"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
สนใจลงโฆษณา ในพื้นที่ข้างบน ติดต่อ email : nana_sara1000@ymail.com
Home Lover’s Corner นานา สาระ๑๐๐๐ นานา สารพัด พระพุทธประวัติ ภาคพิเศษ
Travel Around the World Real Estate Buyer's Guide สุขภาพกาย สุขภาพใจ Pets & Animals
ปางพระพุทธรูปตามพุทธประวัติ Horoscope 12 ราศี พระพุทธศาสนา World of Beautiful Musics

เทศกาลบ้านตุ๊กตา : The Kensington Dollshouse Festival

เทศกาลบ้านตุ๊กตา : The Kensington Dollshouse Festival

สถานที่ : Kensington Town Hall, Hornton Street, London
กำหนดเวลางาน : Christmas Festival - 3rd December 2011
Summer Festival - 11th-13th May 2012











สำหรับนักสะสม หรือคนชอบเล่นของจิ๋วแล้ว เทศกาลบ้านตุ๊กตาเคนซิงตัน นับเป็นงานใหญ่(แห่งโลกจิ๋ว) งานหนึ่งที่พลาดไม่ได้ คนที่สะสมหรือสร้างบ้านตุ๊กตาไว้แล้ว ก็สามารถมาเติมเต็มบ้านหลังน้อยๆของคุณได้อย่างไร้ขีดจำกัด
















































เทศกาลบ้านตุ๊กตาเคนซิงตัน จัดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1985 ต่อเนื่องมากว่า 25 ปีแล้ว (เดิมเป็นงาน London Dollshouse Festival) มีศิลปินและนักสร้างของจิ๋วมืออาชีพระดับสุดยอดทั่วโลก เข้าร่วมงานมากกว่า 170 ราย ของจิ๋วเหล่านี้กว่า 95 % เป็นของผลิตด้วยมือ นักท่องเที่ยวขาปจะจำจากทั่วโลก ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ต่างเจาะจงมุ่งหน้ามาชมงานนี้โดยเฉพาะ



























































ดังนั้น งานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการของจิ๋วสำหรับนักสะสมเท่านั้น แต่เป็นงานสำหรับทุกๆคน ทุกเพศ ทุกวัย ที่จะเข้ามาตื่นตา ตื่นใจ ในความมหัศจรรย์ของการสร้างสรรค์ และการประดิษฐ์ของจิ๋ว ที่วิจิตรพิสดารงานนี้














































ที่จริงจะบรรยายอย่างไร ก็สู้ดูจากภาพไม่ได้ เห็นได้ชัดเจนกว่าคำอธิบายใดๆครับ

บ้านเราเดี๋ยวนี้ การสร้างของจิ๋วก็เริ่มพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆจากพวกดินปั้น จนเดี๋ยวนี้เริ่มมีรูปแบบมากขึ้น หวังว่าสักวันคงมีคนไทยเข้าไปร่วมแสดงฝีมือกับเขาบ้าง


TraveLArounD




ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1380 กว่าเรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

ข้อมูลจาก
http://www.dollshousefestival.com/




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 22:06:19 น.
Counter : 1892 Pageviews.  

เครื่องประดับ Art Nouveau


ในบรรดารูปแบบงานศิลปนั้น Art Nouveau นับเป็นแนวศิลปที่มีความอ่่อนหวานมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของอะไร ตั้งแต่ใหญ่ๆ จนถึงเล็กๆ แล้วก็เป็นศิลปแนวที่ผมนิยมชมชอบมากเป็นพิเศษกว่าแนวอื่นๆ หนังสือเกี่ยวกับ Art Nouveau ทั้งหลายสวยจน เห็นแล้วก็อดซื้อไม่ได้


















































ความอ่อนหวาน ผสมกับความเป็นธรรมชาติ ทำให้รูปแบบของ Art Nouveau ดูได้ยาวนาน ไม่ล้าสมัย ผมเคยออกแบบไปหลายอย่าง ทั้งงาน graphic และงานตกแต่งภายใน ผ่านมาหลายสิบปี ก็ยังไม่ดูเชย (ตอนนี้ก็กำลังทำอยู่หลังหนึ่ง)





























































แต่งานที่เป็นสถาปัตยกรรมนั้น มีน้อยมาก หาดูแทบไม่ได้ บ้านเก่าๆในสมัยร.5 ก็มีเพียงไม่กี่หลัง คงเป็นเพราะไม่ได้ออกแบบง่ายๆ และคนที่จะทำก็ต้องเข้าใจในงาน และมีความอดทนต่อการก่อสร้างที่จะต้องทำอย่างพิถีพิถัน และใช้เวลานานมาก










































ยิ่งไปกว่านั้น ช่างที่มีฝีมือและเข้าใจในงานจริงๆ ก็มีน้อยมาก ทำให้งาน style นี้มีราคาแพงกว่าแบบอื่นๆ แม้กระทั่งบ้านจัดสรร ที่ทำขายกันทุกสไตล์ ก็ยังไม่มีใครหาญกล้ามาทำบ้านในสไตล์นี้ออกมาขาย




























































วันนี้นำเสนองาน Art Nouveau ที่เป็น jewelry ให้ดูกันก่อน ว่าสวยงามอ่อนหวานขนาดไหน วันหลังจะทะยอยนำงานในรูปแบบอื่นๆ มาเสนอต่อๆไปครับ






















































TraveLArounD


ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส







 

Create Date : 11 สิงหาคม 2553    
Last Update : 4 มีนาคม 2555 16:04:12 น.
Counter : 1087 Pageviews.  

คาร์ล ฟาเบอร์เช่ เจ้าแห่งงานศิลปะอัญมณี

คาร์ล ฟาเบอร์เช่ เจ้าแห่งงานศิลปะอัญมณี


Peter Carl Faberge ช่างทองและนักออกแบบอัญมณีชาวรัสเซีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1846-1920 จึงมีบทบาทสูงมากในงานออกแบบไข่อีสเตอร์ให้กับราชสำนักของรัสเซียจนชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก ระหว่างปี 1885-1916 Faberge ออกแบบไข่อีสเตอร์ให้สมาชิกราชวงศ์ของรัสเซีย รวม 50 ชิ้นด้วยกัน แต่หลังจากเหตุการณ์ ปฏิวัติรัสเซีย Russian Revolution 1917 แล้ว มีไข่อีสเตอร์ฝีมือการออกแบบของเขา เหลือรอดพ้นจากการถูกทำลายเพียง 42 ชิ้นเท่านั้น












ปีเตอร์ คาร์ล ฟาเบอร์เช่ เกิดเมื่อปีค.ศ. 1846 ในกรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ด้วยความที่ครอบครัวของเขาเป็นช่างทองตั้งแต่ในอดีต โดย พ่อของฟาเบอร์เช่ กุสตาฟ ได้มาตั้งร้านจิวเวลลี่ในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ตั้งแต่ปีค.ศ. 1842 เขาจึงได้ไปศึกษาเล่าเรียนทักษะในด้านงานช่างทองในเยอรมนี หลังจากจบการศึกษามา เขาก็เริ่มต้นนำทักษะของเขามาใช้ในงานจริง ด้วยวัยเพียง 24 ปี ฟาเบอร์เช่ ก็ได้เปิดกิจการอัญมณีในรัสเซีย ที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์กอีกครั้งในปี ค.ศ. 1870 ภายหลังจากพ่อของเขาได้เกษียณและเลิกทำกิจการไปกว่า10ปี



Coronation Egg(1897)








Memory of Azon Egg (1901)








Twelve Monograms Egg (1895)


ในการเป็นหัวเรือใหญ่ในธุรกิจ เขาได้พยายามสร้างสรรค์งานของเขาให้เทียบเท่าและสูงกว่างานของช่างอัญมณีทั่วไป หากมีเวลาว่างเมื่อไหร่เขาก็จะทุ่มเวลากับการศึกษามรดกสมบัติ ที่ล้วนมีค่าที่เก็บสะสมไว้โดยพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย ที่ฟาเบอร์เช่ได้เห็นจากแคตาล็อกประเมินราคา และการซ่อมแซมงานพวกนี้ ในที่สุดเขาก็ได้ทำธุรกิจใหม่ขึ้น โดยความช่วยเหลือจากน้องชาย ชื่ออาการ์ธอน (Agathon) เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่ของงานศิลปะอัญมณี โดยในปีค.ศ 1882 คาร์ลและน้องชายอาการ์ธอนได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่ออกมาอย่างวิจิตร โดยได้แรงบัลดาลใจจากศิลปะของรัสเซียในยุคโบราณ และผลงานชิ้นนี้ก็ถูกขายไป โดยมี Eric Kollin ช่างชาวฟินน์ อีกคนหนึ่ง ที่มีส่วนร่วมช่วยในงานของสองพี่น้องนี้ ที่จะนำไปจัดแสดงขึ้นในมอสโก พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่3 และพระมเหสีซารีน่ามาเรีย ก็ทรงได้เข้าร่วมในงานแสดงผลงานล้ำค่าของฟาเบอร์เช่ด้วย นอกจากนั้นแล้วฟาบาเช่ ยังได้ถูกเสนอได้รับเหรียญเกียรติยศ (Gold Medal at the Pan-Russian exhibition in 1882) ในฐานะที่ได้เปิดศักราชใหม่แห่งวงการศิลปะอัญมณี จักรพรรดินี Marie Feodorovna พระมเหสีของ Tsar Alexander III แห่งรัสเซียเคยทรงยกย่อง Faberge ว่า "อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคสมัย












ในเวลานั้น ผู้คนต่างหลงไหลในมูลค่าและความงามของงานอัญมณีที่ประดับด้วยโลหะมีค่าและอัญมณีหายาก ซึ่งฟาเบอร์เช่นั้นก็เข้าใจดีว่า ความคิดสร้างสรรค์ที่บรรเจิดและฝีมือช่างที่ดี จะนำไปสู่การสร้างเงินและมูลค่าของงานที่มหาศาล ในบรรดาเหล่าช่างทอง ฟาเบอร์เช่กลายเป็นชื่อที่ผู้คนสนใจเป็นอันดับแรกๆ นอกจากนั้นเขายังได้จ้าง มิคาอิล เพอร์ชิน (Michael Perchin) ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องทองและเครื่องเคลือบ มาช่วยแนะนำวิธีการเพิ่มเติม ด้วยความใส่ใจและการทดลองวิธีการในงานศิลป์ และเขายังร่วมกันศึกษาทดลองจำลองเทคนิคงานในศิลปะรัสเซียช่วงต้น และเขาก็ได้รับความสำเร็จ ถึงขนาดที่พระเจ้าซาร์ ไม่สามารถตัดสินพระทัย แยกแยะได้ ว่างานกล่องบรรจุยานัตถุ์ ระหว่างชิ้นต้นแบบ กับชิ้นที่เลียนแบบ ที่ฟาเบอร์เช่สร้างขึ้นนั้น อันไหนเป็นของจริง และในที่สุดฟาเบอร์เช่ ก็กลายเป็นช่างของราชสำนักโรมานอฟ โดยความไว้วางพระทัยของพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่3 ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19




























โรงงาน (Workshop) ของฟาเบอร์เช่นั้น ก็ล้วนเต็มไปด้วยช่างทองและช่างอัญมณีที่มีฝีมือดีสุด เท่าที่หาได้ในเวลานั้น ฟาเบอร์เช่ไม่ได้ทำเพียงแค่พวกงานไข่อีสเตอร์ ที่เป็นตัวสร้างชื่อเสียงแก่ชื่อผลิตภัณฑ์ของเขาเท่านั้น ธุรกิจของเขายังแยกออกเป็นแผนกงานย่อยๆ อีกหลายอย่างเช่น เครื่องโต๊ะเงิน อัญมณีประดับ ของกระจุกกระจิกเล็กๆสไตล์ยุโรป งานแกะสลักสไตล์รัสเซีย ฯลฯ โดยงานอัญมณีของฟาเบอร์เช่นั้น ก็ได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรหรูหรา ประดับด้วยสิ่งมีค่าและสิ่งที่มีค่าค่อนข้างสูงอย่าง ทอง เงิน มาลาไคต์ ลาพิซลาซูลี และเพชร โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะในการตกแต่งสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ศิลปะแบบคลาสสิค เรอเนสซองค์ บารอค โรโคโค และ อาร์ทนูโว รวมทั้งอิทธิพลจากศิลปะของรัสเซียด้วย ซึ่งลวดลายในงานของฟาเบอร์เช่ จะแบ่งออกเป็นทั้งกลุ่มลวดลายดอกไม้ กลุ่มลวดลายสลัก และกลุ่มลวดลายสัตว์








































นอกจากนั้นแล้ว ผลงานเลื่องชื่ออย่างไข่อีสเตอร์ ก็เป็นที่หมายปองของเหล่างราชวงศ์โรมานอฟ รวมทั้งราชวงศ์ในยุโรป และเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ทรงเสด็จเยือนรัสเซีย ก็มีงานของฟาเบอร์เช่หลายชิ้น รวมถึงพระพุทธรูปหยกด้วย ฟาเบอร์เช่ ยังมีผู้ช่วยเป็นช่างระดับชั้นครูอย่างมิคาอิล เพอร์ชิน (Michael Perchin) และเฮนริค วิคสโตรม (Henrik Wigström) มารับผิดชอบด้วย โดยตัวงานของฟาเบอร์เช่ที่รับผิดชอบโดยมิคาอิล เพอร์ชิน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1886 จนถึงค.ศ. 1903 จะได้รับการประทับตรา MP ส่วนงานที่รับผิดชอบโดย เฮนริค วิคสโตรม จะได้รับการประทับตรา HW ในตัวงานเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางชิ้นในงานไข่อีสเตอร์ที่ไม่ได้รับการประทับตรา


กิจการของฟาเบอร์เช่นั้นเติบโตเป็นอย่างมาก และขยายไปอย่างรวดเร็ว จากสาขาเดียวที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ก็ขยายไปยังมอสโกในปีค.ศ. 1887 และขยายกิจการไปยังเมืองเคียฟ โอเดซซา และลอนดอนในปีค.ศ. 1906 แต่ผลงานที่งดงามราวกับเสกด้วยเวทมนตร์ ก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุด พร้อมกับการระเบิดขึ้น ของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 การสละพระราชบัลลังก์ของซาร์ และการปฏิวัติ Russian Revolution ในปี 1917 ตลอดจนการปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ และพระราชวงศ์ของพระองค์





































หลังจากการปฏิวัติแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย คือ บอลเชวิค (Bolshevik) ได้เข้ายึดไข่อีสเตอร์เอาไว้ทั้งหมด และนำออกขายในต่างประเทศรวม 40 ชิ้นด้วยกัน ทำให้ผลงานดังกล่าว กระจัดกระจายไปทั่วโลก และปรากฏให้เห็นตามพิพิธภัณฑ์หรือในครอบครองของนักสะสมทั่วไป ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1918 ฟาเบอร์เช่ ได้ลี้ภัยออกไปยังฟินน์แลนด์ โดยการช่วยเหลือของคนในสถานทูตอังกฤษ และย้ายมาสู่เมืองวีสบาเดน ในเยอรมนี ในปีค.ศ. 1920 ในปีเดียวกันนั้นเอง


ปีเตอร์ คาร์ล ฟาเบอร์เช่ ได้เสียชีวิตลง ด้วยวัย 74 ปี ที่เมืองลูเซินท์ ในสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาภายหลัง ศพของเขาได้ฝังไว้เคียงข้างออกุสตา อกาธอน ฟาเบอร์เช่ (Augusta Agathon Faberge) ภรรยาอันเป็นที่รัก ที่หนีรอดออกมาจากสหภาพโซเวียตได้ในปี 1928 โดยฝังไว้ที่ Cimetière du Grand Jas ที่เมืองคาร์ล ในฝรั่งเศส


อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรและฝีมือการออกแบบไข่อีสเตอร์ได้อย่างวิจิตร สวยงาม และหรูเลิศของ Faberge หา ได้ล่มสลายไปตามกาลเวลาไม่ แถมยังอยู่ยงคงกระพันให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและศึกษา


TraveLArounD



ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ กว่า 1400 เรื่องแล้ว

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส

เรียบเรียงจาก
นิตยสารผู้จัดการ - มีนาคม 2549
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=46037
hijirujung
http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=502641




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2554 20:06:35 น.
Counter : 1580 Pageviews.  

หุ่นจำลอง ของจิ๋ว

หุ่นจำลอง ของจิ๋ว


หุ่นจำลอง ของจิ๋ว เป็นของเล่นที่ชาวยุโรป เขาทำกันมานานแล้ว ในเมืองไทย มีเล่น หรือเก็บสะสมกัน เป็น 100 กว่าปีมาแล้ว แต่ยังเล่นกันในวงแคบๆ ในรั้วในวังเท่านั้น







































































































ในปัจจุบัน ไม่กี่ปีมานี้ ไทยเราเริ่มปั้นของจิ๋วมาเล่นกัน เป็นประเภทดิน และก็เริ่มนิยมเล่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ จะออกไปในแนวไทยๆ แนววิถีชีวิตชาวบ้าน ร้าน ตลาด เสียเป็นส่วนใหญ่





















































ส่วนที่นำมาให้ชมนี่ เขาจำลองพวกบ้านพักอาศัย และราชวัง ที่วิจิตรพิสดารมาก ใครเห็นแล้ว ไม่ทึ่ง ไม่ได้นะ.....จะบอกให้ !!!

TraveLArounD




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2552    
Last Update : 30 มิถุนายน 2552 11:25:10 น.
Counter : 4343 Pageviews.  

วิวัฒนาการของการทอผ้าใน ประเทศไทย และเครื่องมือโบราณ “ไนกับระวิง”

วิวัฒนาการของการทอผ้าใน ประเทศไทย
และเครื่องมือโบราณ “ไนกับระวิง”

แม้ว่าเราจะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมาใช้อธิบายเรื่องจุดกำเนิดของการทอผ้าในประเทศไทยก็ตาม แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การทอผ้าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ในสมัยโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้รู้จัก ทำขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำเช่นที่ เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี อายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว มีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง เช่น ควาย และสุนัข แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้นดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่า จะใช้หนังสัตว์ หรือผ้าหยาบๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบๆสะโพก บนศีรษะประดับด้วยขนนก

จากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่พบ บริเวณถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ปีมาแล้ว พบว่ามีการตกแต่งด้วยรอยเชือก และรอยตาข่ายทาบ ทำให้เราสันนิษฐานว่า มนุษย์น่าจะรู้จักทำเชือกและตาข่ายก่อน โดยนำพืชที่มีใยมาฟั่นให้เป็นเชือก แล้วนำเชือกมาผูก หรือถักเป็นตาข่าย จากการถักก็พัฒนาขึ้นมาเป็นการทอด้วยเทคนิคง่ายๆ แบบการจักสานคือนำเชือกมาผูกกับไม้หรือยึดไว้ให้ด้ายเส้นยืนแล้วนำเลือกอีกเส้นหนึ่งมาพุ่งขัดกับด้ายเส้นยืน เกิดเป็นผืนผ้าหยาบๆขึ้น เหมือนการขัดกระดาษหรือการจักสาน เกิดเป็นผ้ากระสอบ แบบหยาบๆ

เราพบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีที่บริเวณบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เช่น พบกำไล สำริด ซึ่งมีสนิม และมีเศษผ้าติดอยู่กับคราบสนิม นั้น นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สนิมเป็นตัวกัดกร่อนโลหะ ซึ่งเป็นอนินทรียวัตถุ แต่กลับเป็นตัวอนุรักษ์ผ้าซึ่งเป็นอินทรียวัตถุไว้ ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ที่แหล่งบ้านเชียงนี้ เรายังพบ แวดินเผาซึ่งเป็นอุปกรณ์การปั่นด้ายแบบง่ายๆ และพบลูกกลิ้งแกะลายสำหรับใช้ทำลวดลายบนผ้าเป็นจำนวนมาก จึงทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่า มนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเชียงเมื่อ ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว รู้จักการปั่นด้าย ทอผ้า ย้อมสี และพิมพ์ลวดลายลงบนผ้าอีกด้วย








ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้านโดยทั่วไปมีอยู่สองลักษณะคือ ผ้าพื้นและผ้าลาย ผ้าพื้นได้แก่ ผ้าที่ทอเป็นสีพื้นธรรมดาไม่มีลวดลาย ใช้สีตามความนิยม ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอกันคือ สีน้ำเงิน สีกรมท่าและสีเทา ส่วนผ้าลายนั้นเป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายหรือดอกดวงเพิ่มขึ้นเพื่อความงดงาม มีชื่อเรียกเฉพาะตามวิธี เช่น ถ้าใช้ทอ (เป็นลายหรือดอก) ก็เรียกว่าผ้ายก ถ้าทอด้วยเส้นด้ายคนละสีกับสีพื้น เป็นลายขวาง และตาหมากรุกเรียกว่า ลายตาโถง ถ้าใช้เขียน หรือพิมพ์จากแท่งแม่พิมพ์โดยใช้มือกด ก็เรียกว่า ผ้าพิมพ์ หรือผ้าลายอย่าง ซึ่งเป็นผ้าพิมพ์ลาย ที่คนไทยเขียนลวดลายเป็นตัวอย่างส่งไปพิมพ์ ที่ต่างประเทศ เช่น อินเดีย

ผ้าเขียนลายส่วนมากเขียนลายทอง แต่เดิมชาวบ้านรู้จักทอแต่ผ้าพื้น (คือผ้าทอพื้นเรียบไม่ยกดอกและมีลวดลาย) ส่วนผ้าลาย (หรือผ้ายก) นั้น เพิ่งมารู้จักทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือสมัยอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าได้แบบอย่างการทอมาจากแขกเมืองไทรบุรี ซึ่งถูกเจ้าเมืองนครกวาดต้อนมา เมื่อครั้งที่เมืองไทรบุรีคิดขบถ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๔

อย่างไรก็ตาม ผ้าทั้งสองประเภทนี้ใช้วิธีการทอด้วยกันทั้งสิ้น วัสดุที่นิยมนำมาใช้ทอคือ ฝ้าย ไหมและขนสัตว์ (แต่ส่วนมากจะใช้ฝ้ายและไหม) ชาวบ้านจะปลูกฝ้ายเป็นพืชไร่และเลี้ยงไหมกัน ฤดูที่ปลูกฝ้ายกันคือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกินเวลาถึง ๖ เดือน ต้นฝ้ายจึงจะแก่ เมื่อเก็บฝ้ายมาแล้ว จึงนำมาปั่นและกรอให้เป็นเส้น ม้วนเป็นหลอด เพื่อที่จะนำไปเข้าหูกสำหรับทอต่อไป ชาวบ้านรู้จักทอผ้าขึ้นใช้เอง หรือสำหรับแลกเปลี่ยนกับเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจะต้องใช้ภายในครอบครัว การทอนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว ไม่มีใครทราบว่ามีมาแต่เมื่อไร และได้แบบอย่างมาจากใคร ถ้าจะพิจารณาดูตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ในสมัยศรีวิชัย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓) ชาวบ้านคงรู้จักการทอผ้าแล้ว เพราะว่าในสมัยนั้น เป็นสมัยที่ได้มีการติดต่อการค้าและรับเอาศิลปะและวัฒนธรรมมาจากชนชาติที่เจริญกว่า เช่น จีน อินเดีย อาหรับ และเปอร์เซีย ชนต่างชาติดังกล่าวคงได้มาถ่ายทอดไป
















การทอผ้านี้มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ หลักการและวิธีการนั้นคล้ายคลึงกันทั้งหมด แต่อาจมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันบ้าง การทอนี้ทำด้วยมือโดยตลอด ใช้เครื่องมือเครื่องใช้แบบง่ายๆ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและความประณีต นับตั้งแต่การเตรียมเส้น การย้อมสี และการทอเป็นผืน

เครื่องมือทอผ้าเรียกว่า "กี่" มี ๒ ชนิด คือ กี่ยก กับกี่ฝัง กี่ยกเป็นเครื่องมือที่ยกเคลื่อนที่ได้ ใช้ตั้งบนพื้นถอดและประกอบได้ง่าย ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีขนาดเท่ากับกี่ฝัง แต่ทำตั้งสูงกว่า เพื่อให้เท้าถีบกระตุกด้ายในเวลาทอผ้า สะดวกไม่ติดพื้น ส่วนกี่ฝังคือเครื่องทอผ้าที่ใช้เสาปักฝังลงดินยึดอยู่กับที่ เคลื่อนย้ายไม่ได้สร้างกันไว้ตามใต้ถุนบ้าน เป็นเครื่องทอผ้าชนิด ที่นิยมใช้กันมาก

การทอผ้าที่ชาวบ้านทำกันนั้นต้องอาศัยความจำและความชำนาญเป็นหลัก เพราะไม่มีเขียนบอกไว้เป็นตำรา นอกจากนี้แล้วยังพยายามรักษารูปแบบและวิธีการเอาไว้อย่างเคร่งครัด จึงนับว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมแขนงนี้ไว้อีกด้วย













ผ้าพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมี ๒ ประเภท คือ
๑. ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเรียกกันว่าผ้าพื้นนั้น ไม่มีความประณีตและสวยงามเท่าใดนัก แต่มีความทนทาน ทอขึ้นอย่างง่ายๆ มีสีและ ลวดลายบ้าง เช่น ผ้าพื้น ผ้าตาโถง ผ้าโสร่ง ผ้าแถบ ผ้าซิ่น และผ้าขาวม้า ซึ่งชาวบ้านนิยมใช้ติดตัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๔๔ แห่งแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พ.ศ. ๑๙๑๖)
๒. ผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่างๆ เช่น ทำบุญ ฟ้อนรำ แต่งงานหรือเทศกาลต่างๆ ในสังคมไทยสมัยก่อน ถือว่าการทอผ้าเป็นงานของผู้หญิง เพราะต้องใช้ความประณีตและละเอียดอ่อน ใช้เวลานานกว่าจะทอผ้าชนิดนี้เสร็จ แต่ละผืน ผู้หญิง ซึ่งในสมัยนั้นต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอยู่แล้ว จึงมีโอกาสทอผ้ามากกว่าผู้ชาย อีกประการหนึ่ง ค่านิยมของสมัยนั้น ยกย่องผู้หญิงที่ทอผ้าเก่ง เพราะเมื่อโตเป็นสาวแล้วจะต้องแต่งงานมีครอบครัวไปนั้น ผู้หญิงจะต้องเตรียมผ้าผ่อนสำหรับออกเรือน ถ้าผู้หญิงคนใดทอผ้าไม่เป็นหรือไม่เก่งก็จะถูกตำหนิ ชายหนุ่มจะไม่สนใจ เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นแม่บ้าน เมื่อมีงานเทศกาลสำคัญต่างๆ ชาวบ้านจะพากันแต่งตัวด้วยผ้าทอเป็นพิเศษไปอวดประชันกัน ผ้าชนิดนี้จะทอขึ้นด้วยฝีมือประณีตเช่นเดียวกัน มีสีสัน และลวดลาย ดอกดวงงดงามเป็นพิเศษ ผ้าบางผืนจะทอกันเป็นเวลาแรมปีด้วยใจรักและศรัทธา เช่น ผ้าลายจก ผ้าตีนจก ผ้าตาด ผ้ายก และผ้าปูม เป็นต้น

ดังกล่าวแล้วว่าการทอผ้านั้นมีอยู่ทุกภาคของประเทศ แต่ละภาคจะมีจังหวัดที่มีความเด่นเป็นพิเศษในการทอผ้า คือ
ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่
ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ จังหวัด สระบุรี จังหวัดชลบุรี
จังหวัดราชบุรี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย
จังหวัดขอนแก่น
ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดสงขลา























เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทอผ้าแบ่งเป็น 2 ประเภท เครื่องมือสำหรับเตรียมด้ายหรือไหม และเครื่องทอผ้าหรือกี่
1. เครื่องมือสำหรับเตรียมด้ายหรือไหม ได้แก่
1.1 ไน เป็นเครื่องมือสำหรับกรอเส้นด้ายเข้าหลอด มีลักษณะเป็นวงล้อเส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 72 ซ.ม. ทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย ปัจจุบันใช้ล้อรถจักรยานที่ถอดยางออกแทน
1.2 ดอกวิง หรือดอกสวิง เป็นเครื่องปั่นด้าย รูปร่างคล้ายวงล้อ ทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่ ใช้คู่กับไน เมื่อต้องการกรอด้ายหรือไหม ยืนหรือด้ายพุ่งเข้าหลอด

ไนกับระวิง เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ควบคู่กัน "ไน" บางทีเรียก "เผี่ยน" ที่รู้จักทั่วไปเรียกว่า "หลา" ส่วน "ระวิง" รู้จักกันทั่วไปว่า "กง" ใช้สำหรับปั่นด้ายเข้าหลอด

1.3 หลอดค้นหรือลูกค้น คือหลอดด้ายที่ทำด้วยไม้หรือพลาสติก ใช้สำหรับม้วนด้าย ยาวประมาณ 6 ซ.ม. แกนของหลอดจะต้องเป็นรูกลวง
1.4 รางค้น คือราวสำหรับใส่หลอดค้น เมื่อต้องการค้นด้ายยืน มีลักษณะเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า
1.5 หลักค้น หรือคราด คือหลักที่ใช้คล้องด้ายยืน ตอนที่ค้นด้ายหรือไหมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสาวไหม จัดเส้นไหมหรือด้ายให้เป็นระเบียบและใช้คล้องด้ายยืนที่เก็บจัดกันเสร็จแล้ว หลักค้นยังใช้คำนวณความยาวของเส้นด้ายที่จะใช้ทอผ้า หลักค้นทำด้วยไม้ลักษณะคล้ายคราด
1.6 ตะขอเกี่ยวด้ายเข้าฟืม
1.7 เครื่องรองตอนเข้าฟืม
1.8 ไม้นัด ใช้ก่อเขาหูก
1.9 ไม้ขัดด้าย หรือไม้ค้ำ
1.10 เครื่องม้วนด้าย
1.11 ลูกหัดหรือระหัด เพื่อส่งด้ายเวลาทอ

2. เครื่องมือทอผ้า หรือกี่ หรือโหก ในภาษาถิ่น การทอผ้าเกาะยอจะใช้กี่กระตุก ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้
2.1 โครงกี่ ประกอบด้วยเสาสี่ต้น มีราวกี่ขนาบทั้งสี่ด้าน ทั้งด้านบนด้านล่าง เพื่อให้แข็งแรงยิ่งขึ้น โครงกี่แต่ละโครงจะมีขนาดไม่แน่นอน โดยประมาณจะกว้าง 1.20 – 1.50 เมตร ยาว 2.50 – 3.00 เมตร สูง 1.20 – 1.50 เมตร
2.2 ฟืมหรือฟันหวี เป็นส่วนที่ใช้กระทบให้ด้ายที่ทอแน่นเข้า ใช้โลหะทำเป็นซี่เล็กๆ ห่างกันตามความต้องการ แต่ละช่องจะใช้สอดด้ายยืนเข้าไปหนึ่งเส้น เป็นการจัดด้ายยืนให้ห่างกันตามความละเอียดของผ้า ตัวฟืมส่วนใหญ่ยังทำด้วยไม้
2.3 เขาหูกหรือตะกอ คือเชือกที่ร้อยคล้องเส้นยืนเพื่อแบ่งเส้นยืนออกเป็นหมวดหมู่ตามที่ต้องการ เมื่อยกเขาหูกหรือตะกอขึ้นจะดึงเส้นไหมยืนเปิดเป็นช่อง สามารถพุ่งกระสวยเข้าไปให้ไหมพุ่งสานขัดกับไหมยืนได้
2.4 กระสวย เป็นไม้รูปเรียวที่ปลายทั้งสองข้าง ตรงกลางใหญ่และเป็นร่องสำหรับใส่หลอดด้าย ใช้สำหรับพุ่งสอดไปในระหว่างช่องการทอผ้า หลังจากที่เหยียบคานเหยียบให้เขาหูกแยกเส้นด้ายยืนแล้ว
2.5 ไม้แกนม้วนผ้า หรือพั้นรับผ้า คือไม้ที่ใช้ม้วนผ้าที่ทอแล้วไว้อีกส่วนหนึ่ง มีความยาวเท่ากับกี่หรือเท่ากับความกว้างของผ้า


ข้อมูลจาก
ผ้าจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย กองโบราณคดี กรมศิลปากร
http://arc.skru.ac.th/kohyor/instrument.html&h=300&w=400&sz=134&hl=th




 

Create Date : 17 มีนาคม 2552    
Last Update : 17 มีนาคม 2552 14:17:05 น.
Counter : 4777 Pageviews.  

1  2  3  

travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 157 คน [?]





ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน ท่านที่จะถามคำถาม หรือติดต่อเรื่องบทความ ได้ทาง Email :- d_sign_place@yahoo.com ครับ


เรื่องต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือ http://www.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ TraveLArounD ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วนบทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
: Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย



มรดก ฉบับที่ 1

มรดก ฉบับที่ 2

มรดก ฉบับที่ 3

มรดก ฉบับที่ 4

มรดก ฉบับที่ 5

มรดก ฉบับที่ 6

มรดก ฉบับที่ 7

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com



New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.