณ แพร่

ความจริงทริปปีใหม่พวกเราแพลนกันว่าพอเที่ยวตัวเมืองน่านเสร็จจะขับรถกลับกรุงเทพฯกันเลย..แต่ว่าด้วยความที่เหมือนรู้สึกว่ายังเที่ยวได้ไม่เยอะเท่าไหร่ อุตสาห์ขับรถกันมาตั้งไกล ก็เลยตัดสินใจกันว่างั้นอยู่ต่ออีกหนึ่งคืน ส่วนจะพักที่ไหนเดี๋ยวค่อยไปหาอีกที


ตอนที่เราออกจากน่านมาก็เกือบเย็นแล้ว แต่ที่เที่ยวต่อไปที่พวกเรามุ่งมั่นก็คือ "แพะเมืองผี" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนเด็กๆรู้สึกว่าต้องน่ากลัวแน่ๆเลย แต่พอไปถึงคนละอารมณ์กะที่คิดไว้ ฮ่าๆๆๆๆๆ..

เราไปถึงแพะเมืองผีก็เย็นแล้ว พระอาทิตย์ใกล้จะตกพอดี..เราว่าแพะเมืองผีตอนยามเย็น แสงสวยดีอ่ะ ชอบๆๆๆ ดีนะที่ตัดสินใจมากันตอนเย็น อิอิ








หลังจากที่ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็นที่นี่อย่างเต็มที่แล้ว พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ ที่ต่อไปคือ "พระธาตุช่อแฮ" เป็นพระธาตุประจำปีขาล ตอนแรกนึกว่ามาไม่ทันซะแล้ว กลัวเค้าจะปิดเพราะกว่าเราจะไปถึงก็เกือบๆ 1ทุ่ม แต่โชคดีที่เค้ายังเปิดให้ขึ้นไปสักการะ พระธาตุยามค่ำคืน สีทองอร่าม งดงามมากๆ แถมโชคดีได้มาปล่อยโคมที่นี่ด้วย













จากนั้นพวกเราก็รีบขับรถไปที่อุตรดิตถ์กันต่อ เพราะกะว่าคืนนี้จะไปพักที่นี่กัน แต่พักที่ไหนยังไม่รู้ เลยต้องไปหาที่พักกันอีก ก็โทรถามได้ที่นึง ราคาถูกมาก เลยขับรถไปดู พอเห็นหน้าโรงแรมเท่านั้นแหละ หน้าแต่ละคนแบบว่า อย่าพักที่นี่เลย..แต่ด้วยความเกรงใจเค้าเลยเข้าไปขอดูห้องก่อน โรงแรมนี้อารมณ์แบบหนังผีสมัยก่อนเปี๊ยบเลย ลิฟท์ก็เก่าๆนิดนึง พอขึ้นไปถึงชั้นห้า เปิดลิฟท์มา อืมมมมม..วังเวงงงง น่ากลัวใช้ได้เลย พอเข้าไปดูในห้อง คลาสสิกมาก ถ้าไม่ติดว่าเพื่อนๆกลัวผีนะ เราว่าน่าลองมาพักสักคืน คงได้บรรยากาศย้อนยุคพอสมควรเลย เจ๋งดีนะเราว่า ฮ่าๆๆๆๆ

พนักงานเค้าก็คงดูหน้าพวกเรารู้แหละ เลยแนะนำอีกที่ให้ น่ารักมากๆเลย ขอบคุณนะค๊า..เราก็มุ่งหน้าหาที่พักกันต่อ สามทุ่มแล้วยังหาไม่ได้เลย เรากะว่าถ้าหาไม่ได้นี่จะไปกางเต๊นท์นอนแถวๆสวนสาธารณะแล้วนะ อิอิ และแล้ววววว ในที่สุดความพยายามก็เป็นผล เหาที่พักได้แย้ววว ดีใจสุดๆๆ เพราะจะได้เก็บของไปทานข้าวกันสักที มื้อนี้พออิ่มปุ๊บก็แยกย้ายกันไปนอนเลย ง่วงมากมาย อิอิ

เช้านี้ตื่นกันชิวๆ ไม่รีบมากนัก ทานข้าวเช้าเสร็จก็เก็บของเตรียมกลับกัน ขากลับมีโอกาสแวะไหว้พระพุทธชินราช ที่พิษณุโลกด้วย จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพจ้า




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2553 21:33:58 น.
Counter : 301 Pageviews.  

แอ่วตัวเมืองน่านจ้า

ทริปน่านนี้เป็นภาคต่อจากทริปดอยภูแวจ้า..พอดีช่วงนี้พึ่งมีเวลาว่างเลยขอมาเล่าต่อน๊า

หลังจากลงจากดอยภูแวมา..พวกเราได้แวะพักทานข้าวกันที่บ่อเกลือ ทานเสร็จก็มุ่งหน้าสู่ อ.ปัว..ตอนแรกพวกเรากะว่าจะพักที่ปัวดีหรือว่าที่ตัวเมืองน่านดี พอดีเพื่อนเราบอกว่าขับไปนอนที่น่านดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องรีบกันมาก..ที่ อ.ปัวเราได้แวะไปเที่ยววัดปรางค์ ซึ่งมีต้นดิ๊กเดียมอยู่นั่นเอง ต้นดิ๊กเดียมเป็นต้นไม้ที่อารมณ์ดี เมื่อมีคนไปสัมผัสจะจักจี้ ฮ่าๆๆๆๆ คือเวลาเราไปลูบๆๆ ที่ลำต้น บริเวณกิ่งส่วนปลายจะไหวทันที ..พวกเราได้เข้าไปไหว้พระในโบสถ์วัดปรางค์ เลยมีโอกาสได้คุยกับท่านเจ้าอาวาสด้วย ท่านได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับต้นดิ๊กเดียมให้พวกเราฟังว่า เป็นต้นไม้ที่ไม่สามารถปลูกหรือขยายพันธุ์เพิ่มได้ ไม่รู้เพราะอะไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกดี อาจต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมากกว่านี้ อยากให้สามารถขยายพันธุ์ได้จัง ^^



จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองน่านกัน พอไปถึงกว่าจะหาที่พักได้ก็เกือบสองทุ่มแล้ว ที่พักเป็นเกสต์เฮาส์ของคุณป้าใจดีมากๆเลย ชื่อ Amazing Guesthose ไปพักแล้วได้อารมณ์ประมาณว่าไปพักบ้านญาติผู้ใหญ่ที่ต่างจังหวัด อบอุ่นดีจัง อิอิ

พอได้ที่พักก็ไปเดินหาข้าวทานกันที่ตลาดกลางคืน แถวๆวัดกู่คำ..เลยมีโอกาสได้ไปนมัสการพระธาตุวัดกู่คำนี้ด้วย ตอนกลางคืนสวยมากๆเลย น่าเสียดายที่เราไม่ได้หยิบกล้องไปด้วย..หลังจากไหว้พระเสร็จก็เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอเวทีประกวดนางงาม เลยไปนั่งดูสักพัก ที่นั่งก็คือเสื่อปูกันเลย นั่งดูท่ามกลางอากาศหนาวๆ ได้อีกบรรยากาศเจ๋งดีอ่ะ ชอบๆๆๆ ..พอใกล้เที่ยงคืนก็กลับที่พักกัน เพราะแต่ละคนเริ่มลืมตาไม่ขึ้นกันแล้ว เพลียจากการเดินลงดอยมาเมื่อเช้า คืนนี้หลับสบายยยยย ZZZzzzzz

เช้าวันปีใหม่ ตื่นแต่เช้าไปที่ตลาดเช้า ไปซื้อของใส่บาตร ทำบุญวันปีใหม่ รู้สึกดีจริงๆ ..ที่ตลาดเช้าของกินเยอะมากๆเลย น่าทานไปทุกอย่าง แถมคนขายก็ใจดีมากๆด้วย..รู้สึกว่าน่านเป็นเมืองที่น่าอยู่มากๆเมืองนึงเลย หลังจากท้องอิ่มก็พร้อมเดินทางต่อ แต่แผนการมาน่านครั้งนี้มี 1 สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ ไปหาเพื่อนซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกัน ตั้งแต่จบมาไม่เคยเจอกันเลย พอดีเพื่อนคนนี้กลับมาทำงานที่น่าน..และแล้วแผนการก็สำเร็จเราบุกไปหาถึงที่ทำงานเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ รู้สึกดีจริงๆ ได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน น่าเสียดายที่เราต้องรีบไปต่อ เลยมีโอกาสคุยแค่แป๊บเดียว ไว้คราวหน้าจะกลับมาน่านอีกรอบแล้วชวนเพื่อนคนนี้ไปเที่ยวด้วยกันแน่นอน อิอิ

จากนั้นพวกเราก็ไปพระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ อยู่ห่างจากตัวเมืองน่านประมาณ 2 km องค์พระธาตุมีความสูง 55.5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ22.5 เมตร บุด้วยทองเหลืองปิดทองคำเปลวหมดทั้งองค์



วัดต่อไปที่เราจะไปคือวัดภูมินทร์





ซึ่งพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ ประทับนั้งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตู ทั้งสี่ทิศ อีกทั้งภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ ที่เล่าเรื่องชาดก ตำนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีตอีกด้วย



จากวัดภูมินทร์พวกเราขอพักทานข้าวกลางวันกันแป๊บนึง ซึ่งระหว่างทางเดินไปหาร้านข้าวนั้นก็ได้เดินผ่านวัดพระธาตุช้างค้ำ แต่น่าเสียดายที่เวลาไม่พอเลยมีโอกาสได้ถ่ายแค่ข้างหน้าวัดเท่านั้น ไปน่านคราวหน้าต้องไปไหว้ให้ได้เลยจ้า



หลังจากท้องอิ่มกันแล้ววัดต่อไปที่เราจะไปก็คือ วัดศรีพันต้น เป็นวัดที่มีมีการตกแต่งงดงาม มีภาพเขียนภายในพระอุโบสถแสดงประวัติศาสตร์เมืองน่าน และยังมีเรือจอดในโรงเรือบ้านศรีพันต้น ซึ่งเรือทุกลำมีลวดลายงดงาม





ตัวเมืองน่านยังคงมีวัดที่งดงามอีกมากมาย แต่น่าเสียดายทีเวลาของเราไม่พอ ถ้ามีโอกาสจะกลับมาแอ่วเมืองน่านอีกครั้งแน่นอนจ้า..

"น่านเมืองสงบท่ามกลางวัฒนธรรมที่งดงาม"




 

Create Date : 27 มกราคม 2553    
Last Update : 27 มกราคม 2553 19:23:10 น.
Counter : 490 Pageviews.  

ที่นี่..เชียงคาน

เชียงคาน..ทำไมถึงมีแต่คนไปเมืองนี้กันนะ

ด้วยความอยากรู้ จึงตัดสินใจที่จะไปตั้งแต่ประมาณเกือบสองปีที่แล้ว แต่ทุกครั้งที่จะไปก็ต้องมีเหตุนู่นนี่นั่นทำให้ต้องเปลี่ยนทริปเป็นที่อื่นเสมอ..แต่คราวนี้แหละ ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ใครไม่ไปเราไป ฮ่าๆๆๆๆ ตอนแรกสมาชิกที่จะไปมีทั้งหมด 10 คนแต่ไปๆมาเหลือแค่ 5 คน..โอเคพร้อมลุย

เริ่มต้นโดยการไปจองตั๋วรถทัวร์ที่ไปรษณีย์ กี๊ดดด ไม่น่าเชื่อว่ารถไปเชียงคานเต็ม เอาหล่ะสิ แต่ไม่เป็นไรพี่เจ้าหน้าที่คะ งั้นไปลงตัวเมืองเลยก็ได้..เอ่อ รถลงที่เลยเหลือแต่รถ ม.1ข นะน้อง รถอะไรก็ได้คะ ก็ตั้งใจว่าจะไปแล้วนิ รถอะไรก็ได้ จองเลยค่า 5 คน (ค่ารถคนละ 412 บาท)..พอได้ตั๋วรถขาไปเสร็จก็ลัลล้าๆๆ สักพัก คิดได้ เฮ้ยยย ยังไม่ได้จองขากลับนี่หน่า เอบไปแล้ววว..เดินกลับไปหาพี่เจ้าหน้าที่ใหม่ เอ่อ พี่คะพวกหนูลืมจองขากลับคะ พี่เค้าก็ฮาใหญ่ ขากลับก็เหมือนเดิม เหลือแต่รถ ม.1ข โอเคคะ จัดมาเลยพี่..

วันเดินทางรถออก 22.20 ณ หมอชิต สมาชิกพร้อมลุย ขึ้นรถปุ๊บหลับเก็บแรงกันปั๊บ ฮ่าๆๆๆ ตื่นอีกทีก็ช่วงที่เค้าจอดแวะพัก เลยลงไปเดินยืดเส้นยืดสายกันหน่อย เพราะเบาะแคบมากกกก

ถึงเลยตอน 7.00 อากาศเย็นมาก ไม่น่าเชื่อ แถมต้องนั่งรถสองแถวไปลงเชียงคานอีก ลมพัดหนาวสุดๆๆ ระหว่างทางเช้านี้มีหมอกเกือบตลอดทาง วิวสวยมั่กๆ รู้สึกดีที่ได้นั่งรถมาลงที่เลยแล้วได้ต่อสองแถวเพราะว่าทำให้เราได้สัมผัสบรรยากาศรอบตัวได้อย่างเต็มที่..ค่ารถสองแถว 35 บาทนั่งประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงเชียงคาน..เมืองที่ใฝ่ฝันมานาน

รูปบนรถสองแถวจ้า



วันแรกที่เชียงคานนั้นหลังจากเอากระเป๋าไปเก็บแล้วก็เช่าจักรยานไปหาของกินกัน คุณป้าเจ้าของที่พักนั้นใจดีมากๆเลย ไปช่วยหาจักรยานมาให้พวกเราเช่าในราคา 30 บาทต่อวัน ส่วนคันที่เป็นของคุณป้านั้นคุณป้าให้ปั่นฟรี ขอบคุณมากๆนะค๊า

มื้อแรกที่เชียงคานต้องนี่เลย "ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว" ตอนแรกเห็นชามตกใจมาก ไซส์ประมาณกะละมังขนาดเล็กเลย แถมป้าให้หยิบผักได้ตามใจชอบ ชามละ 20บาทเท่านั้น แต่ถ้าไม่เอาเครื่องในก็แค่ 15 บาท หรือว่าอยากเพิ่มเครื่องในก็แค่ 30 บาทเท่านั้น คุ้มสุดๆ มื้อแรกก็อิ่มพุงกางกันซะแล้ว อิอิ

จากนั้นก็ปั่นจักรยานชมเมือง ย่อยอาหารกันสักหน่อย เชียงคานเป็นเมืองเก่าริมแม่น้ำโขง บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้เหมือนเดิม แต่ว่าเจ้าของที่พักหรือร้านขายของนั้นเริ่มที่จะเป็นคนนอกที่ไม่ใช่คนพื้นที่หรือคนเก่าแก่มาเปิดมากขึ้น วัฒนธรรมดั้งเดิมจะค่อยๆเริ่มถูกกลืนหายไปอย่างไม่รู้ตัว ทำให้รู้สึกว่าในอนาคตถ้าหากยังเป็นแบบนี้ อนาคตเชียงคานอาจกลายเป็นแบบปายไปก็ได้..หรืออาจกลายเป็นเมืองที่มาเที่ยวกันตามแฟชั่น..แอบบ่นมาซะเยอะ กลับมาดูรูปเมืองเชียงคานกันดีก่า











หลังจากปั่นเที่ยวในเมืองและวัดต่างๆเสร็จก็ปั่นไปแก้งคุดคู้กัน ด้วยความไม่รู้ว่าไกลเท่าไหร่ก็ปั่นไปเรื่อยๆ ทำไมไม่ถึงสักที แต่ด้วยความที่ว่ามาแล้วต้องไปให้ถึงก็เลยปั่นไป พอไปถึงถึงรู้ว่าระยะไปกลับทั้งหมดคือ 10 กิโล..ปั่นไปด้ายยยย ฟิตกันมากมาย ฮ่าๆๆๆ

กลับมาจัดข้าวเย็นมาด่วนเลยค่า หิวท้องร้องหน้ามืดสุดๆๆ มื้อเย็นนี้นั่งกินที่ร้านแถวริมโขง หลังจากอิ่มกันแล้วเราก็มาเดินถ่ายรูปเล่นกัน





จากนั้นก็กลับที่พัก คุณป้าถามว่าพรุ่งนี้อยากขึ้นภูทอกมั้ย พอดีมีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มเค้าจะไป ถ้าเราไปหารด้วยค่ารถก็จะได้ถูกขึ้น พวกเราตอบตกลงแบบไม่คิดเลย ฮ่าๆๆ แบบว่าอยากไปอยู่แล้ว อิอิ แต่คุณป้าบอกว่าบนภูทอกอาจจะหนาวนะ..แต่พวกเราดันเตรียมเสื้อกันหนาวมาแบบบางๆ กะว่าไม่หนาวมาก คุณป้าก็ใจดีสุดๆ ไปหาเสื้อกันหนาวมาให้ยืม ชอบตัวไหนเลือกเอาเลย ประทับใจคุณป้าสุด ไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี คืนนี้พวกเรารีบนอนกันอย่างรวดเร็วเตรียมตื่นแต่เช้าไปภูทอก หลับสบายยยยย

ตีห้าครึ่งออกเดินทางสู่ภูทอก วันนี้รู้สึกจะหนาวน้อยกว่าเมื่อวาน ขึ้นไปถึงมีคนเริ่มมารอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันแล้ว แต่น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีทะเลหมอก เลยได้แค่ถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางขุนเขายามเช้า..



จากนั้นคุณป้าก็บอกว่าจะพาไปแก่งคุดคู้ พอพวกเราได้ยินก็ ป๊าดดด เมื่อวานปั่นจักรยานไปกลับกันสิบโลทำไมเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ แต่ก็ดีได้อีกอารมณ์ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไปครั้งที่สองหรือว่าเพราะไปสบายเกิน เลยรู้สึกว่าแก่งคุดคู้เมื่อวานสวยกว่าเยอะเลย อิอิ

วันนี้ได้ถ่ายรูปแก่งคุดคู้ยามเช้ามาด้วย มาตอนเช้าร้านค้าต่างๆยังไม่เปิดมากเท่าไหร่ แถมคนก็ยังน้อยด้วย ดูไม่วุ่นวายเหมือนเมื่อวานเย็น..





จากนั้นก็กลับที่พัก ท้องร้องกันอีกแล้ว เลยปั่นจักรยานไปกินไข่กะทะกัน อีกเมนูที่ตั้งใจว่าจะมาทานให้ได้ อิ่มอร่อยไปอีกมื้อ (กาแฟเป็นของเพื่อนๆที่ไปด้วย ส่วนเราสั่งเขียวโซดาแต่ดันลืมถ่ายมา )





จากนั้นก็ไปเดินเล่นริมแม่น้ำโขง ถ่ายรูปเล่นกัน..สักพักก็นึกเมนูที่ต้องมาทานเมื่อถึงเชียงคานได้ก็คือแหนมคลุกป้าแห่ว เลยไปปั่นจักรยานหา แต่สายไปเสียแล้ว ป้าขายหมดเกลี้ยงเลย แป่วๆๆๆ อดกิน อิอิ..แต่คุณป้าใจดีมากเลย บอกว่าไม่ได้กินแหนมคลุกแต่มานั่งกินข้าวกะป้าดีกว่า ความจริงก็อยากไปร่วมวงด้วยนเนี่ย แต่พวกหนูเกรงใจอ่ะค่ากลัวคุณป้าจะตกใจว่าทำไมเด็กพวกนี้กินเก่งเกิ๊นนนนนน เอิ๊กกกกก

พลาดแหนมคลุกไม่เป็นไร เราไปหาร้านต่อไปคือบะหมี่เฟี่องฟ้า บะหมี่เก่าแก่ รสชาติอร่อยดี แถมสั่งเกี๊ยวกรอบมากินด้วย อร่อยมั่กๆ



จากนั้นก็ไปปั่นจักรยานถ่ายรูปเพื่อย่อยอาหารต่ออีกสักพัก



งงเป็นไก่ตาแตก อิอิ




วันเวลาที่เชียงคานช่างผ่านไปรวดเร็วจัง ถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวกลับกรุงเทพกันแล้วเหรอเนี่ย ขากลับก็เหมือนเดิมคือต้องไปขึ้นรถสองแถวไปที่ตัวเมืองเลย คุณป้าเจ้าของที่พักใจดีๆกลัวพวกเราเดินไกลเลยฝากพวกเราให้เพื่อนของคุณป้าขับรถไปส่งถึงคิวรถสองแถวเลย ขอขอบคุณมากๆเลยนะคะ ไว้ถ้าไปเที่ยวเชียงคานอีกจะกลับไปพักที่บ้านคุณป้าแน่นอนคะ (บ้านเฮาเกสต์เฮ้าส์)

พวกเราขึ้นรถสองแถวเที่ยวสุดท้าย 17.30 ถึงตัวเมืองเลยก็ไปทานข้าว นั่งเล่นรอเวลารถออก ขากลับหลับสบายเหมือนเดิม..แต่มีอยู่ช่วงกำลังหลับอยู่ดีๆ ก็ถูกปลุกตื่นขึ้นมาดูดาว อยากบอกว่าดาวสวยมาก ฟ้าเปิดแบบสุด นั่งดูดาวบนรถทัวร์ก็มีความสุขไปอีกแบบนะเนี่ย เสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปได้ เก็บความงามนี้ไว้ในความทรงจำละกันนะ

เชียงคานเมืองเก่าริมโขง ผู้คนใจดีสุดๆ..ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆถึงอยากมาเชียงคาน
หลงรักเชียงคานซะแล้วสิ..ถ้ามีโอกาสต้องกลับไปเชียงคานอีกแน่นอน

เจอกันใหม่ทริปหน้าจ้า




 

Create Date : 20 มกราคม 2553    
Last Update : 20 มกราคม 2553 23:44:32 น.
Counter : 492 Pageviews.  

ดอยภูแว

ดอยภูแว เป็นยอดดอยที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,837 m อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา..

การเดินทางขึ้นยอดดอยนั้นจะเริ่มเดินเท้าจากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯบ้านด่าน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 63 km ระยะทางเดินเท้าประมาณ 6 km เป็นทางเดินขึ้นเขาตลอด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทางชัน ใช้เวลาในการเดินประมาณ 4-6 ชั่วโมง บนยอดดอยนั้นไม่มีน้ำและห้องน้ำ ดังนั้นควรคำนวณน้ำดื่มที่จะนำขึ้นไปดื่มใช้ให้พอดี (ทริปเราเอามาม่าขึ้นไปต้ม แต่ว่าเอาน้ำขึ้นไปไม่พอเลยต้องกินขนมปังแทน ฮ่าๆๆๆ ) แล้วก็ควรเตรียมอาหารไปเพื่อพี่เจ้าหน้าที่และลูกหาบด้วย 2 มื้อคือมื้อเย็นกับมื้อเช้าก่อนเดินลง บนยอดดอยลมแรงมาก กางเต็นท์นอนลมตีเต็นท์ตลอดคืนเลย แต่ก็หลับสบายเพราะเดินขึ้นมาเหนื่อย อิอิ

การเดินขึ้นดอยภูแวควรติดต่อไปที่ทำการอุทยานฯเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่และจองลูกหาบก่อน พี่เจ้าหน้าที่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯบ้านด่านใจดี น่ารักมากๆ เป็นอีกหนึ่งดอยที่ประทับใจ ถ้ามีโอกาสจะกลับไปเยือนดอยภูแวอีกครั้ง

ภาพ ณ ยอดดอยภูแวและระหว่างทางเดินขึ้นจ้า





















พบกันใหม่ทริปหน้าจ้า




 

Create Date : 03 มกราคม 2553    
Last Update : 3 มกราคม 2553 22:39:49 น.
Counter : 574 Pageviews.  

ดอยม่อนจอง-แม่แจ่ม

ดอยม่อนจอง..ที่ความสูง 1929 เมตร จากระดับน้ำทะเล ยอดเขาที่สูงสุดของผืนป่าอมก๋อย..บนยอดดอยนี้มีจุดที่สูงที่สุดคือหัวสิงห์

ณ ขุนเขาแห่งนี้จะปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าที่จะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล ...จนได้ชื่อว่าเป็นทุ่งหญ้าที่สวยที่สุดในเมืองไทย

การเดินขึ้นดอยม่อนจองนั้นใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง..ทางเดินขึ้นนั้นถือว่าไม่โหดมากนักเมื่อเทียบกับดอยอื่นๆ..เดินขึ้นรอบนี้บ้าพลังอีกแล้ว แบกทั้งกล้อง ขาตั้งกล้องแล้วก็เป้ใส่ของ
ทางเดินช่วงแรกๆก็จะเป็นทางเดินในป่าส่วนใหญ่..ส่วนหลังก็จะเป็นทางเดินตามสันเขา ไปเรื่อยๆ วิวสวยสุดๆ
ส่วนที่ตั้งแคมป์นั้นจะต้องเดินลงไปในหุบเขา ไปกางเต็นท์กันกลางป่า ห้องน้ำร้อยไร่ อยากเข้าตรงไหนก็ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า....ว่าแล้วก็ไปชมรูปกันดีกว่าจ้า













แม่แจ่ม..เมืองในฝันของใครหลายๆคน
แม่แจ่มยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก..นักท่องเที่ยวและความเจริญต่างๆยังเข้ามาไม่มากนัก..ทำให้เสน่ห์ของแม่แจ่มไม่เคยจางหาย..









ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมจ้า
เจอกันใหม่ทริปหน้า




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2552 22:22:24 น.
Counter : 823 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

ก่าแป๊ง
Location :
Tochigi Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




<< หาที่ท่องเที่ยว >>
<< หาที่ถ่ายภาพ >>
<<หาคนไปด้วย >>
Friends' blogs
[Add ก่าแป๊ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.