Welcome to twojay's weblog...
Group Blog
 
All Blogs
 

ตอนที่ ๓ ประวัติตอนรับราชการในกระทรวงมหาดไทย. (พ.ศ. ๒๔๓๗ - ๒๔๔๙)

ประวัติเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

ภาคที่ ๑ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์

ตอนที่ ๓ ประวัติตอนรับราชการในกระทรวงมหาดไทย. (พ.ศ. ๒๔๓๗ - ๒๔๔๙)
พระยาสุขุมนัยวินิต
ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช
นามสกุล "สุขุม"
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"เมืองแขกทั้งเจ็ด"
พระบรมสาริกธาตุ
พระราชโทรเลข


เขียนประวัติเจ้าพระยายมราชตอนนี้ จำต้องกล่าวถึงเรื่องกระทรวงมหาดไทย คล้ายกับเล่าเรื่องประวัติของตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อแรกเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยก่อน จึงจะเข้าใจเรื่องประวัติของเจ้าพระยายมราชเมื่อทำราชการกระทรวงมหาดไทยได้ชัดเจนเมื่อก่อนข้าพเจ้าไปยุโรปสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงกำลังทรงพระราชดำริห์จะจัดการเปลี่ยนแปลงวิธีปกครองพระราชอาณาเขตต์ให้สมสมัย เริ่มด้วยแก้ไขตำแหน่งเสนาบดีเจ้ากระทรวงต่างๆ จะทรงตั้งกระทรวงเสนาบดีเพิ่มขึ้นอีกให้เป็น ๑๒ กระทรวงด้วยกัน ตัวข้าพเจ้าในเวลานั้นเป็นกรมหมื่นและเป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการซึ่งจะยกขึ้นเป็นกระทรวงเสนาบดีอันหนึ่งตามพระราชดำริห์ เหมือนกับเทียบที่จะเป็นเสนาบดีอยู่แล้ว เมื่อไปยุโรปข้าพเจ้าจึงเอาใจใส่หาความรู้เห็นซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่กระทรวงธรรมการมาเป็นพื้นเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ ยังไม่ถึง ๗ วันก็ประกาศพระบรมราชโองการให้ตั้งกระทรวงเสนาบดีดังทรงพระราชดำริห์นั้น แต่ในประกาศส่วนทรงตั้งตัวเสนาบดีประจำกระทรวงต่างๆ โปรดฯ ให้ปลดเจ้าพระยารัตนบดินทรที่สมุหนายกเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยซึ่งแก่ชราออกรับพระราชทานเบี้ยบำนาญ และทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพเจ้าย้ายไปเป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นต้นไป การที่จะทรงตั้งข้าพเจ้าเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มิได้มีพระราชดำรัสถามความสมัคร์ของข้าพเจ้า หรือแม้แต่ดำรัสให้ทราบก่อน ข้าพเจ้าต้องย้ายกระทรวงไปในทันทีมิได้เตรียมตัว และยังไม่คุ้นเคยกับราชการกระทรวงมหาดไทยก็เกิดวิตก แต่เมื่อมีพระบรมราชโองการเป็นเด็ดขาดแล้วก็ต้องย้ายจากกระทรวงธรรมการไปตามรับสั่ง ต่อมาในเดือนเมษายนนั้น วันหนึ่งมีรับสั่งให้หาข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าในที่ระโหฐาน ข้าพเจ้าได้โอกาสจึงกราบทูลปรับทุกข์ถึงที่โปรดฯ ให้ย้ายไปว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าข้าพเจ้าได้พยายามก่อสร้างกระทรวงธรรมการมา ฝังใจอยู่แต่ในกระทรวงนั้น นึกว่าถ้าโปรดให้สนองพระเดชพระคุณในกระทรวงธรรมการต่อไป เห็นจะสามารถจัดให้ดีได้ แต่ราชการกระทรวงมหาดไทยข้าพเจ้าไม่ได้เคยเอาใจใส่ศึกษา รู้แต่ว่าเป็นกระทรวงใหญ่มีหน้าที่บังคับบัญชาการกว้างขวางยากกว่ากระทรวงธรรมการมาก เกรงจะไม่สามารถทำการกระทรวงมหาดไทยได้สมพระราชประสงค์ ถ้าหากไปพลาดพลั้งให้เสียหายอย่างไรก็จะเสียพระเกียรติยศจึงมีความวิตกนัก สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีพระราชดำรัสตอบ ว่าทรงเชื่อแน่ว่าถ้าให้ข้าพเจ้าเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการคงสามารถจัดการได้ดี แต่กรณีย์ที่สำคัญกว่านั้นมีอีกอย่างหนึ่ง บางทีข้าพเจ้าจะยังไม่ได้คิด ด้วยเวลานั้นต่างประเทศกำลังตั้งท่าจะรุกพระราชอาณาเขตต์เข้ามา ถ้าไม่จัดการปกครองบ้านเมืองให้เรียบร้อย ปล่อยให้เป็นอยู่อย่างเดิมต่อไป อาจจะเกิดเหตุถึงเสียอิสสระบ้านเมือง ถ้าบ้านเมืองเสียอิสสระแล้วกระทรวงธรรมการของข้าพเจ้าจะดีอยู่ได้หรือ การปกครองบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยทั่วพระราชอาณาเขตต์สำคัญกว่า ด้วยเป็นการใหญ่และยาก ตกอยู่ในหน้าที่กระทรวงมหาดไทยเป็นสำคัญ เพราะมีหัวเมืองอยู่ในบังคับบัญชามาก ได้ทรงพิจารณาหาตัวผู้จะเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยให้จัดการได้ดังพระราชประสงค์มานานแล้วยังหาไม่ได้ จนมาทรงสังเกตเห็นว่าตัวข้าพเจ้ามีความสามารถเหมาะกว่าผู้อื่น จึงได้ทรงตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ข้อที่ข้าพเจ้าวิตกด้วยไม่เคยคุ้นกับราชการกระทรวงมหาดไทยนั้นก็เป็นธรรมดา แต่ตัวข้าพเจ้าก็คงเคยทราบอยู่แก่ใจ ว่าราชการกระทรวงมหาดไทยนั้น พระองค์ต้องทรงรับเป็นภาระยิ่งกว่ากระทรวงอื่นๆ มานานแล้ว ถ้าข้าพเจ้าอยากรู้นโยบายและกระบวรราชการกระทรวงมหาดไทย หรือมีความสงสัยอย่างไรก็ให้กราบบังคมทูลถาม จะทรงพระกรุณาโปรดชี้แจงและอุดหนุนทุกอย่าง พระราชดำรัสข้อหลัง อย่างว่า "ทรงรับเป็นครู" นี้เป็นข้อสำคัญแก่ตัวข้าพเจ้ามาก ได้ถือเป็นหลักและเป็นกำลังสืบมาจนตลอดรัชชกาลที่ ๕ ถึงกระนั้นตอนแรกข้าพเจ้าไปบัญชาการกระทรวงมหาดไทยก็ลำบากมิใช่น้อย ด้วยย้ายไปแต่ตัวกับเจ้าพระยาพระเสด็จ (ม.ร.ว. เปีย มาลากูล) เมื่อยังเป็นที่หลวงไพศาลศิลปสาตร์ เลขานุการสำหรับตัวข้าพเจ้าด้วยกัน ๒ คน เท่านั้น เวลาจะบัญชาการข้าพเจ้าต้องเชิญพระยาราชวรานุกูล (อ่วม) ปลัดทูลฉลองมานั่งกำกับ เมื่อเจ้าหน้าที่มาเสนอราชการอันใดข้าพเจ้าถามพระยาราชวรานุกูลก่อน ว่าการเช่นนั้นแต่ก่อนเคยบังคับบัญชากันมาอย่างไรและท่านเห็นควรจะสั่งอย่างไร น่าชมความอารีของพระยาราช วรานุกูล ท่านบอกแบบแผนเยี่ยงอย่างและความคิดของท่านให้โดยมิได้รังเกียจ ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยหรือไม่เห็นมีทางเสียหายอย่างใดก็สั่งทางที่ท่านแนะนำ ถ้าไม่เห็นพ้องด้วยก็โต้แย้งและปรึกษากับท่านจนเป็นยุติแล้วจึงสั่งไป ถ้าความเห็นแตกต่างกันเป็นข้อสำคัญ หรือเห็นว่าเป็นข้อสำคัญไม่ควรจะทำไปแต่โดยลำพัง ข้าพเจ้าก็กราบทูลขอเรียนพระราชปฏิบัติแล้วจึงสั่งไป ส่วนข้าราชการในกระทรวงใครเคยทำการอย่างไรมาแต่ก่อนก็ให้คงทำไปอย่างเดิม แก้ไขเพียงให้ส่งการงานต่างๆ อันตกเป็นหน้าที่ของกระทรวงอื่นตามประกาศไปยังกระทรวงนั้นๆ เช่นส่งการชำระความอุทธรณ์ศาลหัวเมืองไปยังกระทรวงยุติธรรม (แต่ศาลตามหัวเมืองกระทรวงยุติธรรมว่ายังรับไม่ได้ก็ต้องคงอยู่ในกระทรวงมหาดไทย) และส่งการบัตรหมายสั่งกรมพลเรือนเวลามีการพระราชพิธีในกรุงเทพฯ ไปยังกระทรวงวังเป็นต้น แต่กระบวรทำราชการในกระทรวง ซึ่งแต่ก่อนเคยนำข้อราชการไปเสนอเสนาบดีที่บ้านตามแบบโบราณ ข้าพเจ้าให้เจ้าหน้าที่มาเสนอในศาลาลูกขุนเวลาข้าพเจ้าเข้าไปทำการพร้อมกันทุกวัน ได้สมาคมไต่ถามการงานต่อเจ้าหน้าที่จนคุ้นและรู้อัทยาศัยข้าราชการตั้งแต่ชั้นผู้ใหญ่ลงไปจนผู้น้อยทั้งกระทรวง ข้าพเจ้าบัญชาการอย่างศึกษาดังว่ามาอยู่สัก ๓ เดือน จึงสามารถสั่งราชการได้โดยลำพังตนแล้วปรารภจะศึกษาหาความรู้เห็นถิ่นที่และวิธีบังคับบัญชาราชการตามหัวเมืองต่อไป พอถึงเดือนตุลาคมใน พ.ศ. ๒๔๓๕ นั้น ข้าพเจ้าจึงกราบถวายบังคมลาไปเที่ยวตรวจราชการทางหัวเมืองเหนือไปทางเรือตรวจตั้งแต่พระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอื่นตามรายทางขึ้นไปทุกจังหวัดจนถึงจังหวัดอุตรดิษฐ ขึ้นเดินบกไปยังจังหวัดสวรรคโลก สุโขทัย ตาก แล้วลงเรือล่องลงมาทางจังหวัดกำแพงเพ็ชร์จนถึงจังหวัดอ่างทอง ขึ้นเดินบกจากที่นั่นไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นที่สุด ด้วยเวลานั้นจังหวัดนครไชยศรียังขึ้นอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศจึงเป็นแต่ผ่านกลับมากรุงเทพฯ (ข้าพเจ้าได้รู้จักกับพวกญาติวงศ์และได้ไปถึงบ้านเดิมของเจ้าพระยายมราชเมื่อไปตรวจราชการเมืองสุพรรณครั้งนั้นเป็นหนแรก)


เมื่อไปตรวจหัวเมืองครั้งนั้น ข้าพเจ้าไปแลเห็นความลำบากเป็นข้อสำคัญแก่การที่จะจัดวิธีปกครองหัวเมือง ๒ ข้อ คือ ข้อ ๑ หัวเมืองมีมากด้วยกัน ทางคมนาคมกับกรุงเทพฯ กว่าจะไปมาถึงกันก็หลายวันและหลายทาง พ้นวิสัยที่เสนาบดีเจ้ากระทรวงในกรุงเทพฯ จะจัดการด้วยตนเองและจะไปตรวจตราการงานได้ทั่วถึงทุกแห่งเสมอ จะได้แต่มีท้องตราสั่งและตั้งข้อบังคับส่งไปในแผ่นกระดาษ พวกเจ้าเมืองกรมการทำอย่างไรก็ยากที่จะรู้ ก็ในเวลานั้น หัวเมืองชายพระราชอาณาเขตต์ที่ขึ้นกระทรวงมหาดไทยได้โปรดฯ ให้จัดรวมกันเป็นมณฑลมีเจ้านายต่างกรมและข้าราชการผู้ใหญ่ออกไปเป็น "ข้าหลวงใหญ่" ประจำกำกับอยู่แล้ว ๔ มณฑล คือ เจ้าพระยารัตนาธิ เบศ (พุ่ม) เป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพมณฑล ๑ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (เมื่อยังเป็นกรมหมื่น) เป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลอุดร มณฑล ๑ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลอิสาณ มณฑล ๑ และกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (เมื่อยังเป็นกรมหมื่น) เป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลนครราชสิมา มณฑล ๑ ข้าพเจ้ายังไม่ต้องเป็นห่วงถึง ๔ มณฑลนั้นแต่คิดเห็นว่าถึงหัวเมืองชั้นในถ้าจะจัดการปกครองให้เรียบร้อยก็จะต้องรวมเป็นมณฑลละ ๔ เมือง ๕ เมือง และให้มีเจ้านายหรือข้าราชการผู้ใหญ่ มียศในระหว่างเสนาบดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดไปประจำจัดการตามคำสั่งของเสนาบดีอยู่ในท้องที่มณฑลละคนเรียกว่า "ข้าหลวงเทศาภิบาล" (ซึ่งมาแปลงเป็นสมุหเทศาภิบาลเมื่อภายหลัง) และเปลื้องหน้าที่ของเสนาบดีส่วนบังคับบัญชาการภายในมณฑลนั้นๆ ให้เป็นหน้าที่ข้าหลวงเทศาภิบาล แบ่งเบาภาระให้เสนาบดีมีหน้าที่แต่คิดระเบียบการที่จะจัด และช่วยแก้ไขความขัดข้องของข้าหลวงเทศาภิบาล กับออกไปเที่ยวตรวจตราการที่จัดตามหัวเมืองเป็นครั้งเป็นคราว หรือว่าโดยย่อให้เสนาบดีเป็นผู้คิดและตรวจตรา ให้ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ทำ ดังนี้จึงจะจัดการได้สำเร็จ แต่ยังมีความลำบากข้อสำคัญอีกอย่าง ๑ ด้วยในเวลานั้นการปกครองตามหัวเมืองยังใช้แบบโบราณที่เรียกว่า "กินเมือง" (อาจจะได้แบบมาจากเมืองจีนแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะ จีนก็เรียกว่า "กินเมือง" เหมือนกัน) ถือว่าเผู้เป็นเจ้าเมืองกรมการต้องละการทำมาหากินมาประจำทำการปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรมีความสุขปราศจากภยันตราย เพราะฉะนั้นราษฎรต้องตอบแทนด้วยอุปการะเลี้ยงดูเจ้าเมืองกรมการอย่าให้ต้องอดอยากเดือดร้อนคือ ให้ใช้แรง อย่าง ๑ กับแบ่งสิ่งของซึ่งทำมาหาได้ เช่นเข้าปลาอาหารเป็นต้น ที่มีเหลือใช้ให้เป็นของกำนันสำหรับเจ้าเมืองกรมการเลี้ยงชีพจนเพียงพอ อย่าง ๑ แต่เดิมมาเจ้าเมืองกรมการได้ผลประโยชน์เป็นตัวเงินแต่ค่าธรรมเนียมความและส่วนลดภาษีอากรบางอย่าง เช่นค่านาเป็นต้น คนละเล็กละน้อย ครั้นการเลี้ยงชีพต้องอาศัยใช้เงินตรายิ่งขึ้น ข้าราชการกรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นใหม่ก็เปลี่ยนเป็นได้เงินเดือนเลี้ยงชีพ แต่ตามหัวเมืองยัง "กินเมือง" อยู่อย่างเดิม เมื่อข้าพเจ้าขึ้นไปตรวจราชการได้ความว่าเจ้าเมืองกรมการต้องทำมาหากินเลี้ยงตัวด้วยอาศัยตำแหน่งในราชการโดยมาก เป็นข้อขัดข้องจะแก้ไขได้แต่ด้วยให้ข้าราชการหัวเมืองรับเงินเดือนเหมือนข้าราชการในกรุงเทพฯ จึงจะบังคับให้ตั้งหน้าทำราชการบ้านเมืองแต่อย่างเดียว และเลิกวิธีใช้อำนาจในตำแหน่งหาผลประโยชน์ได้ ข้าพเจ้ากลับมาจากตรวจราชการหัวเมืองครั้งนั้น เมื่อเข้าเฝ้าถวายรายงานแล้ว กราบบังคมทูลถึงความขัดข้อง ๒ ข้อที่กล่าวมาเห็นว่าจะต้องแก้ไขก่อนอย่างอื่น ก็ทรงพระราชดำริห์เห็นชอบด้วย เรื่องตั้งมณฑลเทศาภิบาลโปรดฯ ให้ข้าพเจ้าคิดหาตัวผู้จะเป็นข้าหลวงถวาย และเรื่องจะให้ข้าราชการหัวเมืองได้เงินเดือนนั้นก็จะทรงสั่งกระทรวงพระคลังให้มาปรึกษาหารือกับข้าพเจ้าให้ตกลงกัน


การเลือกหาผู้จะเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลชั้นแรกก็ลำบากมิใช่น้อย เพราะต้องพิจารณาหาผู้ที่มีสติปัญญาสามารถ และเป็นผู้ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัยประกอบกัน ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ นั้นหาตัวได้เหมาะแต่ ๒ คน คือเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิทธศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) เมื่อยังเป็นที่พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ผู้ว่าราชการเมืองพิชัย ข้าพเจ้าไปพบและชอบมาแต่เมื่อไปตรวจราชการหัวเมืองเหนือ คน ๑ กับนายพลตรี พระยาฤทธิรงค์รณเฉท (สุข ชูโต) ซึ่งข้าพเจ้าเคยคุ้นมาตั้งแต่เป็นนายทหารมหาดเล็กอยู่ด้วยกัน คน ๑ ถวายชื่อก็พอพระราชหฤทัย โปรดให้พระยาศรีสุริยราชวรานุวัติเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิศณุโลก และให้พระยาฤทธรงค์รณเฉทเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลปราจิณ แรกตั้งแต่ ๒ มณฑล ต่อมาถึงปีหลังโปรดให้กรมขุนมรุพงศ ศิริพัฒน์ (แต่เมื่อยังไม่ได้รับกรม) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอยุธยาและให้นายพันเอก พระยาดัษกรประลาด (อยู่) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครสวรรค์ จึงมีเป็น ๔ มณฑลด้วยกัน


เรื่องเงินเดือนข้าราชการหัวเมืองนั้น ข้าพเจ้าปรึกษากับกรมพระนราธิปปรพันธพงศ (เมื่อยังไม่ได้รับกรม) ซึ่งทรงบัญชาการกระทรวงพระคลัง ท่านทรงเห็นชอบด้วยว่าข้าราชการหัวเมืองทำการตามหน้าที่ในระเบียบที่จัดใหม่ควรได้รับเงินเดือนเหมือนข้าราชการในกรุงฯ แต่ในเวลานั้นเงินแผ่นดินซึ่งสำหรับใช้จ่ายใช้ราชการยังมีน้อย ตรัสขอให้กระทรวงมหาดไทยช่วยกระทรวงพระคลัง ๒ ข้อ คือ ข้อ ๑ อย่าเพิ่งตั้งข้าราชการตำแหน่งรับเงินเดือนเพิ่มจำนวนให้มากเร็วนัก และขอให้กำหนดอัตราเงินเดือนไว้ให้ต่ำสักหน่อย ข้อ ๒ เมื่อจัดการไปขอให้มหาดไทยเอาเป็นธุระพิจารณาหาทางที่จะได้ผลประโยชน์แผ่นดินเพิ่มขึ้นด้วย ข้าพเจ้าก็รับตกลงตามพระประสงค์


มณฑลเทศาภิบาลมีแต่ ๔ มณฑล มาจนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๗ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักพระราชหฤทัยว่าการปกครองหัวเมืองจะจัดสำเร็จได้ จึงโปรดให้ประกาศโอนบรรดาหัวเมืองซึ่งขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศมารวมอยู่ในกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด เว้นแต่พระนครกับหัวเมืองที่อยู่ติดต่อใกล้เคียงให้รวมกันเป็นมณฑลกรุงเทพฯ ขึ้นในกระทรวงนครบาลต่างหาก หาได้อยู่ในบังคับรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยไม่ เรื่องกระทรวงมหาดไทยเมื่อเริ่มตั้งมณฑลเทศาภิบาลมีมาดังนี้ แต่นี้จะกล่าวถึงเรื่องประวัติเจ้าพระยายมราชต่อไป


เมื่อเจ้าพระยายมราชยังเป็นที่พระวิจิตรวรสาสน์กลับมาจากยุโรปในตอนต้น พ.ศ. ๒๔๓๗ นั้น ขาดจากหน้าที่และตำแหน่งเดิมทั้งที่เป็นครูพระเจ้าลูกเธอและเป็นเลขานุการในสถานทูต ฐานะเป็นผู้ว่างราชการ ทั้งตัวท่านก็อยากจะมาทำราชการอยู่ด้วยกันกับข้าพเจ้าตัวข้าพเจ้าก็อยากได้ท่านด้วย เพราะกำลังเสาะหาคนสำหรับส่งไปรับราชการหัวเมือง ก็รีบกราบบังคมทูลขอและได้พระวิจิตรวรสาสน์มารับราชการในกระทรวงมหาดไทย แต่ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าตัวท่านเคยรับราชการในกรุงแต่เป็นครู และเป็นอยู่ไม่ช้านักก็ออกไปอยู่ในยุโรปเสียช้านาน ควรให้มีเวลาศึกษาหาความรู้ที่ยังบกพร่องเสียก่อน เผอิญในเวลานั้นตำแหน่งเลขานุการประจำตัวเสนาบดีว่าง ด้วยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีดำรัสขอเจ้าพระยาพระเสด็จ (ม.ร.ว.เปีย มาลากูล) เมื่อยังเป็นพระมนตรีพจนกิจไปเป็นพระครูสอนหนังสือไทยถวายสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทรงศึกษาอยู่ในยุโรป ได้พระวิจิตรวรสาสน์มาก็พอดี จึงให้เป็นตำแหน่งเลขานุการประจำตัวข้าพเจ้าแทนพระมนตรีพจนกิจ เป็นตำแหน่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเจ้าพระยายมราชในเวลานั้น เพราะอยู่ใกล้ชิดติดตัวเสนาบดีอยู่เสมอ ได้เห็นการงานในกระทรวงและได้รู้นโยบายที่จัดการปกครองหัวเมืองยิ่งกว่าเป็นตำแหน่งอื่น ถ้าทำการในตำแหน่งเลขานุการไป ผู้ทรงคุณวุฒิเช่นท่านคงจะได้เป็นตำแหน่งชั้นสูงมิเร็วก็ช้า แต่เผอิญมีเหตุเกิดขึ้นคล้ายกับบุญมาหนุนหลังเจ้าพระยายมราชอีกโดยมิได้มีใครคาด ด้วยเมื่อท่านเป็นตำแหน่งเลขานุการยังไม่ทันถึงปี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้รวมหัวเมืองทั้งหมดมาขึ้นกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวมาแล้ว พอรวมหัวเมืองแล้วไม่ช้าพระยาทิพโกษา (มหาโต โชติกเสถียร) ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกอยู่ ณ เมืองภูเก็ตแต่เมื่อยังขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหม มีใบบอกเข้ามายังข้าพเจ้าว่าเกิดอาการเจ็บป่วยขอลาพักรักษาตัวสัก ๖ เดือน ขอให้ข้าพเจ้าส่งใครไปรักษาราชการแทนในเวลาที่ป่วยนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกน้อยใจเพราะหัวเมืองทางนั้นเพิ่งโปรดให้โอนมาขึ้นกระทรวงมหาดไทยข้าพเจ้ายังไม่ทันจะรู้การงาน ควรที่พระยาทิพฯ ซึ่งเคยเป็นมิตรกับข้าพเจ้ามาแต่ก่อนจะอยู่ช่วยข้าพเจ้า กลับมาลาพักเสีย ถ้าจะไม่รับลาก็จะต้องอ้อนวอนห้ามปราม นึกว่าข้าพเจ้าเป็นตำแหน่งเสนาบดีเจ้ากระทรวง ถ้าต้องอ้อนวอนงอนง้อผู้น้อยก็เหมือนตัวอย่างไม่ดีให้เกิดขึ้น จึงตกลงปลงใจว่าจะยอมรับลาและส่งคนอื่นไปแทนตามประสงค์ แต่เมื่อคิดหาตัวผู้ที่จะส่งไปรั้งการมณฑลภูเก็ตยังคิดไม่เห็นใคร เวลานั้นเผอิญเจ้าพระยายมราชเอาหนังสือเข้าไปเสนอตามหน้าที่เลขานุการ พอข้าพเจ้าเห็นก็นึกได้ว่าพระวิจิตรนี้เองเป็นเหมาะดี ด้วยมีสติปัญญาอัธยาศัยพอจะไม่ไปทำให้เสื่อมเสียอย่างใดได้ จึงเล่าเรื่องความลำบากของข้าพเจ้าให้ท่านฟังดังกล่ามาแล้ว ถามท่านว่าจะรับอาสาไปได้หรือไม่ ท่านตอบว่าข้าพเจ้าเห็นท่านจะทำราชการอย่างใดได้ก็แล้วแต่ข้าพเจ้าจะใช้ ส่วนตัวท่านเองนั้นหามีความรังเกียจไม่ ข้าพเจ้าก็กราบทูลเรื่องพระยาทิพฯ ขอลาพักรักษาตัวและจะให้พระวิจตรฯ ออกไปรักษาราชการแทนชั่วคราว ก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตจึงมีท้องตราอนุญาตไปยังพระยาทิพฯ และจัดการหาเรือให้พระวิจิตรฯ จากกรุงเทพฯ ไป เพราะการเดินทางไปเมืองภูเก็ตในสมัยนั้นทางใกล้กว่าทางอื่นต้องไปเรือจากกรุงเทพฯ ไปขึ้นที่เมืองสงขลาแล้วเดินบกไปผ่านเมืองไทรบุรีไปลงเรือเมล์ที่เมืองปินังไปยังเมืองภูเก็ต พอเจ้าพระยายมราชลงเรือออกจากกรุงเทพฯ ไปแล้ว ทางฝ่ายเมืองภูเก็ตพระยาทิพฯ (ชรอยจะทราบว่าข้าพเจ้าขัดใจ) ก็มีใบบอกเข้ามาว่าจะงดการลา ข้าพเจ้าไม่ต้องส่งใครไปรักษาการแทนก็ได้เจ้าพระยายมราชออกไปถึงเมืองสงขลาก็ได้ทราบข่าวนั้น บางทีพระยาทิพฯ จะบอกมาให้ทราบด้วยถึงถามมาว่าจะให้กลับกรุงเทพฯหรือทำอย่างไรต่อไป ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าเมื่อเจ้าพระยายมราชจะไปก็ได้กราบถวายบังคมลา คนทั้งหลายรู้อยู่ทั่วกัน ออกไปครึ่งทางยังไม่ทันได้ทำอะไรจะสั่งให้กลับเข้ามาเปล่าๆ ดูน่าละอายอยู่ จะทูลเสนอให้ท่านเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชก็ขัดข้องอยู่ เพราะตัวท่านเป็นแต่พระวิจิตรวรสาสน์ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ยังไม่สู้เคยคุ้นนัก เกรงจะไม่โปรดข้าพเจ้าจึงกราบบังคมทูลขอให้เจ้าพระยายมราช (เมื่อยังเป็นพระวิจิตรวรสาสน์) เป็นข้าหลวงพิเศษตรวจการที่เมืองสงขลาและเมืองนครศรีธรรมราชให้รู้ว่าระเบียบการปกครองท้องที่ใน ๒ จังหวัดนั้นจัดกันมาอย่างไรให้ทำรายงานมาเสนอ เพื่อประกอบความคิดที่จะจัดมณฑลเทศาภิบาลต่อไป ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตจึงสั่งไปยังเจ้าพระยายมราชให้พักอยู่เมืองสงขลาเที่ยวตรวจราชการ ๒ จังหวัดนั้นเสียก่อน เสร็จแล้วจึงกลับมา


ตรงนี้จะต้องเล่าเรื่องประวัติ ๒ จังหวัดนั้นแทรกลงสักหน่อยจังหวัดนครศรีธรรมราชกับจังหวัดสงขลาเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่รัชชกาลที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชก็อยู่แต่ในสกุลณนครผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาก็อยู่แต่ในสกุลณสงขลาสืบมาตั้งแต่รัชชกาลที่ ๑ ไม่เคยมีคนสกุลอื่นเข้าไปแทรกแซง เวลาเมื่อโอนหัวเมืองทั้ง ๒ นั้นมาขึ้นกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาว่าง พระยาวิเชียรคิรี (ชม ณ สงขลา) เมื่อยังเป็นที่พระยาสุนทรานุรักษเป็นผู้รั้งราชการจังหวัด ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม ณ นคร) เมื่อยังเป็นที่พระยาศรีธรรมราช ผู้ว่าราชการจังหวัด (แต่มีผู้ฟ้องต้องถูกกักตัวอยู่ในกรุงเทพฯ หลายปี จนรวมหัวเมืองมาขึ้นกระทรวงมหาดไทยข้าพเจ้าจึงให้ท่านกลับออกไปว่าราชการตามเดิม) เวลานั้นรู้กันอยู่แล้วว่าคงรวมจังหวัดนครศรีธรรมราชกับจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุงเป็นมณฑลเทศาภิบาลอันหนึ่ง แต่ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล ข้าพเจ้าอยากจะสงสัยต่อไป ว่าในเวลานั้นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีก็เกรงว่าพระยาวิเชียรคิรีจะได้เป็นเทศาฯ เพราะตัวท่านแก่ชราเสียแล้ว ฝ่ายข้างพระยาวิเชียรคิรีก็เกรงว่าเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีจะได้เป็นเทศาฯ เพราะมีบรรดาศักดิ์สูงกว่าผู้อื่นในมณฑลนั้น ที่จริงข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้คิดหาตัวผู้จะเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช แต่ชอบพอคุ้นเคยกับเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีและพระยาวิเชียรคิรีอยู่แล้วทั้ง ๒ คน


เมื่อเจ้าพระยายมราชแรกไปถึงเมืองสงขลาในตอนที่จะไปเมืองภูเก็ต พระยาวิเชียรคิรีได้รู้จักก็ชอบอัธยาศัยเริ่มสมัคร์สมานเป็นมิตรกันมากับพระวิจิตรวรสาส์นแต่ชั้นนั้นแล้ว แต่ทั้ง ๒ คนก็เห็นจะยังไม่ได้คิดว่าเจ้าพระยายมราชจะได้เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลเพราะยศยังเป็นแต่ชั้นพระและจะไปราชการทางหนึ่งต่างหาก แต่เมื่อมีตราตั้งพระวิจิตรวรสาส์นเป็นข้าหลวงตรวจการ ชรอยพระยาวิเชียรฯ จะนึกคาดการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็นคนฉลาดและมีมิตรสหายในกรุงเทพฯ มาก แม้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระเมตตาปราณี พระยาวิเชียรฯ ก็เข้าอุดหนุนพระวิจิตรวรสาส์นให้ตรวจการได้สดวก และแสดงความประสงค์ต่อไป ว่าอยากจะจัดการเมืองสงขลาให้เข้าระเบียบใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยจัดทางหัวเมืองชั้นใน ขอให้เจ้าพระยายมราชช่วยชี้แจงแบบแผนให้ทราบว่าควรจะจัดอย่างไร เจ้าพระยายมราชมีจดหมายลับมาหารือ ข้าพเจ้าก็ตอบไปให้ช่วยแนะนำพระยาวิเชียรคิรีตามประสงค์แต่นั้นที่เมืองสงขลาก็เริ่มจัดการปกครองท้องที่ตามระเบียบใหม่ด้วยอาศัยพระวิจิตรวรสาส์นออกความคิดและพระยาวิเชียรคิรีเป็นผู้จัด ความเจริญก็เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลาก่อน ครั้นข่าวเล่าลือไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีก็เร่งพระวิจิตรวรสาส์นให้ไปเมืองนครศรีธรรมราช อาศัยกรณีย์อันมิได้คาดไว้ก่อนเกิดขึ้นอย่างนั้น เกียรติคุณของเจ้าพระยายมราชก็ปรากฎแพร่หลายไปตลอดมณฑล ตั้งแต่ยังเป็นที่พระวิจตรวรสาส์น


ถึง พ.ศ. ๒๔๓๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เมื่อเสด็จไปถึงเมืองสงขลาทรงสังเกตเห็นบ้านเมืองเจริญขึ้นกว่าได้เคยทอดพระเนตรเห็นมาแต่ก่อน และได้ตรัสไต่ถามการงานต่างๆ เจ้าพระยายมราชกราบทูลชี้แจงชอบพระราชอัธยาศัยในคราวนี้ ก็ทรงหยั่งเห็นว่าพระวิจิตรวรสาส์นเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถ เมื่อเสด็จกลับจึงโปรดฯ ให้ประกาศตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์พระวิจตรวรสาส์นขึ้นเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต และทรงตั้งให้เป็นตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชด้วย ส่วนพระยาสุนทรานุรักษ์ก็ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาวิเชียรคิรีฯ และพระราชทานพานทองเต็มตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสงขลา แต่ส่วนพระยาสุขุมนัยวินิตต่อมาอีกปี ๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ จึงได้รับพระราชทานพานทองเครื่องยศเป็นชั้นขุนนางผู้ใหญ่ มีอธิบายควรกล่าวแทรกตรงนี้ว่าด้วยราชทินนาม "พระยาสุขุมนัยวินิต" ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานนั้น เป็นนามทรงสถาปนาขึ้นใหม่ให้สมกับคุณสมบัติของเจ้าพระยายมราช ด้วยทรงสังเกตเห็นว่าท่านมีสติปัญญาอย่างสุขุมสามารถทำการได้ด้วยผูกใจคน ไม่ชอบใช้อำนาจด้วยอาญา เมื่อพระราชทานนามนั้นผู้อื่นที่รู้จักท่านก็เห็นสมโดยมากบางคนถึงกล่าวต่อไปว่า เพราะท่านเคยบวชอยู่นานจึงได้อัธยาศัยของพระติดตัวมาจากวัด แต่ส่วนตัวท่านเองนับถือนามที่ได้พระราชทานนั้นมาก ถึงรัชชกาลที่ ๖ เมื่อสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชบัญญัติให้มีนามสกุล เวลานั้นท่านเป็นเจ้าพระยายมราชแล้ว กราบบังคมทูลขอให้พระราชทานคำ "สุขุม" เป็นนามสกุล บรรดาญาติวงศ์ทางเมืองสุพรรณฯ ก็ขอเข้าชื่ออยู่ในสกุล "สุขุม" ด้วย ท่านจึงมีฐานะเป็นต้นสกุล "สุขุม" ด้วยประการฉะนี้


มณฑลนครศรีธรรมราชตั้งในคราวเดียวกันกับมณฑลอื่นอีกหลายมณฑล คือ มณฑลนครชัยศรี มณฑลราชบุรี มณฑลชุมพร และมณฑลภูเก็ต เว้นแต่มณฑลจันทบุรียังมิได้ตั้งเพราะยังมีความขัดข้องต้องรออยู่หลายปี เมื่อมีมณฑลมากขึ้นก็โปรดให้ตั้งประเพณีมีการประชุมข้าหลวงเทศาภิบาลพร้อมกันที่ในกรุงเทพฯปีละครั้ง ๑ นับแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ เป็นต้นมา ให้ข้าหลวงเทศาภิบาลมีโอกาสเข้ามาเสนอรายงานการที่ได้จัดไป และปรึกษาความขัดข้องต่อเจ้ากระทรวง ทั้งเสนอความคิดเห็นในกิจการต่างๆ ในมณฑลของตน และที่สุดปรึกษาลงมติสำหรับการต่างๆ ที่จะจัดต่อไปในปีหน้า ประชุมกันที่ศาลาลูกขุนในราวปีละ ๗ วัน รายงานการประชุมพิมพ์ลงในหนังสือ "เทศาภิบาล" แจกจ่ายไปตามหัวเมืองด้วยทุกปี เนื่องในการประชุมเทศาภิบาลนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดฯ พระราชทานเลี้ยงเวลาค่ำและเสด็จเสวยกับข้าหลวงเทศาภิบาลด้วยทุกปี นอกจากนั้นฉายรูปหมู่เป็นที่ระลึกด้วย บางปีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จประทับในรูปหมู่นั้นด้วย อาศัยพระบรมราชูปถัมภ์ด้วยประการต่างๆ การจัดหัวเมืองซึ่งตั้งต้นด้วยจัดการปกครองท้องที่ แล้วขยายออกไปถึงจัดการอื่นๆ แก้ไขแบบเดิมตั้งเป็นระเบียบใหม่ เป็นต้น แต่วิธีเก็บภาษีอากร ตั้งสาขาพระคลัง ทำการโยธาในท้องที่ และที่สุดจัดการศาลยุติธรรมตามหัวเมือง ข้าหลวงเทศาภิบาลมีหน้าที่และต้องรับผิดชอบมากขึ้นเป็นลำดับมา แต่เมื่อการปกครองหัวเมืองมีการงานเพิ่มเติมมากขึ้นความลำบากก็เกิดขึ้นอีกอย่าง ๑ ด้วยไม่มีตัวคนสำหรับรับหน้าที่ต่างๆ พอแก่การ ข้าหลวงเทศาภิบาลต้องขอคนจากกระทรวงมหาดไทยๆ ก็เที่ยวเสาะหานักเรียนที่สอบความรู้แล้วส่งไปปีละหลายๆ คน ที่ตั้งโรงเรียนมหาดเล็กในรัชชกาลที่ ๕ ซึ่งกลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบัดนี้ ก็เกิดแต่หาคนรับราชการ แต่ในสมัยนั้นก็ยังหาได้น้อยนัก เรื่องนี้เป็นมูลที่จะแสดงความสามารถของผู้เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลต่างๆ ให้เห็นว่าใครหัดคนเป็นหรือหัดไม่เป็น ใครรู้จักหัดคนในมณฑลของตนใช้ได้ ก็สามารถจัดการได้สดวกกว่าที่ไม่รู้จักหัดเจ้าพระยายมราชอยู่ในพวกสันทัดหัดคนมาแต่แรก ด้วยท่านได้หลักสำคัญที่คนในมณฑลนับถือมาแต่ยังเป็นที่พระวิจิตรวรสาส์นแล้ว ก็สามารถชักชวนคนชาวเมืองที่ท่านสังเกตเห็นว่าแววดี เป็นต้นแต่ลูกหลานเจ้าเมืองกรมการ ตลอดจนลูกพ่อค้าและคฤหบดีเอาเข้ามาหัดทำราชการได้มาก แต่อุบายอย่างนี้ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอื่นๆ ก็ทำอย่างเดียวกันโดยมาก ที่แปลกฉะเพาะตัวเจ้าพระยายมราชนั้น พอท่านเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลแล้ว เวลาไปตรวจท้องที่ต่างๆ ชอบสั่งสอนราษฎรตามท้องที่คล้ายกับพวกมิชชันนารีสอนศาสนา ผิดกันแต่ท่านสอนให้เป็นสามัคคีช่วยทำนุบำรุงกันและกัน และช่วยรัฐบาลทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความสุข ใครได้พบปะสนทนากับท่านจะเป็นพระตามวัดก็ดี พวกกำนัลผู้ใหญ่บ้านก็ดี ตลอดจนราษฎรและชนชาติอื่นที่อยู่ในบ้านเมืองก็พากันเลื่อมใส ท่านจะทำการอันใดเป็นแต่ชี้แจงประโยชน์ของการที่จะทำนั้นให้เข้าใจ คนก็เต็มใจช่วยมิพักต้องกะเกณฑ์จับกุม


คุณวิเศษของเจ้าพระยายมราชในข้อที่มีอัธยาศัย "เข้าคน" ได้ทุกชะนิด มีเป็นอย่างแปลกปลาดจะเอามาเล่าพอให้เห็นเป็นอุทาหรณ์เรื่อง ๑ คือ เมื่อก่อนท่านจะได้เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลเกิดไฟไหม้ที่วัดมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราชจนปรักหักพัง มีพระภิกษุองค์ ๑ เรียกกันว่า "อาจารย์ปาน" ศรัทธาเที่ยวชักชวนผู้คนให้ช่วยกันบูรณปฎิสังขรณ์ให้คืนดีอย่างเดิม ก็พระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราชนั้น นับอยู่ในเจดีย์วัตถุอันเป็นหลักของประเทศสยามแห่ง ๑ บรรดาพุทธสาสนิกชนในแหลมมลายูนับถือทั่วไปจนถึงเมืองปินัง เมืองสิงคโปร์ และเมืองมอญ เมื่อทราบข่าวว่าอาจารย์ปานจะบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุให้คืนดี คนทั้งหลายก็พากันเลื่อมใสศรัทธาที่จะช่วย ที่เป็นคนมั่งมีศรีสุขก็บริจาคเงินถวายอาจารย์ปานให้เป็นทุน ที่ไม่มีเงินก็เอาแรงของตนมาช่วยให้อาจารย์ใช้สอย บางพวกก็ถวายสะเบียงอาหารสำหรับเลี้ยงคนทำงาน เวลาทำการปฏิสังขรณ์นั้นตัวอาจารย์พักอยู่ในวิหารน้อยที่วัดร้างตรงหน้าวัดมหาธาตุออกมา และปลูกเพิงมุงจากให้คนทำงานอาศัยเต็มไปในลานวัดนั้น มีพวกผู้ช่วยที่รับเป็นกรรมกรผลัดเปลี่ยนกันมาอยู่ประจำทำงานคราวละหลายๆ ร้อย พวกที่เป็นผู้หญิงก็พากันไปรับทำครัวเลี้ยงพวกกรรมกรที่ทำงาน ว่าโดยย่อคนนับถืออาจารย์ปานเมืองนครศรีธรรมราชครั้งนั้น เป็นทำนองเดียวกันกับนับถือพระศรีวิชัยในมณฑลพายัพเมื่อภายหลัง เมื่อเจ้าพระยายมราชไปพบอาจารย์ปาน แทนที่จะแสดงความรังเกียจในทางการเมืองกลับเข้าคบหาวิสาสะช่วยเหลือจนอาจารย์ปานนับถือ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราชครั้ง ๑ อาจารย์ปานรับช่วยเจ้าพระยายมราชในการหากรรมกรหาบขน คือชักชวนพวกราษฎรที่มาทำการปฏิสังขรณ์นั้นเอง ให้ช่วยกันสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คนเหล่านั้นก็เต็มใจไม่มีใครรังเกียจ ถึงเจ้าพระยายมราชให้พาดสายโทรศัพท์แต่จวนของท่านไปจนถึงวิหารน้อยที่อาจารย์อยู่ จะต้องการแรงงานเมื่อใดพูดโทรศัพท์ไปถึงอาจารย์ปานก็ขอแรงคนส่งมาให้ได้ในทันที ครั้นนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเลยเสด็จไปทอดพระเนตรถึงโรงงานของอาจารย์ปาน ทรงอนุโมทนาแล้วโปรดตั้งอาจารย์ปานเป็นที่พระครูเทพมุนี ตำแหน่งพิเศษในคณะสงฆ์เมืองนครศรีธรรมราชต่อมา เรื่องนี้ถ้าเปรียบกับเรื่องประวัติพระศรีวิชัยก็เห็นได้ ว่าผู้มีสติปัญญาอัธยาศัยเช่นเจ้าพระยายมราชอาจจะใช้อุบายแปรเหตุอันอาจจะให้ร้ายให้กลายเป็นดีได้ มีอีกอย่างหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าคิดเห็นว่าจะเกิดผลจากที่คนทั้งหลายในมณฑลนับถือเจ้าพระยายมราชเหมือนกัน คือตลอดเวลาที่ท่านเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชอยู่ ๑๐ ปี นั้นโจรผู้ร้ายสงบมิได้กำเริบทั่วทั้งมณฑล ข้อนี้หยั่งรู้ได้ด้วยสังเกตเห็นแต่เริ่มจัดการปกครองท้องที่มา ตำบลใดได้สาธุชนชั้นคฤหบดีที่ราษฎรในท้องที่นับถือเป็นกำนัล แม้โจรผู้ร้ายเคยชุกชุมมาแต่ก่อนก็สงบลงทันทีแต่มีข้อสำคัญอันหนึ่ง คือที่ต้องยกย่องเอาใจกำนัล ให้รู้สึกว่าความดีอยู่ที่ปกครองลูกบ้านให้เป็นสุข ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดหรือแม้จนข้าหลวงเทศาภิบาลเข้าใจว่ากำนัลผู้ใหญ่บ้านเป็นแต่คนสำหรับรับใช้ อะไรๆ ก็จะเอาแต่กับกำนัลผู้ใหญ่ตะบันไปอย่างว่า "ไม่แลเห็นอก" คนดีก็มักพากันหลีกเลี่ยงไม่รับเป็นกำนัลผู้ใหญ่บ้าน ถ้าแห่งใดเป็นเช่นนั้นโจรผู้ร้ายก็ไม่ราบคาบบางทีท่านผู้อ่านจะสงสัยว่า เพราะเหตุใดกำนัลดีจึงคุ้มโจรภัยได้ข้อนี้อธิบายว่าธรรมดาราษฎรไม่มีใครอยากจะให้มีโจรผู้ร้ายทั้งนั้นถ้ามีหัวหน้าที่นับถือราษฎรก็เต็มใจช่วย เช่นกระซิบบอกให้รู้ตัวว่าพวกโจรจะปล้นสดมภ์ ได้เตรียมป้องกันแต่ก่อนเหตุ หรือมิฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้วก็พากันช่วยสืบเสาะจับกุมโดยเต็มกำลังกำนัลเช่นว่ามา ราษฎรในตำบลมักเรียกกันว่า "คุณพ่อ" กำนัลที่ข้าพเจ้าได้เคยพบในมณฑลนครศรีธรรมราช เจ้าพระยายมราชสามารถหาคนชั้น "คุณพ่อ" ได้เป็นพื้น และรู้จักเอาอกเอาใจด้วยอัธยาศัยของท่านอยู่เสมอ จึงเห็นว่าโจรผู้ร้ายจะสงบด้วยเหตุนั้น ในสมัยเมื่อยังไม่ได้ตั้งกรมตำรวจภูธร


เมื่อเจ้าพระยายมราชเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล ชอบทำการโยธาที่เป็นสาธารณประโยชน์ด้วยอีกสถานหนึ่ง มีสิ่งซึ่งท่านทำยังปรากฎอยู่หลายแห่ง นอกจากทำถนนใช้รถใน บริเวรเมือง ทำถนนหลวงข้ามแหลมมลายู แต่เมืองนครศรีธรรมราชข้ามเทือกเขาบันทัดไปต่อแดนจังหวัดตรัง สาย ๑ ทำถนนเช่นเดียวกันแต่เมืองพัทลุงไปต่อแดนจังหวัดตรัง สาย ๑ ขุดคลองก็หลายสาย คือขุดคลองจากเมืองนครศรีธรรมราชชักสายน้ำจืดลงไปให้ราษฎรชาวปากพนังบริโภค ข้าพเจ้าขนานนามว่า "คลองสุขุม" สาย ๑ ขุดคลองเรือแต่ลำน้ำปากพญาไปถึงลำน้ำปากนครในจังหวัดนครศรีธรรมราชขนานนามว่า "คลองนครพญา" สาย ๑ ขุดชำระคลองท่าแพทางเรือสินค้าเข้าเมืองนครศรีธรรมราช สาย ๑ ขุดชำระคลองรโนดทางเรือในระหว่างจังหวัดนครศรีธรรมราชกับจังหวัดสงขลา สาย ๑ ขุดคลองชลประทานแต่ทะเลสาบขึ้นไป ถึงตำบลคอกช้างในจังหวัดพัทลุงเรียกว่า "คลองคอกช้าง" สาย ๑ ขุดคลองลัดแหลมเกาะใหญ่ในจังหวัดสงขลา เรียกว่า "คลองเกาะใหญ่" สาย ๑ ยังสถานที่สำหรับราชการต่างๆ และที่พักข้าราชการก็สร้างในสมัยเจ้าพระยายมราชเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลโดยมาก


ข้าพเจ้าได้กล่าวมาข้างต้นเรื่องประวัติตอนนี้ ว่าเมื่อจะจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล กระทรวงพระคลังขอให้กระทรวงมหาดไทยประหยัดเงินรายจ่ายด้วยเงินแผ่นดินรายได้ยังมีน้อยนัก และขอให้กระทรวงมหาดไทยช่วยพิจารณาทางที่จะบำรุงผลประโยชน์ให้ได้เงินแผ่นดินมากขึ้น ถ้าทำได้เช่นนั้นก็จะยอมจ่ายเงินเพิ่มจำนวนให้กระทรวงมหาดไทยจัดการหัวเมืองสดวกขึ้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าขอย้อนความขึ้นไปกล่าวเพื่อให้เป็นยุติธรรมและเป็นอนุสรณ์แก่เกียรติคุณของพระยาฤทธิรงค์รณเฉท (สุข ชูโต) ซึ่งถึงอนิจกรรมไปช้านานแล้วให้ปรากฏ พระยาฤทธิรงค์ฯ ได้เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลปราจิณแต่แรกตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ไปสังเกตเห็นขึ้นก่อน ว่าวิธีเก็บภาษีอากรที่รัฐบาลให้มีผู้ประมูลกันเป็นเจ้าภาษีนายอากรไปเก็บเป็นปีๆ นั้น ไม่ดีทั้งได้เงินหลวงน้อยกว่าที่ควรจะได้และไม่เป็นยุติธรรมแก่ราษฎร เพราะเจ้าภาษีนายอากร (อันเป็นจีนแทบทั้งนั้น) รับประมูลไปเพื่อแสวงหากำไรอย่างเดียวใครได้อำนาจออกไปก็รีบบังคับเก็บภาษีอากร สุดแต่ให้ได้กำไรแต่ก่อนสิ้นปี มักใช้อุบายบีบคั้นและเก็บเกินพิกัดอัตรา ราษฎรจะฟ้องร้องก็เห็นว่าป่วยการทำมาหากินมักยอมให้ตามใจเจ้าภาษีเหมือนซื้อรำคาญ แต่ที่จริงภาษีเก็บได้แต่เพียงราษฎรที่อยู่ใกล้ๆ พอจะเก็บถึง ราษฎรที่อยู่ห่างไกลเจ้าภาษีออกไปเก็บไม่ถึงไม่ต้องเสียภาษีอากรตามพระราชบัญญัติมีอยู่มาก พระยาฤทธิ์รงค์เห็นว่าเทศาภิบาลมีกรมการอำเภอกับทั้งกำนัลผู้ใหญ่บ้านปกครองราษฎรอยู่ทั่วทุกแห่ง ถ้าเลิกวิธีที่ให้เจ้าภาษีผูกขาดโอนการเก็บภาษีอากรมาให้เทศาภิบาลเก็บ จะได้เงินแผ่นดินเพิ่มขึ้นอีกเป็นอันมากโดยมิต้องเพิ่มพิกัดอัตราอย่างไร และราษฎรก็จะไม่เดือดร้อนเหมือนเช่นเจ้าภาษีอากรเก็บด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นความคิดดีจึงไปพูดกับกระทรวงพระคลัง (แต่เวลานั้นกรมพระนราธิปเสด็จออกจากตำแหน่งเสียแล้ว) กระทรวงพระคลังยังไม่เห็นชอบด้วยอ้างว่าถ้าเทศาภิบาลเก็บเงินไม่ได้จริงอย่างว่า จะเร่งเรียกอย่างเจ้าภาษีนายอากรไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จนใจ แต่เผอิญพอสิ้นปีนั้นนายอากรค่าน้ำเมืองปราจิณร้องขาด (ทุน) ขอลดเงินหลวงในปีหน้า กระทรวงพระคลังหาใครรับทำเท่าจำนวนเงินปีก่อนไม่ได้ กลัวเงินแผ่นดินจะตกจึงหันมายอมให้พระยาฤทธิรงค์เก็บอากรค่าน้ำมณฑลปราจิณทดลองดูสักปี ๑ และยอมตกลงว่าถ้าเทศาภิบาลเก็บอากรค่าน้ำได้เงินมากกว่าปีที่ล่วงมามากน้อยเท่าใดจะให้ใช้ในการเทศาภิบาล พระยาฤทธิรงค์ไปจัดการเก็บอากรค่าน้ำได้เงินมากขึ้นสักสองสามเท่าเกินคาดหมายโดยมิต้องเพิ่มพิกัดอัตรา พอประจวบเวลากรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยได้เป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลัง ก็ทรงเห็นทันทีว่าควรเลิกการผูกขาดเก็บภาษีอากรจากราษฎรเปลี่ยนมาให้เทศาภิบาลเก็บเหมือนกันทุกมณฑล จึงทรงพระดำริให้ตั้งกรมสรรพากรนอกขึ้นในกระทรวงมหาดไทย และตั้งกรมสรรพากรในขึ้นในกระทรวงนครบาล เป็นพนักงานจัดการเก็บภาษาอากรแต่นั้นมา จำนวนเงินผลประโยชน์แผ่นดินก็ได้มากขึ้นนับปีละหลายล้านติดต่อกันมาหลายปี กระทรวงพระคลังก็ยอมจ่ายเงินในการปกครองมากขึ้นเป็นลำดับมา ตามที่กรมพระนราธิปฯ ได้ตรัสรับไว้แต่แรกเมื่อเจ้าพระยายมราชเป็นพระยาสุขุมนัยวินิตข้าหลวงเทศาภิบาลก็สามารถจัดการเก็บภาษีอากรถ้วนถี่ ได้เงินหลวงในมณฑลนครศรีธรรมราชเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ต้องจ่ายใช้ในการตั้งมณฑลมาก กระทรวงพระคลังจึงเพิ่มเงินรายจ่ายให้ท่านทำการโยธาต่างๆ ที่พรรณนามาแล้ว แล้วยอมให้สร้างเรือกำปั่นไฟชื่อ "นครศรีธรรมราช" ขึ้นลำ ๑ สำหรับตัวท่านไปเที่ยวตรวจการในมณฑล เพราะสมัยเมื่อยังไม่ได้สร้างทางรถไฟไปมายาก ต้องใช้เรือแจวพายเป็นพาหนะไปทางทะเลลำบาก เรือศรีธรรมราชนั้นได้ใช้สำหรับขนเงินแผ่นดินเข้ามาสู่กรุงเทพฯ และมารับเสนาบดีไปตรวจราชการตามมณฑลชายทะเลด้วย


เมื่อเจ้าพระยายมราชจัดการปกครองจังหวัดสงขลา พัทลุงและนครศรีธรรมราชเป็นระเบียบ และมีเรือศรีธรรมราชเป็นพาหนะ อาจจะไปมาตามหัวเมืองในมณฑลได้สดวกแล้ว ข้าพเจ้าจึงให้ท่านคิดจัดการปกครองมณฑลปัตตานี ในสมัยนั้นยังเรียกว่า "เมืองแขกทั้งเจ็ด" ซึ่งขึ้นต่อเมืองสงขลา ต่อลงไป เรื่องเจ้าพระยายมราชจัดเมืองแขกทั้งเจ็ดควรนับเป็นข้อสำคัญในเรื่องประวัติของท่านอย่าง ๑ ด้วยเป็นเหตุให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายว่าท่านมีสติปัญญาสามารถชั้นสูง และเป็นปัจจัยอันหนึ่งซึ่งท่านได้เป็นเสนาบดีในสมัยต่อมา แต่จะต้องเล่าเรื่องพงศาวดารเมืองแขกทั้ง ๗ ให้ผู้อ่านทราบเสียก่อน


เมืองแขกทั้งเจ็ดนั้นเดิมรวมกันเป็นเมืองเดียว เรียกว่าเมือง "ปัตตานี" เจ้าเมืองเป็นมลายูถือสาสนาอิสลาม มียศเป็นสุลต่านบางสมัยก็เป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยา บางสมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสื่อมอำนาจก็ตั้งตัวเป็นอิสระ เมื่อเสียกรุงศรียอุธยาแก่พะม่า สุลต่านเมืองปัตตานีตั้งตัวเป็นอิสระมาจนถึงรัชชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ไม่ยอมกลับมาเป็นประเทศราชอย่างเดิม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอมฟ้าจุฬาโลกจึงดำรัสสั่งให้ พระมหาอุปราชยกกองทัพลงไปตีเมืองปัตตานี เมื่อได้เมืองแล้วทรงตั้งเจ้าชาวเมืองนั้นคนหนึ่งซึ่งมาอ่อนน้อมต่อไทยให้เป็นพระยาปัตตานีครองเมืองเป็นประเทศราชต่อมาอย่างเดิม แต่เมื่อในรัชชกาลที่ ๑ นั้นเองมีแขกอรับคนหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่าเป็นซาหยัด (คือสืบสายโลหิตลงมาจากนาบีมหมัดผู้ตั้งสาสนาอิสลาม) มาสอนสาสนาอิสลามที่เมืองปัตตามีพวกมลายูเลื่อมใสมาก เลยชวนพระยาปัตตานีให้เป็นขบถ รวบรวมชาวเมืองปัตตานีสมทบกับพวกแขกสลัดยกเป็นกองทัพมาตีเมืองสงขลา แต่กองทัพไทยที่เมืองสงขลากับเมืองนครศรีธรรมราชช่วยกันตีพวกขบถแตกพ่ายไป แล้วเลยลงไปตีเมืองปัตตานีได้อีกครั้ง ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชดำริเห็นว่าจะให้เมืองปัตตานีเป็นเมืองใหญ่อย่างแต่ก่อนต่อไปไว้ใจไม่ได้ จึงดำรัสสั่งให้แยกอาณาเขตต์เมืองปัตตานีเดิมออกเป็น ๗ เมือง คือ เมืองตานี ๑ เมืองยิหริ่ง ๑ เมืองสายบุรี ๑ เมืองระแงะ ๑ เมืองราห์มัน ๑ เมืองยะลา ๑ และเมืองหนองจิก ๑ ให้ขึ้นต่อเมืองสงขลาทั้ง ๗ เมือง ส่วนผู้ปกครองเมืองเหล่านั้นทรงตั้งผู้ที่มีความชอบช่วยปราบขบถครั้งนั้นเป็นไทยบ้าง เป็นมลายูชาวเมืองบ้าง ให้เป็นเจ้าเมืองมียศเป็นพระยาใช้วิธีปกครองอย่างเคยเป็นมาแต่ก่อน คือ (อย่างเมืองประเทศราช) เก็บภาษีอากรและใช้กฎหมายเดิมได้โดยลำพัง เป็นแต่ต้องถวายต้นไม้ทองเงินและเครื่องบรรณาการ ๓ ปี ครั้ง ๑ เหมือนกันทั้ง ๗ เมือง นอกจากนั้นก็แล้วแต่เจ้าเมืองสงขลาจะบังคับบัญชาหรือถ้าว่าอีกอย่าง ๑ ก็เหมือนเป็นกำลังของเจ้าเมืองสงขลาอย่าง "กินเมือง" ทั้ง ๗ นั้น เป็นเช่นนั้นมากว่า ๑๐๐ ปี


เมื่อก่อนเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ข้าพเจ้าได้เคยลงไปถึงเมืองเหล่านั้นบางเมือง สังเกตเห็นราษฎรเป็นไทยกับเป็นมลายูมากไล่เลี่ยกัน และตั้งบ้านเมืองอยู่ด้วยกันโดยปรองดองเป็นแต่ถือสาสนาผิดกันและใช้ภาษาต่างกัน เพราะเหตุนั้นจึงคิดว่าจัดการปกครองเมืองแขกทั้งเจ็ดจะต้องใช้นโยบายให้เหมาะกับท้องที่ คือรวมหัวเมืองแขกทั้งเจ็ดเข้าด้วยกันคล้ายกับมณฑลแต่ให้เรียกว่า "บริเวณ" เพราะยังขึ้นอยู่ในจังหวัดสงขลา และจะต้องแก้ไขระเบียบการปกครองให้ผิดกับเมืองอื่นบ้าง จึงให้เจ้าพระยายมราชลงไปตรวจตามเมืองทั้งเจ็ดให้รู้ลักษณการที่เป็นอยู่อย่างไร และทำรายงานมาเสนอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาเสียก่อน แล้วปรึกษาหานโยบายที่จะจัดต่อไป เจ้าพระยายมราชตรวจแล้วเสนอรายงานมีเนื้อความ ว่า


๑) วิธีปกครองเมืองทั้งเจ็ดยังเป็นอย่างที่เรียกกันว่า "กินเมือง" เจ้าเมืองจะทำอย่างไรก็ได้สุดแต่อย่าขัดขืนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเท่านั้น
๒) ภาษีอากรยังเก็บอย่างโบราณก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทรยกตัวอย่างเช่น เก็บค่านาด้วยเอาจำนวนโคสำหรับใช้ไถนาเป็นเกณฑ์เก็บภาษีโคคู่ละเท่านั้นๆ ไม่ต้องรางวัดเนื้อนา (วิธีอย่างนี้เป็นมูลที่เรียกว่า "นาคู่โค" ภาษีอากรอย่างอื่นก็ให้จีนรับผูกขาดไปเก็บ ใช้ทั้งวิธีชักส่วนสินค้า และวิธีให้ซื้อขายได้แต่เจ้าภาษี
๓) การปกครองราษฎรในท้องที่ก็แล้วแต่เจ้าเมืองจะตั้งใครเป็นนายตำบล และจะต้องการใช้แรงงานเมื่อใด หรือให้ราษฎรหาสิ่งของอย่างไรให้เมื่อใดก็เกณฑ์ตามใจเจ้าเมือง
๔) การชำระตัดสินความอยู่ในอำนาจ "โต๊ะกาลี" คืออาจารย์ทางฝ่ายสาสนาเป็นผู้ชำระตัดสินตามกฎหมายอิสลาม มีเมืองหนองจิกเมืองเดียวที่ใช้กฎหมายไทยเพราะเจ้าเมืองเป็นไทยมาหลายชั่วคนแล้ว

เมื่อเสนอรายงานแล้วเจ้าพระยายมราชกับข้าพเจ้าปรึกษากันเห็นว่าการปกครองท้องที่ตามแบบมณฑลเทศาภิบาลชั้นในจะจัดในเมืองทั้งเจ็ดได้สดวก แต่จะต้องใช้นโยบายผ่อนผันในอย่างอื่นบ้างบางอย่าง อย่าให้พวกมลายูชาวเมืองรู้สึกว่าไทยลงไปจัดการให้เดือดร้อนกว่าแต่ก่อน ในเรื่องนี้เห็นเป็นข้อสำคัญมีอยู่ ๓ ข้อ คือ


๑) การเก็บภาษีอากรยังไม่ควรแก้ไขให้เหมือนกับเมืองอื่นในมณฑล ให้ราษฎรเสียภาษีอากรแต่ตามที่เคยเสียอยู่อย่างเดิมเป็นแต่เลิกผูกขาด แม้จะลดพิกัดลงบ้างก็เชื่อว่าคงจะได้จำนวนเงินมากขึ้นเหมือนเคยปรากฎในมณฑลอื่น
๒) ยังไม่ควรเลิกศาลโต๊ะกาลี เพราะราษฎรนับถือสาสนาอิสลามมีอยู่มาก เป็นแต่จะแก้ไขด้วยเลือกตั้งพวกอาจารย์สาสนาอิสลามที่คนนับถือมาก เป็น "ดาโต๊ะยุติธรรม" ขึ้นไว้คณะ ๑ ราว ๒๐ คน ถ้าคนถือสาสนาอิสลามเป็นความกัน หรือเป็นจำเลยในคดีที่ต้องตัดสินด้วยกฎหมายทางสาสนา คือความผัวเมียอย่าง ๑ ความมรดกอย่าง ๑ ให้คู่ความเลือกดาโต๊ะยุติธรรมที่ได้ตั้งไว้เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายละคนหนึ่งหรือหลายคนตามตกลงกันมานั่งชำระตัดสินในศาลไทย ถ้าคู่ความเป็นไทยหรือเป็นความประเภทอื่นศาลไทยชำระและตัดสินตามกฎหมายไทยทั้งสิ้น
๓) ไม่ควรให้ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองอยู่ในเวลานั้น (อันเป็นมลายู ๖ คน เป็นไทย คน ๑) ได้ความเดือดร้อนเพราะที่ไปจัดการเปลี่ยนแปลงวิธีปกครอง ข้อนี้ปรึกษากันเห็นว่ามีทางที่จะแก้ไขอย่างเดียวแต่ให้เงินบำนาญทดแทนให้พอเพียงผลประโยชน์ที่ต้องขาดไป


ปรึกษากันแล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูลก็โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตามความคิดที่ปรึกษาตกลงกันนั้น ก็ให้เจ้าพระยายมราชไปแก้ไขวิธีปกครองบริเวณเจ็ดเมือง ตามหลักดังกล่าวมา


เจ้าพระยายมราชลงไปจัดการตั้งบริเวณเจ็ดเมืองครั้งนั้นท่านใช้อุบายอย่าง "สุขุมคัมภีรภาพ" สมกับนามที่ท่านได้พระราชทานจะกล่าวแต่รายการที่เป็นข้อสำคัญ เมื่อประกาศพระบรมราชโองการให้รวมเมืองทั้ง ๗ ตั้งเป็นบริเวณแล้วท่านแสดงความให้ปรากฏแพร่หลายต่อไป ว่าระเบียบการที่จะจัดนั้นจะถือว่าชาวเมืองที่เป็นไทยกับมลายูเสมอกันหมด ผู้ที่เป็นเจ้าพนักงานปกครองตามระเบียบใหม่ก็จะเลือกแต่ผู้มีความสามารถ จะเป็นไทยหรือมลายูก็เป็นได้เหมือนกัน ท่านพยายามระวังป้องกันมิให้เกิดรังเกียจกันว่าต่างชาติต่างสาสนาหรือว่าจะให้ไทยไปเป็นมลายู เป็นข้อสำคัญอย่าง ๑ ส่วนการที่เกี่ยวกับเจ้าเมืองในเวลานั้น ท่านก็ชี้แจงให้ทราบรายตัวทั่วทุกคนว่าระเบียบการปกครองที่จัดใหม่ดังเช่นได้จัดในจังหวัดนครศรีธรรมราชและสงขลานั้น ต้องแก้ไขวิธีเก็บภาษีอากรและผ่อนการใช้แรงราษฎรผิดกับอย่างเดิมท่านเกรงว่าผลประโยชน์ที่เจ้าเมืองเคยได้มาแต่ก่อนจะขาดไปมิมากก็น้อย เพื่อจะมิให้เดือดร้อนจะให้เป็นตัวเงินประจำปีทดแทนเท่าผลประโยชน์ที่เจ้าเมืองเคยได้จากภาษีอากร และค่าธรรมเนียมอย่างแต่ก่อน ขอให้เจ้าเมืองจดบัญชีมาให้ท่านทราบเป็นรายการว่าเคยได้ผลประโยชน์จากการอย่างใดเป็นเงินเท่าใด จะได้ตั้งเป็นจำนวนเงินบำนาญ ว่าเจ้าเมืองคนไหนจะได้ปีละเท่าใด พวกเจ้าเมืองก็พากันยินดีที่จะได้เงินโดยมิต้องขวนขวาย หรือต้องถูกคนเก็บภาษีอากรยักยอกเหมือนแต่ก่อน ต่างก็ยอมรับด้วยความยินดีและพากันไปทำบัญชีผลประโยชน์ที่ตนได้เคยรับมายื่น เจ้าพระยายมราชเห็นบัญชีก็รู้เท่าว่าจำนวนเงินที่ตั้งมาสูงกว่าที่เคยได้รับจริงโดยมาก แต่ท่านก็ยอมรับเพราะประสงค์จะให้ตกลงโดยพอใจด้วยกันทุกฝ่าย และเห็นว่าให้ฉะเพาะชั่วอายุเดียว ทั้งเชื้อว่าคงเก็บผลประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นคุ้มหรือเกินจำนวนเงินที่ยอมให้ แต่ก็มีขบขันอยู่บ้าง เช่นพระยาเพชราภิบาล (พ่วง ณ สงขลา) เป็นเจ้าเมืองหนองจิกได้เงินบำนาญมากกว่าเงินเดือนของเจ้าพระยายมราชเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลได้รับเกือบเท่าหนึ่ง แต่พระยาหนองจิกก็ช่วยเจ้าพระยายมราชมาก เพราะเป็นเจ้าเมืองหนึ่งใน ๗ เมืองนั้นพระยาหนองจิกทำอย่างไร เจ้าเมืองอีก ๖ เมืองก็ต้องทำด้วย ช่วยให้การที่จัดสดวกขึ้นอย่าง ๑ ข้อสำคัญที่เจ้าพระยายมราชจัด "บริเวณ" ครั้งนั้น อีกอย่าง ๑ คือ เอาข้าราชการไทยจากจังหวัดอื่นไปเป็นตำแหน่งในบริเวณน้อยที่สุด เลือกหาแต่ผู้ชำนาญการอันหาตัวไม่ได้ในท้องถิ่น ถ้าคนในท้องถิ่น ไทยก็ตามมลายูก็ตามสามารถจะทำได้ แม้จะทำไม่ได้ดีทีเดียวก็ใช้คนในท้องถิ่น ท่านได้คนสำคัญไปจากต่างถิ่นอันควรจะกล่าวถึง คน ๑ คือ พระยาเดชานุชิต (หนา บุนนาค) เมื่อยังเป็นที่พระศักดิ์เสนี ลงไปเป็นข้าหลวงประจำบริเวณ (และภายหลังได้เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลเมื่อตั้งบริเวณเป็นมณฑลปัตตานี) อยู่ประจำทำการต่างหูต่างตาเจ้าพระยาราช ข้าราชการไทยเอาไปจากที่อื่นเวลานั้นเป็นชั้นกรมการอำเภอแลเจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นพื้น มีปลาดอยู่ที่การเลือกตั้งกำนัลผู้ใหญ่บ้านพวกมลายูพากันชอบมาก ได้คนดีดีที่เป็นชนิด "คุณพ่อ" ดังกล่าวมาแล้วแทบทั้งนั้น เรียกตามเสียงมลายูว่า "กำแนร์" "พูเยแบร์" ทำการตามหน้าที่ด้วยใจสมัคร์อย่างแข็งแรง ถ้ารวมความว่าโดยย่อ เจ้าพระยายมราชจัดหัวเมืองทั้งเจ็ดครั้งนั้น สามารถทำการยากให้เป็นง่ายได้ด้วยสติปัญญาและความเพียรของท่านสมควรจะยกเป็นเอกเทศในเกียรติคุณของท่านได้อย่าง ๑


เมื่อเจ้าพระยายมราชยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ได้รับราชการพิเศษนอกหน้าที่ในตำแหน่งหลายครั้ง จะกล่าวแต่โดยย่อ


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ โปรดให้เป็นข้าหลวงไปรับพระบรมสาริกธาตุส่วนที่สักยราชบรรจุพระสถูปไว้ ณ เมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งอังกฤษขุดพบและลอร์ดเคอสันอุปราชอินเดียทูลถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงเป็นประมุขของพุทธสาสนิกชนทั้งหลาย


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ได้เป็นข้าหลวงพิเศษลงไปเมืองกลันตันเมื่อเจ้าเมืองคนก่อนถึงอนิจกรรม


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ โปรดให้ล่วงหน้าไปจัดการรับเสด็จเมืองชวาด้วยกันกับพระยาปฏิพัทภูบาล (คอยุเหล ณ ระนอง) ครั้งนั้นเมื่อเสด็จไปถึงเมืองบันดุงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (กรมหลวงนครราชสีมา) ไปประชวรหนัก ต้องเสด็จพักอยู่ที่เมืองบันดุงเกือบเดือน ในระหว่างนั้นเผอิญกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ (เมื่อยังเป็นกรมหมื่น) ก็ประชวร เจ้าพระยายมราชก็ป่วยลงด้วย ก็ยิ่งเกิดลำบากขึ้นในกระบวรเสด็จพอเจ้าพระยายมราชหายป่วยแต่ยังอ่อนกำลัง พระอาการกรมหลวงราชบุรีค่อยคลายขึ้น หมอเห็นว่าพอจะกลับได้ จึงโปรดให้กรมหลวงราชบุรีกับเจ้าพระยายมราชกลับมาก่อน มิได้ตามเสด็จตลอดทาง


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ โปรดฯ ให้เป็นข้าหลวงไปทำหนังสือสัญญาที่เมืองกลันตัน


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ โปรดให้พระยามหาอำมาตย์ (เส็ง วิริยสิริ) เมื่อยังเป็นพระยาศรีสหเทพปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย ตามเสด็จกรมหลวงนครชัยศรีสุรเดช (เมื่อยังเป็นกรมหมื่น) ไปราชการถึงยุโรป พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าพเจ้าเรียกพระยาสุขุมนัยวินิตเข้าไปรับราชการในตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยชั่วคราวแล้วกลับออกไปรับราชการตามเดิม และในปีนั้นโปรดให้เป็นข้าหลวงไปรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต) ที่เมืองปินังเมื่อเสร็จการทรงศึกษาในยุโรปเสด็จกลับคืนมายังพระนคร นอกจากนั้นในเวลาเมื่อเจ้าพระยายมราชเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลได้สนองพระเดชพระคุณรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาศมณฑลนครศรีธรรมราชถึง ๔ ครั้ง เป็นเหตุให้ทรงพระเมตตาปราณีทั้งเจ้าพระยายมราชและท่านผู้หญิงตลับยิ่งขึ้นเป็นลำดับมา


ถึง พ.ศ. ๒๔๔๙ ข้าพเจ้ากำหนดว่าจะออกไปตรวจราชการมณฑลนครศรีธรรมราช สั่งให้เจ้าพระยายมราชส่งเรือศรีธรรมราชเข้ามารับ และให้เตรียมพาหนะสำหรับเดินบกไว้ ณ เมืองนครศรีธรรมราช จะไปตรวจถนนสายที่จะไปจังหวัดตรังด้วยกันกับตัวท่านเมื่อก่อนข้าพเจ้าจะออกจากกรุงเทพฯ กรมหมื่นมหิสรราชหฤทัยเสนาบดีกระทรวงพระคลังทรงเวรคืนตำแหน่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการย้ายไปเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลัง แต่ยังหาได้ทรงตั้งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการไม่ ข้าพเจ้าไปถึงเมืองนครศรีธรรมราชเจ้าพระยายมราชก็มาคอยอยู่ที่นั่น และจัดพาหนะเตรียมไว้พร้อมแล้ว ข้าพเจ้ากำหนดว่าจะพักอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ๒ วันแล้วจึงเดินทางไป แต่พอไปถึงได้วัน ๑ ก็ได้รับพระราชโทรเลขว่า "ฉันเห็นว่าพระยาสุขุมจะว่าการกระทรวงโยธาธิการได้ เธอจะให้ได้หรือไม่ถ้าให้ได้ก็สั่งให้เข้ามาโดยเร็ว" ดังนี้ ข้าพเจ้าอ่านพระราชโทรเลขก็เข้าใจเหตุที่ดำรัสถามข้าพเจ้าว่าถวายพระยาสุขุมได้หรือไม่ คงเป็นเพราะทรงพระราชดำริห์เกรงว่าข้าพเจ้าจะหาตัวแทนถวายไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้คิดเห็นว่าจะได้ผู้ใดแทน แต่เห็นว่าตำแหน่งเสนาบดีสำคัญกว่าเทศา และบุญมาถึงพระยาสุขุมจะได้มีเกียรติยศยิ่งขึ้นไป ไม่ควรข้าพเจ้าจะขัดขวาง ถึงจะลำบากในการหาตัวแทนก็ต้องทนเอา จึงให้เชิญพระยาสุขุมฯ มาหาแล้วส่งพระราชโทรเลขให้ดู ท่านอ่านแล้วก็นิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด คงเป็นเพราะเห็นว่าเป็นพระราชโทรเลขถามความเห็นข้าพเจ้าโดยฉะเพาะตัวข้าพเจ้าเป็นผู้พูดก่อนก็แสดงความยินดีต่อท่าน และสั่งให้ท่านรีบกลับเข้าไปกรุงเทพฯ ตามพระราชประสงค์ แล้วจึงมีโทรเลขกราบทูลสนองว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเห็นตามพระราชดำริห์ ได้สั่งให้พระยาสุขุมรีบเข้าไปกรุงเทพฯ แล้ว" วันรุ่งขึ้นเมื่อข้าพเจ้าจะออกเดินทางเจ้าพระยายมราชมาส่ง เมื่อจับมือลากันน้ำตาหลั่งตาด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะในใจมีทั้งความยินดีและความอาลัยระคนปนกัน พอข้าพเจ้าออกเดินทางไปแล้วท่านก็ลงเรือไปรับครอบครัวที่เมืองสงขลาพากันเข้าไปกรุงเทพฯ ไปอยู่บ้านเดิมซึ่งได้รับมรดกพระยาชัยวิชิต ณ ตำบลบางขุนพรหม




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2550    
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 3:14:08 น.
Counter : 405 Pageviews.  

รูปภาพตอนรับราชการในกระทรวงมหาดไทย. (พ.ศ. ๒๔๓๗ - ๒๔๔๙) (12 รูป)

(กรุณาคลิกโหลดภาพ แล้วคลิก expand ที่มุมล่างขวา เพื่อดูรูปภาพขนาดใหญ่ขึ้นครับ/twojay)


























 

Create Date : 25 มิถุนายน 2550    
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 3:14:34 น.
Counter : 430 Pageviews.  

ตอนที่ ๔ ประวัติตอนเป็นเสนาบดีในรัชชกาลที่ ๕. (พ.ศ. ๒๔๔๙ - ๒๔๕๓)

ประวัติเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

ภาคที่ ๑ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์
ตอนที่ ๔ ประวัติตอนเป็นเสนาบดีในรัชชกาลที่ ๕. (พ.ศ. ๒๔๔๙ - ๒๔๕๓)
เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ
พระราชหัตถ์เลขาและสำเนาจดหมายเจ้าพระยายมราช
เสนาบดีกระทรวงนครบาล
เจ้าพระยายมราช
ประวัติย่อ
"คนสำคัญคน ๑ ในรัชชกาลที่ ๕"
พระราชทานบ้านศาลาแดง
"เกิดมาคู่บารมี"

รูปภาพตอนเป็นเสนาบดีในรัชชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙ - ๒๔๕๓)

(กรุณาคลิกโหลดภาพ แล้วคลิก expand ที่มุมล่างขวา เพื่อดูรูปภาพขนาดใหญ่ขึ้นครับ /twojay)


















เจ้าพระยายมราชเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลอยู่ ๑๐ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเข้ามารับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เวลานั้นอายุท่านได้ ๔๔ ปี ชั้นแรกโปรดให้เป็นแต่ผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีอยู่สักสองสามเดือนเหมือนอย่างทดลองเสียก่อนว่าจะสามารถเป็นเสนาบดีได้หรือไม่แล้วจึงทรงตั้งให้เป็นตัวเสนาบดีเต็มตำแหน่ง แต่ยังคงมีนามว่าพระยาสุขุมนัยวินิตอยู่ตลอดเวลาที่ท่านเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ แต่งเรื่องประวัติตอนนี้ข้าพเจ้าจะต้องขอออกตัวสักหน่อยด้วยตั้งแต่เจ้าพระยายมราชเข้ามาเป็นเสนาบดีอยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะได้พบปะกับข้าพเจ้าเสมอ และยังรักใคร่กันสนิทเหมือนอย่างก่อนก็ดี แต่รับราชการต่างกระทรวงกัน ข้าพเจ้าไม่รู้การงานของท่านถ้วนถี่เหมือนเมื่อเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล ความที่ข้าพเจ้าแต่งอาจจะบกพร่องหรือผิดไปได้บ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้นต้องขออภัย


กระทรวงโยธาธิการในสมัยนั้นจัดเป็น ๓ แผนก คือ กรมรถไฟแผนก ๑ กรมไปรษณีย์และโทรเลขแผนก ๑ และกรมโยธาแผนก ๑ การงานแผนกต่างๆ เหล่านั้น เวลาเมื่อเจ้าพระยายมราชไปว่าการกระทรวงโยธาธิการ กรมรถไฟพวกฝรั่งผู้เชี่ยวชาญทำการอยู่เป็นพื้น เสนาบดีเป็นแต่ตรวจตราและช่วยชี้แจงแก้ไขความขัดข้องที่เกี่ยวกับกระทรวงอื่นมิสู้เป็นการหนักนักกรมไปรษณีย์โทรเลข สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้โปรดให้แก้ไขเป็นระเบียบเรียบร้อยมาไม่ช้านัก แต่การในกรมโยธากำลังยุ่งถึงต้องเอาเจ้ากรมออกจากตำแหน่ง แรกเจ้าพระยายมราชเข้าไปเป็นเสนาบดีต้องแก้ยุ่งของกรมโยธาเป็นการสำคัญ ก็ในเวลานั้นกรมโยธากำลังสร้างพระราชมณเฑียรในหมู่พระที่นั่งอัมพรสถานที่พระราชวังดุสิตยุ่งอยู่ด้วยแห่ง ๑ เจ้าพระยายมราชเข้าไปแก้ไขระเบียบการงานที่สร้างพระราชมณเฑียร มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระพุทธเข้าหลวงเพื่อเรียนพระราชปฏิบัติ และรับสั่งมาทำการตามพระราชประสงค์เนืองๆ หรือว่าอีกนัยหนึ่งคือได้เข้าใกล้ชิดสนิทพระองค์ทรงคุ้นยิ่งขึ้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงหยั่งเห็นคุณวิเศษของท่านเพิ่มขึ้นอย่างหนึ่ง คือว่าการงานอันใดที่ดำรัสสั่งเจ้าพระยายมราชมีสติปัญญาสามารถเข้าใจพระราชประสงค์ได้โดยถูกต้อง และพยายามทำการนั้นๆ ให้สำเร็จได้ดังพระราชประสงค์ เป็นเหตุที่จะพอพระราชหฤทัยใช้สอยเจ้าพระยายมราชมาแต่นั้น ความที่กล่าวนี้มีเค้าเงื่อนที่จะพึงเห็นดังเช่นเมื่อจะเสด็จไปยุโรปครั้งที่ ๒ มีพระราชหัตถ์เลขาส่วนพระองค์ทรงฝากฝังเจ้าพระยายมราชให้เอาเป็นธุระช่วยดูแลพระราชฐานด้วยคน ๑ มีสำเนาจดหมายเจ้าพระยายมราชกราบทูลตอบ ส่อให้เห็นทั้งข้อที่ทรงพระเมตตาเจ้าพระยายมราชอย่างสนิทสนมในเวลานั้น และเจ้าพระยายมราชมีความสามิภักดิ์ในน้ำใจเพียงไร จึงให้พิมพ์สำเนาจดหมายเจ้าพระยายมราชลงในนี้ด้วย

พระราชหัตถ์เลขา

(สำเนาจดหมายเจ้าพระยายมราช)
วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๕
ข้าพระพุทธเจ้า พระยาสุขุมนัยวินิต ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระราชอาญาไม่พ้นเกล้า


ด้วยเช้าวันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้รับพระราชทานพระราชหัตถ์เลขาลงวันวานนี้ ทรงพระราชปรารภถึงจะเสด็จประพาสยุโรป แลโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าหมั่นตรวจตราที่พระที่นั่งอัมพรสถานเสมอ เผื่อว่าจะมีการขัดข้องประการใด ก็ให้สนองพระเดชพระคุณไป แลจะโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระแสร์เป็นทางราชการด้วยกับในชั้นนี้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้ารีบติดโทรศัพท์ระหว่างพระที่นั่งอัมพร กับตำหนักสมเด็จกรมหลวงนริศ(๑) ฯ เพื่อจะได้พูดถึงกันได้ในเวลาเมื่อมีการจำเป็น กับมีข้อความอื่นๆ อีกหลายประการนั้น ข้าพุทธเจ้าได้ทราบเกล้าทุกประการแล้ว พระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าหาที่สุดมิได้


ที่ทรงพระมหากรุณาไว้วางพระราชหฤทัยดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกมีความปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ความจริงข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่วัด ได้เล่าเรียนอยู่บ้าง แลเชื่อถือในความกตัญญูกะตะเวที ว่าเป็นสวัสดิมงคลและเป็นราษีแก่ตัว ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระมหากรุณาชุบเกล้าฯ ถึงเพียงนี้ ก็ตั้งใจจะสนองพระคุณทั้งราชการแผ่นดินแลในส่วนพระองค์ ไม่ถือว่าการหยาบหรือการละเอียดหรือความเหน็จเหนื่อยอย่างใดอย่างหนึ่งเลย


อีกประการหนึ่งข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกเสมอว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทย่อมเป็นหลักอันสำคัญแห่งพระราชอาณาจักรสยามอยู่พระองค์เดียว ถ้าจะเปรียบก็ผิดกับพระเจ้าแผ่นดินในประเทศยุโรป เพราะฉะนั้นการรักษาพระองค์จึงเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง แต่ไม่ต้องสงสัยเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้คงจะกระทำให้ทรงพระเป็นสุขสำราญขึ้นเป็นอันมาก แต่ที่จะทรงพระสำราญนี้ก็ต้องประกอบพร้อมด้วยแพทย์อันวิเศษ แลอากาศทางข้างเมืองนอกประการ ๑ ทั้งราชการแผ่นดินตลอดถึงพระบรมวงศแลพระราชูประถากฝ่ายใน ทางข้างหลังนี้ก็ต้องให้เป็นที่เรียบร้อยปราศจากการขัดข้องด้วยประการ ๑ แม้ว่าการทางข้างหลังนี้ ไม่เรียบร้อยจะนับว่าเป็นที่ทรงสำราญพระราชหฤทัยนั้นไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกเช่นนี้ เพราะฉะนั้นในระหว่างเวลาที่เสด็จไม่อยู่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ตั้งใจอยู่ว่า ส่วนราชการกระทรวงก็จะสนองพระเดชพระคุณมิให้ถอยหลัง ส่วนราชการในพระองค์สิ่งใดที่ได้ทรงมอบหมายไว้ ก็จะสนองพระเดชพระคุณโดยเต็มกำลัง หรือให้ยิ่งกว่าเสด็จประทับอยู่ในพระนคร


อนึ่งเครื่องโทรศัพท์นั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งให้ลงมือทำในวันพรุ่งนี้แล้ว


ควรมิควรสุดแต่ละทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ


ข้าพระพุทธเจ้า (ลงนาม) สุขุมนัยวินิต ขอเดชะ

(๑) เวลานั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง



แต่เจ้าพระยายมราช เป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการอยู่ไม่เต็ม ๒ ปี ก็เกิดเหตุต้องย้ายไปเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล เหตุที่จะย้ายไปนั้นข้าพเจ้าทราบอยู่ ด้วยเกี่ยวกับเรื่องประวัติของตัวข้าพเจ้าเองอยู่บ้าง เรื่องเป็นดังจะเล่าต่อไปนี้ คือ เมื่อกระทรวงมหาดไทยจัดการปกครองหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลมาได้สักสองสามปี สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงปรารภแก่ข้าพเจ้า ว่ากระทรวงมหาดไทยก็ได้จัดวิธีปกครองหัวเมืองวางเป็นระเบียบแล้ว แต่กระทรวงนครบาลเฉยอยู่ไม่ได้จัดอะไรให้ดีขึ้นเลย ที่จริงท้องที่ที่กระทรวงนครบาลปกครองก็เหมือนอย่างมณฑล ๑ โอนเอาไปรวมเข้ากระทรวงมหาดไทยเสียเหมือนอย่างหัวเมืองมณฑลอื่นๆ จะไม่ได้หรือ ข้าพเจ้าคิดดูแล้วกราบบังคมทูลว่าท้องที่ที่กระทรวงนครบาลปกครองเป็นอย่างมณฑลหนึ่งก็จริง แต่เป็นมณฑลราชธานี อันเป็นที่ประชุมทั้งสิ่งที่ดีอย่างยิ่งและที่ร้ายอย่างยิ่งเหมือนกับราชธานีประเทศอื่นๆ ถ้าโปรดให้ข้าพเจ้าต้องบังคับการมณฑลกรุงเทพฯ ด้วย เกรงจะติดกิจการต่างๆ ต้องประจำอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีเวลาไปเที่ยวตรวจการตามหัวเมือง การที่จัดขึ้นตามมณฑลต่างๆ ก็จะทรุดโทรมหรือรั้งราไปไม่เจริญ ข้าพเจ้าเห็นว่ามณฑลกรุงเทพฯ อยู่ใกล้พระเนตรพระกรรณ ถึงผู้บัญชาการจะหย่อนความสามารถก็อาจทรงพิจารณาเร่งรัดตักเตือนได้ อย่าเพิ่งเอาหัวเมืองมณฑลกรุงเทพฯ รวมเข้าในกระทรวงมหาดไทยเห็นจะดีกว่า ได้ทรงฟังไม่ตรัสประการใดต่อไปเรื่องก็เป็นอันระงับมาหลายปี จนมีกรณีย์เกิดขึ้นด้วยเรื่องตั้งพระราชบัญญัติลักษณเกณฑ์ทหาร โปรดให้ใช้พระราชบัญญัตินั้นทีละมณฑล ๑ หรือ ๒ มณฑล ตามแต่กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมจะปรึกษาตกลงกัน ได้ใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารตามหัวเมืองที่ขึ้นกระทรวงมหาดไทยสำเร็จมาหลายมณฑล แต่กระทรวงนครบาลไม่รับจัดการใช้พระราชบัญญัตินั้นในมณฑลกรุงเทพฯ ด้วยอ้างว่าเป็นการยากเหลือกำลังที่จะจัดได้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงขัดเคือง วัน ๑ ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ เมื่อเสด็จกลับจากยุโรปแล้ว มีรับสั่งให้หาข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าในที่ระโหฐาน ดำรัสว่า "ฉันทนกรมเมือง (คือกระทรวงนครบาล) ต่อไปไม่ไหวแล้ว เธอจะรับมณฑลกรุงเทพฯ ไปรวมกับมหาดไทยได้หรือไม่" ใจข้าพเจ้าก็ยังไม่อยากรับอยู่อย่างเดิม แต่สังเกตดูพระราชอัธยาศัยกำลังทรงขุ่นเคือง จะกราบทูลปฏิเสธซ้ำเหมือนหนหลังก็เกรงจะถูกกริ้วเผอิญนึกขึ้นได้ในขณะนั้นเหมือนอย่างเขาว่า "เทวดาดลใจ" ก็กราบทูลสนองว่า "แก้ด้วยสับเปลี่ยนตัวเสนาบดีจะดีดอกกระมังคือ โปรดให้ย้ายพระยาสุขุมมาว่าการกระทรวงนครบาล เพราะเคยชำนาญการมณฑลเทศาภิบาลมาแล้ว และย้ายเสนาบดีกระทรวงนครบาลไปว่าการกระทรวงโยธาธิการ บางทีจะแก้ไขความขัดข้องได้" มีพระดำรัสตอบว่า "ชอบกล" แล้วก็มิได้ทรงปรารภเรื่องนั้นต่อไป ต่อมาอีกสองสามวันก็มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สับเปลี่ยนตัวเสนาบดีดังกล่าวมา เจ้าพระยายมราชจึงได้ย้ายไปเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล แต่ในชั้นแรกยังคงเป็นพระยาสุขุมนัยวินิตอยู่อย่างเดิม


สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงหยั่งเห็นสติปัญญาสามารถของเจ้าพระยายมราชและได้เคยทรงใช้ชิดติดพระองค์ไว้วางพระราชหฤทัยอยู่แล้ว เมื่อย้ายตำแหน่งไปเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลก็โปรดให้คงอำนวยการก่อสร้างในพระราชวังดุสิตอยู่อย่างเดิม และโปรดให้โอนกรมสุขาภิบาลซึ่งพ่วงอยู่กับกระทรวงเกษตราธิการ ในเวลานั้นมาขึ้นในกระทรวงนครบาลด้วย ตรงนี้เห็นควรจะย้อนความถอยหลังขึ้นไปเล่าถึงกำเนิดของกรมสุขาภิบาลด้วย ราวเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลังยัคมินส์) ที่ปรึกษาราชการทั่วไป กราบทูลว่าพวกชาวต่างประเทศมักติเตียนว่ากรุงเทพมหานครยังโสโครก และไม่มีถนนหนทางสำหรับมหาชนไปมาตามสมควรแก่เป็นราชธานี ทูลแนะนำให้คิดจัดมุนินสิเปอล (เดี๋ยวนี้เรียกว่า "เทศบาล" ) เหมือนเช่นเขาจัดกันในเมืองต่างประเทศ ทรงปรึกษาความเห็นของเจ้าพระยาอภัยราชาในที่ประชุมเสนาบดี เห็นว่าที่จะจัดเทศบาลในกรุงเทพฯ อย่างเมืองต่างประเทศในสมัยนั้นยังไม่ได้ เพราะหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีที่ไทยได้ทำไว้กับต่างประเทศมีอยู่ว่า ถ้ารัฐบาลไทยจะตั้งกฎหมายอันใดที่บังคับถึงชาวต่างประเทศ ต้องบอกให้รัฐบาล (คือกงซุล) ต่างประเทศทราบก่อน ต่อเขายินยอมจึงจะตั้งกฎหมายเช่นนั้นได้ แม้ตั้งกฎหมายได้แล้วถ้าชาวต่างประเทศละเมิดกฎหมายก็ต้องไปร้องฟ้องต่อศาลกงซุล ความในหนังสือสัญญามีอยู่ดังนี้ และชาวต่างประเทศในเมืองไทยก็อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นพื้น จะจัดเทศบาลคงติดขัดด้วยพวกกงซุลต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องป้องกันคนในบังคับของตนโต้แย้งให้ขัดข้องต่างๆ ยากที่จะจัดให้สำเร็จได้ เจ้าพระยาอภัยราชาก็ยอม แต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชปรารภว่า ที่เขาติเตียนนั้นเป็นความจริงโดยมาก เราจะมัวใส่โทษหนังสือสัญญาไม่ทำอะไรแก้ไขให้ดีเสียเลยหาควรไม่ จึงดำรัสสั่งให้ตั้ง "กรมสุขาภิบาล" ขึ้นสำหรับบำรุงสาธารณสุขในกรุงเทพฯ ด้วยบำบัดความโสโครกและทำถนนหนทางเป็นต้น ทรงตั้งเจ้าพระยาเทเวศร์วงศวิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) เมื่อยังเป็นพระยาจางวางมหาดเล็กเป็นอธิบดี กรมสุขาภิบาลได้ทำการงานบำรุงพระนครมาหลายอย่าง ครั้นทรงตั้งเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ยังโปรดฯ จะให้เจ้าพระยาเทเวศร์อำนวยการสุขาภิบาลอยู่ด้วย กรมสุขาภิบาลจึงไปพ่วงอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ เมื่อเจ้าพระยายมราชเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลนั้นประจวบเวลาเจ้าพระยาเทเวศร์มีอาการเจ็บป่วยทุพลภาพถึงต้องออกจากตำแหน่งเสนาบดี ทั้งประจวบเวลากำลังทรงพระราชดำริจะสร้างสิ่งสำคัญ คือ "ประปา" ชักน้ำจืดมาให้บริโภคในกรุงเทพฯ และสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมที่ในพระราชวังดุสิต จึงโปรดให้โอนกรมสุขาภิบาลมาขึ้นในกระทรวงนครบาล เมื่อเจ้าพระยายมราชเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล หรือถ้าว่าอีกอย่าง ๑ รวมหน้าที่กับทั้งพนักงานก่อสร้างซึ่งเคยอยู่ในกระทรวงโยธาธิการกับพนักงานก่อสร้างในกรมสุขาภิบาลให้มาอยู่ในบังคับบัญชา เจ้าพระยายมราชด้วยกัน


แรกเจ้าพระยายมราช (เมื่อยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต) เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล พอท่านศึกษาหน้าที่ราชการต่างๆ ในตำแหน่ง และได้สมาคมคุ้นกับข้าราชการในกระทรวงแล้ว ก็เริ่มจัดการปกครองท้องที่ ให้ใช้วิธีปกครองเมืองต่างๆ ในมณฑลกรุงเทพฯ อย่างเดียวกันกับหัวเมืองขึ้นมหาดไทย ตัวเสนาบดีรับหน้าที่ผู้บัญชาการมณฑล กำหนดท้องที่ในจังหวัดกรุงเทพฯ เป็น "อำเภอชั้นนอก" และ "อำเภอชั้นใน" อำเภอชั้นนอกให้มีกรมการอำเภอและกำนัลผู้ใหญ่บ้านปกครองเหมือนอย่างหัวเมืองขึ้นกระทรวงมหาดไทยแต่อำเภอชั้นใน คือ ตัวพระนครและจังหวัดธนบุรี มีแต่กรมการอำเภอขึ้นตรงต่อกระทรวง หามีกำนัลผู้ใหญ่บ้านไม่ เมื่อวางระเบียบปกครองที่มีพนักงานสำหรับปกครองติดต่อกับราษฎรทุกถิ่นแล้วก็ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณเกณฑ์ทหาร อันเป็นเหตุให้เปลี่ยนตัวเสนาบดีดังกล่าวมาแล้ว ที่ในมณฑลกรุงเทพฯ แต่พอตั้งต้นก็เกิดความด้วยพวกจีนในกรุงเทพฯ ตื่น พากันปิดร้านไม่ขายของ เวลานั้นข้าพเจ้ายังอยู่ที่บ้านเก่าริมเชิงสะพานดำรงสถิตย์ มีจีนเช่าร้านที่หน้าบ้านขายของอยู่ ๒ ร้าน ข้าพเจ้าเห็นปิดร้านก็ให้ไปเรียกจีนผู้เช่ามาถาม ว่ามีความเดือดร้อนอย่างไรหรือจึงปิดร้าน ได้รับคำตอบว่าไม่มีความเดือดร้อนอย่างไร แต่พวกจีนเขาทิ้งใบปลิวสั่งให้ปิดร้าน ว่าถ้าไม่ทำตามสั่งพวกเขาจะมาปล้นทำลายของในร้านให้หมดต้องปิดร้านข้อนี้ภายหลังมาข้าพเจ้าอ่านหนังสือฝรั่งแต่งว่าด้วยประเพณีในเมืองจีน จึงได้รู้มูลเหตุของการปิดร้านเขาเล่าว่าเมืองจีนใช้วิธีปกครองอย่าง "กินเมือง" (ดังพรรณนามาในที่อื่นแล้ว) แต่อาณาเขตต์เมืองจีนกว้างใหญ่ไปมาถึงกันยาก ถ้าราษฎรเมืองไหนถูกเจ้าเมือง "บีบคั้น" (เขาแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า "สะควีส") เหลือทน จะไปร้องเรียนต่อจ๋งต๊ก (อุปราช) ก็ไม่ถึง จึงมักนัดกันปิดร้านไม่ค้าขาย เพื่อให้ข่าวระบือไปถึงจ๋งต๊กจะได้ให้มาช่วยระงับทุกข์ร้อน พวกราษฎรจีนรู้และใช้ประเพณีนี้มาช้านาน คงมีจีนบางพวกแนะนำให้จีนในกรุงเทพฯ ทำอย่างนั้น แต่พวกจีนที่ค้าขายหาเลี้ยงชีพไม่พอใจจะปิดร้านจึงต้องขู่เข็ญให้กลัว ครั้งนั้นเจ้าพระยายมราชท่านไปปรึกษากับกรมหลวงนครชัยศรีสุรเดช (ศิษย์เก่าของท่าน) เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ตกลงกันใช้อุบายให้ทหารม้าสัก ๒ กองร้อยแยกกันเป็นหลายหมวด เดินแถวผ่านไปตามถนนเจริญกรุงจนถึงบางรัก และที่อื่นซึ่งมีจีนอยู่มากในเวลาบ่ายคล้ายกับไปตรวจตรา ไม่มีใครรู้ว่าทหารม้าจะลงไปทำอะไร พอรุ่งขึ้นเจ้าพระยายมราชให้นายพลตระเวรลงไปสั่งให้จีนเปิดร้านขายค้าเหมือนอย่างเดิมก็ยอม (และยินดี) เปิดด้วยกันหมด ยกเรื่องมากล่าวเป็นตัวอย่างพอให้รู้วิธีทำการของเจ้าพระยายมราช ซึ่งชอบและสามารถจะทำการงานกลมเกลียวกับกระทรวงอื่น ไม่ถือเป็นเขาเป็นเรา จึงทำการให้สำเร็จประโยชน์แก่ราชการบ้านเมืองมาก



ถึง พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อปรากฎเกียรติคุณว่าสมควรเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็นเจ้าพระยายมราชเต็มตามตำแหน่ง เมื่อทรงตั้งมีประกาศดังนี้


ศุภมัศดุ พระพุทธสาสนกาล เป็นอดิตภาคล่วงแล้ว ๒๔๕๑ พรรษา ปัตยุบันกาล จันทรคตินิยม มักกฎสังวัจฉระ กติกมาศ กาฬปักษ์ จันทวาร สุริยคติกาล รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ พฤศจิกายนมาศ โสภสมาสาหคุณพิเศษ ปริเฉทกาลกำหนด


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราช รวิวงษ์ วรุตมพงษ์บริพัตร วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตพบรม มหาจักรพรรดิราชสังกาศ ฯลฯ ปริมินทรธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระยาสุขุมนัยวินิต ได้เริ่มต้นรับราชการมาในกรมศึกษาธิการ ด้วยเหตุเป็นผู้ได้เรียนภาษาบาฬีมีความรู้เข้าแปลในสนามมีประโยคได้เป็นเปรียญ ภายหลังได้เป็นผู้โดยเสด็จพระเจ้าลูกเธอ ๔ พระองค์ออกไปทรงเล่าเรียนในประเทศยุโรปเป็นครั้งแรก เพราะเหตุที่ได้ถวายพระอักษรภาษาไทยมาแต่ยังเสด็จอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นที่รักใคร่ของพระเจ้าลูกเธอผู้เป็นศิษย์โดยสนิททุกพระองค์ ครั้นเมื่อพระเจ้าลูกเธอเสด็จเข้าเรียนภาษาอังกฤษมีเวลาว่าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ช่วยในสถานทูตสยามกรุงลอนดอนอีกตำแหน่งหนึ่ง ได้ถือเอาโอกาสอันออกไปอยู่ในประเทศยุโรปนั้นด้วยดี เรียนภาษาอังกฤษในระหว่าง ๗ ปีที่ได้รับราชการอยู่นั้นด้วยความเพียรและทุนของตนเอง มีความรู้กว้างขวาง ทั้งเป็นผู้ที่ได้เข้าตามเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทววงศวโรประการ แลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ซึ่งเสด็จไปยังราชสำนักนิ์ต่างๆ ในประเทศยุโรปแลอเมริกา ในชั้นหลังที่สุดได้เป็นเลขานุการและทำการแทนราชทูตสยามในประเทศอังกฤษชั่วคราว ครั้นเมื่อกลับเข้ามายังกรุงเทพพระมหานคร ได้เริ่มต้นรับราชการเป็นเลขานุการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย แล้วไปเป็นข้าหลวงพิเศษจัดการเมืองสงขลาแลเมืองพัทลุง ซึ่งภายหลังรวมขึ้นเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช แล้วแลขยายออกไปถึงเมืองมลายู ๗ เมือง ได้เริ่มต้นตั้งการปกครองมณฑลด้วยความสามารถเป็นอันมาก วางแบบอย่างการปกครองการสรรพากรแลคลัง เริ่มตั้งการยุติธรรม วางระเบียบแบบอย่างก่อนที่จะส่งยังกระทรวง ส่วนการโยธาในกระทรวงนั้นก็ได้ขุดคลองแลทำทาง เป็นที่สัญจรไปมาทั้งทางบกทางเรือเป็นอันมาก ส่วนการปกครองเมืองมลายูซึ่งเป็นการยากด้วยเกี่ยวแก่สาสนา ก็ได้จัดวิธีพิจารณาอนุโลมตามให้เป็นการสำเร็จลงเป็นแบบอย่างเรียบร้อยได้ ส่วนการในระหว่างที่รับราชการนั้นก็มีหลายคราว คือไปประเทศอินเดียแลยวาแลไปรักษาราชการทำสัญญาเมืองกลันตัน อันเป็นข้อราชการสำคัญที่ต้องใช้สติปัญญาเป็นอันมาก ได้รับราชการในมณฑลนอกกรุงเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี มีความรู้แลชำนาญกว้างขวางในทางปกครองพระราชอาณาเขตร ครั้งเมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ามารับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ได้เริ่มจัดการในกระทรวงนั้น ทั้งเป็นผู้ได้รับฉลองพระเดชพระคุณการส่วนพระองค์ในการก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถาน แลดำริห์เริ่มการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม มีเวลาได้ออกไปตรวจการมณฑลไทรบุรีแลมลายูประเทศซึ่งเข้ากันในการปกครอง ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประเทศยุโรปครั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปรับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนครบาลเพื่อจะได้ตรวจตราจัดการปกครองมณฑลกรุงเทพฯ แลบัญชาการกรมสุขาภิบาล ส่วนการที่ได้ฉลองพระเดชพระคุณฉะเพาะพระองค์ มีการก่อสร้างพระที่นั่งเป็นต้น ก็ยังคงติดอยู่เป็นการฉะเพาะตนอีกแผนกหนึ่ง


พระยาสุขุมนัยวินิตเป็นผู้มีอัธยาศัยซื่อตรง มั่นคงต่อความคิดอันได้กำหนดไว้ว่าจะทำแล้วมิได้ละเลยให้จืดจางเคลื่อนคลาย มีความรู้แลสติปัญญาพอที่จะใช้ความตั้งใจนั้นให้ดำเนินไปได้ด้วยแยบคาย แลอุบายอันชอบประกอบด้วยความกตัญญูแลกตเวที ทั้งเมตตาปราณีเป็นเบื้องน่า มีความอุสาหะแลความเพียรเป็นกำลัง จึงอาจจะยังราชกิจทั้งปวงในน่าที่ให้สำเร็จได้โดยสะดวกดีควรจะชม เป็นที่นิยมทั่วไปในหมู่ชนเป็นอันมาก ปรากฎมาโดยลำดับ ทรงพระราชดำริห์ว่าผู้ซึ่งมีอัธยาศัยแลความสามารถเช่นนี้ คงจะได้รับราชการในตำแหน่งน่าที่ที่ยืนยาวสืบไป เป็นผู้สมควรจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกย่องขึ้นไว้ในตำแหน่งเจ้าพระยาให้เป็นตัวอย่างของข้าราชการทั้งปวงสืบไปภายน่า


จึงมีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้สถาปนาพระยาสุขุมนัยวินิตขึ้นเป็นเจ้าพระยา มีสมญาจาฤกในหิรัญบัตรว่า เจ้าพระยายมราช ชาติเสนางคนรินทร มิหินทราธิบดีศรีวิชัย ราช มไหสวรรยบริรักษ์ ภูมิพิทักษโลกาธิกรณ์ สิงหพาหเทพยมุรธาธรราชธานี มหาสมุหประธาน สุขุมนัยบริหารอเนกนรสมาคม สรรโพดมมสุทธิศุขวัฒณาการ มหานคราภิบาลอรรคมาตยาธิบดี อภัยพิริยบรากรมพาหุคชนาม ถือศักดินา ๑๐๐๐๐ จงเจริญทฤฆชนมายุพรรณศุขศิริสวัสดิพิพัฒนมงคล ธนสารสมบัติบริวารสมบูรณ์ทุกประการ เทอญ.


เจ้าพระยายมราชอื่น หรือผู้อื่นซึ่งได้เป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนครบาลแต่ก่อนมา ไม่มีท่านใดเคยทำราชการในกระทรวงนั้นมากและใหญ่ยากยิ่งกว่าเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ข้อนี้อาจอ้างได้ด้วยไม่เกรงคำคัดค้าน เพราะเสนาบดีกระทรวงนครบาลแต่ก่อน มีแต่หน้าที่ในการปกครองรักษาสันติสุขในราชธานีเป็นสำคัญ จนถึงเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ต้องรับราชการเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง เมื่อแต่งประวัตินี้มีเวลาแต่พอจะจาระไนได้แต่โดยย่อคือ อำนวยการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม สร้างประปาและสร้างโรงทำไฟฟ้าหลวงสำหรับใช้ทางฝ่ายเหนือพระนครเป็นต้น นอกจากนั้นเมื่อขยายภูมิพระนครให้กว้างขวางออกไปในตอนปลายรัชชกาลที่ ๕ โปรดให้เจ้าพระยายมราชเป็นผู้อำนวยการสร้างถนนและสพานแทบทุกแห่ง ส่วนการปกครองรักษาสันติสุขของพระนครในหน้าที่กระทรวงนครบาลก็ยากยิ่งขึ้นโดยลำดับมาตั้งแต่ก่อนเจ้าพระยายมราชมาเป็นเจ้ากระทรวง เมื่อถึงสมัยของท่านๆ เอาคุณสมบัติที่รู้จักผูกใจคนอันมีประจำตัวมาแต่ก่อนแล้วมาใช้เป็นกำลังได้มาก คือว่าไม่ถือตัวทำภูมิเข้าคนได้ทุกชั้น เป็นต้นแต่ชาวพระนครทุกชาติทุกภาษาใครมีกิจธุระที่จะให้ท่านช่วย ก็ยอมให้ไปหาถึงตัวได้ทั่วหน้าเป็นนิจ การอันใดที่พอจะช่วยได้ก็ช่วยด้วยความเต็มใจและไม่เบียดเบียฬผู้ใด อันเป็นเหตุที่ท่านได้รับไมตรีจิตต์ของคนทั้งหลายพากันนับถือโดยมาก แต่ถ้าว่าโดยทั่วไปเจ้าพระยายมราชได้อาศัยพระเมตตากรุณาของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงอุดหนุนโดยไว้วางพระราชหฤทัย เป็นปัจจัยประกอบกับคุณวุฒิของท่าน จึงได้มีเกียรติระบือชื่อเสียงว่าเป็นคนสำคัญคน ๑ ในรัชชกาลที่ ๕



การที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระเมตตาเจ้าพระยายมราชถึงเพียงใด มีกรณีย์ที่เป็นอุทาหรณ์ จะนำมาแสดงไว้ด้วยครั้งหนึ่งเจ้าพระยายมราชป่วยเป็นไข้ถึงต้องล้มหมอนนอนเสื่อขาดเฝ้าไปหลายวัน โปรดให้มหาดเล็กไปฟังอาการกราบทูลเสมอ พอเจ้าพระยายมราชค่อยคลายป่วยเดินได้เป็นแต่ยังอ่อนเพลีย วัน ๑ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเรือพระที่นั่งยนต์เสด็จไปเยี่ยมเจ้าพระยายมราชถึงบ้านที่บางขุนพรหม ดำรัสว่าอยากจะเสด็จไปเยี่ยมแต่เมื่อแรกเจ็บแต่ขัดอยู่ด้วยราชประเพณี แต่ก่อนมาถ้าเสนาบดีคนใดป่วยจนอาการถึงจะไม่รอดแล้วพระเจ้าแผ่นดินจึงเสด็จไปเยี่ยม เสด็จไปเยี่ยมใครคนทั้งหลายก็เข้าใจกันว่าเสนาบดีคนนั้นจะตาย จะเสด็จเยี่ยมแต่แรกป่วยทรงเกรงจะลือกันว่าเจ้าพระยายมราชจะถึงอสัญกรรมจึงรอมาจนอาการฟื้นแล้วจึงเสด็จไปเยี่ยม แต่การที่เสด็จไปเยี่ยมครั้งนั้นมาเป็นคุณข้อสำคัญแก่เจ้าพระยายมราชเมื่อภายหลัง ด้วยทอดพระเนตรเห็นบ้านเรือนของท่านที่บางขุนพรหมซอมซ่อไม่สมกับเกียรติยศเสนาบดีผู้มีความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานบ้าน ณ ศาลาแดงซึ่งเดิมเป็นบ้านเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) แล้วตกเป็นของหลวงและยังว่างอยู่นั้น ให้เป็นสิทธิแก่เจ้าพระยายมราชเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ท่านได้อยู่ต่อมาจนตลอดอายุต่อมาในปีนั้นเองถึงเดือนกรกฎาคม เจ้าพระยายมราชทำบุญฉลองอายุครบ ๔ รอบปี เวลานั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประทับอยู่เมืองเพ็ชร์บุรี ทรงพระกรุณามีลายพระราชหัตถ์เลขาพระราชทานพรกับของขวัญมายังเจ้าพระยายมราช ดังพิมพ์ไว้ต่อนี้ไป

บ้านปืน เพ็ชรบุรี
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๙


เจ้าพระยายมราช


พรุ่งนี้จะเป็นวันทำบุญอายุครบ ๔ รอบ อันเป็นที่ผูกใจจำมั่นอยู่นั้น จึงขอจดหมายฉบับนี้ให้พร


ขอให้มีอายุยืนนานปราศจากโรคภัยอันเป็นที่ตั้งแห่งกำลังกายแลกำลังปัญญา ที่จะได้ทำการอันหนักสำหรับน่าที่ ให้สำเร็จตลอดได้


แท้จริงราชการที่เราทำอยู่ด้วยกันบัดนี้ เป็นการที่คนเกิดมาคู่บารมีกันจึ่งจะทำได้เพราะเป็นการยากการหนัก ซึ่งคนสามัญจะเห็นตามให้ตลอดได้ยาก ขอเสี่ยงบารมีของตัวเองให้พรเจ้าพระยายมราช ด้วยเดชความสัตยสุจริตปราถนาดีต่อประชาชนแลชาติภูม ขอให้พรทั้งปวงประสิทธิ์แก่เจ้าพระยายมราชด้วยความสัจอันกล่าวอ้างนี้


ได้ส่งซองบุหรี่มาเป็นของขวัญ ขอให้ไว้เป็นที่หมายน้ำใจแลเป็นสวัสดิมงคลด้วย เทิญ


จุฬาลงกรณ์ ปร.

(พระราชหัตถ์เลขา)


เจ้าพระยายมราชได้รับพรกับของขวัญที่พระราชทานครั้งนั้นจะมีความชื่นชมยินดีและรู้สึกพระเมตตา กรุณา สักเพียงใดพอจะคาดได้ แต่ไม่มีผู้ใดแม้ตัวเจ้าพระยายมราชเอง ที่จะคาดว่าต่อมาอีกเพียง ๔ เดือนสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าจะประชวรเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ นั้น เป็นเหตุให้เกิดโศกาลัยทั่วไปทั้งประเทศ


เจ้าพระยายมราชเป็นเสนาบดีอยู่ ๔ ปีก็สิ้นรัชชกาลที่ ๕ เวลานั้นอายุท่านได้ ๔๘ ปี




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2550    
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 3:15:04 น.
Counter : 786 Pageviews.  

ตอนที่ ๕ สมัยรัชชกาลที่ ๖

ประวัติเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
ภาคที่ ๒ พระวรวงศเธอ พระองศ์เจ้าธานีนิวัต ทรงแต่ง

ตอนที่ ๕ สมัยรัชชกาลที่ ๖

พระราชหัตถเลขาพระราชทานนามสกุลสุขุม
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
"มหาอำมาตย์นายก"
พระราชทานเครื่องราชอิสสริยากรณ์ นพรัตนราชวราภรณ์
พระราชทานสุพรรณบัฎ

รูปภาพในสมัยรัชชกาลที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๓ - ๒๔๖๘)

(กรุณาคลิกโหลดภาพ แล้วคลิก expand ที่มุมล่างขวา เพื่อดูรูปภาพขนาดใหญ่ขึ้นครับ /twojay)










































หมายเหตุ ประวัติภาค ๑ และภาค ๒ แต่งในระยะเวลาเดียวกันผู้ทรงพระนิพนธ์ภาค ๑ ทรงที่เกาะหมาก ส่วนตอน ๕ ตอน ๖ แห่งภาคหลังนี้แต่งในกรุงเทพฯ ไม่มีโอกาสจะรอดูได้ว่าภาค ๑ จะทรงอย่างไรเพราะกระชั้นอยู่แล้ว เหตุฉนั้นความบางตอนอาจกล่าวซ้ำกันบ้าง.

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเสวยราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ เวลานั้นเจ้าพระยายมราชนับว่าย่างเข้าสู่มัชฌิมวัย แต่สำหรับตำแหน่งราชการได้บรรลุถึงขีดสูงสุด คือตำแหน่งเสนาบดีแล้ว การงานซึ่งท่านทำในระหว่างสมัยนี้ แสดงให้เห็นว่าท่านได้รับความรู้จากความชำนิชำนาญ อันประกอบด้วยสติปัญญาเฉลียบแหลม นิสสัยส่วนตัวของท่านและความประพฤติต่อผู้ใหญ่ผู้น้อยที่เกี่ยวกับท่านทั่วไป ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผลแห่งความชำนิชำนาญอันประกอบด้วยปัญญาดั่งกล่าวมาแล้ว ยิ่งท่านเจริญ ขึ้นด้วยอาวุโสและด้วยลาภยศฐานันดร ท่านยิ่งแสดงอุปนิสสัยอ่อนโยนและถ่อมตัวยิ่งขึ้นโดยลำดับ


ในตอนที่แล้วมาความประจักษ์ว่า ภายในระยะ ๔ ปีที่ดำรงตำแหน่ง เสนาบดี กระทรวงโยธาธิการและกระทรวงนครบาลนั้น ท่านได้ทำตัวให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างรวดเร็ว จนทรงสำแดงพระมหากรุณาธิคุณอุปการะเป็นการส่วนตัว เช่นพระราชทานบ้านศาลาแดงให้อยู่ เจ็บไข้ก็เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมถึงบ้านเป็นต้น รู้สึกว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงคงจะทรงพระกรุณาเจ้าพระยายมราชดุจผู้ใหญ่ที่ได้ชุบเลี้ยงผู้น้อยอย่างที่เรียกว่า ปั้นขึ้นให้เป็นตัวแล้วและผู้น้อยนั้นยังแสดงความสามารถให้เห็นชัด เป็นการรับรองว่าผู้ใหญ่ได้ยกย่องโดยถูกต้องและโดยปราศจากลำเอียงแล้วด้วย ราชการในสมัยนั้นเป็นไปในลักษณะที่พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงดำรงแต่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์อย่างเดียวเท่านั้น หากทรงทำหน้าที่อัครมหาเสนาบดี หรือที่เรียกกันทุกวันนี้ว่า นายกรัฐมนตรีด้วยอีกส่วนหนึ่ง เพราะต้องประทับเป็นประธานในเสนาบดีสภา ต้องทรงวางแนวรัฐประศาสโนบายให้แก่เจ้ากระทรวงแล้ว ยังต้องควบคุมให้กิจการเป็นไปตามแนวรัฐประศาสโนบายนั้นด้วย ครั้นเมื่อเปลี่ยนรัชชกาล วิธีปฏิบัติราชการระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับเสนาบดีย่อมเปลี่ยนไปบ้าง ตามส่วนแห่งพระราชอัธยาศัยของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ที่ฉลองพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่แล้วมาโดยคล่องแคล่วถูกพระราชอัธยาศัย บางทีอาจไม่สดวกสำหรับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ก็เป็นได้ อาการเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นเสมอ ไม่แต่ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกับเสนาบดีเท่านั้น แต่ระหว่างหัวหน้าการงานทุกอย่างทุกชั้นกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนก็มีเหมือนกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงบัญชาราชการโดยอาศัยหลักรัฐประศาสโนบายเดียวกันกับสมเด็จพระบรมชนกนาถ แต่พระราชอัธยาศัยไม่สู้เหมือนกันทีเดียว ในรัชชกาลที่ ๕ ตอนกลางและตอนหลังเสนาบดีส่วนมากเป็นบุคคลที่ท่านเลี้ยงขึ้นมาแต่ตำแหน่งต่ำๆ ทรงคุ้นเคยมามาก ทรงหัดมาเอง ตรงกับคำที่พูดกันเล่นๆ ว่าเป็น "ลูกศิษย์" ท่านทั้งนั้น ในรัชชกาลที่ ๖ ชั้นต้น เสนาบดีแทบทุกท่านมีพระชัณษาและอายุมากกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงคนละรุ่นทีเดียวเพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์เป็นผู้มีพระอัธยาศัยสุภาพเป็นอย่างอุกฤษฎ์ดั่งรู้กันอยู่แล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้ทรงเกรงใจท่านเสนาบดีเหล่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับเสนาบดีเหล่านั้นจึงต่างกันกับในรัชชกาลที่ ๕ ด้วยเหตุนี้เป็นข้อใหญ่ จึงเป็นผลให้ทรงปล่อยการงานไว้ในมือเจ้ากระทรวงยิ่งขึ้นกว่าในรัชชกาล ก่อนโดยมากทรงวางรัฐประศาสโนบายให้ แต่ไม่สู้จะได้ทรงควบคุมกวดขันเหมือนอย่างในรัชชกาลที่แล้วมา ส่วนเจ้าพระยายมราชนั้น เมื่อลักษณะการเปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวมาแล้วนี้ ก็ยังคงสนองพระเดชพระคุณให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยต่อมา ยิ่งได้ทรงใช้มากขึ้น ก็ยิ่งทรงพระเมตตาขึ้นโดยลำดับจนกระทั่งโปรดเกล้าฯ ให้ยกระทรวงมหาดไทยอันเป็นกระทรวงใหญ่ที่สุดกระทรวงหนึ่งมาสมทบไว้ในความรับผิดชอบของท่าน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕


ความสัมพันธ์ในระหว่างเจ้าพระยายมราชกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ พอจะแยกออกกล่าวได้เป็น ๓ สถาน คือ


๑. ทรงชุบเลี้ยงเป็นฉันสหายและฉันข้าในราชสกุล
๒. ทรงยกย่องฉันปราชญ์และอาจารย์
๓. ทรงใช้สอยและยกย่องฉันเสนาบดีและมุขมนตรี


จะได้พิจารณาหลักฐานจากเอกสารต่างๆ มาประกอบให้เห็นอาการทั้ง ๓ อย่างดั่งได้กล่าวมาแล้วนี้โดยลำดับ


ในฉันสหายและข้านั้น จะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ทรงปรับทุกข์สุขเนืองๆ ตรงมายังเจ้าพระยายมราชตลอดจนกระทั่งทรงฝากฝังข้าไทยส่วนพระองค์ซึ่งทรงเป็นห่วงว่า เมื่อสิ้นพระองค์ลงไปแล้วอาจได้รับความลำบากอดหยากขัดสนเป็นต้นในเวลาทรงทำพระราชพินัยกรรม์ครั้งใดก็โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราชเข้าไปลงนามเป็นพะยาน และเป็นผู้กราบบังคมทูลสอบทานตามธรรมเนียมการทำพินัยกรรม์ นอกจากนั้นยังได้พระราชทานพระมหากรุณาให้ตั้งเครื่องเสวยรับเสด็จที่บ้านเนื่อง ๆ เวลาเสด็จประพาสบางคราวก็โปรดให้ไปตามเสด็จ เมื่อพระราชทานตราวัลภาภรณ์เป็นบำเหน็จความชอบส่วนพระองค์ ก็ได้ทรงร่างคำยกย่องความดีความชอบด้วยพระองค์เองว่า "ได้ปฏิบัติ (พระองค์) เช่นพยาบาลในเวลาประชวรเป็นต้น (เวลาประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ) นับว่าเป็นที่ทรงคุ้นเคยอย่างสนิทสนม ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์แล้ว และต่อมายังได้สนองพระเดชพระคุณในส่วนพระองค์ ทั้งเมื่อก่อนเสวยราชย์และเสวยราชย์แล้ว" ครั้งเมื่อพระราชทานสุพรรณบัฏทรงพระราชนิพนธ์สร้อยนามพระราชทานด้วย่า "นิตยภักดีศรีสุโขปสดัมภก"


ในฉันครูนั้น นอกจากที่ทรงยกย่องอยู่บ่อยๆ โดยทรงเรียกเจ้าพระยายมราชว่า "ครู" แล้ว ควรจะสังเกตด้วยว่าในประกาศพระราชทานตราวัลภาภรณ์ (๒๔๖๒) ซึ่งได้อ้างมาข้างบนนี้แล้วนั้น ยังมีความอีกข้อหนึ่งซึ่งว่า "เจ้าพระยายมราชได้รับราชการถวายพระอักษรเมื่อประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ" อีกแห่งหนึ่งได้ทรงไว้ในคำนำพระราชนิพนธ์ "ตามใจท่าน" ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ช่วยงานทำบุญอายุ ๖๐ ปี ของเจ้าพระยายมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ นั้นว่า "……………เรื่องลคอนนี้…………..ได้สำเร็จเป็นภาษาไทยขึ้นได้โดยอาศัยความพยายามของผู้เป็นศิษย์ของเจ้าพระยายมราชถึง ๒ คน คือข้าพเจ้าผู้แปลและประพันธ์เรื่องคนหนึ่ง กับพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี ผู้ทรงช่วยประทานความเห็นในทางแปลศัพท์ และโวหารของเชกสเปียร์อีกองค์หนึ่ง ส่วนข้าพเจ้ารู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณที่เจ้าพระยายมราชได้มีมาแก่ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ายังเยาว์วัยและอยู่ในประเทศห่างไกลจากเมืองบิดร" ในสร้อยชื่อซึ่งทรงพระราชนิพนธ์พระราชทานด้วยพระองค์เอง เมื่อตอนพระราชทานสุพรรณบัฎนั้น ก็มีอยู่วรรคหนึ่งซึ่งว่า "ฉัฎฐมราชคุรฐานะวโรปการี" ในฐานปราชญ์ ได้ทรงยกย่องสืบมาแต่ข้อที่เจ้าพระยายมราชเคยเป็นเปรียญเมื่อครั้งอุปสมบท จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้แต่งขาวเป็นอุบาสกเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทในเวลาเสด็จลงบูชาพระในงานวิสาขะบูชาที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสนดาราม และให้เป็นราชบัณฑิตถวายน้ำที่พระที่นั่งอัฐทิศในเบื้องต้นแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งสองคราว นอกจากนั้นยังได้พระราชทานพัดเปรียญจำลองยกย่องความรู้ในทางธรรมวินัยอีกด้วย ในหมวดนี้บางทีจะควรกล่าวถึงการที่โปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาแรกนาระหว่างที่เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการเป็นพระราชวงศ์ จะมาทรงทำหน้าที่พระยาแรกนาไม่ได้นั้น เพราะได้ทราบจากตัวท่านเองว่า ผู้เป็นพระยาแรกนาต้องรักษาศีลและทำการบูชาพระโดยละเอียดลออเป็นพิเศษ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ท่านทำหน้าที่นี้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๕ จนถึง ๒๔๖๔


ในส่วนที่ทรงใช้และยกย่องฉันเสนาบดีและมุขมนตรีนั้นอยู่ข้างจะเป็นเรื่องยาวสักหน่อย เพราะความจริงถ้าจะว่าถึงอัธยาศัยเจ้าพระยายมราชแล้ว แท้จริงเจ้าพระยายมราชมิได้มีนิสสัยเป็นปราชญ์หรือกวีหรือนักประพันธ์แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นผู้รู้จักเอาชนะแก่การ, รู้จักใช้วิธีชนะแก่ความชั่วร้ายของผู้อื่นด้วยความดี แม้แต่ตัวท่านเองท่านก็ชนะอย่างสมบูรณ์จนไม่รู้จักเสียสติด้วยความโกรธ สิ่งที่เหมาะแก่นิสสัยท่านที่สุดก็คือ การทำราชการ การบังคับบัญชา คนไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ท่านเพลิดเพลินยิ่งไปกว่าการทำราชการ และดูเหมือนจะไม่รู้สึกเหน็จเหนื่อยเสียด้วย ผู้ที่ไม่เคยร่วมราชการกับท่านแต่คุ้นเคยกับท่านในส่วนตัว ได้เคยสังเกตว่าเมื่อท่านกลับจากทำงานถึงบ้านแล้วใจก็ยังหมกมุ่นอยู่ในข้อราชการ ถ้าจะคุยกับท่านเรื่องใดๆ ก็ดูไม่จับใจเท่าเรื่องราชการ ในส่วนทรงยกย่องสติปัญญาของท่านเพื่อจะรวมความให้สั้น จึงขอแสดงด้วยหลักฐานพระราชหัตถเลขาพระราชทานนามสกุล ดังต่อไปนี้


วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๕๖

ถึงเจ้าพระยายมราช (ปั้น)

นามสกุลของเจ้าพระยายมราชนั้น ฉันได้ไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าตัวเจ้าพระยายมราชเอง นับว่าเป็นผู้ที่ทำให้สกุลได้มีชื่อเสียงในแผ่นดินไทย เจ้าพระยายมราชเองได้ตั้งตนขึ้นได้………ก็ด้วยคุณธรรมในตัว เป็นผู้ที่มีสติปัญญาและอุสาหวิริยภาพมาก ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ ได้รับราชการเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและในตัวฉันเองสืบมา ราชกิจใดๆ ที่เจ้าพระยายมราชได้ปฏิบัติมาก็ปรากฎว่าได้ใช้ความไตร่ตรองอันสุขุม ทั้งเจ้าพระยายมราชก็ได้มีชื่อเสียงปรากฎแพร่หลายมากขึ้นเมื่อเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต จนได้มีคำว่า "สุขุมนัยวินิต" ประกอบอยู่ในสร้อยสมยา


เพราะฉะนั้น ฉันขอให้นามสกุลเจ้าพระยายมราชว่า "สุขุม" เขียนเป็นตัวอักษรโรมันว่า "Sukhum" เพื่อให้เป็นเกียรติยศปรากฎนามแห่งเจ้าพระยายมราชในตำนานแห่งชาติไทย
ขอให้สกุลสุขุมเจริญรุ่งเรืองมั่นคงอยู่ในกรุงสยามชั่วกัลปาวสาน


วชิราวุธ ปร

(พระราชหัตถ์เลขา)



พิเคราะห์ดูราชการของท่านในสมัยรัชชกาลที่ ๖ นี้เห็นจะแยกได้เป็น ๒ ตอนคือ ตอนเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล ๑ ตอนที่รวมกระทรวงนครบาลกับมหาดไทย ท่านดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ๑ ในตอนต้นนั้นจำจะต้องย้อนไปกล่าวถึงความเบื้องหลังเล็กน้อย ตัวท่านเองเคยเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชปรารภกับท่านว่า การที่โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาลนั้น โดยมีพระราชประสงค์จะให้จัดการที่เป็นชิ้นใหญ่ ๒-๓ อย่าง ซึ่งยังไม่ได้ทำหรือทำแล้วยังไม่สู้จะสำเร็จทีเดียวคือการกำหนดให้ประชาชนมีเวลาเข้ารับราชการทหาร ๑ การจัดระเบียบที่ประชาชนจะออกเงินอุดหนุนราชการเป็นรายตัว ๑ การประปาสำหรับพระนคร ๑ สองอย่างข้างต้นนั้นได้สำเร็จไปแล้วในรัชชกาลที่ ๕ แต่การประปายังค้างอยู่ ปัญหาเรื่องการประปานี้เป็นปัญหาสำคัญ เพราะเวลานั้นมีโรคระบาด เช่นอหิวาตกโรคเกิดขึ้นเป็นคราวๆ ในเวลาหน้าแล้งน้ำในแม่น้ำเค็มหรือกร่อยเมื่อมีโรคระบาดลุกลามขึ้นครั้งใด ก็ย่อมเสียชีวิตประชาชนและเสียความไว้วางใจแห่งนานาประเทศบรรดาที่ติดต่อ ดังจะเห็นได้จากวิธีที่พวกฝรั่งในสหรัฐมลายูชอบกล่าวทับถมว่า ถ้าใครจะมาเที่ยวกรุงเทพฯ ก็ขอให้ระวังอย่ามาตายลงเป็นต้น ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือถูกกักด่านสำหรับสินค้าใหญ่ๆ เช่นสุกร โค กระบือ ซึ่งเป็นโรคระบาดบางอย่างอีกด้วยจึงเป็นการสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีน้ำที่สอาดใช้บริโภคให้แพร่หลาย แต่การตั้งประปาไม่สำเร็จได้เพียงซื้อเครื่องจักรมากรองน้ำให้บริสุทธิ์หรือเพียงก่อสร้างบริเวณประปาที่พญาไทขึ้นเท่านั้น ยังต้องทำการขุดคลองลำเลียงน้ำขึ้นไปจนถึงเชียงราก ซึ่งต้องจัดการติดต่อหาซื้อที่ดินตลอดทางขึ้นไป แล้วยังมีปัญหาเรื่องกำลังไฟฟ้าที่จะเดินเครื่องจักรอีกด้วย แปลว่าตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นอีกโรงหนึ่ง ซึ่งไม่สู้จะง่ายนัก เพราะเป็นการขัดกับสัมปทานที่บริษัทไฟฟ้าสยามได้ไว้ในสมัยก่อนจะคิดทำประปานั้นด้วย การทั้งนี้เจ้าพระยายมราชได้จัดไปจนสำเร็จเป็นชิ้นที่ควรยกขึ้นกล่าวอันหนึ่ง ส่วนกิจการโดยปกติของกระทรงนครบาลนั้น งานที่สำคัญที่สุดย่อมอยู่ในหมวดปกครองท้องที่ แต่ท้องที่กรุงเทพฯ นั้นผิดกับภายนอกเพราะมีผู้คนสำส่อน ทั้งต่างชาติต่างภาษาเป็นอันมาก ทั้งในเวลานั้นลำบากด้วยเรื่องนานาประเทศยังสงวนอำนาจกระทรวงศาลด้วยหลักสภาพนอกอาณาเขตต์ อันเป็นเหตุติดขัดในเรื่องจับกุมชำระผู้ร้าย และผู้หลีกเลี่ยงพระราชกำหนดกฎหมายต่างๆ นานาเข้าใจว่าผู้ปกครองท้องที่คงจะต้องใช้ความอดทนระมัดระวังมิใช่น้อย ครั้ง พ.ศ.๒๔๕๘ ได้โอนราชการเรือนจำทั่วประเทศสยามเข้ามาไว้ในบังคับบัญชาเสนาบดีกระทรวงนครบาลตั้งเป็นกรมใหญ่เรียกว่า กรมราชทัณฑ์และได้โอนกรมตำรวจภูธรเข้ามารวมกับตำรวจนครบาลเป็นกรมใหญ่อีกกรมหนึ่งเรียกว่า กรมตำรวจภูธรและนครบาล เป็นการเพิ่มความรับผิดชอบขึ้นอีกเป็นอันมาก ได้แก้ไขขยายกิจการอื่นๆ ในหน้าที่ เช่น งานเจ้าท่า งานสุขาภิบาลเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานต่างกระทรวงซึ่งเสนาบดีกระทรวงนครบาลต้องรับทำให้ในฐานที่เป็นเทศาภิบาลมณฑลกรุงเทพฯ อีกด้วยเป็นต้นว่า งานสัสดี งานศึกษาประชาชนและงานสรรพากร


ในระหว่างนี้เจ้าพระยายมราชได้ริเริ่มตั้งบริษัททำปูนสิเมนต์ขึ้นโดยได้ตรวจพบดินขาวใกล้ทางรถไฟสายเหนือ ในตำบลที่เคยได้ชื่อว่าเมืองเสนาราชนครหรือเมืองขีดขินใกล้สถานีบ้านหมอระหว่างสระบุรี กับลพบุรี เป็นบริษัทใหญ่มีทุนหนึ่งล้านบาทและอยู่ในจำพวกบริษัทไทยแรกๆ ที่มีทุนส่วนมากเป็นของไทยและจดทะเบียนเป็นบริษัทไทย แม้ว่าบริษัทไทยโดยมากจะตั้งไม่ใคร่ติดในเวลานั้นก็ดี แต่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยนี้ดำเนินการสำเร็จเรียบร้อยตลอดมา ในขั้นต้นทำปูนซิเมนต์ขึ้นได้วันละ ๔๐๐ ถัง ได้ขยายการงานจนบัดนี้ทำปูนได้ถึงวันละ ๑๒๐๐ ถัง และสามารถแบ่งกำไรงามแก่ผู้ถือหุ้น


ในระยะแรกแห่งรัชชกาลที่ ๖ เมื่อได้ทราบพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มตั้งกองเสือป่าขึ้น ท่านก็ได้อาษาสมัครเป็นเป็นพลเสือป่าอยู่ในกองหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบังคับการด้วยพระองค์เอง ครั้นเมื่อขยายการเสือป่าออกไปให้มีเสือป่ารักษาดินแดน คือพลเรือนที่มิใช่นักรบอาษาทำหน้าที่ป้องกันท้องที่ตามแบบ Territorial Army ของอังกฤษระหว่างมหาสงครามนั้น ท่านได้เป็นผู้บัญชาการกองเสนารักษาดินแดนกรุงเทพฯ ซึ่งจัดเป็นกองพลใหญ่ เป็นตำแหน่งซึ่งได้รับคำยกย่องว่า "ยากมาก เพราะต้องบังคับบุคคลต่างกระทรวงทะบวงการมากหลาย" คัดจากคำปรึกษาความชอบต่างกระทรวงบัญญัติเครื่องราชอิศศริยาภรณ์อันมีศักดิ์ รามาธิบดี พ.ศ. ๒๔๖๐) ในหน้าที่นี้ท่านได้โดยเสร็จไปฝึกซ้อมกลางสนามในเขตต์ระหว่างนครปฐมกับราชบุรีในหน้าที่แม่ทัพต่อสู้กับพระองค์หลายครั้ง ได้เป็นราชองครักษ์พิเศษ จนกระทั่งในที่สุดทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศให้เป็นนายพลเสือป่าเป็นบำเหน็จ ในเวลาเดียวกันนั้นโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองลูกเสือขึ้นทั่วพระราชอาณาเขตต์และให้เจ้าพระยายมราชเป็นสภานายกจัดการลูกเสือกรุงเทพพระมหานครตลอดมาจนท่านพ้นจากหน้าที่ราชการ


ครั้นพุทธศักราช ๒๔๖๐ โดยที่รูปการณ์ในมหาสงครามเปลี่ยนแปลงไป คือการรบไม่ได้จำกัดอยู่ในระหว่างนักรบเท่านั้นเรือดำน้ำเยอรมันออกทำร้ายแก่เรือค้าขายเนืองๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรึกษาเสนาบดีสภาเห็นชอบพร้อมกัน ในการที่จะเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร์เพื่อค้านการกระทำของฝ่ายเยอรมันดังได้กล่าวมาแล้ว หน้าที่ตระเตรียมตกอยู่ในระหว่างทหารตำรวจและผู้ปกครองท้องที่เป็นส่วนมาก เจ้าพระยายมราชเกี่ยวด้วยหน้าที่รักษาความสงบในพระนครตลอดจนการจับกุมชนชาติที่เวลานั้นเป็นศัตรู ต้องกำกับงานกวดขันถึงไปอยู่ที่กระทรวงนครบาลตลอดคืน ในคืนก่อนที่จะประกาศสงคราม เมื่อรุ่งขึ้นกิจการดำเนินสำเร็จไปแล้ว เสนาธิการทหารบก (สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ) ซึ่งเสด็จมาประทับอยู่ด้วยตลอดคืนนั้นออกพระโอษฐว่า "ฉันเป็นห่วงเจ้าคุณมาก เพราะงานใหญ่และใหม่ไม่คิดเลยว่าจะเรียบร้อยถึงเพียงนี้" เมื่อสงครามถึงที่สุด ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานฐานันดรมหาโยธิน แห่งเครื่องราชอิศศริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีเป็นเครื่องแสดงความชอบ ปรากฎคำปรึกษาความชอบดังนี้


"คณะที่ปรึกษาประชุมกันตามความในพระราชบัญญัติมาตรา ๒๐ เห็นพร้อมกันว่า มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยายมราชซึ่งในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนครบาล ได้อำนวยการเรื่องเกณฑ์พลเมืองในกรุงเทพมหานครเข้ารับราชการตามพระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร แต่เริ่มใช้พระราชบัญญัติในเขตต์นี้มาจนบัดนี้นับว่าเป็นราชการซึ่งยากยิ่งกว่าในเขตต์อื่นๆ เพราะมีคนสำส่อนมากในทางเสือป่าก็ได้รับราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการกองเสนารักษาดินแดนกรุงเทพฯ แต่ต้นมาอันเป็นตำแหน่งยากมาก เพราะต้องบังคับบุคคลต่างกระทรวงทะบวงการมากหลาย นับว่ามีความชอบตามพระราชบัญญัติเครื่องราชอิศศริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีมาตรา ๑๖ ตอนท้ายนั้น"


"อนึ่งเนื่องในการประกาศสงครามเยอรมันนี แลเอาสเตรียฮุงการี ได้เป็นผู้อำนวยการจับกุมชนชาติสัตรู ทั้งรักษาความสงบเรียบร้อยในพระนคร การอันนั้นสำเร็จเรียบร้อยดียิ่ง นับว่ามีความชอบตามพระราชบัญญัติมาตรา ๑๕ ตอนท้ายหมายอักษร จ. จึงเห็นว่าสมควรได้รับพระราชทานฐานันดรชั้นมหาโยธิน"


ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ เกิดอุกทกภัยทั้งในประเทศสยาม และประเทศอินโดจีนฝรั่งเศส ประเทศพม่า ซึ่งเป็นแหล่งเข้าใหญ่ที่สุดในโลกทั้งสามประเทศ เป็นเหตุที่จะพึงวิตกว่า ราษฎรจะอดเข้า ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งกรรมการกำกับตรวจตราการค้าเข้าขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อผ่อนผันมิให้เกิดทุพภิกขภัย แต่ให้โอกาสให้ได้ผ่อนขายบ้างตามกำลังและจำนวนพอมิให้การค้าขายต้องหยุดชงักเสียทีเดียว ได้โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยายมราชเข้าร่วมอยู่ในคณะนั้นด้วย ท่านได้เป็นกรรมการที่ "เป็นราชการ" ยิ่งผู้หนึ่งในคณะนั้น ในที่สุดก็สามารถป้องกันทุพภิกขภัยมิให้เกิดขึ้นได้


ก่อนที่จะผ่านไปสู่ยุคหลังแห่งรัชชกาลที่ ๖ คือตอนที่รวมกระทรวงมหาดไทยนั้นจะต้องกล่าวเติมด้วยว่า ในระหว่างยุคแรกนี้ได้ทรงพระราชดำริตั้งยศสูงสุดฝ่ายพลเรือนขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า "มหาอำมาตย์นายก" ให้เทียบเท่าจอมพลทหาร และได้โปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศวโรปการ) และเสนาบดีกระทรวงนครบาลรับพระราชทานยศชั้นนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็มิได้พระราชทานยศนี้แก่ผู้ใดอีก



ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ เจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์มีอาการป่วยกราบถวายบังคับคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย ทรงพระราชดำริว่าแต่ก่อนนั้นการปกครองท้องที่แยกย้ายกันอยู่เป็นหลายกระทรวง คือพระนครอยู่ในหน้าที่นครบาล หัวเมืองอยู่ในกลาโหมมหาดไทยและกรมท่า ครั้น พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้รวมหน้าที่ปกครองหัวเมืองมาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแต่แห่งเดียว บัดนั้นราชการได้ดำเนินมาถึงขีดขั้นอันสมควรที่จะรวมหน้าที่ปกครองท้องที่ไว้แห่งเดียวได้แล้ว ทรงเห็นว่าเจ้าพระยายมราช "เป็นผู้ชำนาญในการปกครองท้องที่มานานแล้วทั้งในกรุงและหัวเมือง และอยู่ในฐานะแห่งมุขมนตรีเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอันมาก สมควรจะรับพระราชภาระตามโครงการณ์ที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ได้" (คัดจากประกาศตั้งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๕) จึงโปรดให้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยตามรูปใหม่นี้ ในที่นี้น่าจะกล่าวแซกสักหน่อยหนึ่งถึงลักษณะงานปกครองท้องที่ ใครๆ ก็ย่อมทราบอยู่แล้วว่ากระทรวงมหาดไทยที่จัดขึ้นใหม่เพื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ เพื่อให้เข้ารูปงานสมัยใหม่นั้น ปลดหน้าที่ตุลาการไปไว้ยุติธรรม แต่รวมการปกครองท้องที่หัวเมืองทั้งหมดเข้ามาไว้ และมีกรมอัยยการ (หัวเมือง) กรมป่าไม้ กรมสรรพากรนอก เป็นกรมขึ้นใหญ่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นตามระยะเวลาต่อนั้นบ้าง จัดขึ้นแต่เดิมบ้าง ผู้ทรงริเริ่มจัดการทั้งนี้คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความนิยมแห่งประชาชนหรือข้าราชการทั่วๆ ไป ตั้งแต่นั้นมาจนถึงรัชชกาลที่ ๖ มีอยู่ว่าเป็นกระทรวงที่ก้าวหน้าและบริบูรณ์ด้วยสมรรถภาพเป็นอย่างเยี่ยม เพราะฝีพระหัตถ์เสนาบดีพระองค์นั้นเป็นข้อใหญ่และด้วยเหตุนี้เองงานที่ริเริ่มขึ้นใหม่หลายอย่างจึงมักเกิดขึ้นโดยอาศัยพระองค์ท่าน ยิ่งเวลาล่วงไปงานก็หนักยิ่งขึ้นทุกทีจนกระทรวงนั้นขยายตัวใหญ่กว่ากระทรวงใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพประชวร และกราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพยายามที่จะผ่อนผันโอนงานที่พอจะโอนได้ไปไว้กระทรวงอื่นเสียบ้าง เพราะผู้ที่จะมีความอุตสาหะด้วยมีสติปัญญาด้วยให้เท่าเทียมกับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้นก็หายากอยู่ ทั้งตอนนี้มีงานใหม่เกิดขึ้นเป็นงานใหญ่ คืองานกรมสาธารณสุข เหตุฉะนั้นจึงได้โอนงานเรือนจำและตำรวจไปไว้ในนครบาล (ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) และโอนงานสรรพากรนอกไปรวมกับสรรพากรในขึ้นอยู่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ โอนงานอัยยการไปไว้กระทรวงยุตติธรรม ครั้งต่อมาได้มีอุปสัคเกิดขึ้นบางอย่างในทางดำเนินงานระหว่างกรมใหญ่ต่างๆ ซึ่งยังก้าวก่ายกันอยู่บ้าง เช่น แผนกอัยยการเมื่อไปเสียจากสังกัดผู้ปกครองท้องที่ทำให้ความร่วมมือในระหว่างสองหน้าที่นั้นอ่อนลง ในโอกาสที่รวมหน้าที่ปกครองอีกครั้งหนึ่งในพ.ศ. ๒๔๖๕ นี้จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้โอนหน้าที่อัยยการมาไว้ในกระทรวงมหาดไทยใหม่ แต่ยกกรมราชทัณฑ์จากกระทรวงนครบาล ไปขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรมเพื่อแบ่งปันภาระแก่กัน


เมื่อเจ้าพระยายมราชเข้าเป็นเสนาบดีมหาดไทยตามรูปใหม่นี้แล้ว ได้ตั้งใจจัดการอย่างเข้มแข็ง เป็นที่สังเกตว่าการงานเดินคล่องแคล่วขึ้นมาใหม่จนมีเสียง (หนังสือพิมพ์) เรียกท่านว่า "The New Bloom" (ไม้กวาดอันใหม่ซึ่งสะสางกิจการที่ค้างๆ) ในตอนนี้ได้ออกกฎเสนาบดีจัดระเบียบการอยู่ชุดหนึ่ง บางกฎน่าจะยกมากล่าวในที่นี้เพื่อแสดงอนุสนธิแห่งประวัติการปกครองท้องที่ คือ :-


๑) ข้อบังคับลักษณะปกครองหัวเมืองชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๖๕ ซึ่งกำหนดหน้าที่อำนาจและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่ตามลำดับชั้น น่าจะอธิบายลงในระยะนี้ด้วยว่า การกำหนดหน้าที่ อำนาจ และความรับผิดชอบนั้น เดิมมาก็เคยมี โดยพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ เป็นต้น แต่เทศา,เจ้าเมือง,และนายอำเภอมิได้ทำงานฉะเพาะแต่งานของกระทรวงมหาดไทยอย่างเดียว หากต้องทำงาน "ฝาก" จากกระทรวงอื่นอีกด้วย เพื่อจะอาศัยใช้อำนาจของผู้ปกครองท้องที่ เช่น ในการภาษีอากรก็ต้องใช้อำนาจผู้ปกครองท้องที่บางอย่าง ในการศึกษาก็ต้องใช้อำนาจที่จะเกณฑ์เด็กมาเรียนเป็นต้น ในเวลาต่อมาเมื่อการงานของรัฐบาลขยายตัวขึ้น งานฝากเหล่านี้ทวีขึ้นทุกที จนกระทั่งผู้ปกครองท้องที่โดยฉะเพาะชั้นนายอำเภอ ไม่มีเวลาและกำลังจะทำให้ได้ผลดีทุกอย่างไป เหตุฉะนั้นข้อบังคับลักษณะปกครองหัวเมืองชั่วคราวอันนี้จึงต้องเกิดขึ้น และพึงสังเกตความแห่งหนึ่งซึ่งกล่าวว่า


"มาตรา ๑๖ ถ้ามีราชการแผนกอื่นซึ่งเป็นระเบียบการประจำหรือระเบียบใหม่ที่เสนาบดีเจ้ากระทรวงนั้นๆ ได้ทำความตกลงเห็นชอบพร้อมกันกับเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้ว และมอบการอย่างใดแพนกใดให้อยู่ในความบังคับบัญชาของผู้ปกครองท้องที่แล้ว ก็ให้ผู้บังบัญชาของผู้ปกครองท้องที่แล้ว ก็ให้ผู้บังคับบัญชาท้องที่นั้นๆ มีอำนาจเหนือพนักงานแพนกนั้นๆ ในการที่จะให้คุณให้โทษเหมือนดังข้าราชการในแพนกปกครองตามข้อบังคับนี้" (พึงสังเกตว่าแต่นี้ไป เสนาบดีต่างกระทรวงสั่งสมุหเทศาภิบาลเอาเองตามชอบใจอย่างแต่ก่อนไม่ได้ ต้องตกลงกับเสนาบดีมหาดไทยก่อน)


๒) กฎระเบียบการ (ที่ ๑) ให้ข้าราชการผู้ใหญ่ออกไปสืบสวนผู้ร้ายด้วยตนเอง สาระแห่งกฎอันนี้มีอยู่ว่า
"การจับผู้ร้ายนั้นจะไม่ถือเป็นความชอบเป็นแต่นับว่าผู้นั้นได้กระทำการครบถ้วนแก่หน้าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุร้ายให้ชีวิตและทรัพย์สมบัติของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้นอยู่เย็นเป็นปกติสุขพอสมควร…"
"และจะถือเป็นความผิดความบกพร่อง เมื่อการปกครองยุ่งยิ่งไม่เรียบร้อย เพราะปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่ราบคาบก็ตามหรือเพราะแตกความสามัคคีในฝ่ายเจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ไม่กลมเกลียวกันด้วยการแย่งยื้อถืออำนาจไม่เป็นผู้ใหญ่ผู้น้อย…ก็ตาม"
๓) นอกจากนี้ยังมีกฎอื่นๆ อีก ๘ กฎ ระบุหน้าที่หรือตักเตือนกำชับเจ้าหน้าที่ต่างๆ โดยมากเพ่งเล็งในเรื่องปราบปรามโจรผู้ร้าย ซึ่งเวลานั้นค่อนข้างจะกำเริบ


เจ้าพระยายมราชฉลองพระเดชพระคุณเป็นที่พอพระราชหฤทัยแห่งพระมหากษัตริย์เพียงไร จะพึงหยั่งรู้ได้ด้วยบำเหน็จที่สูง และที่ไม่ใคร่มีใครจะได้เคยรับ เช่นยศมหาอำมาตย์นายก ซึ่งได้กล่าวมาแล้ว อีกบำเหน็จหนึ่งที่พึงสังเกตก็คือได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยากรณ์อันเป็นโบราณมงคล นพรัตนราชวราภรณ์ ซึ่งข้าราชการน้อยคนนักที่จะได้รับพระราชทานเคยมีอยู่ก็แต่ (๑) สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ (๒) เจ้าพระยาสุรวงศไวยวัฒนพิพัฒนศักดิ์ (วอน บุนนาค) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ (๓) จอมพลเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (หม่อมราชวงศ์อรุณ ฉัตรกุล ณ อยุธยา) เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ เท่านั้น แต่ท่านทั้งสามนี้ยังว่าเป็นราชินิกูลและราชสกุล ผู้ที่มิได้มีวุฒิทางกำเนิดเข้าช่วยด้วยนั้นเห็นจะมีแต่เจ้าพระยายมราชแต่ผู้เดียว


ลุพุทธศักราช ๒๔๖๗ ทรงพระราชปรารภว่า ตามราชประเพณีที่เคยมีมา เสนาบดีที่ได้ราชการดี ย่อมทรงยกย่องให้เป็นเจ้าพระยาชั้นหิรัญบัฎ หากเป็นราชสกุลหรือราชินิกูลก็พระราชทานสุพรรณบัฎเป็นพิเศษ ดุจทรงสถาปนาพระยศเจ้านายเจ้าพระยายมราชได้รับพระราชทานหิรัญบัฎมาแต่รัชชกาลก่อน ทรงเห็นว่ามีความชอบและความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง จึ่งมีพระบรมราชโองการให้จาฤกนามใหม่ลงในสุพรรณบัฎ มีพิธีอ่านประกาศในงานเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นพิเศษ ซึ่งผู้ที่เคยรับพระราชทานเลื่อนจากหิรัญบัฎขึ้นมาเช่นนี้ แต่ก่อนก็มิได้มีพิธีเช่นนี้ (ความชอบที่อ้างในประกาศก็ทำนองดังได้พรรณนามาแล้ว และปรากฎอยู่แล้วในหนังสือราชกิจจานุเบกษา และพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ "เรื่องตั้งเจ้าพระยา" จึ่งมิได้คัดมาลงไว้ในที่นี้อีก) (พระราชทานสุพรรณบัฎ)


ในลำดับนี้ เจ้าพระยายมราชได้ฉลองพระเดชพระคุณในหน้าที่การก่อสร้างพระราชฐานชิ้นใหญ่ๆ และสำคัญอีกหลายแห่งทั้งในกรุงและหัวเมือง จะยกขึ้นกล่าวแต่เพียงบางชิ้น เช่นพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเริ่มแต่รัชชกาลที่ ๕ มาสำเร็จลงในรัชชกาลนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดของท่านในการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน, พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน, สวนสุนันทา, วังปารุสกวัน, พระตำหนักสวนกุหลาบ เป็นต้น นอกจากการก่อสร้างยังได้ฉลองพระเดชพระคุณในหน้าที่พิเศษอื่นอีกหลายอย่าง เช่น เป็นกรรมการราชนาวีสมาคม (ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อชักชวนราษฎรบริจาคทุนช่วยราชนาวีหาซื้อเรือรบมาเพิ่มกำลัง จนในที่สุดได้เรือ "พระร่วง" มาลำหนึ่ง เป็นกรรมการปกครองวชิรพยาบาล ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเป็นสถานพยาบาลสำหรับภาคเหนือแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นมรรคนายกวัดหงษรัตนาราม ซึ่งเป็นสำนักอุปสมบทของท่านและวัดสามพระยาซึ่งอยู่ใกล้บ้านเดิมของท่าน และเมื่อจวนจะถึงกาลที่สุดแห่งรัชชกาลที่ ๖ ทรงพระราชปรารภจะให้มีพิพิธภัณฑ์แสดงสินค้าและหัตถกรรม กสิกรรม อุตสาหกรรม ศิลปกรรม ฯลฯ ของบ้าน บ้านเมือง เนื่องในโอกาสที่จะได้เสวยราชย์มาครบ ๑๕ ปีนั้น ก็ได้ทรงมอบให้ท่านเป็นผู้อำนวยการตระเตรียมงาน พระราชทานที่ส่วนพระองค์ที่ทุ่งศาลาแดงให้จัดเป็นสถานพิพิธภัณฑ์และให้สร้างเป็นวนาสำหรับพระนคร โดยพระราชประสงค์ที่จะให้ได้เป็นที่หย่อนใจของประชาชน ท่านก็ได้เป็นผู้คิดการสร้างสวนนี้ ได้โปรดพระราชทานนามสวนนี้ว่าสวนลุมพินี แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ไม่ทันจะถึงกำหนดที่จะได้ฉลองสิริราชสมบัติก็พลันเสด็จสวรรคต งานพิพิธภัณฑ์จึงเป็นอันงด คงมีแต่สวนลุมพินีอยู่ทุกวันนี้


องค์แห่งความสำเร็จในหน้าที่ราชการของเจ้าพระยายมราชที่สำคัญนอกจากในข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เห็นจะมีอยู่อีกสัก ๒ อย่างซึ่งจะเว้นกล่าวถึงไม่ได้ คือรู้จักรวบรวมหาคนดีมาใช้ประการหนึ่ง และพรหมวิหารธรรมของตัวท่านเองอีกประการหนึ่ง ในข้อต้นนั้นควรจะสังเกตท่านรู้จักใช้คนทุกอย่าง ใช่แต่จะได้ชุบเลี้ยงคนมีสติมีหลักธรรมในใจมั่นคงขึ้นจนถึงได้เป็นอธิบดีเป็นหลายคนเท่านั้น คน ใช้ยาก" ด้วยมีพยศท่านก็รู้จักกล่อมเกลาจนสามารถเป็นได้ถึงชั้นนั้นอีกไม่น้อยคน คนเก่าที่มีอยู่แล้วได้พยายามใช้ให้เป็นประโยชน์ยิ่งจนถึงได้ดีเป็นตำแหน่งสูงรองตัวท่านเอง เช่นพระยาศรีธรรมาธิราช (เจิม บุณยรัตพันธ์) ก็มีและที่น่าอัศจรรย์อยู่บ้าง คือไปเที่ยวหยิบเอาคนที่ไม่เคยใช้มาใช้ได้เป็นผลสำเร็จอีกหลายคน เช่นพระยาจ่าแสนยบดี (ชิต สุนทรวร) ซึ่งภายหลังได้เป็นถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยก็มี ในส่วนข้อหลัง (พรหมวิหาร) นั้นเล่า เห็นจะรวมใจความพูดได้สั้นๆ ว่าน่าจะเป็นการยากที่จะหาคนที่จะบรรดาลให้งานใหญ่โต เช่นงานบัญชาการกระทรวงสำเร็จไปได้โดยดี แต่คงตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดังเช่นเจ้าพระยายมราชนี้ เชื่อว่าผู้ใดที่รู้จักท่านดีพอคงจะรับรองคำกล่าวอันนี้ได้ด้วยความเต็มเป็นแน่จริงอยู่เมื่อชมแล้วก็ต้องติถ้ามีเรื่องจะติ หากจะติท่านแล้วก็เห็นจะต้องติว่ามีธรรมะหมวดนี้ค่อนข้างจะมากเกินไปสักหน่อยในบางโอกาส แต่เมื่อติดังนี้แล้วก็ต้องไม่ลืมว่าแม้เช่นนั้นงานใหญ่ของท่านก็สำเร็จไปได้ทุกชิ้น




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2550    
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 3:15:38 น.
Counter : 785 Pageviews.  

ตอนที่ ๖ สมัยรัชชกาลที่ ๗

ประวัติเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
ภาคที่ ๒ พระวรวงศเธอ พระองศ์เจ้าธานีนิวัต ทรงแต่ง
ตอนที่ ๖ สมัยรัชชกาลที่ ๗
ลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ท่านผู้หญิงตลับอนิจจกรรม ๒๔๗๔
ท่านผู้หญิงตลับ

รูปภาพในสมัยรัชชกาลที่ ๗ ( พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๗)

(กรุณาคลิกโหลดภาพ แล้วคลิก expand ที่มุมล่างขวา เพื่อดูรูปภาพขนาดใหญ่ขึ้นครับ /twojay)












ในรัชชกาลที่ ๗ เจ้าพระยายมราชได้ฉลองพระเดชพระคุณในกิจการเบื้องต้นแห่งพระราชภาระที่ขึ้นเสวยราชย์และพระบรมราชาภิเษกบางอย่างที่ควรจะยกมากล่าวก็มีเช่น ในการประชุมพระบรมวงศ์และเสนาบดีในเวลาดึกต่อจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลงนั้น เมื่อที่ประชุมรับทราบพระราชประสงค์ในรัชชกาลที่ ๖ ที่จะให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ทรงรับราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์แล้ว เจ้าพระยายมราชได้เป็นผู้ที่นำข้าราชการลงจากเก้าอี้ที่นั่งประชุมคุกเข่ากับพื้นถวายบังคม ๓ ครั้งเป็นการรับรองพระราชประสงค์อันนั้นในนามของข้าราชการและประชาชน นอกจากนั้นยังคงมีหน้าที่ถวายน้ำในนามของประชาชนทิศอุดรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกฐานเป็นราชบัณฑิตเช่นเดียวกันกับที่ได้เคยฉลองพระเดชพระคุณมาแล้วในรัชชกาลสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
ครั้นต่อมาไม่ช้า (วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๔๖๘) ท่านได้ปรารพภ์อายุสังขารที่ชราลง ขอพระราชทานกราบบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย รวมเวลาที่รับราชการได้ถึง ๔๓ ปี ใน ๔๓ ปีนี้ท่านรับราชการในตำแหน่งครูและอาจารย์เจ้านายและตำแหน่งผู้ช่วยและเลขานุการสถานทูตสยามกรุงลอนดอนอยู่ ๑๑ ปีในตำแหน่งเลขานุการกระทรวงมหาดไทยตลอดจนถึงข้าหลวงเทศาภิบาล ๑๒ ปี ตำแหน่งเสนาบดี ๒๐ ปี เป็นอันว่าส่วนมากแห่งเวลาราชการของท่านเป็นอยู่ในตำแหน่งเสนาบดี มีน้อยท่านที่จะได้รับราชการในตำแหน่งเสนาบดีนานถึงเพียงนี้ และแม้ว่าท่านจะได้อยู่ในจำพวกเสนาบดีที่สามารถก็ดี แต่กว่าจะขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ก็ต้องรับราชการมาแล้วตั้ง ๒๓ ปี เข้าอยู่ในข่ายทรงพิจารณาเลือกเฟ้นอย่างละเอียด เพราะในกาลครั้งนั้นเป็นการยากนักหนาที่ใครๆ จะขึ้นมาถึงตำแหน่งเสนาบดีเจ้ากระทรวงได้ในเร็ววัน


เมื่อออกจากราชการแล้วก็ยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นผู้ถวายพระพรชัยในเวลาเฉลิมพระชนม์พรรษาแทนข้าราชการและประชาชนต่อมาจนเลิกพิธีนั้น หน้าที่นี้เจ้าพระยายมราชได้รับทำสืบต่อจากเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๔ มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นเวลา ๒๑ ปี


อนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขระเบียบการแห่งองคมนตรีสภาโดยคัดเลือกองคมนตรีขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวน ๔๐ ท่าน ทรงเลือกสรรทั้งข้าราชการประจำการและนอกตำแหน่งอีกทั้งองคมนตรีที่มีความเชี่ยวชาญในอาชีพอื่นจากการทำราชการด้วย ให้มีหน้าที่ออกความเห็นในกิจการบ้านเมือง และสนองพระราชปุจฉาที่พระราชทานลงไปเนืองๆ ที่เกี่ยวด้วยกิจการบ้านเมืองและทุกข์สุขของประชาชน เป็นการทดลองฝึกหัดให้ดำเนินการตามพระราชประสงค์ที่จะตั้งระบอบการปกครองโดยรัฐธรรมนูญขึ้นในภายหน้า กิจสำคัญอันหนึ่งซึ่งกรรมการนี้ได้ทำ คือตรวจพิจารณาและแก้ไขส่วนหนึ่งแห่งร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เจ้าหน้าที่ร่างทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไป เจ้าพระยายมราชได้เป็นผู้หนึ่งซึ่งทรงเลือกสรรให้เป็นสมาชิกแห่งสภากรรมการองคมนตรีนี้ ได้ฉลองพระเดชพระคุณอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและสภานั้นถูกยุบไป


อนึ่งในระหว่างรัชชกาลที่ ๖ เจ้าพระยายมราชได้สมัครเป็นสมาชิกกิติมศักดิ์แห่งสภากาชาดสยาม ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบเปลี่ยนแปลงใหม่ ได้มีส่วนช่วยเหลือสภานั้นด้วยกำลังแรง โดยรับเป็นกรรมการแห่งสภานั้นหลายปี และด้วยกำลังแรง โดยรับเป็นกรรมการแห่งสภานั้นหลายปี และด้วยกำลังทรัพย์ คือได้บริจาคเงิน ๒,๑๐๐ บาทร่วมกับท่านผู้หญิงตลับสร้างประตูเข้าออกและรั้วหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๖๓ ได้ร่วมกันบริจาคเงินอีก ๑๐,๐๐๐ บาทอุทิศถวายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ โดยเสร็จพระราชกุศลสร้างสถานเสาวภา ครั้นอายุครบ ๖๐ ปีในพ.ศ. ๒๔๖๕ ได้บริจาคเงินอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีก ๘๐,๐๐๐ บาท สร้างตึกชั้นเดียวขนาดใหญ่ขึ้น ๒ หลังให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งมาเสร็จในระยะเวลาที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดตึกเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ และพระราชทานนามว่า "โรงพยาบาลของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)" ตึกนี้ใช้สำหรับเป็นที่พักรักษาคนป่วยเป็นโรคมะเร็งและโรคสตรีและสำหรับคนคลอดบุตร โดยเหตุที่มีคุณูปการดั่งกล่าวมาแล้ว สภากาชาดได้ลงมติให้เหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ ๑ เพื่อเชิดชูเกียรติยศท่านไว้ด้วย


ใน พ.ศ.๒๔๖๙ นั้น โรงพยาบาลที่ท่านบริจาคเงินสร้างอีก ๔๐,๐๐๐ บาท ที่เมืองสุพรรณบุรีก็เสร็จลงเหมือนกัน ได้เปิดใช้และขนานนามว่า "โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)


หลังจากที่ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญใน พ.ศ.๒๔๗๕ เจ้าพระยายมราชได้ฉลองพระเดชพระคุณในหน้าที่พิเศษบ้าง เช่น เป็นกรรมการข้าราชกรพลเรือน และกรรมการกฤษฎีกาในสำนักนายกรัฐมนตรี


เจ้าพระยายมราชเป็นบุคคลที่ไม่สามารถจะอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหตุนั้นในระหว่างที่ว่างราชการตอนนี้ จึงปรากฎว่าท่านมิได้อยู่ว่างๆ กี่มากน้อย ธุระที่ท่านพอใจถัดจากทำราชการมาเห็นจะเป็นการก่อสร้าง ระหว่างนี้ท่านก็ได้มีโอกาสควบคุมการสร้างตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภันตริปชาในที่สวนนอกเหนือพระราชวังดุสิต ควรจะกล่าวความแซกในที่นี้สักหน่อยหนึ่งว่า แต่รัชชกาลที่ ๕ มาแล้ว ดูเหมือนจะได้ทรงมอบหมายให้เจ้าพระยายมราชเป็นธุระช่วยเหลือกิจการผลประโยชน์ของเจ้าจอมมารดาแส ในเวลาต่อมาท่านได้เป็นธุระวิ่งเต้นในกิจการทั้งปวงของท่านเจ้าจอมมารดาผู้นี้กับพระธิดาทั้งสองพระองค์ในเมื่อท่านว่างราชการลงตอนนี้ประจวบเวลาที่เจ้าจอมมารดาแสป่วยถึงอสัญญกรรมลง เจ้าพระยายมราชจึ่งได้ไปฉลองพระเดชพระคุณวิ่งเต้นในการรักษาพยาบาลตลอดจนช่วยเจ้าภาพทำศพท่านแต่ต้นจนถึงเวลาพระราชทานเพลิงและงานอัฎฐิในที่สุด แล้วยังได้อาษาดูแลพระธุระทั้งปวงของเจ้านายพระธิดาทั้งสองพระองค์ทุกสถานเป็นการที่ตัวท่านเองเคยพูดด้วยความภูมิใจว่า ได้สนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงผู้เป็นพระบรมชนกนาถแท้จริงขึ้นชื่อว่า พระราชโอรสธิดาในรัชกาลที่ ๕ แล้ว เจ้าพระยายมราชเป็นยินดีที่จะรับพระภาระทรงใช้สอยทุกสถาน ด้วยความกตัญญูกตเวทีอันมีอยู่แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นแต่ที่ท่านรักใคร่สวามิภักดิเป็นพิเศษนั้น ก็คือพระองค์ที่เคยเป็นศิษย์ (กรมพระจันทบุรี, กรมหลวงราชบุรี, กรมหลวง ปราจีณ, กรมหลวงนครชัยศรี กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) และความสนิทสนมอันนี้ได้ช่วยให้ราชการของท่านสะดวกขึ้นมากเหมือนกัน เพราะท่านได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีร่วมคณะกับเจ้านายผู้ทรงเป็นศิษยนั้นทุกพระองค์ อนึ่งใน พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านผู้หญิงตลับก็ป่วยกลับไปกลับมาจนอนิจจกรรมลง ท่านก็ได้มีเวลารักษาพยาบาลและทำศพจนตลอด


กิจธุระของท่านอีกอย่างหนึ่งในระหว่างนี้ คือเรื่องโรงเรียนเบ็ญจมะราชูทิศ โรงเรียนนี้ในชั้นเดิมได้มีพระราชเสาวนีในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถให้ท่านช่วยในการจัดตั้งขึ้นด้วยทุนที่ท่านผู้หญิงตลับเป็นหัวหน้าเรี่ยไรมาได้ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคต ได้จัดเป็นโรงเรียนสำหรับเลี้ยงเด็กหญิงอนาถา และท่านผู้หญิงตลับได้เป็นผู้อำนวยการ เด็กในโรงเรียนนั้นได้รับการศึกษาทั้งสามัญวิสามัญชั้นต่ำๆ พอควรแก่อัตตะภาพ เด็กเรียนสำเร็จออกจากโรงเรียนมาแล้วหลายชุดโดยลำดับ การใช้จ่ายได้อาศัยดอกเบี้ยของทุนนั้น ซึ่งเจ้าพระยายมราชช่วยมอบหมายให้ข้าราชการผู้ใหญ่บางนาย เช่นนายพลตำรวจตรีพระยาอธิกรณประกาศควบคุมหาผลประโยชน์ และบางทีก็มีผู้ใจบุญบริจาคเพิ่มเติมบ้าง ครั้นท่านผู้หญิงตลับถึงอนิจกรรม งานบังคับบัญชาโรงเรียนนี้จึงตกอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพระยายมราชและได้ดำเนินสืบมาโดยดี จนถึงเวลาที่ตั้งเทศบาลนครกรุงเทพฯ ขึ้นจึงได้มอบให้รับไปดูแลตามหน้าที่


เป็นความเห็นของคนโดยมากกว่า นอกจากมีสติปัญญาเฉียบแหลมและสามารถดังกล่าวมาแล้ว เจ้าพระยายมราชยังได้มีเคราะห์ดีเป็นอย่างยิ่งที่มีภรรยาเป็นนารีรัตน คือท่านผู้หญิงตลับเพราะท่านผู้หญิงตลับนี้เกิดมาในสกุลข้าราชการผู้ใหญ่สืบต่อกันมาหลายชั้น ย่อมเป็นโอกาสที่จะได้รับความอบรมมาก่อนแล้วเป็นอย่างดี ครั้นเมื่อสามีได้เป็นใหญ่เป็นโต มีหน้าที่ต้องปกครองคนหลายชั้นหลายชะนิด ท่านผู้หญิงตลับได้เป็นกำลังสำคัญทางบ้านทั้งในทางดูแลปกครองบ้านช่องมิให้สามีต้องร้อนใจหรือกังวลทั้งในทางที่จะเชื่อมความสามัคคีกับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของสามีและประชาชนพลเมืองทั่วไป ทั้งในทางที่จะรับปรับทุกข์สุข ทั้งเป็นผู้ไว้วางตัวสมแก่ฐานะที่ได้เป็นท่านผู้หญิงแห่งเสนาบดีผู้ใหญ่คนหนึ่งด้วย เมื่อท่านผู้หญิงตลับมีอายุ ๕ รอบ เจ้าพระยายมราชได้บำเพ็ญการกุศลฉลองอายุให้ ณ วัดปทุมวนาราม และได้สร้างกุฎิถวายไว้ในวัดเป็นที่ระลึก มีผู้คนไปช่วยมากแสดงให้เห็นความนิยมรักใคร่ในตัวท่านและท่านผู้หญิงของท่านอย่างชัดเจน


เมื่อกล่าวถึงท่านผู้หญิงตลับแล้วก็น่าจะเลยกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า เจ้าพระยายมราชเป็นผู้ที่มีความรักใคร่ห่วงใยในครอบครัวและเป็นบิดาและกุลเชฐที่ดีแท้ เพราะได้รวบรวมเลี้ยงญาติไว้ในบ้านทุกชั้น ตั้งแต่พระยาสมบัติภิรมย์พี่ชาย ซึ่งท่านประคับประคองดูแลเป็นนักหนานั้นลงไป สำหรับบุตรธิดาก็มีความกรุณายิ่งนัก ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วถึงพรหมวิหารธรรมของท่าน และอยากจะย้ำความนั้นในที่นี้อีกเกือบทุกข้อ และยังเลยไปถึงหลานด้วยซ้ำ เช่นบุตรข้าพเจ้าเองถ้าคนใดเจ็บลง แม้ท่านจะอยู่ในหรือนอกราชการ ถ้าเดินไหวเป็นต้องมาเยี่ยมถึงบ้านทุกครั้ง ทราบว่าหลานทุกคนทุกสกุลก็เช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วข้างต้นถึงความสามารถของท่านที่จะกุมสติไว้อยู่โดยสมบูรณ์ ในที่นี้อยากจะย้ำความนั้นอีกทีหนึ่งว่า ในกิจการครอบครัวก็เช่นกันกับในการทำราชการ แม้เวลาจวนจะถึงอสัญญกรรม หมอต้องฉีดยาบรรเทาทุกขเวทนาอันเกิดแต่ปอดอักเสบ เมื่อเวลาส่างความอึดอัดยังยิ้มพูดได้สติดีว่า "ลูกมากหมอมากก็ยังไม่ยอมให้ตาย" แม้แต่หมอที่เคยชินกับความตาย เมื่อได้ยินดังนี้แล้วก็ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2550    
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 3:16:02 น.
Counter : 1188 Pageviews.  

1  2  3  

twojay
Location :
Clermont, FL United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




***Enjoy your visit!!***

New Comments
Friends' blogs
[Add twojay's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.