ซัวซไดย ขแมร์ ตอนที่ 5 อาทิตย์ลับฟ้าที่พนมบาแค็ง......เริงราตรีที่ Night Market
            ร่างจะหลุด....ก้าวขาไม่ออก บักฮอมน้อย แว๊นบอย กำลังโบกไม้โบกมือเรียก "สก็อยเกิร์ล" อย่างเราอยู่ลิบๆ บริการประทับจิต...มิตรประทับใจจริงๆ  ต่างด้าว 3 คนแทบจะคลานขึ้นรถ ยิ่งกว่าเดินทางไกลของลูกเสือสามัญซะอีก และอุณหภูมิที่พุ่งทะยานปรอทจะแตก คาดว่าคงมากกว่า 40 องศา เล่นทำเอาหน้ามืด (นิฉันแก่แล้วจริงๆเหรอ??) ระหว่างกำลังลากร่างขึ้นประทับแว๊นเกวียน บังฮอมน้อยก็เริ่มบทสนทนา ที่แปลเป็นไทยสไตล์ได้ความว่า

ฮอมน้อย : เป็นยังไงเดินทั่วไหม...
นุช :  ไม่ทั่ว...เยอะ....ร้อน.....เหนื่อย
ฮอมน้อยยกกระติกน้ำแข็งที่แช่น้ำเปล่าขึ้นมาให้
ฮอมน้อย : พี่ๆ น้ำ.....ฟรีๆ ดื่มเลยยย
ต่างด้าว 3 ตัว นั่งฟินบนเกวียน ยกน้ำเย็นดื่มชื่นใจ โอ้วววว สวรรค์.......
ฮอมน้อย : ป่ะ จะพาไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ปราสาทพนมบาแค็ง
พั้นช์ : ไกลไหม
ฮอมน้อย : ไม่ไกลๆ แถวนครวัด แต่ต้องเดินขึ้นไปนะ
พั้นช์ : ไกลไหม  (ที่ย้ำคำถามเนี้ย...คือกุจะเสียชีวิตแล้ว...กรุเหนื่อยยยย)
ฮอมน้อย : ไม่ไกลๆ นิดเดียวววว
พั้นช์ : เครๆ พร้อมแล้ว

แว๊นเกวียนสุดแซ่บก็เคลื่อนตัวไปยังตีนปราสาทพนมบาแค็ง นุขชี่ก็สละทุกอย่างไว้บนรถ ทั้งเสื้อกระเป๋ากล้อง ณ จุดนี้ไม่พร้อมมีภาระ ลำพังตัวเองก็เป็นภาระแข้งขาเหลือเกิน และที่สำคัญคนเยอะมากกก ยังกับแจกตั๋วฟรีหน้าโรงหนัง





          แหม่มมม เดินไปถึงตีนเขาถึงกับเบรกเอี๊ยดดด อิพี่ตรวจบัตร.....อิน้องลืมไว้ในกระเป๋า โน้นบักฮอมน้อยไปไกลลิบๆอีกแล้วววว ต้องเดินกลับไปเอาบัตรเยี่ยมเมืองอีกกรุ (เสียงพี่อู๋แทรกมาในความคิด....ที่จริงกรุเป็นคนเดินไปเอาบัตรเอ็งที่รถบักฮอมน้อยนะ!) และที่สำคัญ....เสื้อกล้ามพี่ ไม่ผ่าน! ต้องแต่งตัวให้มิดชิด.......คือกรุเพิ่งถอดเสื้อตัดอ้อยกรุไว้บนรถเองนะ และที่สำคัญกว่านั้นพี่อู๋เดินกลับมาแล้ว ถ้าให้ไปอีกรอบ น้องคงถูกฝังไว้ตีนเขาเป็นแน่แท้  โชคดีมีผ้าพันคอยัยพั้นช์ช่วยชีวิตเลยไม่ต้องเดินกลับไปอีกรอบ





          บัตรศักดิ์สิทธิ์........บัตรเดียวผ่านได้ทุกที่ ก็ใช่ซี! เสียไป 40 เหรียญ กระจอกที่ไหนบอกเลย ไปไป....ไปดูพระอาทิตย์ตกได้แล้ว ไม่ไกลเลยบักฮอมน้อย...1.5 กิโล ไปกลับ 3 โล เริ่ดคะเริ่ดดด พอเดินขึ้นถึง เหงยหน้าไปมองทางขึ้นฐานปราสาท....ไว้อาลัยให้ตัวเอง 3 นาที ปฎิบัติ! คือไม่มีสิทธิ์ถอยแล้วโมเมนท์นี้





            ประชากรที่มารอชมอาทิตย์อัสดงหนาแน่นมาก แทบไม่มีที่จะยืน แดดยามเย็น.....มันก็ร้อนแบบเผากันชัดๆ "กรุมาทำอัลไลบนนี้ มาทำม่ายยย" จิตตกหลังขึ้นมาเห็นสภาพที่แออัดยังกะปลากระป๋องรอเปิดฝา จะได้ไปนอนในจาน เหนื่อย...ล้า...ร้อน...คนเยอะ.....สรุป ไม่ฟิน ไม่มีอารมณ์เดินดูด้วย....ขอพื้นที่เล็กๆให้ต่างด้าว 3 คนได้นั่งมั้งจะได้ไหมมม น้ำตาไหลพรากกกก





           และก็ถึงคราวสะเทือนอารมณ์....พี่หาที่นั่งหย่อนก้นกันได้สักแปร๊บ มนุษย์ป้าท่านหนึ่ง จากการคาดคะเนทางสายตา ท่านอิมพอร์ทมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ชัวร์! ไม่ต้องสืบ! นางเดินมาและหยุดยืนตรงที่เดี้ยนนั่ง ไม่อยากจะบอกว่า "คุณป้าคะ...คือจะเอาสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ชี้หน้าหนูอีกนานไหมคะ...."   "ลมอย่าพัดแรงนะตอนนี้ เพราะฉันใจคอไม่ดี..." ฮัมเพลงบัว ชมพู ฟอร์ด กันเบาๆ พี่ยังไม่อยากได้กลิ่น สเมลเวลคัม...กว่านางจะรู้ตัว พี่ก็ลุ้นแทบแย่ เกรงว่าแกจะเอาสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ากระแทรกหน้าพี่แล้วเดินผ่านไป...เชดดดดดด กรุย้ายที่แระ





             เพลิดเพลินนั่งชมฝูงประชากร รออาทิตย์อัสดัง สักพักเจ้าหน้าที่จะมาเว้นคืนที่นั่งกันเบาๆ No...No...No Can not sit here!... Don't touch!...Don't stand in this area! โอ้ยยยย พ่อคุณ เยอะไปไหน ประชากรกี่ร้อยคน พื้นที่เท่าติ่งมดยืน ถ้าพี่จะห้ามขนาดนี้ พี่ควรจำกัดการขึ้นชมต่อวันนะ คือพี่ไล่ที่กันแบบนี้กะให้ขี่คอซ้อนสาม ยืนชมอาทิตย์ตกดินกันเลยรึไง?? ต่างด้าวฟอร์มไทยแลนด์อย่างเราก็ ทำตามเค้าบอก ยืนได้ก็ยืน เค้าไม่ให้ยืนก็ย้ายที่ แต่......มนุษย์ทำมึนก็มีเยอะบอกเลย แกล้งไม่สนใจแมร่ง...ก็กรุจะนั่ง...ทำเป็นฟังไม่เข้าใจก็มี โอ้วววเยอะ เจ้าหน้าที่บอกห้ามขึ้นไปยืน กลัวที่ไหน ขึ้นไปยืนพร้อมโพสท่าถ่ายรูปจร้า เอาเข้าไป....เวียนเศียรกันเลยทีเดียว





           นั่งไปนั่งมา เหลือบไปเห็น เอ๊ะๆ นั้นแฟชั่นอัลไล.....อ่อ ขแมร์บอยสไตล์นี้เอง เมื่อเช้าเพิ่งดูทีวีเขมรมา โอ้ววว เค้ากำลังฮิตกางเกงยีนส์กับรองเท้ากันนิน่า แต่แม่น้องนางคนนั้น....คืออะไร ถุงเท้า...เสื้อกันหนาว...เสื้อยีนส์....ผ้าพันคอไหมพรหม อยากจะเดินเข้าไปถามว่า "ไม่ร้อนเหรอคะ" แค่เห็นก็จักกะแร้เปียกแล้วอ่ะ พอๆ อย่าเผือกเรื่องชาวบ้านให้มันมากนัก....เด๋วจบไม่สวย





          สุดท้ายเหมือนคนทนพิษฝูงชนไม่ไหว ขอล่าถอยไปกินข้าวก่อนอาทิตย์อัสดง ไม่ดงไม่ดูมันแล้ว ไม่ตกซักที ประเด็นหลักคือ ไม่ว่าจะมุมไหน ก็ไม่สามารถหาภาพถ่ายที่สวยงามไม่ติดฝูงประชากรลิงได้ นอกจากพี่จะยกกล้องชี้ฟ้า รับรองไม่มีคนติดมาแน่ๆ ถะ...ถะ...ถุยยยย เมิงก็กล้าคิดเนอะ  พอเถอะ....หมดแรงพยายามที่จะหามุม หนีไป Night Market ดีฟ่า บะบายปราสาทพนมบาแค็ง..............





          ล่าถอยลงดอยด้วยความไวแสง เพราะเสียงกระเพาะบีบตัว กลับโรงแรมด่วนนนน ขออาบน้ำก่อนเลยดอกแรก ไม่ไหวจะเคลียร์กลิ่นจุกกุแร้เปียกเนี้ย ก็อาศัยบักฮอมน้อยอีกเช่นเคย แต่เมื่อมันนอกเหนือเวลา ก็ต้องจ่ายค่ารถกันไป ประมาณ 1.5 เหรียญ จากที่พักไปไนท์มาร์เก็ต แอบแพงเบาๆ เพราะมันไม่ได้ไกลเลย ขากลับเลย เดินกลับกันซะเลย ชิวๆเดินชมเมือง กลับบ้านหลังเป็นตาย





          สำหรับเมืองเสียมราฐ ถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นักท่องเที่ยวทั่วบ้านทั่วเมือง จึงไม่มีปัญหาที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แต่สิ่งที่เรียนรู้ได้จากเมืองนี้คือ ทุกครั้งที่เรียกเก็บค่าอาหาร ต้องตรวจเช็ครายการสินค้าให้ดี อยู่มา 3 วันโดน ทุกมื้อ ย้ำว่าทุกมื้อ คือพี่จะเนียนเมนูอื่นมาใส่...คิดราคาผิด (บวกเลขผิด) หรือแม้แต่น้ำเปล่า ขวดตั้งกันทนโท่ พี่มองเป็นขวดเบียร์.....คืออัลไล เพลียจิต





          สุดท้าย และท้ายสุดของวันนี้ ว่าด้วยเรื่องของอาหาร คือ ไม่ค่อยถูกปากสักเท่าไร ทั้งรสชาติและวัตถุดิบ แต่เข้าใจว่าเป็นแนวบ้านเค้า เค้าว่าอร่อยก็ต้องอร่อย เพราะเราไม่รู้ว่าอร่อยของเค้า คือ แบบไหน....ทำใจ ซึ่งเมนูปลาอะไรสักอย่าง เหมือนปลานึ่งมะนาวบ้านเรา รสชาติไปทางหวาน ไม่แซ่บ ไม่เผ็ด ไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม แต่หวานเต็ม (คือปากต่างด้าวนิก็ไทยจ๋าเหลือเกิน) พี่เลยขอตัวช่วยคือ "น้ำปลา" แท่น..แท๊น..แท๊นนนน กรุเกือบไตวาย ดีนะไม่เมา เห็นฝาขวดซะก่อน สาบานนี้คือฝาน้ำปลาที่เขมร.......
         สำหรับไนท์มาร์เก็ตก็รวมทุกอย่าง ร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านไอติม ร้านชา กาแฟ มีทุกอย่าง เรียกว่าใจกลางเสียมราฐยามค่ำคืนเลยดีกว่า ร้านขายของก็เหมือนไนท์บาร์ซ่าร์บ้านเรา คือ ขายมันเหมือนๆกันทุกร้าน หรือเว้นช่วงสลับร้านกันไป โดยร่วมก็เฉยๆสำหรับร้านขายของ กระเป๋าหลุยส์ก็อปก็เกลื่อนกลาด คือไม่ค่อยต่างจากเชียงรายสักเท่าไรเลยเฉยๆกับของแบรนด์เนมก็อป แต่ก็มีกระเป๋า deuter made in Cambodia แอบถูกกว่าที่ช็อปไทยซะอีก.....
        ก่อนกลับไปนอน พี่ขอนอนนวดชิวๆกันจักหน่อย ร้านนวดแซ่บจริงอะไรจริง ขแมร์บอยใส่เสื้อกล้ามกะกางเกงเลย์ ซี๊ดซ๊าดน้ำลายไหล 555+ 





แซ่บทั้งคนนวด และคนถูกนวด.....Smiley



Create Date : 27 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 8 ธันวาคม 2557 16:35:18 น.
Counter : 186 Pageviews.

0 comment
ซัวซไดย ขแมร์ ตอนที่ 4 ขาขวิดในนครธม




          ขอแนบแผนที่สิ่งก่อสร้างในเขตนครธมกันอีกครั้ง (ขอได้รับความขอบคุณจากสำนักงานอุทยานการเรียนรู้) เราผ่านจุดหลักที่ใหญ่ที่สุดกันไปแล้ว คือ บายน ต่อไปคือ Baphuon หรือ คนไทยเรียกว่า ปราสาทบาปวน (จุดสีชมพูนะครัช)
          ปราสาทบาปวน เป็นศาสนสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์ ที่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ โปรดให้สร้างขึ้นประจำราชธานี มีรูปแบบศิลปะจัดอยู่ในแบบบาปวน อายุราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แผนผังปราสาททั้งหมดมีระเบียบได้สัดส่วนงดงาม ประกอบด้วยปราสาทหลังเดียวตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ แต่ปราสาทที่ตั้งอยู่บนฐานชั้นบนสุดพังทลายลงเหลือเพียงส่วนฐานเท่านั้น





" เธอเห็นท้องฟ้านั้นไหม...ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ...." แสรดดดด แม้ว่าด้านข้างจะดูร่มรื่น แต่ทางเดินที่ทอดยาวนั้นไม่ได้ร่มรื่นเลย ร้อนมากกก....นี้กี่โมงแล้วนะ ห๊ะ...4 โมงงง ร้อนไปไหน ลม..นิ่งสนิท หึหึ พี่ขอพักแปร๊บบบบบ พี่ไม่พร้อม ถ้าจะร้อนให้พี่ท้าแดดขนาดนี้ ขอแปร๊บบบ....โฉมเอย...โฉมงามอร่ามแท้...แลตะลึง   เยสสสส ตะลึงที่เมิงนั่งโบกครีมกันแดดนี้สิ 




เรดี้......โกๆๆๆๆ ป่ะ สวยโลกตะลึงกันแล้ว ก็ย่างขากันได้แล้ว นั่งจนเห็ดโคนจะงอกเป็นเพื่อนแล้ว พี่แค่นั่งทาครีม ญี่ปุ่นข้างหลังพี่ แมร่งถึงขั้นเสียชีวิต....หลับเฉยเบย 




          จากจุดนี้ หันหลังกลับไปมองยังทางเดิน ก็มีข้อสงสัยว่า ทำไมต้องมีจุดพักระหว่างทางเดิน คือมีทางเดินช่วงหนึ่ง แล้วก็เป็นลักษณะคล้ายป้อม แล้วก็เป็นทางเดินเข้าปราสาท มันคือ ที่พักนายเวรยามทหาร เอาไว้ตรวจคนเข้าปราสาท?? หรือทางเดินหินมันร้อน คนสมัยก่อนไม่ใส่รองเท้า เลยต้องมีจุดพัก?? คำถามที่ต้องไปตามหาคำตอบอีกแล้ว หันไปหาต่างด้าวอีก 2 ตัว ดูหนังหน้ากันแล้ว "อย่ามายุ่งกะกรุ....กรุร้อนและเมื่อยมากกกก" 





          ด้านบนปราสาทบาปวนนั้นช่างสูงและชันเหลือเกิน ชะนีสองนางเลยส่งหนุ่มสุดฮอตไปลาดตะเวน "เห้ย...ไม่ขึ้นจิงอ่ะ" เสียงจากหนุ่มสุดฮอต "ไม่" ชัดเจน มีไม่ลังเลอะไรทั้งนั้น (กรุเหนื่อย กรุขาสั่น กรุขึ้นไม่ไหววว) นายไปแตะขอบฟ้าเหอะ เด๋วเราถ่ายรูปจากข้างล่างนี้ ดูน่าจะสวยกว่านะ 555+ 
          ถ้าให้จิตนาการเองแบบมโนล้วนๆ คงคิดว่า วิหารนี้บูชาพระจันทร์ หรือ พระอาทิตย์แน่ มีวงกบ 4 อัน ทำมุมสวยงาม ถะ...ถะ....ถุยยยย เมิงโคตรมั่วเลย เรื่องจิงแบบไม่มั่วคือ "เครื่องบนของโคปุระ ทำด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ซึ่งผุผังไปตามกาลเวลา โดยมีร่องรอยของการเจาะคานไว้บนหน้าบัวของโคปุระ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานของศิวลึงค์ทองคำ สัญลักษณ์แทนพระศิวะ แต่ได้สูญหายไปนานแล้ว" ..... วิกิพีเดียกล่าวไว้
          จุดต่อไปที่เราเดินกันแบบควายขวิด เวลาไม่พอ เหนื่อย หมดแรง หมดสิ้นแรงเสน่หาอารยธรรม จุดนี้ไข้ขึ้น คือ ปราสาทพิมานอากาศ เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ตรงกลางพระราชวังหลวงสันนิษฐานว่า ปราสาทหลังนี้คงจะเป็นศาสนบรรพต ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ โปรดให้สร้างขึ้นรอบฐานชั้นบนสุดล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีขนาดเล็ก แคบ และเตี้ย เพราะเป็นระเบียงหลังแรกในสถาปัตยกรรมเขมรที่มุงหลังคาด้วยศิลาทราย ปราสาทหลังเดียวที่อยู่ข้างบนหักพังไปเกือบหมด เหลือให้เห็นแต่ส่วนฐานที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท





          แล้วต่างด้าวทั้ง 3 ก็เดินผ่านไป การไม่ทำการบ้านมา เริ่มเห็นเป็นแค่กองหิน ความเหนื่อเข้าครอบงำ ตอนนี้คืออยากเจอบักแว๊นน้อย.....หิวน้ำ แล้วเราก็เดินไปโผล่ที่ ฐานช้าง หรือ ลานพระเสด็จ  (จุดสีน้ำเงิน อ้างอิงจากแผนที่ด้านบน) ศิลปะแบบบายน มีลักษณะเป็นฐานขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาทราย ผนังด้านหน้าของฐานตลอดแนวมีภาพสลักนูนเป็นรูปขบวนช้างเรียงเป็นแนวยาว จึงเรียกกันว่า ฐานช้าง สันนิษฐานกันว่าอาจจะเป็นส่วนฐานของพลับพลาที่ประทับ ที่สร้างด้วยไม้เพื่อใช้ในวโรกาสที่พระราชาเสด็จออกให้ประชาชนเข้าเฝ้า หรือเมื่อมีงานพระราชพิธีหลวง





          ต่อไปก็เป็นฐานพระเจ้าขี้เรื้อน (จุดสีดำ อ้างอิงจากแผนที่ด้านบน) เสียใจไม่ได้ถ่ยรูปมา เพราะไม่รู้ว่าคืออะไร สวย แต่ไม่ถ่ายรูปมา เพราะหมดแรงจริงจัง ดังนั้น รูปต่อไปนี้ คือ รูปที่ไปหยิบยืมคนอื่นมาอีกแล้วววว 




   ในฐานพระเจ้าขี้เรื้อนสามารถเดินเข้าไปชมด้านในได้ น่าเสียดายที่เราไม่ได้เดินเข้าไป เพราะมันเหนื่อยเกินจะเดินไหว 
                  จุดสุดท้ายคือ พระราชวัง สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ปัจจุบันเหลือให้เห็นแต่เพียงร่องรอยของขอบเขตที่เป็นกำแพงซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก พระราชวังนี้ใช้เป็นที่ประทับของพระราชาเขมรองค์ต่อๆ มารวมถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  โดยตัวปราสาทน่าจะสร้างจากไม้ และผุพังตามกาลเวลาไม่เหลือร่องรอยเช่นปราสาทหินต่างๆ ส่วนของพระราชวังน่าจะกลายเป็นส่วนที่ชาสบ้านจับจองตั้งเป็นร้านขายของที่ระลึก



 ป.ล. หากข้อมูลที่ลงผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และขอขอบพระคุณ ภาพและแผนที่ ที่ได้หยิบยืมมา เครดิตได้บางอัน เพราะเซฟเก็บไว้ ขอโทษเจ้าของภาพด้วย หากไม่ได้ลงเครดิต 



Create Date : 04 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2557 17:23:52 น.
Counter : 363 Pageviews.

0 comment
ซัวซไดย ขแมร์ ตอนที่ 3 มนต์เสน่ห์บายน....สตั้น 3 นาที


                บ่ายอันแสนระอุวันนี้ น้องวินของเราเริ่มต้นทริปของเราด้วยการขับเลย นครวัดไป.... เห้......ไม่จอดเหรอ ฮีบอกว่า " no..no..no...it big...tomorrow today Bayon..&^*$)(#)(*^%$.." (ฟังไม่ทัน ฮีแร๊พแขมร์แลงเกว็จ) แล้วก็ขับเลยไป งงสิคะ....งง...คืออัลไล เอาน้องว่าตามฮีไป ฮีก็แว๊นเกวียนไปเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่เป็นสะพานนาคราช เรียกว่าซากอารยธรรมที่คงหลงเหลือผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปีจะดีกว่า สะพานนาคราชเป็นสะพานที่สลักรูปเทวดาฉุคนาคราชด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นยักษ์ฉุดนาคราช มาจากพิธีกวนเกษียรสมุทรตามความเชื่อทางศาสนานั้นเอง
                  จากสะพานจะเชื่อมต่อกับซุ้มประตูสุดอลังการ เป็นนัยว่า ท่านกำลังเดินทางเข้าสู่เขตตัวเมือง ความตื่นเต้นเริ่มมากขึ้น ตอนนี้กำลังสมุมติว่าตัวเองจ้าว...มีทหารแบกเสลียงกำลังเดินลอดซุ้มประตูนี้ ตัดภาพมาที่ความจริง....แทด...แทด...แทด...เสียงรถแมงกาไซด์สีแดงเทียมเกวียนให้ต่างด้าว 3 คน กำลังแว๊นผ่านซ่ากประตูไป....สลายมโน..(และเชื่อว่า นังชะนีกางเกงลายดอก คงมโนจนไปเจอเจ้าชายแล้วม่ะนะ หน้าตานางเคลิบเคลิ้มมาก)





              จากแผ่นที่ที่หยิบยืมคนอื่นมาอีกที จะเห็นว่า อังกอร์นั้นถูกแยกเป็น 2 ส่วน คือ อังกอร์วัด และ อังกอร์ธม ซึ่งการไม่ทำการบ้านมานั้น ทำให้เข้าใจผิดว่า อังกอร์ธม มันคงเป็นวัด วิหาร อะไรสักอย่างเถือกๆนั้น ซึ่งมันไม่ใช่.....อังกอร์ธม หรือ นครธม หมายถึง “เมืองใหญ่” สร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่เลื่อมใสพุทธศาสนานิกายมหายาน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 มีศูนย์กลางคือปราสาท “บายน” ที่ถือเป็นสุดยอดของปราสาทขอม  หมายความว่าวันนี้เราจะเที่ยวในส่วนของเมืองโบราณนั้นเอง น้องวินสุดเลิฟของเราก็เอาต่างด้าว 3 ตัว ไปปล่อยไว้ที่ปราสาทบายน แล้วฮีก็บอกว่า "This Bayon Temple...*&%&_*&^#@$%^!@&.... after you see i wait you near bus" บัสไหนของมันหว่ะ เจ็บปวดกับภาษาอังกฤษน้องนางมาก  ฮีก็ชี้ไปโน้นนนน.............ไกลหา   _'องงงงงเลย เห็นแบบลิบๆเลย แล้วฮีก็แว๊นเกวียนจากไป...........ไว้อาลัย 3 นาที 





           มุดซอกนั้นออกซอกนี้ เดินวนไปวนมา อลังการกับกองหิน นี้มัน "กองหินแห่งอารยธรรมชัดๆ" มหากาพย์สิ่งก่อสร้าง กษัตริย์แต่ละองค์ก็จะฝากความยิ่งใหญ่เอาไว้ จากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งอาณาจักรล่มสลาย เหลือเพียงร่องรอยแห่งอารยธรรมที่งดงาม  ปราสาทบายน เป็นปราสาทหินใจกลางนครธม เป็นวันที่สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซับซ้อนทั้งโครงสร้างและความหมาย ปราสาทบายนถูกสลักเป็นรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผินพระพักตร์ออกไปทั่วทั้งสี่ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มบนพระพักตร์ที่เห็น เราเรียกว่า "ยิ้มแบบบายน" ใบหน้านั้นนับได้ 54 ปรางค์ปราสาท ปรางค์ปราสาทละ 4 หน้า จะมีใบหน้าอวโลกิเตศวรรวม 216 หน้า (ข้อมูลจากเวป และหนังสือคะ)





                  ในปราสาทบายน ก็จะมีเด็กน้อยกัมพูชาแอบอิงตามมุมต่างๆ คอยถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยว เค้าจะบอกว่ามุมนั้น มุมนี้สวย มาถ่ายให้ "ma' ladyyyyyy is very beautiful i take photo to you..^@%#$*&#$ " (ประโยคที่ไม่เข้าใจ แต่รับรู้ได้ว่าเด็กน้อยต้องการอะไร ) ซึ่งโปรดทราบโดยทั่วกันว่า ของฟรีไม่มีในโลกนี้ ฉันบอกและถ่ายรูปมุมสวยๆให้เธอ ก็จะจ่ายค่าเหนื่อยฉันมาดีๆ มุขนี้เห็นกันบ่อยๆ แต่ชะนีกางเกงลายดอก นางรู้ว่าเด็กต้องการอะไร นางลองของ (อีป้ารักเด็ก) และภาพที่ได้ ก็เป็นฉะนี้แล........ ค่าเสียหาย 100 บาท  






                เก็บภาพกันอย่างเมามันส์ ดูนาฬิกาอีกที ตาย_่า สามโมงกว่า ยังวนเวียนไม่ไปไหน ได้ข่าวว่าต้องเดินอีกไกลกว่าจะถึงจุดนัดพบ คลื่นความร้อนส่งมาทักทายเป็นระยะ อา....ร้อนสาดดดดด นี้เดือนกันยานะ ถ้ามาเมษา รับรอง "เกรียมแดด"  ส่งท้าย ปราสาทบายนด้วยรูปสวยๆกันหน่อย ต้องไปที่อื่นต่อแล้ว



            สุดท้ายและท้ายสุด ใครได้มาเยือนบายน ทำการบ้านกันสักนิด จะเข้าใจเรื่องราวของเขมรโบราณที่ถูกถ่ายถอดลงบนกำแพงหินทั้ง 4 ด้านรอบปราสาท กำแพงถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง จารึกภาพนูนต่ำทั้งหมด 8 เรื่องราว เมื่อต่างด้าว 3 คนไม่ทำการบ้านมา ฉะนั้นเราจะมีทริปซ่อมเสียมราฐกันอีกรอบนะฮาฟ กลับมาดื่มด่ำอารยธรรม กลับมาตามหาร่องรอยที่ขาดหาย และกลับมาตามหาเจ้าชายสุริยวรมัน...





Create Date : 20 ตุลาคม 2557
Last Update : 31 ตุลาคม 2557 15:47:40 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comment
ซัวซไดย ขแมร์ ตอนที่ 2 โรงแรม...ตุ๊กๆ...นครวัด
          นั่งเมาท์มอย น้ำลายแตกฟอง ในที่สุดก็แลนดิ้ง เหยียบดินเสียมราฐ....โอ้วววว ก๊อดดด สุริยันเหยียบหัวพี่พอดี พี่แท็กซี่แครมรี่ ก็พาพวกเราขับวนหาที่พัก เพียงท่านยื่นเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อ เกสท์เฮาส์  หรือ โรงแรม ของท่านได้ เพียงเท่านี้ รับรองท่านจะถึงที่พักของท่านอย่างปลอดภัย หลังจากอัญเชิญอาเจ๊ฝรั่งถึงที่พักนางแล้ว ก็ถึงคิวของเรา "Bou Savy Guest House" ขอได้รับความขอบคุณจากพี่อู๋ สำหรับเรื่องที่พัก..........แต่ดันโทรไม่ติด ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก (พี่เก่งป่ะ พี่แปลเขมรออกนะเฟ้ย) เฟดเฟ่....คืออะไร เมื่อโทรศัพท์ใช้ไม่ได้แบบเจ๊แหม่มหัวทอง คราวนี้ต้องยื่นที่อยู่......มันเป็นหน้าที่พี่แท็กนะ ปล่อยฮีจัดการไป พวกเราก็เงิบแดรกกันไปหมดแระ สุดท้ายหาไม่เจอ พี่แท็กแวะถามทุกที่ที่มีตุ๊กๆ สุดท้ายก็มีตุ๊กขั้นเมพ รู้จักเกสท์เฮาส์นี้ ปลื้มปริ่ม หายากเพราะ เป็นเกสท์เฮาส์ที่อยู่ในซอย แถวบ้านเรียก "ในหลืบ"





          เกสท์เฮาส์เล็กๆ ไม่วุ่นวาย แม้ว่าจะต้องผ่านซอยที่เป็นถนนรุกรังให้ผวา แต่เดินเข้ามา โอ้วว แจ่มหว่ะแก! เราเลือกจองผ่านเว็ป....อะไรสักอย่าง (ลืมถามพี่อู๋) แต่ได้มาในราคาที่น่าคบ สำหรับห้อง Triple room มีสระว่ายน้ำเล็กๆ แค่เห็นก็อยากพุ่งตัวลงน้ำเหลือเกิน Check-in เรียบร้อย คือแค่แจ้งชื่อยืนยัน Booking เป็นอันเรียบร้อย ไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าห้องพักแต่อย่างใด ต่างด้าวอย่างเราแอบงงกันเบาๆ พี่ไม่เก็บเงินค่าที่พัก? อยู่ก่อนค่อยจ่าย? โอ้ววว ดีแท้ โปรโมชั่นวัดใจแขกโดดร่มนะเนี้ย เป็นไทยแลนด์ไม่ได้อย่างแน่นอน ขนาดยังไม่เหยียบโรงแรม ก็โดนตัดเงินตั้งแต่อยู่ที่บ้านแระ.... 





           บรรยกาศเกสท์เฮาส์ ร่มรื่นดี (ไม่เกี่ยวกับความเข้มแสงในเวลากลางวัน ปัจจัยภายนอก out of control) ขณะที่กำลังเจรจาเรื่องที่พัก และการเช่าตุ๊กๆ สำหรับเที่ยวนครวัดบ่ายนี้  Welcome Drink ก็ถูกยกมาเสริฟ เริ่ดดดคร๊า มี Welcome Drink ให้ต่างด้าวอย่างพวกเราด้วย สีนวลๆมาเชียว ช้าก่อนนั้นน้ำอะไร......เค้าบอกว่าน้ำผลไม้รวมปั่น โดยความรู้สึกแล้ว มันเป็นผลไม้สดแช่เย็นแล้วปั่น เพราะสัมผัสเกร็ดน้ำแข็งไม่ได้ แน่นอนในนั้นมีส่วนผสมที่นุชไม่สามารถจะดื่มได้ ก็เลยบอกเค้าว่า ดื่มไม่ได้คะ............พนักงานดีมากกก โอเครเปลี่ยนแก้วให้ใหม่ ถามด้วยว่าใส่อะไรได้บ้าง อร๊ายยย น่ารักอ่ะ บริการดี สรุปต่างด้าว 3 คน เสริฟ Welcome Drink 4 แก้ว อีกแก้วนั้นลาภปากผู้ใดลองทายดูสิ?? 




          เที่ยงพอดีหลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย มื้อแรก อาหารกัมพูชา เมนูที่จะสั่งต่อไปนี้คือ "Noodle with Vegetable" ของเพื่อนอีกสองคนจำไม่ได้สั่งไรมา กำลังช็อคกับเมนูตัววเองอยู่ สตั้นไป 3 วินาที 





          แถวบ้านพี่เรียกมาม่านะ มาม่าใส่ผัก เอาเครื่องปรุงในถุงพี่คืนมานะ ดาบเครื่องปรุงพี่เหรอ งะ...งะ...เงิบบบ คุณเพื่อนสองคนนั่งขำกันใหญ่ "อร่อยม่ะ มาม่าเขมร" แดมมมม อย่าพลาดมั้งหล่ะ เด๋วมีเหยียบซ้ำ ยัดๆมาม่าเข้าไป จืดไปโลกหน้าบอกเลย ใครขโมยเครื่องปรุงมันไปฟร่ะ คุณเพื่อนก็จัดการอาหารตัวเองต่อไปอย่างสงบ เรียบร้อยก็พร้อมแรด โดยปกติตามเกสท์เฮาส์ก็จะมีรถตุ๊กๆ ประจำอยู่แล้ว ถ้าปริมาณแขกเยอะ คงมีเรียกกำลังเสริมแถวๆนั้น บังเอิญว่าช่วงที่พวกเราไปยังไม่ใช่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เลยไม่ต้องมีศึกตบชิงตุ๊กๆในเกสท์เฮาส์ โชเฟอร์ของเราเป็น ขแมร์ บอย หนุ่มน้อย ชื่อ Houen (เรียกได้ครั้งเดียวตอน ฮีบอกนั้นแหละ) ฮีบอกว่าฮีกำลังเรียน มหาวิทยาลัย ปี 3 ไม่แน่ใจว่าปิดเทอมหรืออย่างไร แต่ฮีมารับจ๊อบพิเศษ น่ารัก พูดน้อย ขนาดน้ำฟรีมี บริการพี่แกยังไม่บอกเลย วันแรกเลยไปซื้อน้ำเปล่ามาเอง พอขึ้นรถ ฮีบอกว่า รถฮีก็มี กินได้ ฟรี ฟอร์ ยู  เอิ่มมม ไม่บอกให้เร็วกว่านี้หล่ะน้อง  





          ค่าตุ๊กๆ น้องคิดเราอยู่ที่ วันละ 15$ เหมือนเดิม ส่งหน่วยเจรจาราคาลงพื้นที่ ได้มาในราคา ครึ่งวันแรก 12$ วันที่ 2 เต็มวัน 15$ และวันสุดท้าย ครึ่งวันเช่นกัน 12$ รวมเป็น 39$ เค้ารับเงินวันสุดท้ายเช่นกัน  ตุ๊กๆแต่ละทีก็มีแนวที่ต่างกันไป ตุ๊กๆบ้านเราไม่แซ่บพอบอกเลยขับไม่ได้  ปาด เหวี่ยง เร่ง มีทุกอย่าง แต่ตุ๊กๆที่เสียมราฐ ก็เจ้าหน่อยๆ เอามอเตอร์ไซด์ไปเทียมเกวียน มันคือเกวียนนะในความรู้สึกพี่  ขับไม่เร็วๆ ชิวมาก แขนนายท้าแดดตลอดเวลา ไม่กลัวเป็นมะเร็งผิวหนังเรอะน้อง คือแดดมันแรงมาก น้องก็ชิวมาก ใส่เสื้อแขนสั้นตัวเดียวพาพี่เที่ยวเนี้ยนะ





          ก่อนเข้าไปในปราสาทด้านในก็ต้องเสียค่าผ่านทางกันหน่อย เราซื้อบัตร 3 วัน 40$ สามคนก็ 120$ เที่ยวให้ตายกันไปข้างหนึ่ง น้องบอกว่าอย่าทำบัตรหาย จะไปไหนเอาไปด้วย เค้ามีจุดตรวจทุกที่ก่อนเข้าชมโบราณสถาน ตอนคุณพี่ไปกำลังทำบัตร ป๊ะกะนักท่องเที่ยวจีน ล้งเล้งๆ แก้วหูจะดับ มนุษย์ป้าจีน ขอเถอะ เบาเสียงพี่หน่อยเถอะ มากันเป็นคาราวานรถบัส เพลียยยยยย






Create Date : 17 ตุลาคม 2557
Last Update : 20 ตุลาคม 2557 15:58:24 น.
Counter : 304 Pageviews.

0 comment
ซัวซไดย ขแมร์ ตอนที่ 1 รถบ่อน-ปอยเปต-ตม.-เพื่อนร่วมทาง
      หลังจากมหากาพย์โปรเจคนรกสิ้นสุด ร่างพี่ก็ใกล้จะหลุดเต็มแก่ ขอลา....นายขอลาไปพักผ่อน นายใจดี โอเคร เซย์เยส ไม่รอรี นายถาม "จะไปไหน" พี่ตอบด้วยความไวแสง "เขมรคะ" นายบ่นงึมงัม "คงจะได้พักผ่อนนะอีหนูเอ้ยย" เอิ่มมมมม พี่ได้ยินนะไอ่ที่งึมงัมนั้นนะ พี่ยังยืนยันมั่นใจ ว่าจะไปแตะขอบฟ้า น่านน้ำเขมรในแบบของพี่ แรกเริ่มพี่ก็อยากจะฉายเดี่ยว แต่ด้วยความสูงพี่ไม่ถึง 160 ซม. เกรงจะไม่ปลอดภัย สมองไวอย่างลิง......"หลอกเพื่อน  คือ คำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด"  
       ต่อไปเป็นบทสนทนาของเหยื่อ 2 คน
คนที่ 1 นักประสาทวิทยา (ไม่แน่ใจว่ามันประสาทเองรึยัง) เพื่อนซี้เลียแข้งเลียขามาสมัยวัยละอ่อน 
       นุช  : "ฮัลเลลลล แกกกกกก อาทิตย์หน้าคิวว่างป่ะ"
     พั้นช์  : "ทำไมย่ะ มีอะไร ไม่รู้ไม่ว่างดูก่อน (อิป้าเล่นตัว)" 
       นุช  : "อาทิตย์หน้าลางานอ่ะ ไปเที่ยวเขมรกัน" กลั้นใจฟังคำตอบสุดฤทธิ์
     พั้นช์  : "เออ ไปดิ" เฟดเฟ่ เหยื่อติดกับ 555+ เมิงเล่นตัวแค่เนี้ยยยย
     พั้นช์  : "มีใครไปอีกป่ะ?" 
       นุช  : "ไม่มี ชวนเอ็งคนเดียววว"
     พั้นช์  : "ชวนชาวแก็งค์ไปดิ"
       นุช  : "ไม่มีใครไปหรอก เอ็งไปชวนดิ"

คนที่ 2 ส่งนักประสาทวิทยาไปเจรจา นางส่งไลน์เข้าไปในกรุ๊ป.....
     พั้นช์ : "เห้ สหาย มีใครสนใจไปเที่ยวเขมรป่ะ?
      ปอ : "ขอบาย พี่เก็บตังไปฮองกง กะแดนนี่"
      ฝน : "ไปไม่ได้จร้า ติดน้องภู" (มีครอบครัวเป็นของตัวเองก็งี้แระ ชะนีโฉดเลยต้องทิ้งนางไว้)
    ออฟ : ......................... ไม่มีเสียงกรีดร้องจากนางที่รักยิ่ง แปลเองว่า....บาย!
  แดนนี่ : ......................... ไม่มีเสียงตอบรับจากแมวอ้วน แปลเองว่า....บาย!
       อู๋ : "อู๋ ไปด้วยดิ" เยสสสส เหยื่อคนที่ 2 เล่นตัวบ้าง...อะไรบ้าง หลอกง่ายไปนะ

     อีกหนึ่งอาทิตย์เดินทาง งานพี่ก็ยังหนักหน่วงเหมือนเดิม อีก 2 วัน "จะออกไปแตะขอบฟ้า...แต่เหมือนว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ" แสรดดดด กรุจะรอดไปเที่ยวไหมเนี้ย เมื่องานพี่ยังหนักหน่วงแบบนี้ พี่เลยฝากอนาคต (ที่ดูริบหรี่ ไว้กับสหายที่แม้แต่มันเองยังไม่รู้ชะตา)  โยนงาน โยน Map  เตรียมตัวพร้อมมาก เห้....สหายหาข้อมูลด้วยนะ ก็นั่งอ่านรีวิวห้องบลูกันอย่างเมามันส์ แบบเดิมงานถนัด ไปตายเอาดาบหน้า ช่างแมร่งงงง กลัวที่ไหน ก็แค่โดนหลอกฟร่ะ
    พี่อู๋ คือ คนที่ซวยสุดในทริปนี้ เนื่องด้วยชะนีสาวสองตัวสิงสู่อยู่ที่พระนคร พี่อู๋เป็นเซเลบบ้านนา ต้องนั่งรถทัวร์หวานเย็นมากจาก เจียงฮาย ดินแดนอันไกลโผ้นทะเล ถามว่าทำไมมันไม่นั่งเครื่องมา ตอบ! ก็พวกเอ็งเลยยึกๆยักๆ สรุปไปไม่ไป? สรุปว่าบอกพี่อู๋ว่าไปแน่ล่วงหน้าแค่ 2 วัน แน่นอน ฮีทำงานคะ ฮีเคลียร์งานไม่ทัน เนื่องด้วยคบกันมานาน ฮีอาจจะเอือมระอาจนไม่มีวาจาใดจะเอยด่าออกมา..........ช่างเป็นบุญหัวของบ่าวเหลือเกินไม่โดนด่าเนี้ย ดังนั้นจุดนัดพบของเราคือ Big C บางนา วันศุกร์ เวลา 03.45 น. เช้าไปไหน เช้าขนาดนี้ เพราะหญิงพั้นช์จัดการเลือกใช้บริการ รถบ่อน....ไปปอยเปต เราทั้ง 3 เห็นพ้องต้องกันว่า คงได้ประสบการณ์ดีดี ตามเสียงเล่าลือจากชาวพันทิป ที่เดินทางด้วยวิธีนี้เช่นกัน แต่ประสบการณ์ที่ควาดหวังไว้ไม่เจอฮาร์ทคอแต่อย่างใด แค่นั่งรถบัสที่มีผู้โดยสารเป็นเหล่าอาจุงม่า แอบหนีลูกหลานไปเสี่ยงโชคแถวปอยเปต อาจเพราะยังเช้าอยู่...อาจเพราะเงินนางยังไม่ไปไหน...อาจเพราะนางยังไม่ทราบชะตาตัวเองว่า ได้หรือเสีย  สิ่งมีชีวิต 3 ตัวจึงสามารถนอนหลับใหล ไร้เสียงด่าทอ.......ฟินนน



     งกๆเงิ้นๆ กับการเดินทาง แสงแรกของวันก็โผล่พ้นฟ้า สิ่งมีชีวิตสามตัวกับเป้หลังใบเคื่อง ยืนงงงวย ไปไงดี...เอาไงต่อ... เสียงนางฟ้าก็เอ่ยลอยมาแบบสวยๆ "เด็กๆ เดี๋ยวป้าพาไป ตามมาเร็ว" เสียงสวรรค์นี้คือเสียงป้าดวง ป้าดวง คือ ป้าประจำรถบัสที่พวกเราติดส่อยห้อยตามมานั้นแหละ มีหน้าที่จัดคิวที่นั่งผู้โดยสารขาประจำ-ขาจร แกจะหลีกเลี่ยงที่นั่งเจ้าประจำของบรรดาอาจุงม่า (นั่งผิด ชีวิตเปลี่ยน)  พวกเราเดินตามแกไปตม.ไทยแลนด์ 



      มัวแต่ถ่ายรูปคร๊า เชดดดด ป้าดวงหายยยยย ไร้ร่องรอย ป้าไปไหนฟร่ะ ไม่ได้ขอบคุณเลย..... และความโก๊ะที่ 1 ของคุณเพื่อน คุณนายประสาทเลี้ยวขวา (นางไม่อ่านป้าย นางมองหาป้าดวง) เดินไปตามสัญชาตญาณของนาง (อีเพื่อนเงยหน้า พาสปอร์ตเชิญชั้นสอง) มนุษย์เพื่อนสองตัวยังคงเดินตามนางต่อไป.......นางพาไปจุดทำ Border Pass ยื่นเข้าแถวยาวเยียด และไม่มีวี่แววของป้าดวงแต่อย่างใด และเสียงสวรรค์สวยๆลอยมาอีกรอบ "น้องคะ พาสปอร์ตต้องไปชั้นบนคะ" เงิบบบบบ........จะถึงคิวกรุแล้วไหม มาทำอัลไลกัน... เดินกลับไปใหม่ ขึ้นไปข้างบน คือไม่เอะใจ ปกติไปแม่สายก็ทำแค่ Border pass แต่ดันลืมไปว่า นี้พี่ไปค้าง...พี่อยู่อีกหลายคืนนน พอขึ้นไปชั้น 2 "อ้าวนั้นป้าดวง"...แกแสต้มป์ ตม. ไปแระ บายคะป้า ขอยืนขอบคุณอยู่ ณ จุดนี้ เพราะคิวยาวมาก



    กระบวนการผ่านตม.ก็ผ่านไปด้วยดี บ๊ายบายไทยแลนด์ ซี ยู ซันเดย์นะแจะ... Smiley



     ต่อไปเป็น ตม.กัมพูชา ไม่มาก คิวไม่ยาว ก็ทำไปตามที่เค้าบอก แต่โก๊ะ ที่ 2 ยัยป้าประสาท หยิบกล้องมาถ่ายตรง ตม. กัมพูชา พี่จะโดนส่อยไหมนิ แต่ด้วยนางหน้าสวย พี่ ตม.ยิ้มหวานใส่เลย 555+ นางเจอแหล่งนางแระ สาวงามสเป๊กหนุ่มกัมพูชา อร๊ายยยยย  Smiley



         หลังจากการผ่านแดนเสร็จสิ้นทุกกระบวนท่า  มิชชั่นต่อไปคือการตามหาพี่แครมรี่ (แท็กซี่ไปเสียมราฐ)  จุดนี้เป็นความพลาดของนุชเอง  ซึ่งเราควรจะหาพี่แครมรี่แถวย่านนี้ไปเพราะเดินออกจากตม. มา  ก็จะมีนายหน้ามาเจรจาว่า ไปกับพี่ไหมน้อง พี่คิดถูก แค่นี้.....35$ คุณเพื่อนก็พยายามเจรจาต่อรองให้เหลือ 30$ พี่แกไม่ยอมท่าเดียว ให้ได้แค่ 33$ ราคานี้ดีที่สุดแล้ว ถามเจ้าอื่นไม่ได้ราคานี้น่า...ถ้าไม่ไปกะพี่  และจู่ๆก็มีฝรั่งนางหนึ่งแบกเป้มาเช่นกัน  มาขอร่วมทริปกะเรา  แค่ขาไป....แน่นอนเรามันหญิงไทยใจงาม  มาเลยพี่มาด้วยกัน.....นางก็บอกว่า  รอมาตั้งแต่เช้าแล้ว จะไปท่ารถ  ถ้าผู้โดยสารไม่ถึง 4 คน  รถไม่ออก  คิดว่านางคงไม่ได้ทำการบ้านมาว่าการไปเสียมราฐมี 2 วิธี คือ รถบัสที่สถานี  แน่นอนว่าถ้าเลือกวิธีนี้ก็นั่งกันตรูดบานและเสียเวลาอย่างมากมาย ประมาณ 4-5 ชม. ตัวเลือกที่ 2 คือ แท็กซี่   เร็วกว่า  สะดวกกว่า  แต่ราคาไม่งามเท่าไรสำหรับการเดินทางคนเดียว ดังนั้นนางเลือกไปกลับพวกเราไม่ว่าจะทางใด เราทั้ง 4 คนยืนเจรจาพาที ร่วมหัวจมท้ายว่าเอาไงดี และพี่แท็กซี่แครมรี่แว่นดำ ก็ยืนอยู่อย่างนั้นกำลังร่ายมนต์ใส่อยู่ "come with me... come with me!" นุชเสนอความคิดที่ผิดมหันต์ไปว่า ไปท่ารถกัน น่าจะมีรถเยอะกว่านี้  ณ จุดนี้ อีพวกทำการบ้านมา "ไม่มีใครคัดค้าน" และเมื่อเราเซย์ โน ใส่พี่แครมรี่ไป ฮีก็อัญเชิญ เราทั้ง 4 ไป shuttle bus แบบไปส่งถึงบันไดรถ เมิงห้ามลงมานะ พั้นช์ และ อู๋ ยังคงเถียงกันอยู่เบาๆ เพราะอ่านรีวิวกันมา แต่ประเด็นคือ เราไม่มั่นใจว่าอันไหนมันใช่ตามที่เค้าเขียนมา พอขึ้นรถปุ๊บ พี่คนขับสตาร์ทรถเลยจร้า แค่เสี้ยววินาที จะลงหรือไปต่อ สุดท้ายเราเลือกไปที่ขนส่งกันอย่าง งง.... (Shuttle Bus Free)



        8.05 น. รถบัสเลี้ยวเข้าท่า เท่านั้นแหละ เชดดดดด คืออะไร เงียบอย่างกะป่าช้า และสถานีขนส่งตั้งเด่นเป็นสง่ากลางทุ่งนา คือไม่มีสิ่งก่อสร้างรอบๆ..... งานเข้าแระตรู งานเข้า เหมือนยังไม่เปิดทำงาน คนขายตั๋วรถบัสก็ไม่มี และสิ่งที่เราทั้ง 4 ต้องเผชิญคือ พี่แท็กซี่ในเครื่องแบบ งดการเจรจาต่อรอง ดูราคาได้ที่บอร์ด เราไปแค่ราคานี้........ไม่ต้องพยายมมีเงื่อนไข เพราะนี้คือราคากลาง พี่ลดไม่ได้ ราคาที่ติดไว้คือ Bus 10$/person Taxi 12$/person  งง ว่าทำไมอาเจ๊ ฝรั่ง ไม่สามารถนั่งแท็กซี่ในราคา 12 $ ได้ ในกรณีนางจะฉายเดี่ยว เค้าคิด 35$ เหมือนเหมารถ แต่เรา 4 คนดันคิดเป็นคน คืออะไร? 4 คน เท่ากับค่า แท็กซี่ 48$   ไปคนเดียวราคาเหมา 35$ ไปหลายคนคิดเป็นหัว 12 $ แล้วถ้าไป  2 คน ต้องจ่าย 35$ หรือ 24$????? แน่นอนพี่ว่าจ่าย 35$ ไม่ต้องสืบ! ดังนั้นนุชคิดว่า แท็กซี่ที่ให้ราคาดี และสามารถต่อรองราคาได้ คือ แท็กที่ที่อยู่แถวด่าน เถื่อนไม่เถื่อนไม่รู้ รู้ว่าต่อรองได้ เข้าท่ารถเมื่อไร หมดสิทธิ์ คนคุมเค้าใหญ่...



          ประเทศกัมพูชาขับรถด้ายซ้าย และขับด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ดังนั้น พี่สงสัยว่าการนั่งแท็กซี่นี้มันเร็วกว่ารสบัสแค่ไหนกันเชียว และสิ่งที่คนขับรถที่นี้ทำเป็นประจำและเป็นนิสัยของทุกคน คือการบีบแตร มอเตอร์ไซด์ข้างทาง นกบินผ่าน หมานอนข้างรถ ไก่เดินบนไหล่ทาง เอ๊ะอะพี่แกบีบดะ สรุปพี่ไม่สามารถแกล้งตายบนรถได้ เลยลุกมาเมาท์มอยกะอาเจ๊ฝรั่ง ชิวๆดีกว่า ยาวไป......เสียมราฐ



           สังเกต.....นิ้วโป้งฮี ประจำที่มาก มา...มา...ใครผ่านพี่บีบ Smiley





Create Date : 15 ตุลาคม 2557
Last Update : 17 ตุลาคม 2557 12:38:09 น.
Counter : 279 Pageviews.

0 comment

translucent
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]