"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

บั้งไฟพญานาค มหัศจรรย์ริมน้ำโขง

บั้งไฟพญานาค มหัศจรรย์ริมน้ำโขง

15 ค่ำเดือน 11 ต้องไปตามนัด


“บั้งไฟพญานาค” ปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่ไม่ธรรมดา ไม่มีการบันทึกว่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด แต่นับมาได้ 20 กว่าปีมานี่เอง ปรากฎการณ์นี้ ก็เป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก ที่สงสัยใคร่พิสูจน์ ว่ามันเกิดได้อย่างไร เป็นของจริงหรือไม่ และอยากเห็นด้วยตาตนเองมากที่สุด










ปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” ที่ว่านี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายช่วงอายุคน เป็นตำนานที่เล่าขานกันว่า เป็นลูกไฟ หรือ บั้งไฟของเหล่าพญานาค ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองบาดาลและจุดขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันออกพรรษา ซึ่งสอดคล้องกับพุทธประวัติว่าวันออกพรรษาเป็นวันที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จลงจากสรวงสวรรค์เพื่อมาโปรดโลกมนุษย์ และเมืองบาดาล หลังจากที่เสด็จจำพรรษาและเทศนาโปรดพระมารดา เหล่าเทวดาทั้งหลายบนสรวงสวรรค์ในช่วงเข้าพรรษารวม 3 เดือนนั่นเอง











ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง เฉพาะช่วงจังหวัดหนองคาย จากการเล่ามาสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายว่า ในแม่น้ำโขงมีเทพเจ้าทางน้ำเรียกว่าพญานาค อาศัยอยู่ ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตในแม่น้ำโขงจำนวนไม่น้อย ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเพราะการกระทำของเทพเจ้าทางน้ำ จึงได้สร้างศาลเจ้าแม่สองนาง (เทพเจ้านางน้ำ) ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เพื่อเซ่นไหว้ บวงสรวงให้ปกป้องคุ้มครอง มิให้ประสบภัยอันตรายและเกิดสิริมงคล แก่ผู้คนที่ประกอบอาชีพทางน้ำเป็นประจำทุกปี ดังปรากฏมีศาลเจ้าแม่สองนางอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่อำเภอเมืองหนองคาย, อำเภอโพนพิสัย และ อำเภอบึงกาฬ











เนื่องจาก บั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี และจะตรงกับคืนวันออกพรรษา หรือ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 เสียด้วย ไม่เคยไปเกิดในช่วงเวลาอื่น ในวันดังกล่าว ระหว่างเวลาประมาณ 19 น.ถึง 22 น. ของทุกปี จะมีลูกไฟกลมโตประมาณลูกไข่หรือผลส้ม สีแดงชมพู (บ้างก็ว่าสีหมากสุก) ผุดขึ้นจากแม่น้ำโขง และลอยสูงขึ้น 20-30 เมตรในเวลา 2-3 วินาทีก่อนที่จะหายไปโดยไม่มีเสียงใดๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง บริเวณอำเภอโพนพิสัยและกิ่งอำเภอรัตนวาปี เป็นระยะทางยาวประมาณร้อยกิโลเมตร ตำแหน่งที่เกิดลูกไฟไม่เฉพาะที่ จะเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ คนที่มาเฝ้าชม จะต้องหันมองไปมาอยู่เสมอ ถ้าไม่อยากพลาด เพราะมันจะพุ่งขึ้นแล้วดับไป ในช่วงเวลาแค่ 2-3 วินาที เท่านั้น แต่เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ จึงมีประชาชนเดินทางไปชมปรากฏการณ์นี้เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ทำให้หนองคายแตกต่างจากทุกแห่งในโลก จนกลายเป็นมหกรรมทางการท่องเที่ยวระดับสากลไปแล้ว









“บั้งไฟพญานาค” เป็นลูกไฟประหลาดสีแดงอมชมพู ขนาดต่างๆ ที่พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงสู่ชั้นบรรยากาศสูงประมาณ 70-100 ม. ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา และมีที่ จ.หนองคาย เท่านั้น ซึ่งกว่า 20 ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวไทยทั่วประเทศและชาวต่างชาติ ให้ความสนใจเดินทางไปติดตามชมปรากฏการณ์นี้ปีละไม่น้อยกว่า 3 แสนคน ซึ่งแต่ละปี คนที่โชคดี (รอดูได้ถูกจุด) ก็ไม่เคยผิดหวังกับการได้เห็นบั้งไฟพญานาค เพียงแต่จะปรากฏให้ เห็นมากหรือน้อย เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่อาจกำหนดหรือจัดทำขึ้นได้โดยมือของมนุษย์

































ดังนั้น เหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย (ที่คิดว่ามีฝีมือ หรือมีเครื่องมือตรวจสอบปรากฏการณ์นี้) ต่างก็เข้ามามีส่วนร่วมในการพิสูจน์ หาคำอธิบายปรากฏการณ์ตามหลักการของวิชาวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์และเคมี แม้ว่าจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงขั้นว่า พญานาค เป็นผู้ปล่อยบั้งไฟนี้ ออกมาจริงหรือไม่ แต่ก็สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ได้ว่า

บั้งไฟพญานาคอาจจะเป็นลูกไฟที่เกิดจากการติดไฟของแก๊สมีเธน (methane) ผสมกับแก๊สฟอสฟีนหรือไฮโดรเจนฟอสไฟด์ (phosphine) ซึ่งเกิดขึ้นจากการหมักของซากพืชและซากสัตว์ที่บ่อหลุมใต้น้ำ เมื่อแก๊สนี้รวมตัวกันเป็นก้อน ผุดขึ้นเหนือน้ำจะมีอากาศอยู่โดยรอบ แก๊สฟอสฟีนมีสมบัติที่สามารถติดไฟได้เองโดยการสลายตัวและมีปฏิกิริยากับออกซิเจน (นับเป็นการเผาไหม้) ซึ่งจะทำให้แก๊สมีเธนติดไฟไปด้วย

บั้งไฟพญานาค จะผุดขึ้นจากน้ำเป็นดวงกลมขนาดเท่าๆกัน เริ่มเห็นได้เมื่อสูงกว่าผิวน้ำประมาณ 1-2 เมตรเป็นอย่างน้อยและลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว (ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 10 เมตรต่อวินาที) ขึ้นสูงประมาณ 20-30 เมตรก่อนที่ลูกไฟจะดับในขณะยังเคลื่อนที่ เนื่องจากแก๊สผสมดังกล่าว เมื่อปุดจากใต้น้ำจากช่องที่ไม่โต จะมีขนาดเท่าๆกันโดยอัตโนมัติ คล้ายๆกับหยดน้ำยาหยอดตาที่หลุดจากหลอดที่หยอดตาซึ่งมีขนาดหยดประมาณเท่ากัน หากมีแก๊สมากก็อาจจะแบ่งเป็นสองสามลูกไล่ตามกันมาดังที่เห็นได้ในบางครั้ง แก๊สทั้งสองชนิดดังกล่าวไม่ละลายน้ำ เมื่อหลุดจากผิวน้ำใหม่ๆ แก๊สยังคงรวมตัวกันเป็นก้อนทรงกลมเหมือนเมื่ออยู่ใต้ผิวน้ำ และคงความเร็วในการลอยขึ้นประมาณเท่าเดิม หรืออาจช้าลงเล็กน้อยในอากาศ เนื่องจากแรงยกน้อยลง แรงยกในอากาศมาจากความหนาแน่นที่แตกต่างกันระหว่างแก๊สผสมกับอากาศ ซึ่งแก๊สผสมเบากว่าอากาศ (มีเทนเบากว่าอากาศประมาณครึ่งหนึ่ง ฟอสฟีนหนักกว่าอากาศเพียงเล็กน้อย) ปฏิกิริยาระหว่างแก๊สฟอสฟีนกับอากาศ เกิดจากการที่แก๊สฟอสฟีนสลายตัวให้แก๊สไฮโดรเจนที่พร้อมจะรวมตัวกับอ๊อกซิเจนที่บริเวณผิวของทรงกลมแก๊ส พร้อมๆกับการเกิดความร้อนและการปล่อยแสงของอะตอม ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำให้แก๊สมีเธนสลายตัวและเกิดปฏิกิริยากับอ๊อกซิเจนด้วย

สรุป คือจะเกิดการเผาไหม้ที่ผิวของทรงกลมที่สัมผัสอากาศ ผลผลิตของปฏิกิริยาเคมีส่วนใหญ่เป็นไอน้ำธรรมดา การเรืองแสงที่มองเห็นด้วยตาจะมาจากแสงของอะตอมไฮโดรเจนเป็นหลัก ซึ่งจะให้แสงเป็นสีแดงปนชมพู (เป็นส่วนผสมของสเปกตรัมสีแดง น้ำเงิน และม่วง) ระยะ 1-2 เมตร นับว่าใช้เวลาสั้นมาก ก่อนที่จะเกิดแสงมีความเข้มที่เห็นได้ อัตราเร็วในการลอยขึ้นนั้น เป็นไปได้เทียบกับการคำนวณตามหลักการทางวิชาฟิสิกส์ ลูกไฟดับไปก่อนหยุดแสดงว่าไม่ใช่การที่วัตถุที่หนักถูกยิงหรือขว้างขึ้นไป ไม่มีเสียงใดๆ เนื่องจากเป็นการปลดปล่อยแสงของอะตอมที่ผิวทรงกลมแก๊สซึ่งไม่รบกวนอากาศโดยรอบมาก แก๊สภายในทรงกลมยังไม่มีโอกาสพบอ๊อกซิเจนก็ยังไม่เกิดปฏิกิริยา จึงเหมือนมีผนังไฟที่ผิวและอาจจะเป็นส่วนที่ทำให้ทรงกลมแก๊สรักษาตัวอยู่ได้หลายวินาที และหากไม่มีแก๊สฟอสฟีน มีเฉพาะแก๊สมีเธน ผิวทรงกลมจะไม่ติดไฟ เราจะมองไม่เห็น ทรงกลมแก๊สอาจกระจายผสมกับอากาศเร็วขึ้น ลูกแก๊สเช่นนี้น่าจะขึ้นในช่วงกลางวันด้วย แต่แสงในช่วงกลางวันมีมากเราจะไม่สามารถเห็นลูกแก๊สได้

ขนาดของทรงกลมแก๊สที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-10 เซนติเมตร สามารถที่จะให้ความเร็วในการลอยตัวทั้งจากในน้ำและในอากาศที่อาจเป็นไปได้จากการคำนวณประมาณการทางวิชาฟิสิกส์ คำนึงถึงความต้านทานของน้ำและอากาศต่อการเคลื่อนที่ซึ่งจะเป็นปฏิภาคกับความเร็วยกกำลังสอง และความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ ดังนั้นจึงน่าเป็นไปได้ที่ลูกไฟพญานาคในแม่น้ำโขง เกิดจากแก๊สที่ผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติของซากพืชซากสัตว์ที่ไหลมากับน้ำช่วงฤดูฝน ผุดขึ้นพอดีในวันออกพรรษา

แล้วทำไมจะต้องผุดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษา ไม่ผุดขึ้นในเดือนอื่นหรือวันอื่น? มีเหตุผลสองประการประกอบกันที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้คือ ประการแรก เดือน 11 อาจเป็นเดือนที่ระยะเวลาของการหมักพอดี คือเกิดแก๊สสะสมได้มากกว่าเดือนอื่น และประการที่สองคือ วันขึ้น 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำ ของทุกเดือนเป็นวันที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน เป็นวันที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดและลงมากที่สุดในรอบวัน น้ำทะเลขึ้นและลงประจำวันมาจากอิทธิพลแรงดึงดูดของดวงจันทร์เป็นหลักและดวงอาทิตย์เป็นรอง ขึ้น 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำ เป็นวันที่อิทธิพลทั้งสองเสริมกัน ไม่เพียงเฉพาะทำให้น้ำขึ้นและลง ยังอาจทำให้เปลือกโลกบางแห่งขยับเผยอขึ้นหรือยุบลง และประการหลังนี้นี่เอง ที่เป็นไปได้ว่า บริเวณใต้แม่น้ำโขงส่วนนั้นอาจมีการขยับตัว หรือมีการบีบให้แก๊สผุดขึ้นมากที่สุดในวัน 15 ค่ำ (อาจจะคลาดเคลื่อนเป็นวันแรม 1 ค่ำที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ในแนวเดียวกันมากกว่า) ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นายแพทย์มนัส กนกศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองคายได้รวบรวมไว้จากการศึกษาหลายปี ซึ่งเป็นประโยชน์ยิ่ง และยังไม่มีข้อใดขัดแย้งกับสมมุติฐานนี้ ข้อแตกต่างกับทฤษฎีของนายแพทย์มนัสอยู่ที่ สมมุติฐานนี้เชื่อว่ามีแก๊สฟอสฟีนเกิดขึ้นด้วย ไม่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนในอากาศ และความชื้นในอากาศ และการให้เหตุผลเกี่ยวกับการเกิดในวันออกพรรษา
















จากคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว (จะเข้าใจหรือไม่ หรือเชื่อหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร) อย่างน้อยก็ยังเป็นการพิสูจน์ได้ ว่าบั้งไฟพญานาค เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่เกิดจากฝีมือของมนุษย์หรือการหลอกลวงของใคร สามารถจะหาคำอธิบายปรากฏการณ์ตามหลักการของวิชาวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์และเคมีได้ค่อนข้างสมบูรณ์
เรื่องพญานาคจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคิดว่า อาจมีพญานาคในคนละภพกับมนุษย์และสัตว์ คล้ายในภพของเทพหรือเทวดา ซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ (สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา) เป็นไปไม่ได้ที่พญานาคจะเป็นสัตว์โลกที่ต้องหายใจ ต้องการอาหาร คงไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ได้โดยไม่มีมนุษย์เคยพบเห็น























แต่ความเชื่อแต่โบราณยังเป็นส่วนของวัฒนธรรมอันดีงาม เราสามารถทำสิ่งต่างๆตามวัฒนธรรมนั้นได้ ส่วนความจริงตามธรรมชาติที่เข้าใจได้สมัยนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้ยังคงเป็นที่น่าทึ่งและน่าสนใจแม้จะไม่มีพญานาคจริง หากพิสูจน์ได้ชัดเจนขึ้นน่าจะมีคำอธิบายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจน่าจะถูกใจนักท่องเที่ยวมากกว่าพยายามทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อว่ามีพญานาค โดยเฉพาะทางจังหวัดหนองคายน่าจะดูแลให้มีการชมปรากฏการณ์ได้ดีขึ้น โดยการลดสิ่งรบกวนต่างๆ เช่นการจุดพลุ โคมไฟ ประทัด และจัดให้มีการการไหลเรือไฟในเวลาที่เหมาะสม ที่จะไม่รบกวนการชม “บั้งไฟพญานาค” โดยเฉพาะการถ่ายภาพ ให้เห็น “บั้งไฟพญานาค” อย่างชัดเจนนั้น ต้องการความมืดของบริเวณรอบๆ เพื่อแสงสว่างจากที่อื่น จะได้ไม่ไปรบกวนแสงจาก
“บั้งไฟพญานาค” ที่ขึ้นมาชั่วเวลาเพียงแว๊บเดียว













สำหรับในปีนี้ จังหวัดหนองคาย องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เทศบาลเมืองหนองคาย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี กำหนดจัดงานเทศกาลออกพรรษา “บั้งไฟพญานาค” ประจำปี 2552 ในระหว่างวันที่ 1 – 7 ตุลาคม 2552 ใครอยากไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของ บั้งไฟ ก็ควรเตรียมการแต่เนิ่นๆนะครับ

TraveLArounD


ข้อมูลจาก
ฟิสิกส์ราชมงคล โดย รศ.ดร. วิจิตร เส็งหะพันธุ์
http://www.rmutphysics.com/CHARUD/specialnews/5/fireball/index1.htm
ภาพจาก
http://www.klongdigital.com/webboard3/27911.html
โดย : laymond rattanasuda.multiply.com




 

Create Date : 30 กันยายน 2552    
Last Update : 30 กันยายน 2552 12:17:31 น.
Counter : 8455 Pageviews.  

“คนเปิดกรรม” ที่สามารถ “มองหน้าเห็นกรรม รู้อดีต เห็นอนาคต”


“คนเปิดกรรม” : มณฑล สายทัศน์
ที่สามารถ “มองหน้าเห็นกรรม รู้อดีต เห็นอนาคต”

นอกจากมีผู้สามารถไขรหัสกรรมได้ โดย โหรวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ แล้ว ยังมีอีกท่านหนึ่ง ที่ได้เข้ามาสัมผัสกับมิติของจิตวิญญาณต่างภพ ที่เป็น “เจ้ากรรม นายเวร” ของคนที่พบ คนที่เคยเป็นเด็กเกเร หรือแม้ในอดีตชาติ เขาก็ล่วงรู้ว่าตัวเองทำบาป ทำกรรม มาสารพัด “คนเห็นกรรม” ท่านนี้ คือ คุณ มณฑล สายทัศน์ ที่สามารถ “มองหน้าเห็นกรรม รู้อดีต เห็นอนาคต” และยังช่วยเหลือผู้คน โดยเปิดกรรมเพื่อแก้ไข

รายการ “วีไอพี” ทางโมเดิร์น 9จึงได้นำเรื่องราวนี้มาเปิดเผย โดยสัมภาษณ์ “คนเปิดกรรม” ที่คนใกล้ชิดเรียก อ.หม่อม มณฑล สายทัศน์ ให้เล่าเรื่องราวชีวิต ที่พลิกผันจากเด็กเกเรทำให้พ่อแม่เสียใจ เคยอกหักคิดฆ่าตัวตาย แต่หลังจากปฏิบัติธรรม ก็สามารถล่วงรู้ถึงกรรมของผู้อื่น และแนะวิธีแก้กรรมเหล่านั้นให้เบาบางลงได้ พร้อมพูดคุยกับดาราสาว ชฎาพร รัตนากร ที่เคยได้รับการเปิดกรรมจาก อ.หม่อม มาแล้ว

นอกจากนี้ อ.หม่อม ยังได้เปิดกรรมให้กับตลก โชเล่ย์ ดอกกระโดน สดๆ กลางรายการ ถึงสาเหตุที่ต้องลำบาก งานหด เงินหาย เกิดจากกรรมใด? และมีวิธีแก้กรรมอย่างไร? แม้พิธีกร พอล ก็ไม่พลาด ขอให้ อ.หม่อมช่วยเปิดกรรมให้บ้าง

พอลจะมีกรรมอะไร ติดตามชมได้ครับ








 

Create Date : 04 สิงหาคม 2552    
Last Update : 4 สิงหาคม 2552 20:59:12 น.
Counter : 691 Pageviews.  

ไขรหัสกรรม กับ โหรวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ

ไขรหัสกรรม กับ โหรวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ : จากรายการ วี ไอ พี – ช่อง 9 อสมท.


สำหรับคนที่เข้าใจในศาสนาพุทธ จะรู้ว่า เรื่องของกรรม เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ กรรมมีจริง ส่งผลจริง เพียงแต่ว่า เรื่องของกรรมนั้น เป็นเรื่องที่เกินกว่าความสามารถของปุถุชน ที่จะหยั่งรู้ได้

เมื่อมีผู้ที่บอกว่าเขาไขรหัสกรรมได้ เขาจึงเป็นที่สนใจของคนทั่วไป และรู้จักเขานาม อ.วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือ “โหร ค.ร.ม.” ที่บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคน ให้ความเคารพนับถือ

รายการ “วีไอพี” ทาง โมเดิร์น 9 โดย 2 พิธีกร ตุ๊ก-พอล จึงเชิญ อ.วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ” มา “ไขรหัสกรรม” แจงผลกรรมจากการผิดศีลทั้ง 5 ข้อ กรรมที่คนหลายคนต้องทนทุกข์จากวิบากกรรมมาตั้งแต่เกิด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากกรรมใด หรือกรรมจากชาติก่อน จะส่งผลให้ชาตินี้เกิดการพลัดพรากจากบุพการีอย่างไร เป็นโรคประหลาด หรือเบี่ยงเบนทางเพศ เกิดจากกรรมใด ความเชื่อที่ว่า กรรมไม่สามารถลบล้างได้ แต่จะมีวิธีลดทอนกรรมได้ จริงหรือไม่?


เชิญติดตามชม คลิกที่รูป






 

Create Date : 04 สิงหาคม 2552    
Last Update : 4 สิงหาคม 2552 1:34:14 น.
Counter : 595 Pageviews.  

มหัศจรรย์หลวงปู่ทิม สังขารไม่เน่า

มหัศจรรย์หลวงปู่ทิม สังขารไม่เน่า


เปิดหีบศพ"หลวงปู่ทิม"ไม่เน่า
เตรียมใส่โลงแก้ว ที่สร้างก่อนไว้ก่อนละสังขาร








"หลวงปู่ทิม" ศพไม่เน่าเนื้อตัวยังนิ่ม มีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมของว่านและสมุนไพรหอมไปทั่วศาลา ลูกศิษย์เตรียมใส่โลงแก้วที่หลวงปู่สร้างไว้ราคา 22 ล้านบาทตามเจตนาก่อนละสังขาร

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อ วันที่ 30 มิถุนายน ที่วัดพระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พระราชวรเวที รองเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี และพระครูสมุห์สุนทร สุนทโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระขาว พร้อมประชาชนจำนวนกว่า 1,000 คน ร่วมกันทำบุญครบ 100 วันมรณภาพ ของพระครูสังวรสมณกิจ หรือหลวงปู่ทิม อตฺตสฺนโต เจ้าอาวาสวัดพระขาว เกจิชื่อดังแห่งเมืองกรุงเก่า ซึ่งมรณภาพเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2552 ด้วยวัย 96 ปี ทั้งนี้ได้ย้ายสังขารของหลวงปู่จากหีบไม้เดิม สู่หีบแก้วประดับมุกซึ่งหลวงปู่ทิมได้ซื้อเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ปี 2538










เมื่อเปิดหีบบรรจุสังขารของหลวงปู่ทิม พบว่าไม่เน่าเปื่อย สภาพทั่วไปเหมือนนอนหลับ เนื้อตัวยังนิ่ม มีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมของว่านและสมุนไพรหอมไปทั่วศาลา เส้นผมของหลวงปู่ทิมงอกออกมาอย่างเห็นได้ชัด คณะกรรมการวัด จะตั้งสังขารหลวงปู่ทิมในโลงแก้วไว้ที่ศาลาการเปรียญพร้อมทำบุญทุกวัน และในวันที่ 5 กรกฎาคม เวลา 17.00 น. จะเคลื่อนหีบแก้วบรรจุสังขารของหลวงปู่ ไปยังมณฑปลายรดน้ำ ที่หลวงปู่สร้างเอาไว้ราคา 22 ล้านบาท และจะเก็บเอาสังขารไว้ตามเจตนาของหลวงปู่ ให้ประชาชนกราบไหว้ทุกวัน









นอกจากนี้ พบว่าประชาชนจำนวนมากแปลกใจกับปาฏิหาริย์ของหลวงปู่ทิม ที่ร่างกายไม่เน่าเปื่อย อีกทั้งยังมีสภาพเหมือนคนนอนหลังทั่วไป และยังต่างร่วมกันทำบุญกันเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีประชาชนจำนวนมากนำข้าวปลาอาหารมาตั้งโรงทานจัดเลี้ยงคนที่มาร่วมกันเป็นจำนวนมาก









ประชาชนนับพันหลั่งไหล ร่วมงานเคลื่อนย้ายสังขาร หลวงปู่ทิม ที่วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา ปาฏิหาริย์ ฝนที่ตกลงมาหยุดสนิท ก่อนนำร่างขึ้นสู่มณฑปลายรดน้ำ


เมื่อเวลา 17.09 น.วันที่ 5 ก.ค. ที่ศาลาการเปรียญ วัดพระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา มีประชาชน ลูกศิษย์ และผู้ที่เคารพศรัทธา พระครูสังวรมสณกิจ (หลวงปู่ทิม อัตตะสันโต) ได้หลั่งไหลมาเป็นจำนวนมากจนแน่นลานวัด โดยมี พระครูสมุห์ สุนทร สุนัทโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระขาว นายวิฑิต ปิ่นนิกร นายอำเภอบางบาล ข้าราชการ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ คณะกรรมการวัดพระขาว ได้นำศพ หลวงปู่ทิม อัตตะสันโต ที่สร้างปาฏิหาริย์ ร่างกายไม่เน่าคงสภาพเดิมเหมือนคนนอนหลับ เล็บงอกยาว และ ผมงอกยาว แต่กลับมีกลิ่นชานหมากหอมฟุ้ง บรรจุอยู่ในโลงแก้วได้เคลื่อนขบวนนำขึ้นสู้มณฑป ลายรดน้ำ อัตตสันตมหาเถราจาย์ ภายในวัดพระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา








พระครูสมุห์ สุนทร สุนัทโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระขาว กล่าวว่า หลวงปู่ทิม เป็นพระอมตะ มหาเถราจาย์แห่งกรุงอโยธยา เป็นพระผู้มีเมตตาธรรมแก่ญาติโยมทุกคน ไม่เลือกชั้นวรรณะ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เป็นพระผู้มีปฏิภาณแตกฉานในพระธรรม จนได้รับฉายา เทพเจ้าแห่งความเมตตา หลวงปู่ทิมได้ละสังขาร เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2552 เวลา 10.55 น. และหลวงปู่ทิมได้ให้สร้างมณฑปลายรดน้ำ ตั้งแต่ต้นปี 2550 ทุกคนต่างไม่เข้าใจความหมายที่หลวงปู่ทิมพูดไว้ว่า ให้รีบสร้างมณฑปให้เสร็จ จะไปอยู่มณฑป ทางวัดจึงประดิษฐานสรีระสังขารหลวงปู่ทิมไว้ ณ มณฑปลายรดน้ำ อัตตสันตมหาเถราจาย์ ไว้ตลอดไป และจะบำเพ็ญกุศลทุกวันอาทิตย์ เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ ผู้มีความเคารพเลื่อมใสหลวงปู่ทิมได้มาสักการะบูชา บรรยากาศตลอดทั้งวันมีประชาชนหลั่งไหลมาที่วัด เพื่อกราบไหว้หลวงปู่ทิมกระทั่งเวลา 16.49 น. เมื่อได้เคลื่อนย้ายศพหลวงปู่ทิม ก็เกิดฝนตกลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนเทวดารับรู้ ประพรมน้ำพุทธมนต์ให้กับลูกศิษย์และประชาชน ที่ยืนรออยู่กลางแจ้ง ทำให้ทุกคนเปียกปอน แต่ก็รู้สึกยินดี








ต่อมาเวลา 17.00 น. ตรงกับกำหนดเวลาที่ทางวัด เคลื่อนสังขาร ฝนหยุดตกอย่างสนิท สร้างความฮือฮา และประชาชนยกมือสาธุ และเดินตาม ลูกศิษย์ถึงกับร่ำไห้ตลอดทางจนนำขึ้นสู่ มณฑปลายรดน้ำ และจัดตั้งตบแต่งอย่างสมเกียรติ นิมนต์พระมาสวดบังสุกุลเปิดหีบ และสวดอภิธรรม



ข่าวจาก
มติชนออนไลน์ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/today
ภาพจาก
http://www.luangputim.com/home.html




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2552 22:18:31 น.
Counter : 4530 Pageviews.  

พระพุทธเจ้าเคยกำเนิดเป็นพญานาค

พระพุทธเจ้าเคยกำเนิดเป็นพญานาค


พระพุทธเจ้าทรงแสดงอดีตนิทานว่า พระองค์เคยเกิดเป็นพญานาค
ดังที่ปรากฏใน อรรถกถา จัมเปยยชาดก ขุททกนิกาย ชาดก
เล่ม ๓ ภาค ๗ หน้า ๑๘๕


พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ความว่า “ดูก่อนอุบาสกบาสิกาทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอยู่รักษาอุโบสถกรรมเป็นความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถกรรมเหมือนกัน” อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอังครัฐราชธานี ในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะต่อกันมีแม่น้ำชื่อจัมปานที ได้มีนาคพิภพอยู่ใต้แม่น้ำจัมปานทีนั้น พระยานาคราชชื่อว่า จัมเปยยะ ครองราชสมบัติในนาคพิภพนั้น (โดยปกติ พระราชาแห่งแคว้นทั้งสอง เป็นศัตรูกระทำยุทธชิงชัยแก่กันและกันเนืองๆ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ) บางครั้งพระเจ้ามคธราช ยึดแคว้นอังคะได้ บางครั้งพระเจ้าอังคราชยึดแคว้นมคธได้








อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ามคธราช กระทำยุทธนาการกับพระเจ้าอังคราชทรงปราชัยต่อยุทธสงคราม เสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งหลบหนีไป ถึงฝั่งจัมปานทีพวกทหารพระเจ้าอังคราช ติดตามไปทันเข้า จึงทรงพระดำริว่าเราโดดน้ำตายเสีย ดีกว่าตายในเงื้อมมือของข้าศึก ดังนี้แล้วจึงโจนลงสู่แม่น้ำพร้อมทั้งม้าพระที่นั่ง

ครั้งนั้น จัมเปยยนาคราช เนรมิตมณฑปแก้วไว้ภายในห้วงน้ำ แวดล้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ดื่มมหาปานะอยู่ ม้าพระที่นั่งกับพระเจ้ามคธราช จมน้ำดิ่งลงไป เฉพาะพระพักตร์แห่งพระยานาคราช พระยานาคราชเห็นพระราชาทรงเครื่องประดับตกแต่ง ก็บังเกิดความสิเนหา จึงลุกจากอาสนะทูลว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย” แล้วอัญเชิญให้พระราชาประทับนั่งบนบัลลังก์ของตน ทูลถามถึงเหตุที่ดำน้ำลงมา พระเจ้ามคธราชตรัสเล่าความตามเป็นจริง

ลำดับนั้น จัมเปยยนาคราช ปลอบโยนพระเจ้ามคธราชให้เบาพระทัยว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย ข้าพระพุทธเจ้าจักช่วยจัดการให้พระองค์เป็นเจ้าของทั้งสองรัฐ ดังนี้แล้วเสวยยศอันยิ่งใหญ่อยู่ ๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงออกจากนาคพิภพพร้อมด้วยพระเจ้ามคธราช

พระเจ้ามคธราชทรงจับพระเจ้าอังคราชได้ ด้วยอานุภาพของพระยานาคราช
แล้วตรัสสั่งให้สำเร็จโทษเสีย เสวยราชสมบัติในสองรัฐสีมามณฑล นับแต่นั้นมาความวิสาสะคุ้นเคยระหว่างพระเจ้ามคธราช กับพระยานาคราชก็ได้กระชับมั่นคงยิ่งขึ้น พระเจ้ามคธราชให้สร้างรัตนมณฑปขึ้นที่ฝั่งจัมปานที แล้วเสด็จออกกระทำพลีกรรมแก่พระยานาคราช ด้วยมหาบริจาคทุก ๆ ปี แม้พระยานาคราชก็ออกจากนาคพิภพมารับพลีกรรม พร้อมด้วยมหาบริวาร มหาชนพากันมาเฝ้าดูสมบัติของพระยานาคราช










ในกาลนั้นพระบรมโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเข็ญใจ ไปที่ฝั่งน้ำพร้อมด้วยราชบริษัท เห็นสมบัติของพระยานาคราชนั้นแล้ว ก็เกิดโลภเจตนาปรารถนาจะได้สมบัตินั้น จึงทำบุญให้ทานรักษาศีล พอ จัมเปยยนาคราช ทำกาลกิริยาไปได้ ๗ วัน ก็จุติไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ ณ ห้องอันมีสิริในปราสาทที่อยู่ของจัมเปยยนาคราชนั้น

สรีระร่างกายของพระบรมโพธิสัตว์ได้ปรากฏใหญ่โต มีวรรณะขาวราวกะพวงดอกมะลิสด พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น ก็เกิดวิปฏิสาร คิดไปว่า อิสริยยศในฉกามาวจรสวรรค์ เป็นเสมือนข้าวเปลือกที่เขาโกยกองเก็บไว้ในฉาง ได้มีแก่เรา ด้วยผลแห่งกุศลที่เราทำไว้ เราสิกลับมาถือปฏิสนธิในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่ดังนี้แล้วเกิดความคิดที่จะตาย

ลำดับนั้นนางนาคมาณวิกา ชื่อว่า สุมนา เห็นพระมหาสัตว์นั้นแล้วดำริว่า ชะรอยจักเป็นสัตว์ผู้มีอานุภาพมากมาเกิดแน่ ดังนี้แล้วจึงให้สัญญาแก่นางนาคมาณวิกาทั้งหลาย นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นทั้งหมดต่างถือนานาดุริยสังคีต มากระทำการบำเรอขับกล่อมพระมหาสัตว์ นาคพิภพที่สถิตของพระมหาสัตว์นั้น ได้ปรากฏเสมือนพิภพแห่งท้าวสักกเทวราช มรณจิต (คือจิตที่คิดอยากตาย) ของพระมหาสัตว์ก็ดับหายไป

พระมหาสัตว์เจ้าละเสียซึ่งสรีระของงู ทรงประดับเครื่องสรรพาลังการประทับเหนือพระแท่นบรรทม นับจำเดิมแต่นั้นมา พระอิสริยยศก็ปรากฏแก่พระมหาสัตว์เจ้ามาก








เมื่อนาคอยากเป็นมนุษย์จึงรักษาอุโบสถศีล

เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าเสวยนาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น ในเวลาต่อมาก็เกิดวิปฏิสาร คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยกำเนิดดิรัจฉานนี้แก่เรา เราจักอยู่รักษาอุโบสถกรรม พ้นจากอัตภาพนี้ ไปสู่ดินแดนมนุษย์ จักได้แทงตลอดสัจธรรม กระทำที่สุดแห่งทุกข์ดังนี้ นับแต่นั้น ก็ทรงรักษาอุโบสถกรรม อยู่ในปราสาทนั้น แต่พวกนางมาณวิกาตกแต่งกายงดงาม ยังพากันไปยังสำนักของพระมหาสัตว์นั้น ศีลของพระมหาสัตว์ก็วิบัติทำลายอยู่เนืองๆ แม้นพระมหาสัตว์เจ้า จะออกจากปราสาทไปสู่พระอุทยาน นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นก็ติดตามไปแม้ในพระอุทยาน อุโบสถศีลของพระมหาสัตว์ก็แตกทำลายอยู่ร่ำไป

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าทรงจินตนาการว่า ควรที่เราจะออกจากนาคพิภพนี้ ไปยังมนุษยโลกอยู่รักษาอุโบสถ นับแต่นั้น เมื่อถึงวันอุโบสถ พระองค์ก็ออกจากนาคพิภพไปยังมนุษยโลก ทรงประกาศสละร่างกายในทานว่า “ใครจะมีความต้องการอวัยวะของเรา มีหนังเป็นต้น จงถือเอาเถิด ใครต้องการจะทำให้เราเล่นกีฬางู ก็จงกระทำเถิด” แล้วคู้ขดขนดกาย นอนรักษาอุโบสถอยู่ที่ยอดจอมปลวก ใกล้มรรคาแถบปัจจันตชนบทแห่งหนึ่ง ชนทั้งหลายเดินผ่านไปมา ในหนทางใหญ่เห็นพระโพธิสัตว์เจ้า แล้วพากันบูชาด้วยเครื่องสักการะมีของหอมเป็นต้นแล้วหลีกไป

ชาวปัจจันตชนบท เมื่อไปพบแล้วคิดว่า คงจักเป็นนาคราชผู้มีมหิทธานุภาพ
จึงจัดทำมณฑปขึ้นเบื้องบน ช่วยกันเกลี่ยทรายรอบบริเวณ แล้วบูชาด้วยสักการะมีของหอมเป็นต้น แต่นั้นมา มนุษย์ทั้งหลายก็เลื่อมใสในพระมหาสัตว์เจ้า ทำการบูชาปรารถนาบุตรบ้าง ปรารถนาธิดาบ้าง แม้พระมหาสัตว์เจ้า ทรงรักษาอุโบสถกรรม ถึงวันจาตุททสและปัณณรสี ดิถี ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็มานอนอยู่เหนือจอมปลวก ต่อในวันปาฏิบท แรมค่ำหนึ่ง จึงกลับไปสู่นาคพิภพ พระมหาสัตว์เจ้า ได้รักษาอุโบสถอยู่อย่างนี้ ด้วยเวลาเนิ่นนาน

อยู่มาวันหนึ่ง นางสุมนาอัครมเหสี ทูลถามพระมหาสัตว์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปยังมนุษยโลกเข้าอยู่รักษาอุโบสถศีลนั้น ความจริง มนุษยโลกน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน หากว่าภัยจะพึงบังเกิดแก่พระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกหม่อมฉันจะพึงรู้ได้ด้วยนิมิตอย่างไร ขอพระองค์จงตรัสบอกนิมิตอย่างนั้นแก่พวกหม่อมฉันด้วยเถิด” พระมหาสัตว์จึงนำ นางสุมนาเทวี ไปยังขอบสระมงคลโบกขรณีแล้วตรัสว่า "ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าหากใครๆ จักประหาร ทำให้เราลำบากไซร้ น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่นมัว ถ้าพญาครุฑจับเอาไป น้ำจักเดือดพลุ่งขึ้นมา ถ้าหมองูจับเอาไป น้ำจักมีสีแดงเหมือนโลหิต"

พระโพธิสัตว์ ตรัสบอกนิมิต ๓ ประการ แก่นางสุมนาเทวีอย่างนี้แล้ว ทรงอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถ เสด็จออกจากนาคพิภพไปมนุษยโลก นอนเหนือจอมปลวก ยังจอมปลวกให้งดงามด้วยรัศมีแห่งสรีรกาย แม้สรีรกายของพระมหาสัตว์นั้น ก็ปรากฏขาวสะอาดผุดผาดดังพวงเงิน ท่อนพระเศียรเบื้องบน คล้ายคลุมไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง

(อนึ่งในชาดกนี้ สรีรกายของพระโพธิสัตว์มีขนาดเท่าศีรษะคันไถ ในภูริทัตตชาดก มีขนาดเท่าลำขา ในสังขปาลชาดก มีขนาดเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง)

ในกาลครั้งนั้น มีมาณพชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปเมืองตักกศิลา เรียนอาลัมภายนมนต์ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เดินทางกลับบ้านของตนโดยผ่านมรรคานั้น เห็นพระมหาสัตว์เจ้าแล้วคิดว่า เราจักจับงูนี้ บังคับให้เล่นกีฬาในคามนิคมราชธานีทั้งหลาย ยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น จึงหยิบทิพโอสถ ร่ายทิพมนต์ ไปยังพระมหาสัตว์เจ้า

เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าสดับทิพมนต์ เกิดอาการเหมือนซี่เหล็กร้อน ยอนเข้าไปในพระกรรณทั้งสอง เบื้องพระเศียรปวดร้าว ราวกะถูกเหล็กสว่านไช พระมหาสัตว์เจ้าทรงรำพึงว่า นี่อย่างไรกันหนอ จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงภายในขนด แลไปเห็นหมองู แล้วดำริว่าพิษของเรามากมาย ถ้าเราโกรธแล้วพ่นลมจมูกออกไป สรีระของหมองูนี้ จักย่อยแหลกไปเหมือนกองเถ้า แต่เมื่อทำเช่นนั้น ศีลของเราก็จักด่างพร้อย เราจักไม่แลดูหมองูนั้น ท้าวเธอจึงหลับพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเศียรไว้ภายในขนด

พราหมณ์หมองูเคี้ยวโอสถแล้วร่ายมนต์พ่นน้ำลาย ลงที่สรีรกายของพระมหาสัตว์ ด้วยอานุภาพแห่งโอสถและมนต์ เรือนร่างของพระมหาสัตว์ ในที่ซึ่งถูกน้ำลายรดแล้ว ปรากฏเป็นเสมือนพองบวมขึ้น จากนั้นพราหมณ์หมองู จึงฉุดหางพระมหาสัตว์ลากลงมาให้นอนเหยียดยาว บีบตัวด้วยไม้กีบแพะทำให้ทุพพลภาพ จับศีรษะให้มั่นแล้วบีบเค้น พระมหาสัตว์จึงอ้าปากออก ทีนั้นพราหมณ์หมองู จึงพ่นน้ำลายเข้าไปในปากของพระมหาสัตว์ แล้วจัดการพ่นโอสถและมนต์ ทำลายพระทนต์จนหลุดถอน ปากของพระมหาสัตว์ เต็มไปด้วยโลหิต พระมหาสัตว์สู้อดกลั้นทุกขเวทนาเห็นปานนี้ เพราะกลัวศีลของตัวจะแตกทำลาย ทรงหลับพระเนตรนิ่ง มิได้ทำการเหลียวมองดู

พราหมณ์หมองูคิดว่า เราจักทํานาคราชให้ทุพพลภาพ จึงขึ้นเหยียบย่ำร่างกายของพระมหาสัตว์ตั้งแต่หางขึ้นไป คล้ายกับจะทำให้กระดูกแหลกละเอียดไป แล้วม้วนพับอย่างผืนผ้า ขยี้กระดูกให้ขยาย เช่นอย่างกลายเส้นด้ายให้กระจาย จับหางทบทุบเช่นอย่างทุบผ้า สกลสรีรกายของพระมหาสัตว์แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต

พระมหาสัตว์นั้นสู้อดกลั้นมหาทุกขเวทนาไว้ ครั้นพราหมณ์หมองูรู้ว่า พระมหาสัตว์อ่อนกำลังลงแล้ว จึงเอาเถาวัลย์มาถักทำเป็นกระโปรง ใส่พระมหาสัตว์ลงไปในกระโปรงนั้น แล้วนำไปสู่ปัจจันตคามให้เล่นท่ามกลางมหาชน

เมื่อพราหมณ์หมองู ปรารถนาจะให้แสดงท่วงทีอย่างใดๆ พระมหาสัตว์เจ้าก็กระทำท่วงทีนั้นๆ ทุกอย่าง ฟ้อนรำทำพังพานได้ ตั้งร้อยอย่าง พันอย่าง มหาชนดูแล้วชอบใจ ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เป็นอันมาก เพียงวันเดียวเท่านั้นได้ทรัพย์ตั้งพัน และเครื่องบริขารราคานับเป็นพัน

แต่ในชั้นแรก พราหมณ์หมองูคิดไว้ว่า เราได้ทรัพย์สักพันหนึ่งแล้วก็จักปล่อยไป แต่ครั้นได้ทรัพย์จำนวนเท่านั้นแล้วคิดเสียว่า ในปัจจันตคามแห่งเดียวเรายังได้ทรัพย์ถึงขนาดนี้ ในสำนักพระราชาและมหาอำมาตย์ คงจักได้ทรัพย์มากมาย จึงซื้อเกวียนเล่มหนึ่งกับยานสำหรับนั่งสบายเล่มหนึ่ง บรรทุกของลงในเกวียนแล้วนั่งบนยานน้อย พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก บังคับพาพระมหาสัตว์ให้เล่นในบ้าน และนิคมเป็นต้น โดยลำดับไป แล้วคิดว่าเราจักให้นาคราชเล่นถวาย ในสำนักของพระเจ้าอุคคเสน แล้วก็จักปล่อยดังนี้ แล้วก็เดินทางต่อไป

พราหมณ์หมองู ฆ่ากบนำมาให้นาคราชกินเป็นอาหาร นาคราชรำพึงว่าพราหมณ์หมองูนี้ฆ่ากบอยู่บ่อยๆ เพราะอาศัยเราเป็นเหตุ เราจักไม่บริโภคกบนั้น แล้วไม่ยอมบริโภค เมื่อพราหมณ์หมอดูเห็นดังนั้น ได้ให้ข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งแก่พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์คิดว่าถ้าหากเราจักถือเอาอาหารนี้ไซร้ เราคงจักตายภายในกระโปรงเป็นมั่นคง จึงมิได้บริโภคอาหารเหล่านั้น

พราหมณ์หมองู เมื่อไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว ให้พระมหาสัตว์เล่นให้คนดู ที่ใกล้ประตูเมือง ได้ทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก แม้พระราชาก็ตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า เจ้าจงให้งูเล่นให้เราดูบ้าง เขาทูลสนองพระราชโองการว่า ได้พะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าจักให้เล่นถวายพระองค์ ในวันปัณณรสี พรุ่งนี้

พระราชาตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศว่า “พรุ่งนี้นาคราชจักฟ้อนรำที่หน้าชานชาลาหลวง มหาชนจงมาประชุมกันดูเถิด” แล้วในวันรุ่งขึ้น ตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งชานชาลาหลวง และตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูมาเฝ้า พราหมณ์หมองู นำพระมหาสัตว์มาด้วยกระโปรงแก้ว ตั้งกระโปรงไว้ที่พื้นลาดอันวิจิตรนั่งคอยอยู่ ฝ่ายพระราชาเสด็จลงจากปราสาทแวดล้อมด้วยหมู่มหาชน ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ พราหมณ์หมองูนำพระมหาสัตว์ออกมาแล้วให้ฟ้อนรำถวาย มหาชนพากันดีใจ พากันปรบมือ โบกธงโบกผ้า แสดงความรื่นเริงนับด้วยหมื่นแสน

ฝนรัตนะเจ็ดประการก็ตกลงมาตรงเบื้องบนพระโพธิสัตว์ เมื่อพระมหาสัตว์ถูกจับมา เป็นเพลาครบหนึ่งเดือนเต็มบริบูรณ์ ตลอดเวลาเหล่านี้ พระมหาสัตว์สู้ทนมิได้บริโภคอาหารเลย









นาคเทวีตามหาพระสวามี

ฝ่าย นางสุมนา เทวี ระลึกถึงว่า สามีที่รักของเราเสด็จไปนานนักหนา จนป่านนี้ยังไม่เสด็จมาที่นี่เลย ครบหนึ่งเดือนพอดี จักมีเหตุเภทภัยอะไรหนอ คิดดังนี้แล้ว จึงไปตรวจดูสระโบกขรณี เห็นมีน้ำสีแดงดังโลหิตก็ทราบว่า ชะรอยสามีของตนจักถูกหมองูจับเอาไป จึงออกจากนาคพิภพไปตรวจดูใกล้จอมปลวก เห็นร่องรอยที่พระมหาสัตว์ถูกหมองูจับ และทำให้ลำบาก แล้วทรงกันแสงร่ำไห้คร่ำครวญ ดำเนินไปยังปัจจันตคามสอบถามดู สดับข่าวความเป็นไปนั้น แล้วติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่ามกลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง

พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชา เหลือบแลดูบนนภากาศ เห็นนางสุมนาเทวี แล้วละอายพระทัย จึงเลื้อยเข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย เมื่อพระมหาสัตว์เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรงแล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ จึงทอดพระเนตรแลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศจึงตรัสว่า “ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมาเหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่าน ว่าเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์หรือเป็นหญิงมนุษย์” นางสุมนา ทูลว่า “ข้าแต่พระมหาราชา หม่อมฉันหาใช่เทพธิดาหรือคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้ ”

“ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อันเศร้าหมองดวงเนตรของท่าน ไหลนองไปด้วยหยาดน้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไรจึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกมาเถิด”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่าอุรคชาติ ผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่านาค บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณา โปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิดเพคะ”

พระราชาสงสัยจึงตรัสถามว่า “ดูก่อนนางนาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมาถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ ถึงการที่นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด” นางสุมนา ทูลตอบว่า “นาคราชนั้นประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้นครให้เป็นภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น เคารพนบนอบธรรม จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ”

พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า “ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมาได้เล่า” นางสุมนาเทวี เมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึงกล่าวว่า “ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้มีปกติรักษาจาตุททสีอุโบสถและปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการหาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณา โปรดปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังเถิด”

ครั้น นางนาคกัญญาสุมนาเทวี ทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลอ้อนวอนพระราชาซ้ำอีก ได้กล่าวคาถาว่า “สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑล แก้วมณี บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม้สนมนารีเหล่านั้น ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณา โปรดปล่อยนาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอนาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรง เที่ยวไปจงพ้นจากที่คุมขังเถิด”

พระราชาได้สดับคาถาของนางนาคกัญญา จึงให้ปล่อยนาคราชไป นาคราชออกมาแล้วเลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้ ละอัตภาพนั้นเสีย แล้วกลายเพศเป็นมาณพน้อย ตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอันงดงาม คล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น นางสุมนาเทวี ลอยลงมาจากอากาศ ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตน นาคราชได้ยืนประคองอัญชลีนอบน้อมพระราชาอยู่








พญานาคเชิญพระเจ้ากาสิกราชชมเมือง

จัมเปยยนาคราชเมื่อหลุดพ้นจากที่คุมขังแล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลี แด่พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของข้าพระพุทธเจ้าเถิดพระเจ้าข้า"

“เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน” พระราชาตรัสตอบว่า "ดูก่อนนาคราช
แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึงเรื่องนั้น" พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อถือ ได้ตรัสว่า “ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่าลมจะพึงพัดภูเขาไปได้ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญแผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะเหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่าภูตธราและพสุนธรา จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะพึงถอนไปทั้งราก ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย”

เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ จึงตรัสอีกว่า “เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย เธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วยเหลือ เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ" พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไป จึงกล่าวว่า "ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในกระโปรงเกือบจะถึงความตาย จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่ในนรกอันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกายสักหน่อยหนึ่งเลย"

พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงชมเชยจึงตรัสพระคาถาว่า “คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธออย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ ขอสุบรรณทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือนผู้เว้นไฟในฤดูร้อนฉะนั้น" แม้พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะชมเชยพระราชาจึงกล่าวอีกว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียวผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับ นาคสกุล จะขอกระทำเวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์"









พระราชาเสด็จนาคพิภพ

พระราชาได้เสด็จไปยังภพพญานาค ด้วยขบวนเสด็จใหญ่ พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และแตรสังข์ ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชาทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปในท่ามกลางหมู่สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสี เสด็จออกจากพระนครไป พระมหาสัตว์เจ้าทรงบันดาลนาคพิภพ ให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว ๗ ประการ และประตูป้อมคูหอรบ แล้วนิรมิตบรรดาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ ให้ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน

พระราชาพร้อมด้วยราชบริพาร เสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาค และปราสาทราชวัง น่ารื่นเริง บันเทิงพระทัย พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคอันงาม วิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราชมีรัศมี อภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ

พระเจ้ากาสิกราชทรงทอดพระเนตร จนทั่วนิเวศน์ของจัมเปยยนาคราช อันดารดาษไปด้วยพฤกษชาตินานาชนิด หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์อบอวลล้วนวิเศษ เมื่อพระเจ้ากาสิกราช เสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรี ก็ประโคมขับบรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลายก็ฟ้อนรำ ขับร้อง พระเจ้ากาสิกราชเสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย ประทับนั่ง ณ พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ทิพย์









มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพ

พระราชาได้เห็นบ้านเมืองอันสวยงามของพญานาค จึงสอบถามและได้คำตอบจาก จัมเปยยนาคราช ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะธรรม เพราะเหตุแห่งบุตรทรัพย์ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่ แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้า ปรารถนากำเนิดมนุษย์ ฉะนั้น จึงได้บากบั่นมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรม"

เมื่อพระมหาสัตว์ กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาเมื่อจะทรงทำการชมเชย จึงตรัสว่า “ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีส่องแสงสว่าง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงเกศาและมัสสุแล้ว ประพรมด้วยจุรณจันทน์แดง ฉายแสงไปทั่วทิศ ดังคนธรรพราชฉะนั้น ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมากเพรียบพร้อมไปด้วยสรรพกามารมณ์ ดูก่อนท่านนาคราช เราขอถามเนื้อความนี้กะท่าน มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพด้วยเหตุไร”

ลำดับนั้น พระยานาคราช เมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เว้นมนุษยโลกเสียแล้ว ความบริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มีเลย ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะธรรม ด้วยตั้งใจว่า เราได้กำเนิดมนุษย์ แล้วจักทำที่สุดแห่งชาติและมรณะได้”

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า "ชนเหล่าใดมีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ดูก่อนพระยานาคราช เราได้เห็นนางนาคกัญญาทั้งหลายของท่านและตัวท่านแล้ว จักทำบุญให้มาก"

พญานาคราชกราบทูลพระราชาว่า "ชนเหล่าใดมีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ข้าแต่พระมหาราชาพระองค์ ได้ทอดพระเนตรเห็นนางนาคกัญญา และตัวข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงบำเพ็ญบุญให้มากเถิด"

ครั้นพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าอุคคเสนะ ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปยังมนุษยโลก จึงตรัสอำลาว่า “ดูก่อนท่านนาคราช เรามาอยู่ก็เป็นเวลานาน จำจักต้องลากลับไปยังมนุษยโลก” พระมหาสัตว์เจ้าจึงทูลท้าวเธอว่า “ขอเดชะพระมหาราชเจ้าถ้าเช่นนั้น พระองค์โปรดเลือกถือเอาทรัพย์สมบัติไปตามพระประสงค์เถิด” เมื่อจะทรงแสดงทรัพย์สมบัติ จึงกราบทูลว่า “กองเงินและกองทองของข้าพระพุทธเจ้านี้มากมาย สูงประมาณเท่าต้นตาล พระองค์จงตรัสสั่งให้พวกราชบุรุษนี้ไปจากนาคพิภพนี้ แล้วจงตรัสสั่งให้สร้างพระราชวังด้วยทองคำ ให้สร้างกำแพงด้วยเงินเถิด นี่กองแก้วมุกดา อันเจือปนด้วยแก้วไพฑูรย์ ห้าพันเล่มเกวียน พระองค์จงตรัสสั่งให้ราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้วให้ลาดลง ณ ภูมิภาคภายในพระราชฐาน ภูมิภาคภายในพระราชฐาน ก็จักสะอาดปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นราชาอันประเสริฐ ผู้ทรงพระปรีชาอันล้ำเลิศ ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติครอบครองพระนครพาราณสี อันมั่งคั่งสมบูรณ์ สง่างามล้ำเลิศ ดุจทิพยวิมานเห็นปานฉะนี้เถิด พระเจ้าข้า”

พระราชาทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์แล้วก็ทรงรับไว้ พระมหาสัตว์จึงให้พนักงานเภรี เที่ยวตีกลองประกาศว่า “ราชบุรุษทั้งปวงจงพากันขนเอาทรัพย์สมบัติ มีเงินทองเป็นต้นไปตามปรารถนาเถิด แล้วเอาเกวียนหลายร้อยเล่มบรรทุกทรัพย์สมบัติส่งถวายพระราชา” พระราชาเสด็จออกจากนาคพิภพ กลับไปสู่พระนครพาราณสี ด้วยยศบริวารเป็นอันมาก เล่ากันว่านับแต่นั้นมา พื้นชมพูทวีปจึงเกิดมีเงินมีทองขึ้น









พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า

“โปราณกบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถศีลด้วยอาการอย่างนี้” จากนั้นทรงประชุมชาดกว่า “หมองูในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้ นางนาคกัญญาสุมนาเทวี ได้มาเป็นราหุลมารดา พระเจ้าอุคคเสนราชได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนจัมเปยยนาคราชได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล”







เรื่อง พญานาค ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็มีอยู่มาก เช่น มีในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์

คนไทยเรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับ นาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และ นาคทันต์คันทวยรูปพญานาค












พญานาคกับพระพุทธศาสนาจึงมีความเกี่ยวพันกันตลอด แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังเคยเกิดเป็นพญานาค เพื่อบำเพ็ญบารมีในการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โลกนี้ มนุษย์จึงมิได้อยู่เพียงลำพัง ยังมีหมู่สัตว์อื่นๆอีกมาก แต่เรามองไม่เห็นเพราะยังไม่มีญาณแก่กล้า หากเชื่อตามพระไตรปิฎก พญานาคมีอยู่จริง และมีปรากฎหลายแห่ง

แต่พญานาคจะมาทำบั้งไฟถวายพระพุทธเจ้า ในวันออกพรรษาจริงหรือไม่
ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอยู่เหมือนเดิม เพียงมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งบอกไว้น่าคิดว่า “จงเชื่อในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่เชื่อ” ถ้าหากความเชื่อนั้นไม่เป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่น



ที่มา : พญานาคกับพระพุทธศาสนา รวบรวมและเรียบเรียง โดย พระมหามหาบุญไทย ปุญญมโน
http://www.mbu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=๒๑๑&Itemid=๑๔๘&limit=๑&limitstart=๒




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2552 17:58:10 น.
Counter : 11957 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 157 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.