บัตรเครดิตมีดีอะไร
Group Blog
 
All Blogs
 

ทำไมต้องใช้บัตรเครดิตด้วย?

พอดีเมื่อ 10 ปีก่อน ได้นำมาม่า ที่ได้จากการเติมน้ำมันกรุงไทยวีซ่าที่ปั๊มปตท. ไปให้ที่ทำงานกินกัน พอดีกินไม่ทันมีสัก 50 ซองได้ ซึ่งบนซองมาม่า ได้มีโลโก ปตท. และ วีซ่า โชว์หรา อยู่บนซอง ก็มีพี่คนหนึ่ง สงสัยถามว่า

" เอ พี่ก็เติมปตท. ทุกวันเลย ทำไมไม่เคยได้เลยล่ะ"
" ต้องเติมทุก 300 ได้ 1 ซอง" (สมันนั้น เบนซิน 95 ประมาณ 14-17 บาท)
" อูย พี่เติม ตั้ง 400 แน่ะ"
" อ๋อ ต้องบัตรวีซ่านะ มาสเตอร์ไม่ได้"
" วีซ่า อะไร บัตรสมาชิกเหรอ"
" บัตรเครดิตวีซ่า น่ะพี่.."
" อูย... บัตรเครดิตเหรอ ถ้ามันจะบ้า จ่ายเงินสดไม่แถม ดันไปแถมคนที่ยังไม่จ่ายเงิน"
" ก็ปั๊ม มันไม่ได้เป็นคนแจก นี่พี่.. วีซ่า เป็นคนแจก"
" อ้าว แล้วพี่จ่ายเงินสด ปั๊มไม่แถมอะไรเลยเหรอ"
" ก็ มาม่าเป็นของวีซ่าวานปั๊มแจกให้"
" แต่มันน่าจะแถมคนที่จ่ายเงินสด มากกว่า"
" บลา ๆ ๆ ๆ ๆ" (ประมาณว่า คนจ่ายเงินสดต้องได้ของแถม ควรที่วีซ่าต้องตามมาแจกให้ด้วย)
" ยังไงพี่ก็ไม่ใช้หรอกบัตรเครดิต ถ้ามันไม่ได้อะไร มันจะมาชวนให้เราใช้ทำไม ยังไง มันก็ต้องหลอกเรา ต้องมีอะไร ที่เรารู้ไม่ทันมัน"

ซึ่งพี่คนนี้ ปัจจุบันก็ไม่ยอมใช้บัตรเครดิตอยู่นั่นแหละ (และไม่เคยใช้มาก่อน)

รู้เท่าทันบัตรเครดิต, ใครควรใช้บัตรเครดิต?

ไม่ได้มาชวนให้ทำบัตรเครดิตกันนะครับ แต่จะชี้ให้เห็นว่า ควรใช้หรือไม่ควรใช้ เหมาะกับนิสัยตนเองหรือไม่

1. บัตรเครดิตทั้งหลายรอเราพลาด, หรือลืม, จะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้จ่ายไม่ตรงตามกำหนด(มีระยะปลอดดอกเบี้ยสูงสุด 45-55 วัน) นี่แหละที่สงสัยกันนักหนาว่า บัตรเครดิตได้อะไร เพราะการจ่ายหลังวันครบกำหนดนี่แหละ ถึงคราวบัตรเครดิต จะคิดดอกเบี้ยบ้าง ถ้าแบงค์ฝรั่ง จะโหดหน่อย จะเริ่มคิดดอก จากวันที่ใช้บัตร จนถึงวันที่ได้รับชำระเิงิน แต่ถ้าเป็นแบงค์ไทย(ไทยแท้ ๆ) ก็จะไม่โหดตามนิสัย จะคิดดอกนับจากวันที่สรุปยอด ถึงวันที่ชำระเิงิน ซึ่งไม่ว่าไทยหรือฝรั่ง ก็โดนคิดดอกไปไม่น้อยกว่า 15 วันแน่นอน(ปกติกำหนดชำระ ถัดจากวันสรุปยอด 15วัน ซิตี้แบงค์ 25 วัน ฮา ดอกกระจาย)

2. ถ้าใช้อย่างระมัดระวังและตามความสามารถ(หาเงิน) ก็จะเป็นประโยชน์ ตัวอย่างเช่น คะแนนสะสม 1000 คะแนนใช้แทนเงินสด 100 บาท นำไปเป็นส่วนลดการชำระค่าสินค้าหรือชำระคืนบัตรเครดิต, ส่วนลดการเติมน้ำมันจากปั๊มที่ร่วมรายการ 1-3%, แลกซื้อสินค้าราคาพิเศษ ผ่อน 0% 10 เดือน ฯลฯ

3. ภาพรวมก็ win win win
3.1 ผู้ซื้อ ได้ซื้อสินค้าที่ต้องการโดยไม่ต้องพกเงินสดคราวละมาก ๆ (หรือไม่มีเงินก็แล้วแต่)
3.2 ผู้ขาย ขายสินค้าได้มากขึ้น และไม่ต้องเก็บเงินสด ไว้ในร้าน (ไม่ต้องลุ้นแบงค์ปลอมและโดนจี้)
3.2 ผู้ออกบัตรเครดิต ได้ค่าธรรมเนียมจากร้านค้าตามที่ตกลงกันไว้

สิ่งสำคัญหรือหัวใจเลย

1. ดูความสามารถ(หาเงิน)ของตัวเอง
2. ชำระค่าสินค้าทั้งหมด ภายในกำหนด (ถ้าทำไม่ได้ นี่แหละต้นตอของปัญหาทั้งหมด)
3. เลือกทำบัตร ฟรีตลอดชีพแบบไม่มีเงื่อนไข(กรุงไทย, กรุงศรี)
4. ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์, ค่าอะไรก็ไม่รู้ หักบัญชีบัตรเครดิตให้หมด ลดเวลาและค่าเดินทางไปชำระได้มากทีเดียว และส่วนใหญ่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมชำระเงิน แถมยืดเวลาชำระเงินสดไปอีก 15-55 วัน
5. ถ้ามีหลายใบ ควรเลือกใช้หลังวันสรุปยอด ก็จะยืดเวลาชำระไปได้ 45-55 วัน แต่ถ้าเผลอใช้ใกล้วันก่อนปิดยอด ก็จะเหลือแค่ 15-25 วันเอง
6. ควรมีบัตรกดเงินสด(ที่คิดดอกตั้งแต่วันที่กดเงินร้อยละ 28 ต่อปีน่ะ) เผื่อพลาดหรือฉุกเฉินสัก 1 ใบ สมมุติว่าเมื่อครบกำหนด ต้องชำระเงินค่าบัตรเครดิต 10,000 บาท แต่มีเงินเพียง 6,000 บาท ถ้าชำระแค่ 6,000 บาท จะถูกคิดดอกเบี้ยจากยอด 10,000 บาท(ร้อยละ 20 ต่อปี, ไม่น้อยกว่า 15 วัน) จนถึงวันที่ชำระ และ 4,000 ที่ค้างก็จะถูกคิดดอกต่อไปจนกว่าจะมีการชำระทั้งหมด(รวมดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี) แต่ถ้าเรายอม กดเงินสด เพื่อชำระให้ครบ 10,000 บาท บัตรเครดิตก็จะปลอดดอกเบี้ยและค่าปรับ แต่จะเสียดอกเบี้ยจากบัตรกดเงินร้อยละ 28 ต่อปี ที่กดมา 4,000 บาท ถึงดอกเบี้ยจะสูงกว่าก็จริง แต่จำนวนเงิน และจำนวนวันน้อยกว่ากันมาก(น่าจะใกล้วันเงินเดือนออกแล้วนา) การยอมกดเงินสด(ร้อยละ 28 ต่อปี) และรีบนำมาชำระทันทีที่มีเงิน ก็จะเสียดอกเบี้ยน้อยกว่าการจ่ายไม่เต็มจำนวน

ถ้าทำได้ทั้งหมด(อย่างน้อย 2 ข้อแรก) ก็จะมีความสะดวก, ประหยัด(ค่าเดินทางไปชำระค่าสาธารณูปโภค), เงินสดอยู่กับตัว(ธนาคาร)นานขึ้น 15-55 วัน (ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากสูง ก็เท่ากับว่ายิ่งใช้มาก ได้ดอกเบี้ยมาก) สรุปถ้าใช้เป็น(และมีกำลังจ่าย) อย่างเข้าใจและมีการวางแผนการใช้ จะมีแต่ประโยชน์ ไม่มีข้อเสียเลย

ยกตัวอย่างครอบครัวนึง ชำระครบทุกงวดทุกบัตร
- ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคตามความจำเป็น 1,500 -2,000 บาท(ไม่มีบัตรก็ต้องซื้ออยู่แล้ว) ได้คูปองส่วนลดเงินสดเดือนละ 50-100 บาท
- ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์, ประกันชีวิต ฯลฯ 2,000 - 3,000 บาท ได้คะแนน 200-300 คะแนน
- ชอปปิ้ง, กิน, เที่ยว ที่ไม่ได้จำเป็น(แต่มีกำลังจ่าย) เดือนละ 3,000- 4,000 บาท ได้คะแนน 200-400 คะแนน
- ค่าน้ำมัน 4,000 - 6,000 บาท ได้เครดิตคืนเงิน 400- 1800 บาท ได้คะแนน 500-600 คะแนน

จะเห็นว่าครอบครัวนี้ได้ คูปองและเครดิตคืนเงิน ไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อเดือน ไม่รวมคะแนนสะสม 1000 คะแนน แลกชำระได้ 100 บาท และจะชำระเงินสดจริง ๆ ในอีก 15 - 55 วันข้างหน้า(ปลอดดอกเบี้ย) เงินที่อยู่ในธนาคารก็จะยืดออกไปได้ ดอกเบี้ยเงินฝากก็จะมากขึ้นตามวันที่มากขึ้น(ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากสูงก็จะดีมากเลย)
หากเป็นบัตรแพลททินั่ม ก็จะทวีคูณทั้งส่วนลด จาก 1% เป็น 3% คะแนนเพิ่มเป็น 2 เท่า จากครอบครัวดังกล่าว ส่วนลดและคูปองอื่น ๆ จะพุ่งพรวดไปไม่น้อยกว่า 2,000 บาทเลยทีเดียว ในขณะที่การชำระเงินสด(จ่ายไปแล้ว) จะไม่มีส่วนลดและเงินคืนอะไรเลย

ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีวางแผนการใช้จ่าย รูด ปรื๊ด ๆ ตามใจ, ตามวงเงินและโฆษณาของผู้ออกบัตรละก็ เตรียมเป็นลูกหนี้บัตรเครดิต(มีดอกเบี้ย)แบบถาวรได้เลย จนวันนึงจะมีกำลังจ่ายแต่เพียงดอกเบี้ย ไม่มีปัญญาชดใช้เงินต้นได้เลย สุดท้ายก็จะมีการฟ้องร้อง และเสียประวัติทางการเงินไปในที่สุด

ส่วนการชำระเงินทางอินเตอร์เน็ต ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก ผู้ออกบัตรจะมีหน่วยสืบราชการลับอยู่ ว่ามีการใช้ที่ผิดปกติวิสัยหรือไม่ คือมีการซื้อผิดปกติ, หรือนำบัตรเครดิตไปกดเงิน ทั้งที่ไม่เคยกดมาก่อน หน่วยที่ว่านี้จะติดต่อท่านภายใน 5 นาที ว่ามีการทำรายการดังกล่าวจริงหรือไม่ และที่สำคัญกฎหมายในเมืองไทยยอมรับเฉพาะสลิปที่มีลายเซ็นผู้ถือบัตรเท่านั้นในการฟ้องร้อง และถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย อย่าเอาบัตรเครดิตไปกดเงินเด็ดขาด เพราะจะโดน 2 เด้งแพงกว่าบัตรกดเงินซะอีก คือค่าธรรมเนียม 3% ขั้นต่ำ 300 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี

ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว บัตรกดเงิน จะมีประโยชน์กว่าบัตรเอทีเอ็มเสียอีก เวลาไปต่างจังหวัดเพราะถ้าออกนอกพื้นที่แล้ว เอาเอทีเอ็มไปกดเงินจะมีค่าข้ามเขต หมื่นละสิบบาท ขั้นต่ำ 10 บาท แต่ถ้าใช้บัตรกดเงิน ไปกดจะเสียดอกเบี้ยร้อยละ 28 ต่อปี(ร้อยละ 7.67 สตางค์ต่อวัน) ถ้ากด 1,000 บาท ก็จะเสียดอกเบี้ยวันละ 76.71 สตางค์ต่อวัน หลังจากเที่ยวเสร็จ เอาเงินไปจ่ายคืน ยังเสียดอกเบี้ยไม่ถึง 10 บาทเลย




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2553    
Last Update : 28 ตุลาคม 2553 22:44:59 น.
Counter : 1499 Pageviews.  

ประกันภัยรถยนต์

หลายครั้งได้ยินเจ้าของรถ บ่นว่า

" จ่ายค่าประกัน ตั้งหลายหมื่น พอจะซ่อม ต้องจ่ายเองอีก 2,000 บาท"
" นี่ทำชั้น 1 นะเนี่ย ถ้าต้องจ่ายเอง จะทำประกันไปทำไม"

บลา ๆ ๆ ๆ

ประโยคเหล่านี้ ทุกคนเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว
ก็สรุปคร่าว ๆ ไม่ลงลึกละกัน เน๊าะ เพื่อความเข้าใจทั่วถึง

เอาแบบคุ้มครองน้อยสุดไปหามากละกัน

พรบ. คุ้มครองผู้ประสพภัยจากรถ
คุ้มครองเฉพาะ คน คือรักษาคนหรือค่าทำศพ
รถทุกคัน ถ้าจะเอามาวิ่งบนถนน ต้องทำทุกคัน โทษหนักมาก ปรับขั้นต่ำ 10,000 บาท (คงไม่มีใคร โดนปรับแบบมีใบเสร็จ จริง ๆ หรอก)

ประเภท 4
คุ้มครองเฉพาะ ทรัพย์สินคู่กรณี
เนื่องจากว่า พรบ. รักษาคนไปแล้ว จึงซื้อตัวนี้มาเพิ่ม เพื่อซ่อมรถคู่กรณี แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพราะไม่มีใครอยากขายประกันตัวนี้ เมื่อคนขายมีน้อย คนซื้อยิ่งไม่รู้จักเข้าไปใหญ่

ประเภท 3
คุ้มครองส่วนที่เกินจาก พรบ. และ ทรัพย์สินคู่กรณี
ส่วนใหญ่จะรู้จักกัน เรียกว่าซื้อไว้ซ่อมรถคนอื่น เพราะราคาไม่แพงมากนัก อยู่ในช่วง 2-3 พันบาท

ประเภท 3+ (บางรายเรียก ประเภท 5)
คุ้มครองส่วนที่เกินจาก พรบ. , ทรัพย์สินคู่กรณี, รถเอาประกัน
ตามชื่อเลย เพิ่มเติมจากประเภท 3 ตรงที่ซ่อมรถเราด้วย แต่จะมีเงื่อนไขว่า ชนกับยานพาหนะทางบก ยกเว้นเท่านั้น รถไฟ ชนหมา, ชนแมวไม่ได้ และมักจะมีค่าเสียหายส่วนแรกด้วย 2000 บาท เบี้ยช่วง 7-9 พัน

ประเภท 2
คุ้มครองส่วนที่เกินจาก พรบ. , ทรัพย์สินคู่กรณี และ ไฟไหม้
ต่างจากประเภท 3 ตรงที่เพิ่มความคุ้มครอง ไฟไหม้เข้ามา แค่นั้นเอง
ไม่ค่อยมีใครนิยมทำกัน เพราะเบี้ยถูกกว่าชั้น 1 นิดหน่อย แต่ไม่ซ่อมรถให้เจ้าของ

ประเภท 2+ (บางรายเรียก ประเภท 5)
ตามชื่อเลย เพิ่มเติมจากประเภท 2 ตรงที่ซ่อมรถเราด้วย แต่จะมีเงื่อนไขว่า ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น ยกเว้น รถไฟ ชนหมา, ชนแมวไม่ได้ และมักมีค่าเสียหายส่วนแรกด้วย 2000 บาท เบี้ยช่วง 8-9 พัน ซึ่งตั้งใจออกมาเพื่อ ปราบ 3+ โดยตรงเลย

ประเภท 1
คุ้มครองส่วนที่เกินจาก พรบ. , ทรัพย์สินคู่กรณี,ไฟไหม้, รถเอาประกัน
รู้จักกันมากที่สุด ได้ยินกันมากที่สุด และไม่รู้เงื่อนไขการรับประกันมากที่สุด เช่นกัน เพราะมัวไปหลงกับคำว่า ชั้น 1 ก็เลยต้องมาหงุดหงิดกัน ที่โวยวายกันมากก็เรื่องค่าเสียหายส่วนแรกนี่แหละ

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ทำไมต้องเก็บ?
มาจากรถที่เอาประกันเนี่ยไปเรียกร้องค่าซ่อมมาจากคู่กรณีเรียบร้อยแล้ว(ไม่ได้แจ้งประกัน) ต่อมาก็ไปแจ้งประกันว่า ถูกเฉี่ยวชน แล้วคู่กรณีหลบหนี ประกันก็ต้องซ่อมให้ตามสัญญา เจ้าของรถก็ได้ 2 เด้ง ประกันซ่อมรถให้ แล้วยังได้ค่าซ่อมจากคู่กรณีอีก

พอดี มีการลอกเลียนแบบ กันมากเข้า ๆ บ.ประกันก็ชักจะไม่ไหวแล้วไปปรึกษา กรมการประกันสมัยนั้น ก็มีข้อสรุปกันออกมาว่า

"ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก 2000 บาท กรณีที่ไม่สามารถแจ้งให้ทราบถึงคู่กรณีได้"

สรุปว่า

จอดที่ตลาดกลับมารถบู้บี้ ไม่รู้ใครทำ ก็ต้องจ่าย 2000 บาท
ถอยเข้าบ้าน ครูดเสา ไม่ต้องจ่าย 2000 บาท เพราะเสาเป็นคู่กรณี
จอดรถครูดฟุตบาท ไม่ต้องจ่าย 2000 บาท เพราะฟุตบาทเป็นคู่กรณี
ขับเบี้ยดต้นไม้ ไม่ต้องจ่าย 2000 บาท เพราะต้นไม้เป็นคู่กรณี
เฉี่ยวชน คู่กรณีหลบหนี จำทะเบียนไม่ได้ จ่าย 2000 บาท (ค่าสมองเสื่อม 5555)
เฉี่ยวชน คู่กรณีหลบหนี จำทะเบียนได้ ไม่ต้องจ่าย 2000 บาท
หมาข่วน, แมวข่วน, หมาแทะ, นกขี้ ไม่ต้องจ่าย 2000 บาท (จึงกลายเป็นที่มาของการลดความคุ้มครอง)

หลังจากหมาข่วน, แมวข่วน ได้สัก 10 ปี บ.ประกันก็บ่นอีก ไปปรึกษา คปภ. สำนักงานอะไรสักอย่างนี่แหละ จำไม่ได้สักที เป็นที่มา

" คุ้มครองการชนหรือคว่ำเท่านั้น" แต่เฉี่ยวเสา, ชนหมา, ครูดต้นไม้, ครูดฟุตบาท, ฯลฯ ยังได้อยู่ อนุโลม กรณีหินกระเด็นใส่กระจกหน้า (แต่เจ้าหน้าที่ คปภ. ที่ 1186 ยังยึดติดกับคำว่าชนหรือคว่ำอยู่นะ)

นอกเหนือจากนี้ ถือว่าไม่ทราบคู่กรณีเก็บ 1000 บาทรวด


ทำประกันประเภท 1 อย่างไรให้ ค่าเบี้ยถูก?

วิธีที่ 1. ค่าเสียหายส่วนแรก ง่าย ๆ เลย หากคำนวนมาแล้ว เบี้ยประกัน 15000 บาท แต่ท่านมั่นใจมาก ก็นักเลงกันไปเลย ว่าถ้าเป็นฝ่ายผิด จะจ่ายเองเลย ครั้งละ 5000 บาท(เพดานสูงสุดแล้ว) บ.ประกันก็จะรับคำท้าของท่านลดค่าเบี้ยให้ท่าน 5000 บาท เช่นกัน ก็จะจ่ายเบี้ยเพียง 10000 บาท แต่ทุกครั้งที่ชนแล้วท่านผิด ต้องจ่ายครั้งละ 5000 บาท

วิธีที่ 2. ระบุชื่อผู้ขับขี่ไปเลย (ได้ 2 คนดูคนอายุน้อยเป็นหลัก) ช่วงอายุ 18-24 ยังคึกคะนอง ลดให้ 5% ช่วง 25-35 คึกน้อยลงมา ลดให้ 10% ช่วง 36-50 หายคึกแล้ว ลดให้ 15% ตั้งแต่ 50 ขึ้นไป ไม่มีแรงแล้วลดให้ 20% แต่ถ้าคนขับ ไม่ได้มีชื่อตามที่ระบุไว้ โดนค่าเสียหายส่วนแรก 6000 บาท

วิธีที่ 3. ประวัติดี อันนี้ต้องสะสมความดีครับ หากปีแรก ไม่มีเคลม หรือ เป็นฝ่ายถูก ปีถัดไป จะได้ลด 20% และสะสมความดีไปเรื่อย ๆ จะได้เพิ่มอีกปีละ 10% สูงสุด 50%

แต่ที่โดนมากับตัว ได้ประวัติดี 50% และ จะระบุผู้ขับขี่ด้วย ประกันไม่รับทำครับ เพราะรวมกันแล้วต้องลดให้ 65% ครับ 5555




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2553    
Last Update : 28 ตุลาคม 2553 22:26:17 น.
Counter : 188 Pageviews.  


totobest
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add totobest's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.