"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

เลือกกินอาหารอย่างไร เมื่อร่างกายเริ่มห่างวัยสาว ?


อาหารถือเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงร่างกายที่สำคัญ และมีผลต่อร่างกายในทุกๆด้าน ตั้งแต่ความเจริญเติบโต รูปร่าง ความแข็งแรง ความสวยงาม ฯลฯ เพราะธาตุต่างๆในอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น มันมีคุณสมบัติต่างกัน ให้ผลต่างกัน จึงไปบำรุงร่างกาย หรือเสริมสร้างให้ร่างกายเราไปคนละอย่าง แต่คนเรามักรับรู้แต่เพียงว่า “กินให้อิ่ม” เพียงเท่านั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรงตามมาตรฐาน คนอ้วนๆบางคนไม่สบาย และโรคหนึ่งที่หมอวินิจฉัยพบคือ เขาขาดสารอาหาร เราได้ฟังแล้วอาจจะเพียงนึกขำ ว่าคนอ้วนๆนั้น ยังขาดสารอาหารได้อีกหรือ? เรื่องนี้คือประเด็นที่เรากำลังจะกล่าวถึงนั่นเอง
ตอนเราเป็นวัยรุ่น นึกจะกินจะดื่มอะไร ก็ไม่ต้องคิดมากเลือกเอาตาใจปาก จะอดนอนซักคืน 2 คืน อดข้าวเช้าข้าวกลางวันบ้าง ก็ไม่เห็นร่างกายจะผิดปกติหรือแสดงอาการอะไร


แต่พอวัยเริ่มก้าวเข้าสู่เลข 3 เท่านั้นแหละ ร่างกายที่เคยแข็งแรง กระฉับกระเฉงว่องไว ก็เริ่มจะรับไม่ไหว ผิวพรรณที่เคยสดใส เปล่งปลั่งก็เริ่มจะเหี่ยวย่น หย่อนคล้อยไปตามกาลเวลา

จนเมื่อก้าวเข้าสู่หลัก 4 ความเสื่อมของร่างกายยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น นอกจากจะเป็นแหล่งรวมของสารพัดโรคแล้ว สิ่งหนึ่งที่บรรดาสาวๆส่วนใหญ่ทนไม่ได้คือ ความสาวที่บอกลาเราไปเหมือนติดปีกบินนั่นเอง


อย่างไรก็ตาม แม้ความแก่และสังขารของมนุษย์ จะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็สามารถชะลอได้ เพียงแต่เราจะทำอย่างไรเพื่อรู้เท่าทันและเตรียมรับมือกับความแก่ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี (เพราะร่างกายที่เสริมโทรมไปแล้ว มันแก้ไขยากกว่าร่างกายที่ยังไม่เสริมโทรม)
สิ่งสำคัญในการรักษาร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอก็คืออาหารที่เรารับประทานเข้าไป เทคนิคที่สำคัญที่ถือเป็นหลักการเลยคือ “การทานอาหารให้สมดุลกับร่างกาย” ซึ่งหมายถึงว่า “ตัวใครตัวมัน แต่ละคนจึงควรทานอาหารที่เหมาะกับตัวเอง เหมาะกับวัย กับรูปร่าง” ที่สำคัญคือ ต้องทานอาหารให้ครบหมู่

เทคนิคดีๆเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี เพื่อชะลอความสาวให้อยู่กับเราไปนานๆนั้น พญ.อัจจิมา สุวรรณจินดา ผู้อำนวยการสถาบัน Medisci (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และอายุรวัฒน์) เปรียบเทียบว่า “ร่างกายของคนเราเหมือนกับรถยนต์” รถยนต์ต้องอาศัยน้ำมันในการสับดาบเครื่องยนต์เพื่อให้ขับเคลื่อนได้ ซึ่งถ้าคนขับเลือกน้ำมันที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ ก็จะทำให้กระบวนการสันดาป เผาผลาญเชื้อเพลิงภายในไม่สมบูรณ์ เครื่องยนต์ทำงานไมปกติ
ส่วนร่างกายของคนเราที่ต้องการอาหาร เพื่อสร้างพลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หากร่างกายได้รับอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรือในปริมาณที่ไม่สมดุล ร่างกายก็ไม่สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างมีประสิทธิภาพ


หลายคนอาจแย้งว่าตั้งแต่เกิดมา จนย่างเข้าสู่เลข 3 แล้ว ก็กินอาหารตามใจปากมาตลอด แต่ไม่เห็นมีความผิดปกติอะไรในร่างกาย คุณหมอบอกว่า อาการผิดปกติหรือโรคจะไม่ปรากฏออกมาทันที แต่อาจมีสัญญาณบ่งชี้หลายอย่าง เช่น อาการนอนไม่หลับ ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ร่างกายอ่อนเพลีย สัญญาณเหล่านี้หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นความเคยชิน แต่ความเป็นจริงแล้ว มันเป็นสิ่งผิดปกติ เพราะร่างกายของคนที่ได้รับอาหารเพียงพอ จะมีพลังงานในการทำกิจกรรมทั้งวัน โดยไม่อ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อยระหว่างวัน





ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี นำไปสู่ความเสื่อมของร่างกาย??

คุณหมอยกตัวอย่างชนเผ่าฮันซ่า( Hunza ) ในประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ได้ชื่อว่ามีอายุยืนที่สุดในโลก (มนุษย์ในยุคปัจจุบันสามารถมีอายุขัยได้ยืนยาวถึง 120 ปี) ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ประชากรในวัย 60-80 ปีของชนเผ่านี้ไม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ขณะที่ในคนปกติมักป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ชนเผ่านี้มีอายุยืน น่าจะมาจากการดำรงชีวิตด้วยวิถีแบบดั้งเดิม คือ การล่าสัตว์ จับปลา และเก็บผลไม้ มาเป็นอาหาร รวมทั้งการดื่มน้ำแร่เป็นประจำอีกด้วย



















แต่ต่อมาเมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าไปศึกษาเพื่อไขความลับเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชนเผ่านี้มากขึ้น โดยมีการนำเทคโนโลยีและความเจริญเข้าไป ปรากฏว่าคนสูงอายุในเผ่าเริ่มป่วยเป็นโรคมากขึ้น จนนำมาสู่การตั้งสมมติฐานว่า ความเจริญของเทคโนโลยีเป็นตัวนำไปสู่ความเสื่อม ถอยของร่างกาย และอายุขัยของคนหรือไม่


















ไขความลับกินต้านโรค... กินอย่างสมดุล !!!

ในปัจจุบันผู้บริโภคอาจได้รับข้อมูลหรือสูตรการกินอาหารเป็นพันๆสูตรทั้ง ง่ายบ้างยากบ้าง เพื่อให้เรามีสุขภาพแข็งแรง มีร่างกายที่สมส่วน แต่สำหรับ พญ. อัจจิมาเธอกลับมีสูตรสำเร็จสำหรับการรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี เพียงสั้นๆง่ายๆว่า "กินอย่างสมดุล"


คุณหมอบอกว่า บางคนอยากผอมก็อดอาหาร ออกกำลังกายอย่างหักโหม ซึ่งการทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายร่างกาย เพราะการมีร่างกายที่สมส่วน ต้องด้วยการกินอย่างสมดุล ไม่มากไปหรือน้อยไป แต่ต้องเพียงพอกับความต้องการของร่างกายที่จะใช้ในการสร้างพลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย โดยหลักการรับประทานอาหารของคุณหมอคือ กินอาหารให้ครบทุกมื้อ (สำหรับคุณหมอประกอบด้วย 5 มื้อด้วยกัน คือ มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น และของว่างระหว่างมื้อเช้าและมื้อเที่ยง) โดยเฉพาะมื้อเช้าที่ หลายคนอาจมองข้าม แต่คุณหมอกลับให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะในช่วงที่เราหลับเป็นเวลา 8-10 ชั่วโมง ร่างกายของเราจะขาดสารอาหาร ดังนั้นพอตื่นเช้าขึ้นมา ร่างกายจึงต้องการกลูโคสเข้าไปเลี้ยงสมอง? รวมทั้งสารอาหารประเภทโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เพื่อผลิตสารไปกระตุ้นให้สมองสร้างสืบประสาทเพื่อทำให้ร่างกายตื่นตัวตลอดทั้งวัน


และนอกจากจะกินอาหารให้ครบทุกมื้อแล้วยังต้องครบทุกหมู่ด้วย ถ้าจะให้ดีควรกินอาหารที่สดหรือดิบ คือไม่ผ่านการดัดแปลงหรือแปรรูปมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการปรุงโดยใช้ความร้อนสูงๆ หรือการปรุงแต่งรสชาติให้มีรสจัดเกินไป เพราะจะเป็นการทำลายระบบย่อยและระบบดูดซึมของร่างกาย ซึ่งปัจจุบันเราจะพบว่ามีผู้ป่วยโรค "ไส้รั่ว" มากขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่ก้อนอาหารที่รับประทานเข้าไปหลุดไปยังส่วนต่างๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการย่อยและดูดซึมโดยลำไส้ ให้เป็นโมเลกุลเล็กๆ หรือภาวะกรดไหลย้อน เกิดผื่นแดงหรือแพ้อาหารที่กินเป็นประจำ


นอกจากนี้ ยังควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย อย่ากินอะไรซ้ำซากเป็นประจำทุกมื้อ เพราะหากกินซ้ำซากจะเกิดภาวะ “ภูมิแพ้อาหาร” มีลักษณะคล้ายอาการดื้อยา และร่างกายก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน








ควรให้เวลากับการกิน และ รู้เท่าทันสุขภาพของตัวเอง

ด้วยสภาวะสังคมที่เร่งรีบ ทำให้เราต้องประหยัดเวลาในการรับประทานให้มากที่สุด เพื่อเคลียร์งานหรือเข้าประชุม ซึ่งนั่นเป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อม เพราะเวลาที่เรารับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่างๆ จนเข้าสู่กระบวนการย่อยและดูดซึมเพื่อเป็นพลังงาน ซึ่งหาก 2 กระบวนการนี้ทำงานอย่างไม่สมบูรณ์ อาหารที่เรารับประทานเข้าไปไม่ว่าจะดีหรือมีประโยชน์แค่ไหน แต่ไม่ได้ผ่านกระบวนการย่อยก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเราควรค่อยๆรับประทานอาหาร เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และนั่งพักสักครู่หลังรับประทานอาหาร


นอกจากนี้ไม่มีใครรู้จักเราดีกว่าตัวเราเอง ดังนั้นเราจึงควรหมั่นฟังสิ่งที่ร่างกายบอก(หรือเตือน)กับเรา เช่น วันนี้ตื่นเช้ามารู้สึกร่างกายไม่ปกติ เราต้องไม่ละเลย แต่ต้องกลับไปคิดว่าเพราะอะไร เมื่อวานเรารับประทานอะไรเข้าไปบ้าง หรือเมื่อวานร่างกายเรารับอาหารเข้าไปเท่านี้ แล้ววันนี้ร่างกายของเรามีการขับถ่ายออกมาหรือไม่ และขับถ่ายออกมาในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งหากทำเช่นนี้เป็นประจำเราจะได้ทราบความผิดปกติของร่างกาย





ผิวพรรณที่สดใส คือหน้าต่างของร่างกาย

โบราณว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ” แต่ พญ.อัจจิมา ยังเน้นว่า “ผิวพรรณก็เป็นหน้าต่างของร่างกายเราเหมือนกัน” เพราะแน่นอนว่าลักษณะภายนอกที่จะบ่งชี้ว่าคุณมีสุขภาพดีหรือไม่ ก็เริ่มจากการสังเกตผิวพรรณก่อน ยิ่งคุณมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง สดใสเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นตัวการันตีว่าคุณมีสุขภาพดีเท่านั้น


คนที่มีสุขภาพดีนอกจากจะรับประทานอาหารที่ดีเข้าไปแล้วยังต้องมีการ detox หรือกำจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วย (สารพิษจะติดเข้าไปกับอาหารที่เราทานเข้าไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ใช่โดยความตั้งใจ) ซึ่งการ detox ที่เกิดขึ้นเป็นปกติของคนเราอยู่แล้ว คือ การขับถ่ายในรูปของอุจจาระ และการขับเหงื่อจากการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกาย

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่าง เพื่อสุขภาพละเพื่อชะลอความแก่คือ
1. รับสิ่งดีๆเข้าไปในร่างกาย
2.ขับสิ่งไม่ดีออกไปจากร่างกาย
3. ทำให้ร่างกายอยู่ในระดับสมดุล

นี่คือเคล็ดลับดีๆสำหรับการกินอาหารชะลอความแก่ สาวๆที่ไม่อยากแก่ก่อนวัย แซงโค้งเพื่อนๆในกลุ่มล่ะก็ ต้องอย่าลืมนำไปปฏิบัติกัน เพราะถ้าไม่หันมาสนใจดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ผิวพรรณและหน้าตาที่เคยสดใสจะบอกลาคุณไปแบบไม่รู้ตัว จะกระชากวัยกลับมาใหม่ ไม่ใช่เรื่อง่ายๆ (ถ้าไม่ไปทำศัลยกรรม!!!)


TraveLArounD



ข้อมูลจาก : ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/life/1020




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2554    
Last Update : 25 มิถุนายน 2554 10:55:30 น.
Counter : 1739 Pageviews.  

สาเหตุหลักที่ส่งผลเสียต่อตับ : เราหลีกเลี่ยงได้เพื่อสุขภาพที่ดี

สาเหตุหลักที่ส่งผลเสียต่อตับ : เราหลีกเลี่ยงได้เพื่อสุขภาพที่ดี





วิถีชีวิตของเราที่เราปฏิบัติ หรือทำอยู่เป็นกิจวัตรประจำวันนั้น อาจเป็นผลเสียต่อสุขภาพ หรืออวัยวะสำคัญ หลายๆส่วน โดยเฉพาะอวัยวะภายใน ที่เรามองไม่เห็น ไม่มีโอกาสได้รู้ว่ามันทำงานปกติดีหรือเปล่า จนกว่าเราจะเจ็บป่วย ถึงมือหมอ จึงจะรู้ว่า ข้างในมันมีอะไรผิดปกติ ถ้ารักษาได้ก็ดีไป (แต่อย่างน้อยก็เสียเงิน) ถ้ารักษาไม่ได้ มันก็จะสายเกินแก้



วันนี้เรามาดูเรื่องของตับกันก่อน ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มันเจ็บป่วยก่อนที่เราจะรู้ตัว

1. การนอนดึก ตื่นสาย

2. การไม่ปัสสาวะตอนเช้า

3. ทานมากเกินไป (สิ่งที่ทานอาจจะอร่อย แต่ไม่มีประโยชน์)

4. ไม่ทานอาหารเช้า ทำให้ขาดสารอาหารที่สำคัญ

5. ทานยามากเกินไป ตับต้องทำงานหนักกว่าปกติ

6. ทานอาหารประเภทของหมักดอง เครื่องปรุง สีผสมอาหาร และ น้ำตาลเทียมมากเกินไป






7. ทานอาหารที่ใช้น้ำมันที่ปรุงอาหาร ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ใช้น้ำมันในการผัดอาหารให้น้อยที่สุด ใช้น้ำมันชนิดที่ดี หรือหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด เมื่อร่างกายไม่แข็งแรง

8. ทานอาหารที่ปรุงไม่ถูกต้อง เช่น ผัก ควรทานดิบๆหรือไม่สุกมาก ผัดผักควรทานให้หมดทีเดียวเลย ไม่ควรเก็บมาอุ่นทานอีกภายหลัง


จะเห็นได้ว่า 5 ใน 8 ข้อ จะเกี่ยวข้องกับการรับประทาน ดังนั้นเราจึงต้องปรับวิถีการใช้ชีวิต ให้ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับอาหารที่เหมาะสม และกำจัดสารเคมีที่เราไม่ต้องการออกไป


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1200 กว่าเรื่องแล้ว

ส่วนท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2553    
Last Update : 29 ตุลาคม 2553 21:20:06 น.
Counter : 1434 Pageviews.  

การดูแลกายและใจ สำหรับสาววัยทอง


การดูแลกายและใจ สำหรับสาววัยทอง

สำหรับสาวๆแล้ว การดูแลเรื่องสุขภาพ และความงาม ถือเป็นเรื่องใหญ่ ต่างจากบรรดาสุภาพบุรุษ ที่ห่วงเที่ยว รักสนุกมากกว่าความหล่อ ความแข็งแรงของตัวเอง

โดยเฉพาะสาวที่มีอายุเลยหลักสี่ แจ้งวัฒนะ ไปถึงแถวๆรังสิตโน่น ที่มีคำจำกัดความให้เฉพาะกลุ่มอายุนี้ว่า “วัยทอง”

วันนี้มีข้อแนะนำ สำหรับคุณๆโดยเฉพาะครับ


ควรตากแดดรับวิตามิน เลี่ยงกระดูกพรุน

สำหรับการขาดฮอร์โมนเพศในสตรีวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะ ‘ฮอร์โมนเอสโตรเจน’ ที่เคยช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูก อาจทำให้สตรีวัยทองมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง โดยอาการของผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน มักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก อาทิ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่างๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ

การดื่มนม รับประทานอาหารทีมีแคลเซียมและโปรตีน ถือเป็นการสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทองได้ (แต่วิธีนี้ มาแก้เอาภายหลังไม่ทันแล้ว) ดังนั้น ควรใช้วิธีให้ผิวผนังได้ถูกแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ และควบคุมการทรงตัว

สำหรับการรับแสดงแดด ก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยควรเป็นแสงแดดในช่วงเวลา 8.30 – 09.00 น. และอีกช่วงคือ 16.00 – 16.30 น. ที่ สำคัญในการรับให้ผิวหนังถูกแสงแดดตามช่วงเวลาที่แนะนำนั้น ไม่ควรทาครีมกัน แดดที่มีค่าเอสพีเอฟเกิน 35 เนื่องจากสารเคมีในครีมกันแดดจะเป็นตัวต้านไม่ให้ผิวหนังได้รับรังสียูวี ที่เป็นประโยชน์กับการสังเคราะห์ให้ได้วิตามินดี

ทั้งนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย


การดูแลจิตใจ เพื่อสุขภาวะสาว40+

นอกจากนี้ สภาวะ “วัยทอง” ยังมีผลต่อจิตใจของสาว วัย 40 ปีขึ้นไปอีกด้วย ทำให้มีอารมณ์ไม่ปกติตามธรรมดาที่เคยเป็นอยู่ ก่อนที่จะย่างเข้าช่วงวัยทอง และต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จนเกิดความเครียดเชื่อมโยงมาถึงจิตใจ

การเสริมความแข็งแกร่ง ดูแลจิตใจเพื่อสุขภาวะนี้ ควรเริ่มจากการแบ่งแยกปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล ความเครียด และภาวะซึมเศร้า หลายด้านด้วยกัน เริ่มจาก

1. ครอบครัว สาววัย 40 มักจะมีบุตรที่กำลังโตและติดเพื่อน ถือว่าอยู่ในวัยที่ตักเตือนลำบาก
2. งาน อันที่จริงสาว 40 จะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคง แต่ปัญหาด้านนี้อาจมาจากการปกครองคน
3. สุขภาพ ก็คือการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย เพราะฮอร์โมนเพศกำลังจะหมด และข้อสุดท้าย
4. สังคม-สิ่งแวดล้อม เป็นสภาพที่พบในวงกว้าง ทั้งผู้คน หรือสิ่งต่างๆรอบตัว

เมื่อทราบที่มาของความเครียดแล้ว ขั้นตอนต่อมา ควรสำรวจตนเองเพื่อการปรับปรุง เริ่มจากการสำรวจ ‘ทัศนคติ’ ว่าวันนี้ คุณมีกัลยาณมิตร หรือเพื่อนคู่คิดที่ดีหรือไม่ เพราะพวกเขาเหล่านั้นมีผลต่อทัศนคติของตัวคุณ โดยส่งผลต่อไปยัง ‘ความคิด’ หากคิดอย่างมีระบบเป็นเหตุเป็นผลตามหลักศาสนา ย่อมได้ผลลัพธ์ในทางที่ดี หรือออกมาเป็น ‘คำพูด’ ทั้งการพูดกับตนเองหรือสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมๆกับ ‘การกระทำ’ ที่ควรเป็นไปอย่างมีระเบียบวินัยแบบพอดี ไม่เข้มงวดเกินไป

การสำรวจและปรับปรุงทัศนคติ ความคิด คำพูด และการกระทำ ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีนั้น จะทำให้คนรอบข้างได้สัมผัสกับลักษณะนิสัยหรือคุณลักษณะประจำตัวของคุณอย่างชื่นชม และอาจกล่าวได้ว่า

'สิ่งที่ชีวิตคุณได้เผชิญล้วนเป็นผลมาจากทัศนคติของตัวคุณเอง'

TraveLArounD


ข้อมูลจาก
takecaredd@gmail.com
http://www.dailynews.co.th/




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2552    
Last Update : 15 ตุลาคม 2552 21:04:22 น.
Counter : 528 Pageviews.  

“น้ำ” เพื่อสุขภาพ



“น้ำ” เพื่อสุขภาพ


การดื่มน้ำ


การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์อย่างที่คุณคิดไม่ถึง เพราะการดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เป็นการล้างกระเพาะอาหารให้สะอาด พร้อมที่จะทำงานตามหน้าที่ของมัน ได้เต็มประสิทธิภาพ จึงเป็นวิธีรักษาสุขภาพที่ดี และเป็นที่นิยมกันในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เพราะคนเราเดี๋ยวนี้ ตื่นตัวกับกระแสการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดกันมาก เพราะทำได้ง่าย ค่าใช้จ่ายน้อย ไม่เสี่ยงต่ออันตราย การดูแลสุขภาพและรักษาโรคด้วยน้ำ นับเป็นการแพทย์ทางเลือกแบบหนึ่ง

วิธีการโดยการ ดื่มน้ำทันที หลังจากตื่นนอนตอนเช้า ( ก่อนแปรงฟัน ) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า “น้ำ” สามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% ( แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา )
การดื่มน้ำรักษาโรคสามารถรักษาโรคดังต่อไปนี้ คือ ท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาท ความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย เป็นลม ปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ โรคอ้วนพี ปวดในกระดูกเส้นเอ็น ปวดเมื่อย หูอื้อ ใจเต้น มือเท้าอ่อนเพลีย โรคไอ โรคหืด หอบ หลอดลมอักเสบ วัณโรค เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ โรคไต เป็นนิ่ว กรดเปรี้ยวในกระเพาะอาหารมากเกินไป กระเพาะอืด กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง โรคบิด โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน สายตาอ่อน โรคตาต่างๆ ตาออกเลือด สตรีประจำเดือนไม่ปกติ ระดูขาว มะเร็งในมดลูก มะเร็งเต้านม จมูกอักเสบ เจ็บคอ และโรคผิวหนังต่างๆ


วิธีการปฏิบัติ


1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร
จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำ
หรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม
ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน
2. โรคกระเพาะ 10 วัน
กระเพาะเป็นแผลเน่า 1 สัปดาห์
กระเพาะบิด 3 เดือน
3. โรคเบาหวาน 30 วัน
4. โรคท้องผูก 10 วัน
ท้องเป็นบิดกับปัสสาวะกลางคืนบ่อยๆ 1 สัปดาห์
5. โรคมะเร็ง 180 วัน
6. โรควัณโรค 90 วัน
7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน
8. โลหิตคั่งอยู่ในสมอง เกิดเป็นลมขึ้นเป็นมา 90 วัน


เราท่องสุขบัญญัติ ๑๐ ประการกันมาแต่เล็กว่า จะเป็นการดีต่อสุขภาพถ้าเราดื่มน้ำวันละ ๖-๘ แก้ว เราก็จำเอาไว้อย่างนั้น จะทำตามหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พอโตขึ้นมาที่เคยจำก็ชักจะไม่แน่ใจ เพราะมีคนอื่นอีกที่บอกว่า ควรกินน้ำให้มากที่สุดจนฉี่ใส ในขณะที่บางสำนักกลับพูดตรงข้าม ให้ดื่มน้ำให้น้อยที่สุด อะไรจะดีหรือไม่ดีจริง เราน่าจะบอกได้เองด้วยการทดลองดื่มน้ำ เพื่อดูว่า น้ำจำนวนไหน ดีที่สุด เหมาะที่สุด ต่อร่างกายของเรา
ถ้าเราเชื่อว่า น้ำสำคัญต่อกระบวนการทางชีวเคมีต่างๆ ภายในร่างกาย และเชื่อด้วยว่า อาการหิวน้ำ คือสัญญาณที่ร่างกายเตือนเมื่อเราขาดน้ำไปร้อยละ ๑ การปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำไปแค่ร้อยละ ๓ จะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวลำบากขึ้น ร้อยละ ๑๐ และทำงานเร็วน้อยลงร้อยละ ๘


ดื่มน้ำรักษาโรค


การบำบัดโรคด้วยน้ำ (water therapy) ขั้นแรก คือการดื่มน้ำจำนวน ๑.๒๕ ลิตร (โดยประมาณ) หลังตื่นนอนตอนเช้าภายในเวลา ๕-๑๐ นาที พลังความดันของน้ำจำนวนที่ว่า เมื่อไหลท่วมทางเดินอาหารฉับพลันในเวลา ๕-๑๐ นาทีนั้น จะทำให้ลำไส้ตื่นตัวกว่าปกติ พลังน้ำจะชะล้างก๊าซ และเศษอาหารที่เกาะติดตามลำไส้ออก เซลล์ต่างๆ ในกระเพาะและลำไส้ จะสดชื่นมีชีวิตชีวา หลังจากเราหลับใหล และท้องว่างนาน ๗-๘ ชั่วโมง น้ำยังชำระล้างเส้นทางปัสสาวะ กำจัดแบคทีเรีย และป้องกันการเกิดนิ่วด้วยและไม่ควรดื่ม หรือกินอาหารอย่างอื่นอีกภายใน ๑-๒ ชม. หลังการดื่มน้ำดังกล่าว เชื่อกันว่า การดื่มน้ำแบบนี้ช่วยรักษาโรคหืด ลำไส้ติดเชื้อ ริดสีดวง โรคเกี่ยวกับความดัน อาการกระสับกระส่าย บางครั้งการผสมสมุนไพรเฉพาะโรคลงไปในน้ำ จะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น


น้ำที่ใช้ดื่ม


การดื่มน้ำ ควรเลือกดื่มน้ำสุก จะดีที่สุด หากดื่มน้ำประปา ควรจะใส่ขวดไว้แรมคืนให้ตกตะกอนเสียก่อนเพื่อป้องกันท้องร่วง เวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่หลังอาหารสองชั่วโมงไม่ควรดื่มอีก ก่อนเข้านอนไม่ควรรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามรับประทานน้ำส้มคั้น และจำพวกแอบเปิ้ล ผู้ที่มีโรคประจำตัว ดื่มน้ำทีเดียว 5 แก้วไม่ใช่ของง่าย ดื่มน้ำเสร็จทางที่ดีใช้หรือออกกำลังสัก 20นาที คนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงไม่สามารถลุกขึ้นได้ ดื่มน้ำเสร็จให้สูดอากาศเข้าปอดให้มากๆ และนวดที่บริเวณที่สะเอว ให้น้ำไหลลงสู่ลำไส้ให้สะอาด ดื่มน้ำวันแรกภายใน 1 ชั่วโมง จะปัสสาวะ 3 ครั้งติดๆกัน แต่ต่อไป 3 - 4 วัน การถ่ายท้องจะเป็นปกติภายใน 7 - 8 วัน การปัสสาวะเป็นเพียงครั้งเดียว นับแค่นั้นไปจะรู้สึกร่างกายสบาย เวลารับประทานอาหารจะรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่ากระเพาะลำไส้ได้ถูกชำระสะอาดแล้ว ผู้ที่หมดหวังแล้วจะรอดตายด้วยวิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆนี้


ตัวอย่างของผู้ที่ได้ผ่านการดื่มน้ำรักษาโรคมาแล้ว

1. ผู้ชราท่านหนึ่ง มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ หลายสิบปีมาแล้วไม่เคยเจ็บไข้มาเลย ท่านกล่าวว่าตอนที่อายุ 20ปี กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง นอนอยู่กับที่นานถึง 10 ปี ได้ผ่านการตรวจจากนายแพทย์ 5 ท่าน รักษาฉีดยา รับประทานยา ก็ไม่ได้ผล ต่อมามีนายแพทย์ท่านหนึ่ง ได้แนะนำว่าให้ทดลองดื่มน้ำสุก ตื่นแต่เช้า หน้าไม่ล้าง ปากไม่บ้วน ดื่มน้ำสุก 5 แก้วทุกๆ วัน อย่าให้ขาดตอน และห้ามไม่ให้รับประทานอาหารก่อนเข้านอน นายแพทย์สั่งเสร็จก็กลับไปโดยไม่ให้ยาไปกิน วันรุ่งขึ้น เขาก็ทำตามนายแพทย์สั่ง ดื่มน้ำ 5 แก้วรวดเดียว ในหนึ่งชั่วโมงปัสสาวะ 3 ครั้ง หลังจากนั้นก็รับประทานข้าวต้ม รู้สึกรสชาติของข้าวต้มอร่อยกว่าที่แล้วๆมา วันที่สองดื่มน้ำ 5 แก้วอีก ถ่ายอุจจาระออกมามีเลือดดำปนอยู่มาก ต่อจากนั้นสามเดือนน้ำหนักตัว เพิ่มขึ้นอีก 10 ก.ก. เวลานี้ อายุได้ 64 ปีแล้ว นับแต่ได้ดื่มน้ำเป็นประจำมา ยังไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลย แม้แต่หวัดก็ไม่เคยเป็น

2. อีกคนหนึ่ง เมื่อยังเป็นเด็ก เคยเป็นเยื่อสมองอักเสบ นายแพทย์สั่งให้ดื่มน้ำ 5 แก้วทุกวัน ไม่นานเยื่อสมองที่อักเสบก็หายไปเอง ภรรยาของเขา เมื่อ 10 ปีก่อนเป็นโรคหัวใจและเป็นโรคอ้วนเกินไป ร่างกายสูงไม่เกิน 5 ฟุต น้ำหนักตัว 120 ก.ก. พอดื่มน้ำได้ 15 วัน โรคหัวใจ โรคประสาท โรคเข็ดเมื่อยก็ค่อยๆ ดีขึ้น ดื่มน้ำได้สองเดือนน้ำหนักตัวลดลงไป 16 ก.ก. เมื่อก่อนต้องใช้ยาประจำ นวดไฟฟ้า และรักษาด้วยวิธีเข็มแทงแบบหมอจีนก็ไม่หาย แต่เวลานี้หายไปหมดแล้วจากการดื่มน้ำ

3. อาจารย์ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น เคยแถลงการณ์ร่วมสองครั้ง เกี่ยวกับฝอยคล้ายสักหลาดในลำไส้ผลิตโลหิตขึ้น จนเดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีใครโต้แย้งเลย ไม่ว่าโลหิตจะมาจากไหน แต่ธาตุต่างๆ จะต้องมาจากอาหารอย่างแน่นอน เมื่ออาหารลงไปถึงกระเพาะแล้วผ่านการย่อยลงไปสู่ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ธาตุส่วนมากกลายเป็นของเหลว เมื่อลำไส้ยาว 8 เมตร ดูดธาตุต่างๆ เสร็จก็จะส่งไปสู่ลำไส้ออกของที่ทวารหนัก ซึ่งเป็นของที่ไม่มีประโยชน์สำหรับร่างกาย



น้ำยังสามารถใช้ภายนอกเพื่อบำบัดโรคด้วย


มหาตมะ คานธี ก็เชื่อเรื่องนี้ และแนะนำให้คนทั่วไปปฏิบัติตาม การใช้น้ำรักษาแบบภายนอกแบ่งกว้างๆ ได้ดังนี้
1. อาบน้ำ ใครๆ ก็อาบกันอยู่ทุกวัน แต่จะมานั่งนึกกันจริงจังไหมว่า เราอาบน้ำไป
เพื่อทั้งทำความสะอาดร่างกาย และกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดี การอาบน้ำอุ่นช่วย
ชำระความสกปรกจากรูขุมขนเราได้ดีก็จริง แต่การอาบน้ำเย็นทุกวันทำให้เลือด
กรูมาที่ผิวหนัง พาเอาสิ่งสกปรกออกกำจัดทิ้ง ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีกว่า
เราควรอาบน้ำอุ่นไม่เกิน ๒ ครั้งต่อ ๑ อาทิตย์ ด้วยน้ำที่ร้อนไม่เกิน
อุณหภูมิร่างกาย ๒ องศา ถ้าจะให้ดี ควรถูร่างกายให้ทั่วด้วยผ้าขนหนูหยาบ
เริ่มจากเบาไปหนัก ก่อนราดด้วยน้ำเย็น และใช้มือลูบตัวจนแห้งแทนผ้าขนหนู
ใครมีปัญหาเรื่องผิวหนังจะทุเลาด้วยวิธีนี้
2. แช่น้ำ การแช่ตะโพกในน้ำเย็น โดยห้อยขาออกมานอกอ่าง และหาผ้าปิดร่างกาย
ส่วนอื่น เพื่อไม่ให้เย็นเกินไป ภายในเวลา ๑๐-๒๐ นาที (ลดเวลาลง ๑ ใน ๔
ถ้าทำในหน้าหนาว) ระหว่างแช่ให้ใช้ผ้าขนหนูถูหน้าท้องจากขวามาซ้ายด้วย
การแช่น้ำจะช่วยระงับอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร และช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า
รวมทั้งใช้ในคนป่วยไข้สูง เพื่อลดอาการเพ้อ การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นไม่เกิน ๑๕ นาที
จะช่วยให้นอนหลับสบาย แก้อาการเท้าเย็นและปวดขาได้ด้วย
3. สวน หมายถึงสวนอุจจาระด้วยน้ำอุ่น ๑-๑/๒ ลิตร แล้วกลั้นไว้ ๒-๓ นาที ก่อนลุก
ไปห้องน้ำ เพื่อชำระสิ่งสกปรกในลำไส้ อันเป็นบ่อเกิดของโรคนานาชนิด แต่ถ้าต้องการ
รักษาอาการท้องผูกโดยเฉพาะให้สวนด้วยน้ำเย็น ๒๕๐ ซีซี กลั้นไว้ ๕-๑๐ นาที
ความเย็นจะซึมเข้าผนังลำไส้ ทำให้มีกำลังบีบตัวขึ้น ทำวันละ ๑-๒ ครั้งก่อนนอน

น้ำจึงนับเป็นอาหารที่มีคุณูปการ ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เช่นเดียวกับอากาศ สามารถใช้เพื่อบำบัดโรคภัยได้ โดยไม่มีอาการข้างเคียงอย่างการใช้ยาทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคนเราดื่มกันแต่น้ำเปล่า ไม่สนของเหลว ที่ให้โทษอย่างอื่น เช่น เหล้า เบียร์ หรือแม้กระทั่ง น้ำอัดลม รับรองได้ว่าคนป่วยในโรงพยาบาล จะน้อยลงมาก ทำให้โลกในอดีตและปัจจุบันใช้น้ำรักษาโรคอย่างกว้างขวาง

TraveLArounD


เรียบเรียงจาก
greenworld โดย คำข้าว
http://www.greenworld.or.th/1_rspy_newsletter_p15_a.htm
http://www.teenee.com




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2552    
Last Update : 23 มิถุนายน 2552 1:14:02 น.
Counter : 366 Pageviews.  

มองปัญหาการมีเซ็กซ์บ่อยๆ กับสุขภาพ แบบจีน

มองปัญหาการมีเซ็กซ์บ่อยๆ กับสุขภาพ แบบจีน


เรื่องของเพศเป็นปัจจัยหนึ่ง ของความสำคัญต่อความแข็งแรงของสุขภาพ และการมีอายุยืนยาว ถึงแม้การแพทย์แผนปัจจุบัน จะไม่กล่างโทษการมีเพศสัมพันธ์ ที่บ่อยเกินไป พูดง่ายๆว่า เขาเข้าใจว่าการยิงกระสุนของท่านชายนั้น มันไม่มีวันหมด ร่างกายสามารถผลิตทดแทนขึ้นมาใหม่ได้







ผมเองไม่ใช่หมอ แต่ค้นคว้าเรื่องของการรักษาสุขภาพ เพื่อยืดอายุมานาน เลยย่อเอาบทความนี้ มาให้อ่านกัน เพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจ ให้กว้างขวางขึ้นครับ

ความเข้าใจผิดๆของการแพทย์แผนปัจจุบันก็คือ “การมีเซ็กซ์หรือการช่วยตัวเองจนหลั่งอสุจิออกมานั้น ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะอสุจิคือส่วนของโปรตีนและน้ำเท่านั้นเอง วันรุ่งขึ้นกินเนื้อเยอะหน่อย ดื่มน้ำชดเชยเอาก็ได้” เพราะเหตุนี้แหละครับ พวกเราถึงได้ไม่แข็งแรงกันขนาดนี้ บางคนภายนอกดูดี แต่จับชีพจรดูแล้ว รู้ว่าข้างในกลวงเลย

ทางแพทย์จีนบอกไว้ว่า เมื่อถึงจุดสุดยอดแล้ว สิ่งที่หลั่งออกมามันไม่ใช่แค่โปรตีนและน้ำเท่าที่เราเห็นนะครับ มันยังมีสารจำเป็นต่อร่างกาย (精) ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และไม่สามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นสารเคมีเพื่ออธิบายได้ และไม่ว่าจะพลิกตำราแพทย์จีนเล่มไหน ต่างก็บอกตรงกันว่า สารนี้ควรจะสงวนเก็บไว้ในร่างกาย ไม่ใช่พยายามบีบ เค้น คั้น มันออกมาเช่นที่เราทำอยู่อย่างทุกวันนี้

มาลองดูกันคร่าวๆดีกว่า ว่าการหลั่งอสุจิบ่อย มันทำร้ายร่างกายอย่างไรบ้าง (สังเกตนะครับว่า คำว่า “หลั่งบ่อย” แสดงว่าถ้าคุณสามารถมีเซ็กซ์โดยไม่หลั่งได้ ก็ไม่ถือเป็นการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด) แม้การทำเช่นนั้น มันจะเป็นการทำร้ายจิตใจกันบ้าง!

ผลเสียที่เกิดขึ้น อย่างแรกที่คุณจะรู้สึกได้ก็คือ อาการปวดเมื่อยหลังครับ บางคนอาจจะลามไปถึงเข่าด้วย แบบว่าเข่าไม่มีแรง มันไม่ใช่การเจ็บปวดนะครับ แต่มันเป็นอาการเมื่อยแบบบอกไม่ถูก รู้สึกเอวมันลอยๆ ไม่มีแรง บางทีก็เสียวแปลบๆ ลามไปถึงก้นและต้นขาด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสารจำเป็นมันเก็บอยู่ที่ไตครับ และไตมันก็อยู่แถวเอวนั่นเอง เมื่อคุณใช้ไปเรื่อยๆ มันก็พร่องลง ร่อยหรอลง สังเกตดูสิครับว่า อาการเมื่อยเอวเนี่ยเวลามีใครกดนวดหลังให้จะรู้สึกสบายมาก เพราะว่ามันต้องการ การเติมเต็มยังไงละครับ ถ้ามีสัญญาณแบบนี้เตือนออกมาแล้ว คุณยังคงเดินหน้าปั๊มอสุจิออกมา คุณก็เตรียมตัวเจอโรคต่างๆ ที่เข้าแถวรอคุณอยู่อีกบานเลยละครับ







เมื่อมันเกี่ยวข้องกับไตโดยตรง เพราะฉะนั้น เรื่องปัสสาวะก็เป็นอีกเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนครับ เช่นปัสสาวะบ่อย (ทั้งที่อาจจะกินน้ำไม่เยอะ) ปัสสาวะขัด หรือตกดึกต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อย บางคืนสี่ห้าครั้งไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยทีเดียว

นอนไม่หลับก็ใช่ครับ นอกเหนือจากต้องลุกมาเข้าห้องน้ำบ่อยๆแล้ว ยังมีอีกสาเหตุคือ ไตเป็นธาตุน้ำ เป็นตัวคอยข่มธาตุไฟไว้ ไฟและน้ำเมื่อรักษาสมดุลกันไว้ ร่างกายจึงตื่นและนอนได้อย่างเป็นระบบ แต่ถ้าเราหลั่งจนธาตุน้ำร่อยหรอ ธาตุไฟจะขาดตัวข่มมันไว้ ไฟก็จะพวยพุ่ง ผลก็คือคุณจะนอนไม่หลับครับ จะรู้สึกหงุดหงิด นอนพลิกไปมาก็ไม่หลับ หรือถึงหลับก็จะฝันเยอะ ตื่นขึ้นมาด้วยความไม่แจ่มใส

เคยเล่นโยคะกันไหมครับ เวลาหายใจ เขาจะสอนให้เราหายใจด้วยท้องน้อย คือหายใจเข้าแล้วท้องจะพอง หายใจออกท้องจะแฟบ นี่คือการหายใจที่ถูกต้อง ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ แต่ถ้าคุณหลั่งบ่อย คุณจะหายใจได้ตื้น หายใจได้ไม่เต็มท้อง คือหายใจแล้วมันติดๆอยู่ที่ช่วงอก บางคนอาการหนักก็คือหอบเลย สาเหตุเพราะว่าไตมีหน้าที่รับอากาศจากปอดเข้ามาครับ คุณถึงหายใจลงมาที่ท้องหรือที่ทางมวยจีนเรียกว่าตันเถียนล่างได้ แต่คุณใช้พลังไตจนหมดแล้ว มันจะเอาแรงที่ไหนมาดึงอากาศจากปอดลงไปละครับ

นอกจากนี้ ยังส่งผลถึงระบบการย่อยอาหารครับ เพราะว่าไฟที่ไตเป็นไฟที่สำคัญที่สุดในร่างกายเรา ไฟกระเพาะที่ใช้ในการย่อยอาหารก็รับมาจากไตอีกที เพราะฉะนั้นคุณอาจจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไปจนถึงไม่อยากอาหาร มีเสมหะทั้งที่ไม่ได้เป็นหวัด

ถ้าคุณรู้สึกว่าผมร่วง ผมบางผิดปกติ ลองดูสิครับว่าคุณมีประวัติการหลั่งโชกโชนหรือไม่ เมื่อตอนวัยรุ่นเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน คุณคึกมากไปหน่อยหรือเปล่า พลังไตสามารถเห็นได้จากภายนอกผ่านเส้นผม ฟัน และกระดูกครับ ถ้าผมสวยมันขลับ ผมดกดำ แสดงว่าพลังไตดี ถ้าผมร่วง ผมบาง ฟันโยกง่าย หลุดเร็วกว่าวัย และกระดูกเปราะ กระดูกพรุน นั่นแสดงว่าคุณมีปัญหากับไตแล้วละครับ ทำไมผู้สูงอายุถึงได้ผมร่วง ฟันหลุด กระดูกหักง่าย ก็เพราะว่าพลังไตมันจะค่อยๆลดไปตามวัยนะสิครับ พลังไตมันลดไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว และการกระทำแบบนี้ของพวกเราก็ยังไปช่วยมันลดให้เร็วขึ้นไปอีก

การหลั่งบ่อย อาจจะสมองฝ่อได้อีกนะครับ เพราะไตมีหน้าที่ผลิตไขกระดูกครับ (ในทางแพทย์จีน) และสมองของคนเราเนี่ย ทางแพทย์จีนเขาเรียกว่า ทะเลไขกระดูก (髓海) แปลว่ามันเป็นแหล่งไขกระดูกที่มากมายมหาศาล แล้วตอนนี้เราก็กำลังปิดโรงงานผลิตไขกระดูก แล้วต่อไปจะเอาอะไรไปเลี้ยงสมองละครับ

นี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของอาการที่จะเกิดตามมาครับ เหลือเชื่อไหมครับว่ามันส่งผลขนาดนี้ ผมก็ไม่เคยรู้เลยจนมาเรียนหมอเนี่ยแหละครับ แล้วก็อย่ามาถามว่า "แล้วทำไมคนอื่นไม่เห็นเป็นละ" เคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่า คนอื่นก็เป็นแน่ มันอยู่ที่เวลาเท่านั้นเอง เรารู้ตัวก่อน ดูแลตัวเองก่อน แล้วมาวัดกันตอนอายุมากหน่อยเถอะครับ








สรุปว่าถ้าถามผมว่าแล้วมันควรจะมีถี่แค่ไหนละ ผมก็ตอบไม่ได้ครับ แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำแล้ว ผมว่าถ้ามันไม่จำเป็นอะไร ก็ไม่ต้องทำถี่ก็ได้นี่ครับ มันจำเป็นเหรอกับการทำวันละสองครั้ง หรือเพียงวันละครั้งแต่ทุกวันเนี่ย ผมว่าสองสามครั้งต่ออาทิตย์ก็ยังมากไป แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนครับ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคู่มากกว่า ผมว่าชีวิตเรามันมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ คุณคงไม่งุ่นง่านขนาดนั้นมั้ง แล้วถึงคุณงุ่นง่านขนาดนั้น อ่านผลเสียของมันแล้วก็น่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้บ้างมั้งครับ โดยเฉพาะพวกแต่งงานใหม่ๆเนี่ยไม่ต้องขยันทำประตูขนาดนั้น เมียไม่หนีไปไหนหรอก มีน้อยๆ แต่มีนานๆน่าประทับใจกว่านะ ไม่งั้นผ่านไปหลายปีหน่อยก็หันตูดเข้าหากันนอนแล้ว

ถ้าหนูๆน้องๆเด็กๆอ่านอยู่ ก็ขอเตือนตรงนี้เลยว่า ไอ้สารจำเป็นเนี่ย เก็บไว้ใช้นานๆเถอะ ไม่จำเป็นต้องรีบเอาออกมาใช้เร็วและถี่ขนาดนี้หรอก นี่ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำนะครับ เพียงแต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องทำถี่ขนาดนั้นครับ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ไม่ควรเอาชีวิตมาแลกกับความสุขอย่างขาดสติครับ

และยังไม่จบเพียงแค่นี้ ผมจะนำข้อมูลในด้านอื่นๆ มาเสนอ อีกหลายตอนครับ

TraveLArounD


ข้อมูลจาก : เชน หยินและหยาง
http://aunlamun.exteen.com/20080223/sex






 

Create Date : 23 เมษายน 2552    
Last Update : 23 เมษายน 2552 18:27:06 น.
Counter : 19956 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 157 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.