"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

เรื่องของกามารมณ์ กับชายสูงอายุ


เรื่องของกามารมณ์ กับชายสูงอายุ

ลองอ่านข่าว เรื่องของกามารมณ์ กับชายสูงอายุ จากการวิจัยของฝรั่งกันก่อน 3 ข่าว

ข่าวที่ 1 :ผู้ชายสุขภาพดีจะซู่ ซ่าได้ตลอดชีวิต

คณะนักวิจัยของ ดร.เอ็ดเวิร์ด ลอมานน์ ศาสตราจารย์วิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยชิคาโก ในสหรัฐฯ พบว่า หนุ่มใหญ่สหรัฐฯวัยระหว่าง 57-85 ปี ยังคงมีดอกไม้เบ่งบานในหัวใจ เมื่อปีกลาย อยู่มากเกือบร้อยละ 68 ในขณะที่ฝ่ายหญิงก็ยังมีอยู่ร้อยละ 42 รายงานยังเผยว่า ความจริงยังมีหญิงสูงอายุที่ยังอยากแสวงหาความชื่นบาน แบบนั้นอีกมาก หากแต่ขาดผู้ชายวัยไล่เลี่ยกัน ที่จะมาเป็นคู่นอน

ผู้ชายที่แข็งแรงดี สามารถจะมีความสุขในชีวิตกามารมณ์ที่เหมาะสมกับอัตภาพไปได้จนแทบจะตลอดชีวิต หากแต่บางคนก็อาจจะมีอุปสรรค ซึ่งไม่ใช่ เพราะความแก่ชรา แต่ที่เป็นขึ้นกับตัวเอง อย่างเช่นการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

ขณะเดียวกัน ดร.เวอร์จิเนีย แซดอค ผู้อำนวยการโครงการเพศสัมพันธ์ของมนุษย์ ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยลันกอน บอกอธิบายว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องการมีอายุ หากว่ายังคงแข็งแรงดีและมีความสัมพันธ์กันอยู่ดี ทั้งเคยสร้างสถิติสมัยเมื่อตอนหนุ่มสาวไว้ดี ก็จะยังคงจะมีความสุขทางเพศในยามแก่ชราต่อ”



ข่าวที่ 2 : ห้ามชายสูงอายุทิ้งกามารมณ์ ช่วยรักษาสุขภาพคง ดีทั้งกายใจ

วารสารการแพทย์อเมริกัน แจ้งว่า มีรายงานผลของการศึกษาพบว่า ถ้าหากผู้ชายสูงอายุวัยเกิน 55 ปีขึ้นไป ขยันทำการบ้านไว้ จะไม่ค่อยตกเป็นเหยื่อของโรค “นกเขาไม่ขัน”

คณะนักวิจัยโรงพยาบาล คณะแพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ มหาวิทยาลัยแทมเปียร์ ของฟินแลนด์ ได้ความรู้จากการศึกษามาจากกลุ่มผู้ชายสูงอายุฟินแลนด์ อายุอยู่ในระหว่าง 55-75 ปี จำนวน 989 รายว่า คนที่ไม่ค่อยขยันทำการบ้าน อาทิตย์หนึ่งยังไม่ได้สักครั้ง จะเป็นโรค “นกเขาไม่ขัน” มากกว่าเพื่อนที่สู้งานกว่ากันถึง 2 เท่า จนสามารถจะวางเป็นกฎได้ว่า โอกาสที่จะเป็นโรคนั้น เป็นปฏิภาคกลับกันกับความขยันเอาการเอางาน

ในบรรดากลุ่มตัวอย่างเกือบ 1,000 รายนี้ ยอดจำนวนคนขยันจะมีน้อยลงไปเรื่อย ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเอาเรื่องเอาราว อาทิตย์หนึ่งยังไม่ได้สักหนหนึ่ง มีมากที่สุดถึง 79 ราย ที่ยังพอไว้หน้ารักษาสถิติอาทิตย์ละ 1 ครั้ง มีอยู่แค่ 32 ราย และที่จัดว่าเป็นคนขยัน ทำสถิติสูงสุดได้ถึงอาทิตย์ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง เหลือเพียง 16 รายเท่านั้น

รายงานการศึกษากล่าวสรุปว่า ผลการศึกษาส่อว่า การรักษาตนทางด้านกามารมณ์ ให้คงเส้นคงวาไว้ นอกจากจะช่วยไม่ให้เป็นโรค “นกเขาไม่ขัน” แล้ว ยังทำให้สุขภาพทั่วไป และคุณภาพชีวิตพลอยดีไปด้วย



ข่าวที่ 3 : เฒ่าอเมริกันวัย 70-80 ยังปึ๋งปั๋ง บางคนอายุ 85 ปี ยังเตะปี๊บได้

ผลการสำรวจชีวิตกามารมณ์ของชายหญิงสูงอายุชาวอเมริกัน ที่อยู่ในวัยระหว่าง 57-85 ปี อย่างกว้างขวางที่ไม่เคยมีมาก่อน พบด้วยความประหลาดใจว่าราษฎรอาวุโสเหล่านี้ กลับยังมีชีวิตรักที่คึกคักอยู่ ชอบพูดคุยเรื่องสัปดน ขนาดถ้าลูกหลานมาได้ยินเข้าก็ยังอดรู้สึกกระดากไม่ได้

ปกติแล้วผู้ที่มีอายุเหยียบเจ็ดสิบปีแล้ว ความรู้สึกในเรื่องนี้จะค่อยหดหายไป แต่กลับพบว่าผู้ชายบางคนอายุปาขึ้นไปถึง 85 ปี ยังคง “ทำการบ้าน” อยู่มาจนถึงปีกลาย ยังมีไม่ต่ำกว่า 1 ใน 4 แต่ส่วนที่ตัดขาดไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็เพราะเป็นคนขี้โรคหรือไม่ก็เป็นม่าย โดยเฉพาะฝ่ายหญิง

การสำรวจซึ่งทำโดยคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัย ชิคาโก ด้วยการสัมภาษณ์ชายหญิงสูงอายุทั่วประเทศ 3,005 คน รายงานผลในวารสาร “การแพทย์ นิว อิงแลนด์” เผยว่า “คนส่วนใหญ่มักจะนึกเอาว่า คนเราจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่ออายุมากขนาดหนึ่ง แต่พบว่ายังมีผู้ที่อยู่ในวัย 57-75 ปี ไม่ต่ำกว่าครึ่งยังคงยุ่งเกี่ยวกับมันอยู่ และผู้ที่มีอายุระหว่าง 75-85 ปี ก็ยังไม่อาจตัดขาดกับมันได้ ก็ยังมีอยู่อีกถึง 1 ใน 3”



เรื่องของ กามารมณ์ หรือ เรื่องเพศ กับชายสูงอายุ นี่อาจจะแบ่งได้แป็น 2 ประเด็น คือการมี กามารมณ์ เพื่อให้ มีสุขภาพดี ตามข่าวนี้ กับการมี กามารมณ์ เพื่อให้อายุยืน เป็นเรื่องที่บางทีคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ในเมืองไทย การที่ผู้สูงอายุจะมีเรื่องของ กามารมณ์ ในสมัยก่อนก็จะมองกันว่าเป็น “คนแก่ตัณหากลับ” ซึ่งอาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปหน่อย แต่การวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ของอเมริกา เขาทำกัน จะมุ่งประเด็นไปที่สุขภาพกาย และสุขภาพกาย ของผู้สูงอายุมากกว่า ซึ่งก็คงไม่มีข้อโต้แย้งอะไร เพียงแต่ในการศีกษาเรื่องของเพศบางด้าน เขาจะไม่ค่อยสนับสนุนการกิจกรรมนี้มากนัก เพราะอีกด้านหนึ่ง ถ้ามากเกินกว่าวัย ก็อาจทำให้สุขภาพเสีย ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกรณี “นกเขาไม่ขัน” นั้น ฝรั่งเขาห่วงกันมาก แต่เมืองไทยเรา ไม่ซีเรียสเรื่องนี้ มีแต่ยุให้ผู้สูงอายุ เข้าวัด เข้าวา ฟังธรรม สงบจิตใจ เพื่อความสุขในบั้นปลายของชีวิต มากกว่าความสุขทางกาย ซึ่งก็เป็นผลมาจากความเชื่อในด้านศาสนาที่ต่างกันนั่นเอง

ดังนั้น ผมจึงอยากสรุปว่า การจะมีความสุข และสุขภาพดี ในบั้นปลายชีวิต ของผู้สูงอายุทั้งหลาย น่าจะยึดถือแนวทางของไทย ที่มีพระพุทธศาสนา เป็นแนวคิดมากกว่า คือ มีความสุขแบบ สงบ และค้นหาสัจจธรรมของชีวิต มากกว่าที่จะติดความสุข ทางโลก แบบฝรั่งเขา ที่ยังไม่มีวิธี “หลุดพ้น” หรือไม่ได้คิดเรื่องการ “หลุดพ้น” อย่างของเรา

TraveLArounD




ข้อมูลจาก : นสพ.ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=96091
http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=58652
http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=100967




 

Create Date : 25 มีนาคม 2552    
Last Update : 25 มีนาคม 2552 16:17:22 น.  

แนะเคล็ดลับต้านมะเร็ง

แนะเคล็ดลับต้านมะเร็ง
หมอชี้กำลังใจจัดเป็นยา วิเศษสุด

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โรคมะเร็งได้กลายเป็นเพชฌฆาตร้าย ที่คร่าชีวิตคนไทยสูงสุดอันดับหนึ่ง นอกจากยารักษามะเร็งและอุปกรณ์เครื่องมือทันสมัยแล้ว กำลังใจที่เข้มแข็งของผู้ป่วยก็ถือเป็นยาวิเศษ ที่ช่วยเยียวยาให้รอดพ้นจากมหันตภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามากัดกร่อนชีวิต

รศ.พญ.สุพัตรา แสงรุจิ จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เล่าถึงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งว่า ปัจจุบันคนมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิต เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ขณะเดียวกัน ยังต้องเผชิญกับภาวะกดดันทางสังคม ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงความวุ่นวายทางการเมือง ส่งผลให้คนไทยกลายเป็นโรคเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว และความเครียดนี่เอง ที่เป็นตัวการสำคัญทำให้ ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ สุขภาพทรุดโทรมและในที่สุดก็นำไปสู่โรคร้ายเช่นมะเร็ง

แม้วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก แต่ผลการรักษามะเร็งยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร “คุณหมอสุพัตรา” แนะนำว่า การรักษามะเร็งที่ดีที่สุดนั้น ไม่เพียงแต่รักษาร่างกายด้วยยาและเครื่องมือทันสมัย แต่ยังต้องรักษาจิตใจด้วยการเติมกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง โดยผู้คนรอบข้างต้องหมั่นให้กำลังใจ และดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

เรื่อง ของโภชนาการก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ เพราะผู้ป่วยมะเร็งมีความต้องการด้านโภชนาการสูงกว่าคนปกติมาก โดยปัจจุบันโภชนาการบำบัดเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่ใช้ ในการรักษามะเร็งร่วมกับวิธีการอื่นๆ พล.อ.ต.นพ. วิบูลย์ ตระกูลฮุน นายกสมาคมเวชบำบัดวิกฤติแห่งประเทศไทยและแพทย์ประจำ โรงพยาบาลภูมิพล ได้เสนอแนะเทคนิคการประเมินภาวะโภชนาการเบื้องต้น
ด้วยวิธีการง่ายๆ และสะดวก รวดเร็ว เพื่อตรวจวัดว่า มีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการมากน้อยแค่ไหน จะได้เตรียมหาทางดูแลฟื้นฟูร่างกายให้ได้รับสารอาหาร และพลังงานอย่างเพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ลองสังเกตดูว่า รับประทานอาหารได้น้อยลงหรือไม่, น้ำหนักลดลงหรือไม่ และมีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 หรือไม่


ข่าวจาก – น.ส.พ.ไทยรัฐ (17 ธ.ค. 51)
http://www.thairath.co.th/news.php?section=society&content=115451




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2552 15:16:47 น.  

ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง

1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมืออทางการแพทย์ จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 2-3 ร้อยล้านเซลล์
หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายหลังจากการตรวจ นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ

2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชีวิตของมนุษย์ !

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลาย
เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว และสร้างก้อนเนื้อร้าย

4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือ โภชนาการไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต

5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามาถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย

6. การให้คีโม หรือสารเคมีบางชนิด เป็นทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วยอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต หัวใจ หรือปอด

7. การฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็ง และทำให้เนื่อบางส่วนไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์ เนื่อเยื่อที่ดีไปด้วยเช่นกัน

8. โดยทั่วไปแล้ว การให้คีโม หรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็ง ลดลง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้มีผลทำลายก้อนเนื่อไปมากกว่านั้น

9. เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมาก จากการให้คีโมหรือการฉายแสง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกทำลายไปด้วย ดังนั้นร่างกายก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้เซลล์มะเร็ง

10. การให้คีโม หรือการฉายแสง อาจเป็สาเหตุให้เซลล์มะเร็ง มีการกลายพันธุ์ หรือดื้อยา ทำให้ยากแก่การทำลาย การผ่าตัด ก็อาจสามารถทำให้ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่น

11. วิธีที่มีประสิทธิภาพ ที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการหยุดให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้

สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ
1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว equal
โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมากมาก
เกลือ มีสารจำเป็นที่ เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย
2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน
3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด
ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง
4. 80 % ของผักและน้ำผลไม้สด ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญญาพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว
น้ำผักและนำผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี
ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2 -3 ครั้งต่อวัน เพราะเอนไซม์จะถูกทำลายที่ 40 c
5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ชอกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง
ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา ! และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด
6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก
และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง
7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน
การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น
8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้งความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี
9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาน
การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น
อารมณ์โกรธ ขมขื่น หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย
ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต
10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจิญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้
การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็ง ชนิดต่างๆ
อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก
อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งๆที่ ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ
อาการเจ็บปวดและมีเลือดออก หลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าว ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้
2. มะเร็งในมดลูก
อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์
มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ
มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวด ตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง
5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียน หรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหัน
อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชา และเป็นอัมพาตชั่วคราว
ควรให้ความระวังเป็นพิเศษ หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือที่ลิ้นเป็นเวลานาน มีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้น จนสามารถจับ และรู้สึกได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย บ่อยๆ รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือด หรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้ เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าคืออะไรกันแน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว คือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับ แล้วเลือดมีสีแดงสด นั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้!
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้น และมีการเปลี่ยนสี หรือรูปร่าง ขนาด
นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma) คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกาย หรือ มีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อน คุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ

บทความดีดี จาก
http://www.goodmailstory.com/




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2552 15:09:37 น.  

ชายชราไม่ค่อยยอมรับความจริง หลงคิดว่าตัวเองยังหนุ่มถึงสิบกว่าปี

ชายชราไม่ค่อยยอมรับความจริง หลงคิดว่าตัวเองยังหนุ่มถึงสิบกว่าปี



นักจิตวิทยา พบในการศึกษาด้วยความประหลาดใจว่า คนเรามักไม่ยอมแก่ ยิ่งคนสูงอายุจะนึกตัวเองว่า มีอายุอ่อนกว่าอายุจริงมากถึงประมาณ 13 ปี

นักจิตวิทยาของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยมิชิแกนสหรัฐฯ กล่าวถึงผลการศึกษากับผู้สูงอายุ 70 กว่าปีขึ้นไป ทั้งชายหญิง 516 ราย ทำให้ได้ รู้ว่า พวกเขาต่างเชื่อว่า ตนเองมีหน้าตาอ่อนกว่าอายุตามตัวเลขอยู่ประมาณ 10 ปี ยังดีหน่อยที่พวกผู้หญิง จะยังไม่ค่อยเป็นหนักขนาดเท่านั้น








จาค สมิธ นักวิจัย เล่าว่า “คนทั่วไปมักจะรู้สึกว่า ตนยังหนุ่มกว่าที่เป็นจริง และต่างก็มีความรู้สึกค่อนข้างจะพึงพอใจกับอายุ ในช่วงที่ทำการศึกษาอยู่นั้น แต่การที่รู้สึกว่าหนุ่มกว่าอายุจริงมากถึง 13 ปี นับว่าเป็นการหลงละเมอที่หนักกว่าเพื่อน









นักจิตวิทยาสมิธอธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงสูงอายุ จะมีความเชื่อว่าตนเองแก่สักเท่าใด ใกล้เคียงกับอายุของจริงมากกว่าผู้ชาย จะเชื่อว่าเป็นสาวกว่า แค่เพียงสัก 4 ปีเท่านั้น สาเหตุ อันหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผู้หญิงค่อนข้างจะรู้จักในรูปร่างของตนเองมากกว่า ผู้ชาย



ข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ - 20 ธ.ค. 51
http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=115852




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 25 ธันวาคม 2551 12:08:47 น.  

รักอมตะยังคงมีอยู่จริง

รักอมตะยังคงมีอยู่จริง
คู่ที่อยู่กินจนแก่เฒ่าชีวิตยังรักกันไม่จืด


คู่ผัวเมีย ที่ร่วมชีวิตกันมานมนาน คงอยากจะรู้ว่า ยังคงรักกันหวานชื่นเหมือนตอนข้าวใหม่ปลามันอยู่หรือไม่ อาจจะทดลองดูได้ โดยลองนึกดูว่าพูดจาต่อกันอย่างไร เพราะการศึกษาพบว่า คู่ที่จะอยู่กันจนถึงถือไม้เท้ายอดทองนั้น จะต้องเป็นคู่ที่รู้ใจกันไปหมด พูดจากันด้วยดี ยิ้มแย้มและพูดคุยกันพร้อมกับออกท่าออกทางกันอย่างรักใคร่ กับมีความตลกสนุกสนาน





คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ ได้พบในการศึกษาอย่างน่าแปลกใจว่า ยังมีคู่สมรสที่อยู่กันมาจนแก่เฒ่า ยังคงรักใคร่กันดี เหมือนอย่างที่มีคำกล่าวว่า “รักแท้ก็เหมือนกับคบเพลิงอมตะ” คู่ผัวเมียที่ครองรักกันมาอย่างนมนานไม่ต่ำกว่า 20 ปี ยังคงมีความรู้สึกรักกันอย่างดูดดื่ม เหมือนกับเมื่อตอนแรกรักกันอยู่


คณะนักวิจัยได้ศึกษา ด้วยการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นสมอง คู่ชีวิตที่สูงอายุทั้งคู่ รวมกัน 17 ราย ซึ่งต่างก็เล่าให้ฟังว่า อยู่กินกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 21 ปี นักวิจัยได้พบว่าคลื่นสมองของเขา ยังมีลักษณะเหมือนกับคู่ที่ยังอยู่ในภาวะข้าวใหม่ปลามันปีแรกเท่านั้น หมออาเธอร์ อารอน นักวิจัยคนหนึ่ง กล่าวว่า “เราเชื่อว่ามันแสดงให้รู้ว่าเป็นความรู้สึกที่แท้จริง เพราะเครื่องตรวจคลื่นสมองจะบอกเราแต่ความจริง ไม่มีใครจะมาหลอกเราได้”


ข้อมูลจากนสพ.ไทยรัฐ - 23 ธ.ค. 51
http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=116217




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 23 ธันวาคม 2551 21:21:24 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  
travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 95 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.