ห้องของเล่นเป็นสุข พัฒนาสมอง
ห้องของเล่นเป็นสุข พัฒนาสมอง ที่มา:สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

พูนสุข บุณย์สวัสดิ์
รองศาสตราจารย์ และอาจารย์ใหญ่โรงเรียนอนุบาลต้นกล้าสาธิต (บ้านของเล่น)

“ เด็ก เด็ก ชอบอะไร ใครก็รู้ ชอบรวมหมู่ ชอบเล่น เป็นวิสัย
สอนเด็กเล็ก ต้องหย่อน ผ่อนตามใจ ชอบอะไร ให้สิ่งนั้น นั่นวิธี
อยากจะร้อง จะรำ หรือทำท่า ครูไม่ว่า ให้ทำ ได้เต็มที่
แทรกบทเรียน ลงไว้ ให้พอดี วิธีนี้ สอนเด็ก เล็กเล็กเอย“

บทกลอนข้างต้นนี้ ท่านอาจารย์เจือ สตะเวทิน ได้กล่าวถึงสิ่งที่เด็กๆ ชอบ คือ เล่น ร้องรำ ทำท่า และกล่าวถึงวิธีสอนเด็กเล็กๆ ว่า ต้องให้ทำสิ่งที่ชอบ โดยแทรกบทเรียนไว้ให้พอดี นั่นคือให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นที่หลากหลาย

ความสำคัญของการเล่น ของเล่น และการเรียนรู้ผ่านการเล่น : การพัฒนาสมอง
การให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น เป็นวิธีการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมองมากที่สุด ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิชได้กล่าวไว้ในหนังสือเพลิน = สมาธิที่สนุก ว่า การสอนเด็กๆ ควรผ่านวิธีการ plearn คือ play + learn
= เพลิน เพลินเน้นการเล่นที่สนุก และผู้เล่นเรียนรู้ไปด้วย การเล่นที่สนุกทำให้เกิดความเพลิน เพราะขณะที่เด็กเล่น จะมีใจจดจ่อกับสิ่งที่เล่นหรือของเล่นนั้น นั่นคือ เด็กมีสติ (awareness) รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และเขาจะมีความตั้งใจ เอาใจใส่ (attention) ต่อสิ่งที่เล่นอย่างสนุกเพลิดเพลิน อันนำมาซึ่งสมาธิ (concentration) และปัญญา (intelligence) ดังนั้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นจึงทำให้เด็กมีความสุข

เซลสมองก็จะเกิดจุดเชื่อมใยประสาทมากมาย ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นความคิด (thought) ความรู้สึก (feeling) หรือการกระทำ (action) อันจะทำให้เกิดความรู้ ยิ่งถ้าให้เด็กมีเวลาเล่นมากๆ ก็จะทำให้เขาสามารถแยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์ เข้าใจ และหาข้อสรุปรวบยอดได้ อีกประการหนึ่ง เด็กเล็กๆ ยังใช้มือได้ไม่คล่องจนกว่าอายุ ๕ - ๖ ปี จึงต้องฝึกมือ - นิ้วมือ ให้เด็กมีความพร้อมที่จะหยิบจับสิ่งต่างๆ ได้อย่างมั่นคง และใช้มือ - นิ้วมือให้คล่องแคล่วเสียก่อน การให้เด็กเล่นของเล่นซึ่งเป็นสิ่งโปรดปรานของเด็กๆ ทุกคน เขาจะได้ใช้มือ - นิ้วมือ ทั้ง ๒ ข้าง อย่างมีความสุข
เป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาพร้อมกันไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ของสมองทั้ง ๒ ซีก และพัฒนากระบวนการคิดอย่างต่อเนื่อง


ของเล่นที่มีคุณค่าของเด็ก : พัฒนาสมอง

ในห้องของเล่นที่จะทำให้เด็กๆ เป็นสุข ควรมีของเล่น ๓ กลุ่ม ดังนี้
๑. ของเล่นที่ให้ความรู้พื้นฐาน เป็นของเล่นที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ สี รูปร่าง รูปทรง ขนาด จำนวน ตำแหน่ง ทิศทาง ลักษณะภายนอก - ภายใน และประโยชน์ของสิ่งต่างๆ เช่น ของจำลอง ตัวสัตว์ ผลไม้ ผัก ยานพาหนะ ของใช้ต่างๆ ฯลฯ รูปเต็มและแยกส่วน ภาพสัตว์ ผลไม้ ผัก รูปเต็มและแยกส่วน ภาพตัดต่อรูปต่างๆ ของเล่นตัวหนังสือ หนังสือภาพ นิทาน เทปเพลง, ไข่ของแม่ไก่สีต่างๆ โดมิโนสี โดมิโนรูปเรขาคณิต ชุดแก้วรูปทรงกระบอก/รูปเหลี่ยมเรียงขนาด กล่องไหวพริบ ฯลฯ

๒. ของเล่นที่ฝึกประสาทสัมผัสและประสาทสัมพันธ์ เป็นของเล่นที่ช่วยให้เด็กได้ใช้มืออย่าง คล่องแคล่ว และใช้ตากับมือทำงานให้สัมพันธ์กันอย่างแม่นยำ ของเล่นเหล่านี้เด็กจะได้เล่นตอก ต่อ หยอด กด ร้อย ปัก เย็บ ผูก เกี่ยว รูด เช่น กระดานฆ้อนตอก บล็อกต่อลาย กล่องหยอดบล็อก แป้งปั้น/ดินน้ำมัน ลูกปัดร้อยเชือก แผ่นภาพเจาะรูร้อยเชือก กระดานปักหมุด ชุดฝึกแต่งตัว : รูดซิบ ติดกระดุม เกี่ยวตะขอ ผูกเชือก ฯลฯ
๓. ของเล่นที่ฝึกความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ รวมทั้งรู้จักกลไกของของเล่น
๓.๑ เป็นของเล่นที่ฝึกให้เด็กเล่นสร้างสิ่งต่างๆ ตามโครงสร้างที่กำหนดให้ และใช้จินตนาการ รวมทั้งรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง เช่น ไม้บล็อก ตัวต่อแบบต่างๆ : พลาสติกสร้างสรรค์ ลาซี่ (Lazy) เลโก้ (Lego) กล่องไหวพริบ แป้งปั้น ฯลฯ
๓.๒ เป็นของเล่นที่ส่งเสริมความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ เช่น ของเล่นไขลาน ของเล่นที่ใช้แบตเตอรี่ กังหัน ลูกโป่ง เครื่องชั่งแบบง่ายๆ ฯลฯ
๓.๓ เป็นของเล่นที่ช่วยให้เด็กเล่นเลียนแบบและสมมติตามจินตนาการ เช่น ของเล่นจำลอง : บ้าน ฟาร์ม สวนสัตว์ เครื่องเรือน เครื่องครัว ของใช้ต่างๆ ชุดเสื้อผ้าเด็กอาชีพต่างๆ กระเป๋า รองเท้า ตุ๊กตา หุ่นมือ ฯลฯ
ของเล่นเหล่านี้ จะช่วยให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต จดจำ ขยันคิด เพื่อพัฒนาให้เป็นเด็กเก่ง ฉลาด ดี และมีความสุข จึงควรจัดหาไว้ใน “ห้องของเล่น”

ของเล่นที่ดีต้องมีคุณค่า ส่งเสริมปัญญา หลักแหลมว่องไว
ของเล่นที่ดีต้องมีประโยชน์ ปลอดภัยไร้โทษ พัฒนาเด็กไทย

ศูนย์การเรียนกิจกรรมเสรี : ประสบการณ์ตรงที่เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น

ประมาณ ๒๕ ปีมาแล้ว นวัตกรรมทางการศึกษาเกี่ยวกับ “ศูนย์การเรียนกิจกรรมเสรี” กำลังเป็นที่สนใจของนักการศึกษา รองศาสตราจารย์ลัดดา นีละมณี อดีตที่ปรึกษาทางวิชาการของโรงเรียน
พลับพลาศิริวิทยา จังหวัดนนทบุรี ได้แนะนำให้ครูอนุบาลจัดศูนย์การเรียนกิจกรรมเสรี เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นทดลอง คิดค้นคว้า และสร้างสรรค์ รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ฝึกทักษะการเตรียมความพร้อมด้านประสาทสัมพันธ์ทางตาและมือ ฝึกเชาวน์ปัญญา ฝึกให้ทำงานเป็นกลุ่ม เรียนรู้สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ ฝึกให้รู้จักประหยัด รู้จักการเล่นเครื่องเล่น การเก็บรักษาอุปกรณ์เครื่องเล่นให้เรียบร้อยและครบถ้วน โดยจัดศูนย์การเรียนต่างๆ
ให้เด็กเวียนกันเข้าไปเล่น ได้แก่ ศูนย์บ้าน ศูนย์ไม้บล็อก ศูนย์ดนตรี ศูนย์ปั้น ศูนย์งานกระดาษ ศูนย์สีเทียน ศูนย์สีน้ำ - พู่กัน ศูนย์เครื่องเล่นสัมผัส ศูนย์เครื่องเล่นพัฒนา ศูนย์ทักษะ และศูนย์หนังสือก่อนที่จะให้เด็กๆ เข้าศูนย์การเรียน ครูจะปฐมนิเทศก่อน
๑. เพื่อให้เด็กๆ ทราบว่า แต่ละศูนย์มีเครื่องเล่นอะไรบ้าง
๒. สาธิตวิธีเล่นแต่ละศูนย์กิจกรรม
๓. อนุญาตให้เด็กๆ เลือกเล่นในศูนย์ต่างๆ ได้ตามใจชอบ โดยมีกติกาให้เด็กสังเกตแผ่นบัตรประจำศูนย์ ว่ากำหนดจำนวนไว้กี่คน
๓.๑ ถ้าศูนย์ใดมีเด็กเล่นอยู่ครบแล้ว ก็ไปเลือกเล่นศูนย์อื่นซึ่งมีที่ว่างก่อน
๓.๒ เมื่อเล่นของเล่นใดเสร็จแล้ว ให้เก็บของเล่นนั้นให้เรียบร้อย แล้ววางไว้ที่เดิม และเก็บเก้าอี้เข้าที่ให้เรียบร้อย
๓.๓ ถ้ามีผลงานจะต้องนำมาให้ครูดู ให้ถือไว้ก่อน แล้วหยิบไม้สีประจำศูนย์มาด้วย
๑ ไม้ นำไปเสียบในกรวยที่มีเครื่องหมายประจำตัวของเด็ก
ห้องเรียน - ห้องเล่น : พัฒนาการเรียนรู้อย่างมีความสุข
นักการศึกษาท่านหนึ่ง คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิติยวดี บุญซื่อ อดีตหัวหน้าภาควิชา ประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กอนุบาล มากกว่าการเน้นให้เรียนอ่านเขียน และเห็นว่าห้องเรียนของเด็ก ควรเป็นห้องเล่น

“ห้องเรียน - ห้องเล่น” แสดงให้เห็นภาพห้องเรียนที่จัดเป็น “ห้องเล่น” มีของเล่นมากมาย และจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ เป็นหมวด เป็นหมู่ ในลักษณะศูนย์การเรียน โดยจำลองสภาพสิ่งต่างๆ ในชีวิตจริง
ให้เด็กๆ ได้ลงมือกระทำและเล่นด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้เด็กๆ ได้รับประสบการณ์ตรงที่มีคุณค่า ได้ฝึกคิดฝึกทำจนชำนาญ และได้เรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างมีความสุข อันจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการและทักษะต่างๆ ดีขึ้น พร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพของชาติ



Create Date : 09 สิงหาคม 2554
Last Update : 9 สิงหาคม 2554 19:26:35 น.
Counter : 270 Pageviews.

0 comment
บทความดีๆ เกี่ยวกับเด็ก (สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว)
(ที่มา:สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว)

ความสุขของเด็ก

แพทย์หญิง พรรณพิมล หล่อตระกูล
ผู้อำนวยการ สถาบันราชานุกูล

มีคนสงสัยกันว่าเด็กเด็กมีความสุขดีหรือเปล่า คงเป็นเพราะความแข่งขันที่ดุเดือดที่เด็กต้อง
เผชิญ บางประเทศคิดถึงขนาดว่าจะจัดตั้งสถาบันการเล่นขึ้น เพื่อทำให้เด็กยังคงสามารถมีความสุขจาก
การเล่นได้ แทนที่จะต้องคร่ำเคร่งกับการกดดัน แต่อันที่จริงเด็กสามารถมีความสุขได้ไม่ยาก ด้วยวัยที่ยัง
อิสระ ปลอดโปร่งจากความคิดที่ตีกรอบ และมุมมองต่อโลกที่สดใส ความสุขของเด็กจึงเกิดจากการรับรู้
ในตัวเด็กเองและจากผู้คนแวดล้อมที่เข้าใจความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวเด็กทุกคน
พัฒนาการทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามวัยของเด็กผ่านประสบการณ์ที่ได้รับในแต่ละวัย ส่งผลให้เรา
มีประสบการณ์เดิมสะสมเป็นข้อมูลทางอารมณ์ เมื่อได้รับสิ่งเร้าจะเกิดการเชื่อมต่อแปลความหมายสิ่งที่
รับ กระบวนการเชื่อมต่อแปลความหมายมีความสำคัญมากกว่าตัวสิ่งเร้าเอง แต่เรามักคิดว่าสิ่งที่เรารับรู้
เป็นข้อเท็จจริง ในความเป็นจริงสิ่งนั้นได้ถูกประสบการณ์ทางอารมณ์ในอดีตบิดเบือนไปแล้ว
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เด็กมีประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ดีจึงเป็นฐานต้นทุนให้กับเด็กทุกคน
สิ่งที่ต้องตระหนักคือเราเลือกจะรับรู้สิ่งที่อยากจะรู้ คนบางคนรับรู้บางสิ่งได้ไว เพราะเลือกที่จะรับสิ่งนั้น
จนบางครั้งไม่สามารถมองเห็นด้านอื่น ความเป็นจริงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก เด็กทุกคนมีลักษณะทางอารมณ์
พื้นฐาน ทำให้เขาเลือกรับด้วยตัวเขาเอง ทำให้การเรียนรู้เรื่องอารมณ์ต้องเข้าใจการเชื่อมต่อเข้าสู่การ
รับรู้ของตัวเด็ก
ประการต่อไป เมื่อเกิดประสบการณ์ขึ้นกับเด็ก การรับรู้ของเด็กมักเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งช่อง
ทาง และเกิดกระบวนการจัดการข้อมูลที่ผ่านเข้าจากหลายช่องทางโดยไม่รู้ตัว เช่น เด็กสังเกตทั้งแววตา
ท่าทาง การสัมผัส คำพูด อาจรวมทั้งกลิ่นกายของแม่ เกิดเป็นความทรงจำที่มีความประทับใจ การเรียนรู้
ส่วนที่ซ่อนเร้นมักถูกละเลยไป
ประสบการณ์ทางอารมณ์เป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตทางจิตใจ การเติบโตอย่างเป็นสุขเป็น
สิทธิที่เด็กทุกคนควรได้รับ สิ่งที่ผู้ใหญ่ช่วยให้เด็กได้มีความสุขในการใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งในชีวิตแต่ละวัน
และในวันที่ความสุขในใจเด็กลดลง เกิดจากพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่แสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่ฟังสิ่งที่เด็กบอก
การได้ยินสิ่งที่เด็กบอกกลายเป็นเรื่องยาก เมื่อผู้ใหญ่มัวแต่พันธนาการตัวเองอยู่กับภาระ
หน้าที่ จนไม่ว่างพอสำหรับการฟัง และเป็นเพราะลืมวัยเด็กไปจนหมดสิ้น ทำให้ไม่ได้ยินสิ่งที่เด็กกำลัง
บอกเล่า เด็กเด็กมักมีความสุขที่ได้เล่าสิ่งใหม่ๆ ที่เขาค้นพบ ความสงสัยที่กำลังค้นหาคำตอบ แม้เมื่อเป็น
เด็กโต ยังอยากโต้ตอบความคิดเห็นของตนเองกับผู้ใหญ่
เวลาที่สิ่งที่เด็กกำลังมีความสุขสื่อสารออกไป แต่ไม่ได้รับการตอบสนองด้วยการฟัง ความสุข
ของเด็กแฟบเล็กลง แต่ผู้ใหญ่มักไม่ค่อยรู้สึกและมองข้ามไป เพราะมุมมองแบบผู้ใหญ่เรื่องตื่นเต้นที่เด็ก
บอกเป็นเรื่องเล็กมาก ไม่นานเด็กจะเลิกกระตือรือร้นที่จะบอกเล่าโดยที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ตัว แต่ผู้ใหญ่กลับ
คาดคั้นให้เด็กบอกเล่าสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากได้ยินที่กลายเป็นความกดดันสำหรับเด็ก

การฟังที่ทำให้เด็กมีความสุข เริ่มจากการตั้งใจที่จะหยุดฟัง หยุดจากภาระหน้าที่ หันมาตั้งใจ
นั่งลงฟังและโต้ตอบด้วยความผ่อนคลาย เพียงเท่านี้เด็กๆ ก็มีความสุข แต่ถ้าเป็นวันที่เด็กมีปัญหา
นอกจากการตั้งใจฟัง ต้องได้ยินสิ่งที่เด็กพยายามจะบอกเล่า ด้วยความจำกัดของการสื่อสารความไม่
สบายใจภายใน ผู้ใหญ่จึงต้องเข้าใจความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายใน ด้วยการช่วยเด็กลำดับความคิด
และทำให้รู้ว่ามีคนที่เข้าใจ พร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง บางทีแค่รับรู้ว่ามีคนฟังอย่างเข้าใจ ความสุขของเด็กๆ
ก็กลับคืนมา
ไวต่อความรู้สึก
เด็กยิ่งเล็กยิ่งไม่สามารถใช้ภาษาสื่อสารบอกเล่าความรู้สึก ความต้องการ เหมือนที่เด็กทารก
มีเพียงเสียงร้องบอกเล่าทุกอย่าง แต่แม่ก็สามารถรับรู้ได้ว่าการร้องแต่ละครั้งต้องการอะไร ความไวต่อ
ความรู้สึกของเด็กเกิดจากการสังเกตอย่างใส่ใจ การใช้ชีวิตด้วยกันแต่ละวันทำให้เกิดการเรียนรู้ เข้าใจ
พื้นฐานอารมณ์ของเด็ก สามารถเข้าไปสู่อารมณ์ที่อยู่ภายใน ที่ด้วยวัยเด็กไม่สามารถเข้าใจตนเองได้
ด้วยวัยและประสบการณ์ การเผชิญกับอารมณ์ที่เป็นทุกข์ ทำให้เด็กมีความทุกข์อย่างมาก
ไม่เข้าใจไม่รู้จะทำอย่างไรให้ตนเองออกไปจากความทุกข์ได้ ถ้าเด็กคนหนึ่งเห็นของเล่นเพื่อนและอยาก
เล่น แต่เมื่อไปแย่งมา เขาถูกว่าและตี สำหรับเด็กสามขวบอาจไม่เข้าใจว่าทำไมความอยากของเขาไม่ได้
รับการตอบสนอง ทุกข์ทั้งไม่ได้อย่างที่ต้องการและทุกข์ที่ถูกลงโทษ
ความไวต่อความรู้สึกทำให้ผู้ใหญ่เลือกที่จะเบนความสนใจเด็กออกไปจากของเล่นเพื่อนไปหา
ของเล่นที่เขาเล่นได้และกลับมามีความสุขที่ได้เล่นของเล่นที่ต้องการ ไม่ต้องถูกลงโทษ และเรียนรู้ว่าเมื่อ
เกิดความรู้สึกอยากเล่นขึ้น เขาจะเล่นอย่างไร
ตอบสนองตามวัย
เด็กมีความพิเศษตรงที่พัฒนาการแต่ละช่วงวัยมีลักษณะเฉพาะ ความสนใจความสุขเป็นไป
ตามวัย วัยทารกอยากได้ความมั่นใจโอบกอดจากคนที่รัก ได้รับการตอบสนองจากคนรอบข้าง โตขึ้นมา
อยากเป็นตัวของตัวเอง สามารถทำอะไรได้เอง โตขึ้นมาอีกอยากได้รับการยอมรับความเป็นตัวตน
ได้เป็นอย่างที่ใฝ่ฝัน การได้เติบโตตามวัยเป็นความสุขสำหรับเด็ก เหมือนผู้ใหญ่ที่มีความสุขจากความ
สำเร็จ
บ่อยครั้งเด็กถูกทำให้พอใจกับความสุขแบบเด็กเล็ก เมื่อโตขึ้นความสุขแบบนั้นกลายเป็นความทุกข์
เหมือนเด็กโตที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ได้แต่หงุดหงิดอาละวาดเวลาไม่ได้ดั่งใจ จนมีหนังสือที่เขียนเรื่อง
พ่อแม่รังแกฉัน รังแกไม่ให้เขาได้เติบโตตามวัยอย่างมีความสุข
ในทางตรงข้ามผู้ใหญ่มีความคาดหวังที่เกินวัยของเด็กเช่นกัน เช่น คาดหวังความเข้าใจใน
เรื่องที่ยากเกินวัย อยากเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่ได้อย่างใจ จนลืมไปว่าเด็กอายุเท่าไหร่ บ้านที่ทะเลาะกับ
ลูกได้ทุกวัน อาจจะต้องดูเหมือนกันว่าบางทีผู้ใหญ่เอาแต่ใจตัวเอง จนไม่ได้ดูว่าเวลาที่หมดไปกับการ
ทะเลาะกัน เอามาฝึกพัฒนาลูกตามวัยอาจจะทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกมีความสุขร่วมกัน

บรรยากาศความสุข
เด็กมีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด ความตึงเครียดทาง
อารมณ์ในผู้ใหญ่เป็นปัจจัยสำคัญของบรรยากาศความสุขในบ้าน “นิดอายุ ๙ ขวบ ถูกพามาปรึกษาด้วย
ปัญหาหูแว่ว นิดบอกว่าได้ยินเสียงผี พูดอะไรไม่รู้ที่ข้างหู ทำให้นิดนอนไม่หลับ เพราะความกลัว
ความกลัวเสียงที่แว่วข้างหูทำให้นิดต้องเดินมาเคาะประตูห้องนอนของพ่อและแม่ และขอให้พ่อไปรับนิด
ที่โรงเรียน พร้อมกับแม่ เพราะนิดบอกว่ากลัวผีจะตามนิดไปที่โรงเรียนด้วย”
อาการของนิดน่าสนใจ ทั้งพ่อและแม่อธิบายไม่ได้ว่านิดไปได้ยินเรื่องผีจากที่ไหน ถึงได้เกิด
อาการกลัวขนาดหลอนจนได้ยินเสียงผี แต่สิ่งที่พ่อและแม่มองข้ามคือปฏิกิริยาของทั้งสองคนที่มีต่อกัน
พ่อแม่คู่นี้มีความขัดแย้งกันมาหลายเดือน ต่างฝ่ายต่างโทษกัน จนความสัมพันธ์ตึงเครียด พ่อใช้วิธีอยู่ที่
ทำงาน กลับบ้านค่ำ กลับเข้าบ้านแม่หงุดหงิด ทะเลาะกัน ทั้งสองคนเข้าห้องนอนปิดประตูทะเลาะกัน
เพื่อไม่ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ทะเลาะกัน และพยายามดูแลลูกอย่างที่เคยทำตามปกติ ไม่อยากให้ลูกต้องกังวล
กับปัญหาของพ่อแม่
บรรยากาศในบ้านที่เปลี่ยนไปทำให้นิดรู้ว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น แต่นิดอธิบายไม่ได้ นิดบอกว่า
พ่อแม่ไม่มีความสุขเหมือนเมื่อก่อน บางคืนนิดได้ยินเสียงพ่อและแม่ที่ทะเลาะกันลอดออกมา เขาไม่ยิ้ม
ไม่หัวเราะเหมือนเมื่อก่อน เสียงผีที่นิดได้ยินได้ยินจริงๆ เป็นปฏิกิริยาของนิดต่อความกลัว นิดไม่อยาก
ได้ยินเสียงพ่อแม่ทะเลาะกัน ความวิตกกังวลทำให้นิดเกิดอาการ เมื่อนิดเดินไปเคาะประตูห้อง พ่อและ
แม่หยุดการทะเลาะ มาพานิดเข้านอน ตอนเย็นพ่อต้องมารับนิดที่โรงเรียนพร้อมแม่ แทนที่จะกลับ
บ้านค่ำ อาการได้ยินเสียงผีเป็นความพยายามของนิดเพื่อให้บรรยากาศความสุขกลับมาที่บ้านอีก
ครั้งหนึ่ง
บรรยากาศของบ้านที่มีความสุขทำให้เด็กมีความสุข ผ่อนคลายและเรียนรู้เติบโตตามวัย
ไม่ต้องหยุดชะงัก ติดกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และใช้ความพยายามแบบเด็ก เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่เกิด
ขึ้น ซึ่งมักไม่สำเร็จ ผู้ใหญ่มีหน้าที่ที่จะทำให้บรรยากาศของการเติบโตเป็นความสุข บางทีผู้ใหญ่มีเรื่อง
มากมายต้องจัดการ ถ้าต้องดูแลเด็ก การดูแลอารมณ์ของตนเองและของคนรอบข้าง ช่วยให้การสร้าง
บรรยากาศที่ดีเป็นเรื่องไม่ยาก
การผ่อนคลายตนเองเป็นประโยชน์ ทำให้ได้หยุดพัก หยุดคิด หยุดตั้งหลัก ยิ่งมีหลายบทบาท
หลายหน้าที่ จะได้หยุดวางบทบาทนอกบ้าน สลับมาทำหน้าที่ในบ้าน ทำอย่างมีความสุข เพียงเท่านี้
เด็กๆ ที่อยู่ในบ้านก็มีความสุขด้วย

We can create a supportive family environment
and have positive expectations of our children
and still set boundaries for them. Don’t be afraid
to have family rules.



Create Date : 09 สิงหาคม 2554
Last Update : 9 สิงหาคม 2554 18:56:49 น.
Counter : 789 Pageviews.

4 comment

FleshyMom
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ของเล่นเด็ก พรีเมี่ยม รถไฟโทมัส
รับประกันคุณภาพและราคา