การเมืองอาศัยสื่อออนไลน์บิดเบือนความเป็นองค์กรจริยธรรม

เอามาฝาก เผื่อใครบางคนยังไม่รู้ เพราะ ปตท ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ มักจะถูกโจมตีถึงความเป็นองค์กรจริยธรรม มากเหลือกเกิน สาเหตุก็ไม่มีไรมาก เพราะว่าคนไทยมักจะถูกยั่วยุง่าย เมื่อเป็นประเด็นเกี่ยวกับพลังงาน แม้ว่า ปตท เองจะสร้างความดี โดยการคิดค้น นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม ยิ่งตอนนี้กระแสการเมืองกำลังมาแรง ดังกว่าทุกความเคลื่อนไหวในประเทศไทย  ก็เลยอยากจะแชร์ เพื่อให้คนไทย ทั่วไปได้รู้ว่า จริงๆ ปตท เป็นกลาง และมีความเป็นองค์กรที่มีจริยธรรม เป็นองค์กรช่วยเหลือสังคม นะครับ อย่าให้ใครจูงจมูกง่ายๆ  

"ปตท. ชี้แจง ข้อความบิดเบือนทางสื่อออนไลน์ ยัน เป็นองค์กรที่เป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมือง หรือนักการเมืองคนใด


นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ส่งข้อความบิดเบือนผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค เกี่ยวกับการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองของพนักงานกลุ่ม ปตท.และครอบครัว นั้น ปตท. ใคร่ขอชี้แจงว่า การร่วมชุมนุมแสดงข้อคิดเห็นทางการเมือง เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่สามารถกระทำได้ตามครรลองของกฎหมาย เพื่อแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาตรฐานทางจริยธรรม และจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ระบุไว้ชัดเจนว่า "ปตท. เป็นองค์กรที่เป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือนักการเมืองคนใด ไม่ว่าในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับโลก ปตท. สนับสนุนการดำเนินการใดๆ ที่เป็นไปตามระบอบการปกครองในประเทศนั้นๆ ทั้งนี้ ปตท. สนับสนุนให้บุคลากรของ ปตท. ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และใช้สิทธิทางการเมืองของตนตามครรลองของกฎหมาย"

ทั้งนี้ ปตท. ขอยืนยันว่า ปตท. ไม่เคยดำเนินการใดๆ ที่เป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อีกทั้ง ร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน ยังเปิดให้บริการตามปกติ มิได้มีการปิดกั้นสำหรับลูกค้ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใด โดยยินดีให้บริการและต้อนรับลูกค้าของ ปตท. อย่างต่อเนื่อง"

เป็นไงกันบ้างครับ ให้มันได้งั้สิ ดึงไปได้ทุกเรื่อง ผมอยากให้ลืมเรื่องการเมืองแล้วดูว่า ปตท ให้อะไรกับเราบ้าง รักโลกกับปตท กันดีกว่าครับ ;)




Create Date : 21 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2556 18:59:27 น.
Counter : 311 Pageviews.

0 comment
พลังงานไทยเพื่อคนไทย ใครว่าโครงสร้างราคาน้ำมัน ไม่สำคัญ ตอนที่ 3 (the end)
มาต่อกันเลยดีกว่า หลายๆ คนคงอยากจะรู้แล้วสิว่า โครงสร้างราคานัำมันของแต่ละประเทศ เป็นอย่างไร แตกต่างกับเราอย่างไร  อย่าช้าครับ ตามมาดูกันเลยดีกว่า        

โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นราคาน้ำมันของอีกประเทศนึงที่มักจะถูกอ้างอิงมาเปรียบเทียบเสมอ มาดูแผนภาพที่อ้างอิงจาก ข้อมูลพลังงานจากสหรัฐอเมริกาครับ โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยอ้างอิงจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556

http://www.eia.gov/petroleum/gasdiesel/

รูปที่ 1: โครงสร้างราคาน้ำมันเบนซิน 95 และ ดีเซล ของประเทศสหรัฐอเมริกา (January 2013)

รูปที่ 1: โครงสร้างราคาน้ำมันเบนซิน 95 และ ดีเซล ของประเทศสหรัฐอเมริกา (January 2013)

จะเห็นได้ว่า ราคา Regular Gasoline (เบนซิน 91 บ้านเรา) ราคาเฉลี่ยทั้งประเทศสหรัฐอมริกาอยู่ $3.784/gallon แปลงเป็นหน่วย บาท/ลิตร จะเป็น 29.99 บาทต่อลิตร เท่านั้น ส่วนดีเซล ราคาเฉลี่ยทั้งประเทศสหรัฐฯอยู่ที่ $4.159/gallon หรือ 32.96 บาทต่อลิตร(ราคาอ้างอิง ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556)

1 US gallon = 3.78541178 litres

1 USD = 30 Thai Baht (Approx.)

ทางอเมริกาก็มีโครงสร้างทางภาษีกับค่าการตลาดเหมือนกัน แต่จะเห็นได้ว่า

น้ำมันเบนซิน 91

ราคาแค่ราคาหน้าโรงกลั่นก็ประมาณ 80% (72% ราคาน้ำมันดิบ +8% ค่าการกลั่น) (23.99 บาทต่อลิตร) ไปแล้ว ภาษีเก็บแค่ 13% (3.89 บาท) เอง นอกนั้นเป็นค่าการตลาด ไม่มีกองทุนน้ำมันกับอนุรักษ์พลังงาน ส่วนค่าการตลาดพอๆกัน

น้ำมันดีเซล

ราคาแค่ราคาหน้าโรงกลั่นก็ประมาณ 73% (61% ราคาน้ำมันดิบ +12% ค่าการกลั่น) (24.06 บาทต่อลิตร) ไปแล้ว ภาษีเก็บแค่ 12% (3.95 บาทต่อลิตร) เอง นอกนั้นเป็นค่าการตลาด ไม่มีกองทุนน้ำมันกับอนุรักษ์พลังงาน ส่วนค่าการตลาดพอๆกัน อเมริกาแพงกว่านิดหน่อย

ซึ่งพอชำแหละโครงสร้างราคาน้ำมันออกมา จะเห็นได้ว่า ต้นทุนที่ออกจากหน้าโรงกลั่น แทบไม่ได้แตกต่างกันเลยทั้งราคาน้ำมันในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ราคาหน้าโรงกลั่นของไทยจะแพงกว่านิดหน่อยเพราะใช้น้ำมันดิบดูไบ (Dubai Fateh) ($108.36/bbl) เป็นส่วนประกอบหลักที่แพงกว่าน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ที่สหรัฐอเมริกาใช้ ($92.76/bbl) รวมถึงค่าการกลั่นน้ำมันดิบดูไบแพงกว่า WTI เล็กน้อยด้วยเพราะคุณภาพน้ำมันดิบ WTI ดีกว่า (ที่ราคา WTI ถูกลงเนื่องจากอุปสงค์อุปทาน Demand Supply ในภูมิภาคนั้น รวมถึงสภาวะทางการเมืองระหว่างประเทศอีกด้วยหลายๆอย่าง)

นอกจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯเก็บภาษีอัตราที่ต่ำแล้วยังมีการอุดหนุนภาษีในรูปแบบต่างๆให้แก่บริษัทน้ำมันด้วย ปีๆนึงตกมากกว่าหมื่นล้านดอลล่าร์ !!! เพื่อให้บริษัทน้ำมันปรับปรุงเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและให้มีความสามารถในการลงทุนในกลุ่ม Unconventional Fuel หรือพวก Enhanced Oil Recovery ที่ใช้เงินลงทุนสูง ถึงขนาด ปธน.โอบามา เสนอต่อสภาคองเกรสให้ตัดงบอุดหนุนมูลค่า $4 พันล้าน แต่ไม่ได้รับการตอบรับ (ในขณะที่ประเทศไทยไม่มีการอุดหนุนอะไรเลยให้กับบริษัทน้ำมันอย่าง ปตท แต่กลับเป็นจิตสำนึกที่ดีต่างหาก ที่ทำให้กลายเป็น ปตท เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างในปัจจุบัน)

อ้างอิง

http://priceofoil.org/fossil-fuel-subsidies/

http://www.taxpayer.net/library/article/presidents-fy2012-proposed-cuts-to-fossil-fuel-subsidies

http://www.elistore.org/Data/products/d19_07.pdf

ข้อมูลราคาน้ำมันดิบจากบมจ.ไทยออยล์

http://www.iwebgas.com/oil/oil.html

ข้อมูลราคาน้ำมันดิบจาก OPEChttp://www.opec.org/opec_web/static_files_project/media/downloads/publications/MOMR_February_2013.pdf

แต่ที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือภาษีและกองทุนน้ำมันและอนุรักษ์พลังงาน ที่บ้านเราเก็บโหด แต่ก็ยังน้อยกว่ายุโรปนะ เพราะใช้น้ำมันดิบ Brent ที่แพงสุดๆ และเก็บภาษีอย่างโหด

(ปล. อ่านต่อว่าทำไมต้องน้ำมันดิบดูไบhttp://www.scbeic.com/THA/document/knowledge_dubai/)

โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศมาเลเซีย

มาเลเซียเป็นประเทศส่งออกน้ำมัน น้ำมันที่มาเลเซียผลิตได้เรียกว่าน้ำมัน Tapis เป็นน้ำมันที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพดีที่สุดในโลก ราคาแพงกว่า Brent อีกนะครับ พบมากในรัฐซาบาห์ ซาราวัก แถบเกาะบอร์เนียว และเป็นผู้ส่งออกก๊าซ LNG อันดับสองของโลก (ปี 2012) ทำให้รัฐบาลมาเลเซียเอารายได้บางส่วนจากการขายพลังงานมาอุดหนุน (Subsidy) ราคาพลังงานในประเทศมาเลเซียทำให้ราคาน้ำมันในมาเลเซียถูกลง

กราฟที่ 2: ปริมาณการผลิต (Production) และบริโภค (Consumption) น้ำมันดิบและคอนเดนเสทของประเทศมาเลเซียปี 1991-2010

กราฟที่ 2: ปริมาณการผลิต (Production) และบริโภค (Consumption) น้ำมันดิบและคอนเดนเสทของประเทศมาเลเซียปี 1991-2010

ข้อมูลจาก

http://www.eia.gov/countries/cab.cfm?fips=MY

กราฟที่ 3: โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศมาเลเซีย

กราฟที่ 3: โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศมาเลเซีย

จากกราฟที่ 3 จะเห็นได้ว่า ทางรัฐบาลมาเลเซียทั้งยกเว้นภาษี (Tax exemption) และอุดหนุนราคา (Subsidy) ให้กว่า 40% ของราคาน้ำมันขายปลีก (Retail Price) ที่ควรจะเป็นของประเทศมาเลเซีย ดังนั้นเวลามีใครบอกว่าน้ำมันมาเลย์ถูกกว่าบ้านเราเยอะ ก็ต้องรู้ด้วยว่า ถูกเพราะอะไรนะครับ

ราคาขายปลีกน้ำมันมาเลเซียในปัจจุบัน

PETROL RON95 หรือเบนซิน 95 อยู่ที่ ~ 19 บาท (RM1.9) ส่วนดีเซลอยู่ที่ 18 บาท (RM1.80) ครับจากข้อมูลเดือน มีนาคม พ.ศ. 2556

รูปที่ 2: โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศมาเลเซีย จากปั๊มน้ำมัน SHELL ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 16 มี.ค.2556

รูปที่ 2: โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศมาเลเซีย จากปั๊มน้ำมัน SHELL ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 16 มี.ค.2556

ราคาซ้ายคือ PETROL RON 95 หรือ เบนซิน 95 (กระดาษลอกๆหน่อย)

ราคาขวามือคือ DIESEL (ดีเซล)

Harga sebenar termasuk cukai ราคาที่แท้จริงรวมภาษี

Harga kawalan ราคาขายปลีกที่ถูกควบคุมราคาแล้ว (ราคาที่ประชาชนซื้อ)

Pelepasan Cukai oleh Kerajaan งดเว้นภาษีโดยรัฐบาล

Subsidi oleh Kerajaan เงินอุดหนุนจากรัฐบาล

RM 1  ประมาณ 10 บาท

http://www.mytravelcost.com/petrol-prices/

แต่ทางมาเลเซียเองก็พยายามหาทางลดการอุดหนุนลงเรื่อยๆ (อารมณ์ LPG ของบ้านเรา) แบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เพื่อให้คนใช้พลังงานตามราคาตลาดโลก จะได้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพหน่อย ไม่ใช่พอใช้ถูกก็ผลาญกันยังกะซดน้ำ ทำให้รัฐบาลมีภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันและก๊าซสูงขึ้นเรื่อยๆจนรับไม่ไหว ถ้าเล่นหักดิบกันจะเหมือนประเทศไนจีเรีย ที่หยุดการอุดหนุนไปเฉยๆทันที ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นเท่าตัว ประชาชนก็เลยก่อม๊อบออกมาประท้วงต่อต้านทันทีเช่นกัน

รูปที่ 3: การประท้วงการยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน (Fuel Subsidy Elimination) ในทันทีของรัฐบาลไนจีเรีย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันทุกชนิดเพิ่มขึ้นเท่าตัวในวันเดียวกัน (Credit: Reuters)

รูปที่ 3: การประท้วงการยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน (Fuel Subsidy Elimination) ในทันทีของรัฐบาลไนจีเรีย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันทุกชนิดเพิ่มขึ้นเท่าตัวในวันเดียวกัน (Credit: Reuters)

ข่าวสารอ้างอิงเกี่ยวกับการอุดหนุนราคาน้ำมันของประเทศมาเลเซีย

http://www.themalaysianinsider.com/malaysia/article/ku-li-moots-higher-taxes-on-big-cars-to-phase-out-petrol-subsidies/

http://www.themalaysianinsider.com/malaysia/article/minister-ron95-petrol-subsidy-up-10-sen-pump-price-unchanged/

http://www.topsecretwriters.com/2012/07/removing-the-gas-subsidy-crutch-can-malaysia-do-it/#more-18437

ข่าวการประท้วงการหยุดการชดเชยราคาน้ำมันของประเทศไนจีเรีย

http://www.reuters.com/news/pictures/slideshow?articleId=USRTR2VY9V

และ CEO ของ Petronas บริษัทน้ำมันของมาเลเซีย ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการอุดหนุนราคาก๊าซของมาเลเซีย เพราะทำให้คนใช้ก๊าซไร้ประสิทธิภาพ เพราะ Petronas ตอนนี้เป็นผู้ส่งออกก๊าซ LNG อันดับสองของโลก (จากข่าว) ได้ทำสัญญาระยะยาวในการส่ง LNG ไปที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ถ้าความต้องการพลังงานในประเทศมาเลเซียสูงขึ้นจะทำให้มีผลกระทบต่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของมาเลเซียอย่างแน่นอน พอต้องส่งออกตามสัญญา ถ้าประเทศผลิตเหลือจากการส่งออกไม่พอ ก็ต้องนำเข้าพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านแทนหรือใช้พลังงานทางเลือกอื่นปั่นไฟฟ้าที่แพงกว่าก๊าซ แต่ข้อดีของการอุดหนุนราคาพลังงานทำให้อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของมาเลเซียต่ำกว่าเพื่อนบ้านใน ASEAN แต่จะทำให้รัฐถังแตกในไม่ช้านี้

กราฟที่ 4: ปริมาณการบริโภค (Consumption) และกำลังการผลิต (Production) ของก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซียปี 1991-2010

กราฟที่ 4: ปริมาณการบริโภค (Consumption) และกำลังการผลิต (Production) ของก๊าซธรรมชาติของประเทศมาเลเซียปี 1991-2010

กราฟที่ 5: ข้อมูลผู้ส่งออกก๊าซ LNG หลักของโลก ปี 2010

กราฟที่ 5: ข้อมูลผู้ส่งออกก๊าซ LNG หลักของโลก ปี 2010

ข่าวและข้อมูลอ้างอิง

http://www.eia.gov/countries/cab.cfm?fips=MY

http://www.intelasia.net/petronas-ceo-calls-for-end-to-gas-subsidies-207078

http://www.themalaysianinsider.com/malaysia/article/petronas-insidious-addiction-to-gas-subsidies-could-cost-rm28b

สรุปราคาน้ำมัน (บางชนิด) ที่ไทยแพงเพราะ

1. ภาษีอัตราที่สูงในน้ำมันบางชนิด

2. กองทุนน้ำมันและส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานในอัตราที่สูงในน้ำมันบางชนิด

3. ต้นทุนและค่าขนส่งน้ำมันดิบแพงกว่าในบางประเทศ (Dubai Fateh แพงกว่า WTI)


จบแล้ว เป็นไงกันบ้าง  คงจะได้ความรู้กันไปบ้าง มีข้อมุลหลายอย่าง เราอย่าไปฟังอะไรข้างเดียว แม้กระทั่งเชื่อผมเอง ก็ตาม ขอให้ คนไทย เป็นนักค้นคว้าหาความรู้กันเยอะๆนะครับ  และที่สำคัญ  อย่าลืมเป็นกำลังใจให้กับองค์กรช่วยเหลือสังคม อย่างปตท ที่เป็นคนเก่งคนดี ในสังคมไทย และคิดค้นพลังงานเพื่อคนไทย กันเยอะๆ นะครับ  ;)




Create Date : 25 ตุลาคม 2556
Last Update : 25 ตุลาคม 2556 3:30:33 น.
Counter : 261 Pageviews.

0 comment
พลังงานไทยเพื่อคนไทย ใครว่าโครงสร้างราคาน้ำมัน ไม่สำคัญ ตอนที่ 2
ต่อตอนที่ 2 กันเลยดีกว่าครับ  พอดี คราวก่อนเขียนไม่หมด เพราะจำนวนตัวอักษรเกิน  เชิญนักค้นหาความจริงมา ทัศนากันต่อ จะได้ไม่เสียอรรถรส กันเลยครับ

น้ำมันเตา (Fuel Oil)

ส่วนใหญ่เอาไว้ในโรงงานอุตสาหกรรม รายละเอียดไม่พูดถึงก็แล้วกันครับ เพราะห่างตัวจากปชชทั่วไป

ทำไมต้องมีภาษี (ภาษีสรรพาสามิต+ภาษีเทศบาล+Vat)

ภาษีเป็นหน้าที่ที่เราต้องเสียกันอยู่แล้ว เพื่อให้รัฐเก็บไว้เป็นงบประมาณประเทศเพื่อใช้จ่ายในรัฐบาล หน่วยงานราชการและภาครัฐ นอกจากภาษีนั้นยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการใช้น้ำมันบางชนิด อย่างเช่น เบนซิน 95 รัฐไม่อยากให้ใช้เยอะ ก็คิดอัตราที่สูงให้แพงไปเลย คนจะได้ไม่อยากใช้

ดังนั้น ภาษีสรรพสามิต จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมราคาน้ำมันโดยการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่แตกต่างกันระหว่างน้ำมันชนิดต่างๆเป็นการสะท้อนนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการใช้น้ำมันบางประเภท ส่วนนโยบายอื่นๆที่ไม่ใช่นโยบายทางพลังงานที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ผมไม่อาจจะไปวิจารณ์ตรงจุดนี้ได้ครับ

ทำไมต้องมีกองทุนน้ำมัน

การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพสามิต (ส่วนน้ำมันกลั่นในประเทศ) และ กรมศุลกากร (ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปนำเข้า) ตามอัตราที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานกำหนด เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวน ถ้าไม่มีกองทุนน้ำมันก็จะทำให้ราคาขายปลีกจะแกว่งตามราคาตลาดโลกที่ผันผวน อาจถึงขั้นบริษัทน้ำมันจำเป็นต้องปรับราคากันทุกวัน (นี่ขนาดยังไม่เป็นขนาดนี้ก็มีเสียงบ่นดังอื้ออึง กันไปหมดแล้ว ทั้งที่ก็ทำหน้าที่เป็นบริษัทธรรมาภิบาลที่ดี คิดค้นนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากมาย) ดังนั้นกองทุนน้ำมันจึงมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันขายปลีกโดยการปรับเพิ่มหรือปรับลดของอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

นอกจากนี้กองทุนนี้ก็มีส่วนในการอุดหนุนราคาน้ำมันบางชนิด เช่น E20, E85 ตามที่กล่าวไว้แล้ว ซึ่งก็เป็นนวัตกรรมพลังงานเพื่อมวลชน 

ทำไมต้องมีกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

เก็บในส่วนของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล และดีเซล ในอัตราลิตรละ 0.25 บาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับอนุรักษ์พลังงาน โดยมี คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นผู้กำหนดนโยบาย

ทำไมต้องมีค่าการตลาด (Marketing Margin)

หลายๆคนสงสัยว่าค่าการตลาดมีทำไม? คืออะไร? คือกำไรล้วนๆหรือ? จริงๆแล้วทุกๆปั๊มก็จะมีค่าใช้จ่ายการดำเนินการในการขายปลีกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าก่อสร้างปั๊ม การขนส่ง ค่าเช่าที่ ค่าจ้างเด็กปั๊ม ค่าจ้างคนทำงาน ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ยิ่งถ้าต่างจังหวัดก็จะมีค่าการตลาดสูงขึ้นเนื่องจากค่าขนส่งที่ไกลขึ้น และถ้าน้ำมันที่คนเติมน้อยเนี่ย เช่น เบนซิน 95, 91, E85 ค่าการตลาดก็ยิ่งสูง เพราะต้องสต๊อกน้ำมันไว้นาน ขายไม่ค่อยออกเลยมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่ จะเห็นได้ว่า ส่วนที่เป็นกำไรจริงๆ แทบจะไม่มี หรือมีน้อยจัดๆ คนที่เคยทำธุรกิจปั๊มน้ำมันก็จะรู้ดีครับ กำไรไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอกนะครับ (แถมห้องน้ำก็ต้องให้ใช้ฟรีอีก) ต้องขายให้ได้ปริมาณมากๆๆๆๆจริงๆ

สรุป ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มน้ำมันทุกๆชนิด มันมีโครงสร้างราคาของมันเองและเหตุผลของมันเอง โดยราคาขายหน้าโรงกลั่นจากอ้างอิงตามราคาน้ำมันของตลาดสิงคโปร์ ดังนั้นเวลามีใครอ้างตัวว่าเป็นกูรูน้ำมันก็ให้ฟังหูไว้หูครับ อย่าหลับหูหลับตาเชื่อ แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าสิ่งที่เค้าพูดมันจริงหรือถูกต้องหรือป่าว เพราะเค้ามักจะเล่นเอาราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ มาแปลงเป็นราคาต่อลิตรซะเฉยๆ หรือ บางทีที่หนักกว่านั้นก็เอาราคาน้ำมันดิบ WTI มาอ้างหน้าตาเฉย (ไทยใช้น้ำมันดิบดูไบ)

ทำไมต้องราคาน้ำมันสำเร็จรูปของตลาดสิงคโปร์ (SIMEX)

น้ำมันเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดหนึ่ง (Commodities) ซี่งมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนราคาหรือนโยบายการผลิตและการขายของผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดน้ำมัน จึงทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องปรับราคาให้สามารถแข่งขันกันได้ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เหมาะสมเพื่อใช้ “อ้างอิง” จึงควรจะกำหนดมาจากความต้องการและความสามารถในการผลิต ภายใต้กลไกระบบการค้าเสรีของกลุ่มตลาดซื้อขายน้ำมันที่อยู่ใกล้เคียงกัน คล้ายกับสินค้าทางการเกษตร อย่างเช่น ราคาผลไม้ซึ่งอ้างอิงราคาที่ตลาดไท หรือราคาข้าวซึ่งอ้างอิงราคาที่ท่าข้าวกำนันทรง เป็นต้นสำหรับศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันของโลกกระจายอยู่ใน 3 ภูมิภาค ก็คือ อเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยที่ตลาดกลางการซื้อขายน้ำมันของภูมิภาคเอเชียตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ หรือที่เราเรียกกันว่า "ตลาดสิงคโปร์"(The Singapore International Monetary Exchange หรือ SIMEX) เนื่องจากเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งคำว่า “ราคาสิงคโปร์” นั้นไม่ใช่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ประกาศโดยรัฐบาลหรือโรงกลั่นของประเทศสิงคโปร์ หรือราคาขายปลีกในประเทศสิงคโปร์ แต่เป็นราคาซื้อขายน้ำมันระหว่างผู้ค้าน้ำมันในภูมิภาคเอเชียที่ตกลงกันผ่านตลาดกลางฯที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและตั้งอยู่ใกล้กับประเทศสิงคโปร์ จึงเลือกที่จะอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนระดับราคาที่สมดุลกับกลไกระบบการค้าเสรีของตลาดในภูมิภาคนี้ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของราคาก็สอดคล้องอย่างเป็นสากลกับตลาดซื้อขายน้ำมันอื่นๆทั่วโลก

การกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นในประเทศไทยขึ้นเอง แทนที่จะอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์ อาจจะทำให้เกิดความไม่สมดุลในการผลิตและความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศ เพราะหากว่าราคาน้ำมันที่กำหนดขึ้นเองในประเทศมีราคาถูกกว่าตลาดสิงคโปร์ ก็จะทำให้ผู้ค้าน้ำมันส่งน้ำมันสำเร็จรูปออกไปขายเพื่อทำกำไร ซึ่งมีผลให้ประเทศขาดแคลนน้ำมัน ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันที่กำหนดขึ้นเองในประเทศมีราคาแพงกว่าตลาดสิงคโปร์ ผู้ค้าน้ำมันก็จะนำน้ำมันสำเร็จรูปเข้ามาขายแข่ง ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันภายในประเทศและการจ้างงานนอกจากนี้ การอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์ จะทำให้โรงกลั่นภายในประเทศต้องพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนการกลั่นน้ำมันให้สามารถแข่งขันกับโรงกลั่นอื่นๆ ในภูมิภาคหรือของโลกอยู่เสมอ ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ซึ่งเหล่าโรงกลั่นในไทยจะมีค่าการกลั่นโดยเฉลี่ยอยู่ราวๆลิตรละ 2 บาท ขึ้นอยู่กับบางช่วงเวลาเรียกว่า Gross Refinery Margin ดูข้อมูลได้จาก http://www.eppo.go.th/petro/price/index.html

คำอธิบายค่าการกลั่น

http://www.marinerthai.com/sara/view.php?No=1115

อ้างอิงคำอธิบายราคาสิงคโปร์ http://esso-th.listedcompany.com/faq.html#01

ข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย จาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

http://www.eppo.go.th/admin/km/KM-OilPriceStructure.pdf

น้ำมันประเทศไทยแพงที่สุดในโลกจริงเหรอ???

ลองมาดูข้อมูลตรงนี้กันว่า ประเทศไทย เบนซิน 95 ราคาเราอยู่อันดับใดของโลกนี้

http://www.bloomberg.com/slideshow/2013-02-13/highest-cheapest-gas-prices-by-country.html#slide48

อยู่อันดับ 47 ของโลกจากข้อมูลล่าสุด จะบอกว่าเราเก็บแพงมันก็แพงอยู่ แต่ประเทศที่เก็บแพงกว่าเราในภูมิภาคนี้มี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมทั้ง จีน ฮ่องกงและอินเดีย ส่วนใหญ่ประเทศยุโรปอยู่ลำดับท๊อป 20 แต่ถ้าเข้าใจว่าทำไมถึงแพงก็จะเข้าใจครับ ว่าเราต้องนำเข้าเยอะ รัฐต้องการรายได้จากส่วนนี้ด้วย และต้องอุดหนุนพลังงานบางชนิดอีกต่างหาก ส่วนประเทศที่ขายได้ถูกก็ต้องเข้าใจว่าถูกเพราะอะไร ต้องดูที่โครงสร้างภาษี,กองทุนน้ำมันและการอุดหนุนพลังงานของแต่ละประเทศ

http://www.opec.org/opec_web/en/about_us/171.htm

 *** ทำไมไม่เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือรายได้เฉลี่ยของแต่ละประเทศ ***

น้ำมันเราต้องนำเข้าใช่มั้ยครับ ราคาที่ซื้อมันอิงกับ Demand Supply ของโลก ราคาทั่วโลกจริงๆเค้าซื้อที่ราคาเดียวกันในแต่ละชนิด ณ ตลาดซื้อขายอ้างอิง ในเมื่อเราจำเป็นต้องซื้อมาใช้ เราก็ต้องใช้ตามราคาน้ำมันโลก ไม่มีแบ่งแยกว่าประเทศไหนรวยหรือจนครับ ดังนั้นพอบริษัทน้ำมันซื้อน้ำมันดิบจากตลาดโลกมาใช้ต้นทุนก็เป็นราคาตลาดโลก พอบริษัทน้ำมันกลั่นได้แล้วจะขายได้ตามราคาอ้างอิงออกจากโรงกลั่น (ตามราคาตลาดสิงคโปร์ที่กล่าวไว้ที่สะท้อนถึงต้นทุนน้ำมันดิบตามตลาดโลก) + ค่าการตลาดเท่านั้น (ถ้ารัฐบังคับให้ขายต่ำกว่าราคาตลาดสิงคโปร์ ผู้ประกอบการก็จะขนออกไปขายที่สิงคโปร์ทันที เพราะได้ราคากว่า) ส่วนราคาที่เพิ่มเติมในโครงสร้างทางภาษีและกองทุนน้ำมัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลนั้นๆ ผมไม่สามารถเข้าไปวิจารณ์ในส่วนนี้ได้ครับ

ผมยกตัวอย่าง ทองคำ มีราคาอ้างอิงตามตลาดโลก เราก็ต้องซื้อราคานั้นตราบใดที่เราไม่สามารถผลิตทองคำได้เองถึงขั้นส่งออก หรือเป็นรายใหญ่ขนาดกำหนดราคาเองได้ คือต้องซื้อเข้ามา ไม่เกี่ยวว่า ค่าแรงขั้นต่ำหรือรายได้เฉลี่ยของแต่ละประเทศเป็นเท่าไรครับ ทุกประเทศต้องซื้อราคาเท่ากัน ณ ตลาดซื้อขายอ้างอิง  ที่สะท้อนถึงอุปสงค์อุปทาน (Demand Supply) ของโลก ที่จะต่างกันคือภาษีของแต่ละประเทศ


คราวหน้าเรามาต่อกันครับ ถึงโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศอื่นๆ กันครับ รับรองมันส์พะยะค่ะ




Create Date : 25 ตุลาคม 2556
Last Update : 25 ตุลาคม 2556 2:57:41 น.
Counter : 95 Pageviews.

0 comment
พลังงานไทยเพื่อคนไทย ใครว่าโครงสร้างราคาน้ำมัน ไม่สำคัญ ตอนที่ 1
ขออนุญาติ นำบทความที่ผมเห็นว่าดีมากๆ บทความหนึ่ง เกี่ยวกับพลังงานเพื่อคนไทย เอามาฝาก สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้ความจริง ว่าทำไม น้ำมันบ้านเรามันถึงแพงนัก  ก่อนจะอ่าน อยากให้ท่านผู้อ่านทำใจสักนิดก่อน วางอคติใดๆ ลง อ่านจากใจใสๆ แล้ว ท่านอาจจะพบความจริง  ความจริงที่ใครๆ หลายคนไม่ค่อยอยากจะยอมรับ เชื่อผมเถอะครับ  ถ้าเราเคยอ่านจากที่ไหนมา เราอาจกำลังถูกหลอก  มิตรสหายท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ เชิญทัศนา ได้เลยครับ 

"น้ำมันแพง" "พรุ่งนี้น้ำมันจะขึ้นอีก 60 สตางค์ต่อลิตร" ฯลฯ คำพูดเหล่านี้ คงเป็นคำพูดที่ได้ยินจนชินไปซะแล้วในปัจจุบันนี้ ทุกวันนี้คนที่เข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันที่แท้จริงมีอยู่ไม่มาก พอรู้สึกราคาน้ำมันแพงก็จะโทษบริษัทน้ำมัน ก่อนว่าเอาเปรียบบ้าง ขูดรีดบ้าง ทั้งที่บริษัทน้ำมันดังกล่าว กลับทำงานอย่างมาก พยายามทำตัวเป็นคนเก่งคนดีของสังคม ดังนั้นผมจึงมีแรงบันดาลใจที่จะเขียนบทความนี้ ขึ้นมาแชร์ข้อเท็จจริงถึงโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซในประเทศไทยดังต่อไปนี้นะครับ

ในบทความตอนนี้เอาเรื่องน้ำมันล้วนๆ จะพูดถึงน้ำมันดิบ (Crude) และน้ำมันสำเร็จรูป อย่างเดียวก่อนนะครับ ไม่พูดถึงพลังงานอย่างอื่นที่เราบริโภคกันยังกะซดน้ำนะครับ และยังไม่พูดถึง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ปัจจุบัน เรายังต้องพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเข้ามากลั่นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ในปี 2555 (1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร)

ประเทศไทยมีความต้องการในการนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิสูงถึง 819,173 บาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบแค่เพียง 148,977 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น แถมคอนเดนเสทให้ด้วยอีก 81,584 บาร์เรลต่อวัน  ดังนั้นถ้ามีใครบางคนบิดเบือนบอกว่าเรามีแหล่งพลังงานน้ำมันเยอะพอๆกะซาอุฯนี่ อย่าไปหลงเชื่อเด็ดขาดนะครับ 

หลังจากเอาน้ำมันดิบที่เรานำเข้ามากลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว เรามีการบริโภคในประเทศ ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป 709,223 บาร์เรลต่อวัน และมีส่วนที่ไม่ใช้เป็นพลังงาน เช่น LPG ในปิโตรเคมี น้ำมันหล่อลื่น ยางมะตอย ฯลฯ อีก 332,301 บาร์เรลต่อวัน ส่วนที่กลั่นเหลือเราก็ส่ออกในส่วนน้ำมันสำเร็จรูปนะครับ สุทธิเป็นจำนวน 158,646 บาร์เรลต่อวัน (นส่วนของ LPG เราก็มีนำเข้าบางส่วนด้วย) น้ำมันสำเร็จรูปที่เรากลั่นมาเกิน (จากกำลังการกลั่นสูงสุดประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เพราะน้ำมันดิบเวลากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป จะได้น้ำมันชนิดต่างๆ เช่น LPG น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเตา ยางมะตอย ฯลฯ เราก็ต้องกลั่นให้ทุกอย่างเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศใช่มั้ยครับ เราไม่สามารถกลั่นน้ำมันดิบจำนวนนึงให้ออกมาเท่ากับความต้องการการใช้ของประเทศไทยได้ทุกตัวแน่นอน ก็ต้องมีส่วนที่เกินมา นอกจากนี้ โรงกลั่นในประเทศไทยมีผู้เล่นเป็นบริษัทต่างชาติอยู่ ซึ่งโรงกลั่นทั้งไทยและเทศก็จะมีการกลั่นออกมาแข่งขันจำนวนนึง รวมถึงกลั่นในจำนวนให้มากพอเพื่อให้มีต้นทุนต่อหน่วยน้อยที่สุด ซึ่งพอขายไม่หมดก็ต้องส่งออกไปขายข้างนอกส่วนที่เกินถ้าเราสต๊อกไม่ไหว ก็ต้องขายออกไปเอาเงินกลับเข้ามาดีกว่า 

ในจำนวนนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิยังมีส่วนที่ส่งออกประมาณ 40,000 บาร์เรลต่อวัน (ราวๆ 20% ของที่ผลิตได้) นี้ เราผลิตอยู่ในประเทศเนี่ยแหละ แต่ไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพเพื่อใช้กับโรงกลั่นของเราได้ อย่างเช่นสารปรอทสูงเกินไป (ซึ่งปัจจุบันโรงกลั่นได้เริ่มมีปรับปรุงติดตัั้งระบบกำจัดปรอทแล้ว แต่ยังติดสัญญาขายระยะยาวให้ต่างประเทศจากอดีดบางส่วนด้วย คาดว่าจะสิ้นสุดในปีสองปีนี้) หรือมีส่วนประกอบไม่เหมาะสมจะทำให้กลั่นได้เบนซินมากเกินไปเกินความต้องการของประเทศ (พวกน้ำมันดิบอ่าวไทย)  ฯลฯ ก็ส่งออกไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อน้ำมันดิบดูไบหรือจากตะวันออกกลางที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกว่าซึ่งกลั่นแล้วได้ดีเซลเป็นหลักที่ประเทศไทยต้องการใช้มากที่สุด แต่ทางการไทยก็พยายามบังคับให้ลดการส่งออกส่วนนี้ และต้องมีภาระการปรับปรุงโรงกลั่นให้สามารถรองรับน้ำมันดิบเหล่านี้ได้เพื่อลดคำครหา (ที่ผิดๆ) ถึงแม้จะไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ก็ตาม

ข้อมูลนำเข้า ส่งออก การผลิต น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปอย่างละเอียด 

กรณีน้ำมันดิบไทยกลั่นแล้วได้เบนซินเป็นส่วนประกอบหลัก

กรณีน้ำมันดิบกับคอนเดนเสทจากอ่าวไทยมีสารปรอทสูง ...

บางคนบอกว่าเราส่งออกน้ำมันมีมูลค่ามากกว่าข้าว แต่เดี๋ยวก่อน หยุดคิดนึดนึงครับ เพราะมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง น้ำมันที่เราส่งออกบางส่วนไม่สามารถกลั่นในไทยและบางส่วนเกิดจากการซื้อน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลเข้ามาก่อนแล้วค่อยกลั่นแล้วเหลือใช้ในน้ำมันบางชนิดแล้วจึงขายออกไป คิดเป็นจำนวนสุทธิ เรามีการนำเข้าน้ำมันสุทธินะครับ ส่วนข้าว เราผลิตเองในประเทศทั้งหมด เหลือจากการบริโภคภายในประเทศแล้วส่งออกหมด ดังนั้นมูลค่าการผลิตข้าวของเรา เราถือว่าเราส่งออกข้าวสุทธิครับ

ในเมื่อประเทศไทยรับประทานน้ำมันดิบสูงกว่าที่ผลิตได้ 3-4 เท่า แถมที่ผลิตได้บางส่วนก็กลั่นไม่ได้อีก ก็ต้องนำเข้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเงินตราไหลออกต่างประเทศจนรัฐบาลต่อให้เป็นรัฐบาลไหนๆก็ต้องเก็บภาษีเข้าคลังเยอะๆไว้ก่อนครับ จะไปเทียบกับประเทศที่มีน้ำมันเยอะขนาดส่งออกได้ไม่ได้นะครับ

มาดูโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าปั๊มกันดีกว่า ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร จากข้อมูลจริงที่เป็น Official จากกระทรวงพลังงาน ถ้าเราใส่ใจหาข้อมูลก็จะรู้ที่มาที่ไปครับ เพราะบางคนเล่นเอาราคาน้ำมันสำเร็จรูปตามตลาดซื้อขายสิงคโปร์มาหาราคาต่อลิตรแบบง่ายๆนะครับ (บางคนหนักกว่านั้นเล่นเอาราคาน้ำมันดิบ WTI มาใช้หน้าตาเฉย (ไทยใช้ Dubai)!!!) ยิ่งไปกว่านั้นเล่นเอาราคาขายปลีกสิงคโปร์มาอ้างแบบไม่กลัวหน้าแหกด้วย (ราคาซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ ไม่ใช่ราคาขายปลีกในสิงคโปร์ ระวังอย่าสับสน เดี๋ยวจะมีรายละเอียดต่อไปครับ)

มาดูกราฟแท่งที่ผมทำให้ดูอย่างง่ายดีกว่าครับ

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน

Ex-Refin. = ราคาขายหน้าโรงกลั่น

Tax = ภาษีสรรพสามิต

M. Tax = ภาษีเก็บเข้าเทศบาล

Oil Fund = เงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน

Consv. Fund = เงินเก็บเข้ากองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

Marketing margin = ค่าการตลาด

Retail price = ราคาขายหน้าปั๊มน้ำมันในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

กราฟที่ 1: โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556 (บาท/ลิตร)

กราฟที่ 1: โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556 (บาท/ลิตร)

โดยรวมนะครับ

จะเห็นได้ว่า น้ำมันเบนซิน ไม่ว่าจะเป็น เบนซินไร้สารตะกั่ว (Unlead) หรือ เบนซินแก๊สโซฮอล (Gasohol) เนี่ย ราคาหน้าโรงกลั่นแทบไม่ได้แตกต่างกันเลย เอาจริงๆ แก๊สโซฮอล์ต้นทุนสูงกว่าด้วยซ้ำ

ส่วนน้ำมันดีเซล น้ำมันเศรษฐกิจ นั้นมีต้นทุนสูงที่สุด เมืองนอกขายกันแพงกว่าเมืองไทยเยอะ

มาวิเคราะห์กันเป็นแต่ละชนิดเลยนะครับ (จะพูดถึงราคาล้วนๆนะครับ ไม่พูดถึงอัตราสิ้นเปลือง)

เบนซิน 95 (Unleaded 95) กับ เบนซิน 91 (Unleaded 91)

จะเห็นว่า ราคาปัจจุบันแทบไม่ต่างกัน ไม่เหมือนช่วงๆนึงที่ทางรัฐรณรงค์ลดการใช้เบนซิน 95 ให้คนหันมาใช้แก๊สโซฮอล 95 กันมากขึ้น แต่ขณะนั้นรถเก่าบางจำนวนยังไม่สามารถรองรับการใช้แก๊สโซฮอล์ได้ ทางรัฐจึงไม่ได้เก็บภาษีของน้ำมันเบนซิน 91 เยอะเท่ากับตอนนี้

หลังจากที่ประชาชนเห็นว่า แก๊สโซฮอล ก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรกับเครื่องยนต์รุ่นหลังปี 2538 จำนวนการใช้แก๊สโซฮอลเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการลดการใช้น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วทั้ง 95 และ 91 ทางรัฐเลยรีดภาษีกับกองทุนน้ำมันจากน้ำมันทั้งสองประเภทนี้เต็มที่ (รวมกันประมาณ 20 บาท) ทำให้ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ แพงมากอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งๆที่ราคาหน้าโรงกลั่นพอๆกับน้ำมันชนิดอื่นๆ

แก๊สโซฮอล 95 (Gasohol 95, E10) กับ แก๊สโซฮอล 91 (Gasohol 91)

เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมเอทานอล 10% ราคาหน้าโรงกลั่นเอาจริงๆแพงกว่าราคาน้ำมันเบนซินนิดนึงด้วยซ้ำเพราะความจริงแล้ว การมีเอทานอล (Ethanol, C2H5OH) ผสมต้องมีต้นทุนในการผสมด้วย แต่ที่ทางภาครัฐสนับสนุนให้ใช้เพราะว่า เอทานอลที่เติมลงไปในเบนซินนั้น เราสามารถผลิตได้ด้วยตัวเอง จากพวกมันสำปะหลังหรืออ้อย เมื่ออยู่ในแก๊สโซฮอล์ E10 จะทำให้เราสามารถลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ถึง 10% ถือว่าเป็นการลดเงินตราไหลออกนอกประเทศได้ส่วนนึงและเป็นการสนับสนุนภาคการเกษตรของเกษตรกรบ้านเราด้วย ในด้านภาษีน้ำมันทั้งหมด เก็บน้อยกว่าภาษีของเบนซินอยู่ประมาณบาทกว่าๆ แต่ทางกองทุนน้ำมันจะเก็บน้อยกว่าเบนซินอยู่ถึง 6-7 บาท ทำให้ราคาห่างจากเบนซินอยู่ราวๆ 8-9 บาทเลยทีเดียว เป็นการจูงใจให้คนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์มากกว่าเบนซินล้วนๆ

แก๊สโซฮอล E20 (Gasohol E20)

เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล 20% ให้ค่าออกเทนสูงถึง 98 เพราะตามธรรมชาติ เอทานอล ให้ค่าออกเทนสูงมากยิ่งมีส่วนผสมเยอะค่าออกเทนก็ยิ่งสูงตามไป แต่มีคุณสมบัติกัดกร่อนทำให้รถรุ่นเก่าๆไม่สามารถใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลสูงได้ อย่างที่กล่าวไปในส่วนของแก๊สโซฮอล 95, 91 นั้น เอทานอลสามารถผลิตได้ในประเทศไทย ดังนั้นยิ่งมีเอทานอลผสมเยอะเท่าไร ภาครัฐยิ่งสนับสนุนมากครับ ส่วนของ E20 เนี่ยรัฐจะเก็บภาษีทั้งหมดน้อยกว่า E10 อยู่ บาทกว่าๆ น้อยกว่า เบนซิน 95 ประมาณ 2.60 บาท และส่วนกองทุนน้ำมันกับกองทุนอนุรักษ์พลังงานอุดหนุนราคา (Subsidy) ให้อยู่ 65 สต.ต่อลิตรด้วย เลยทำให้ราคาโดยรวมต่ำกว่า แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ 5 บาทกว่าต่อลิตร ดังนั้นคนที่มีรถรุ่นใหม่ๆก็อยากจะใช้น้ำมันชนิดนี้มากกว่าเพราะราคาถูกกว่าเยอะ และเป็นพลังงานทางเลือกที่ดีอีกด้วย

แก๊สโซฮอล E85 (Gasohol E85)

เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล 85% ให้ค่าออกเทนสูงถึง 100-105 มีคุณสมบัติกัดกร่อนทำให้รถรุ่นเก่าๆไม่สามารถใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลสูงได้ รถที่ใช้น้ำมันชนิดนี้ในเมืองไทยยังมีน้อยครับ เพราะต้องได้รับการออกแบบเป็นพิเศษที่ทนสภาพการกัดกร่อนได้ ราคาขายหน้าโรงกลั่นต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ 1.30 บาท ซึ่งถ้าขายราคานี้คงไม่มีใครซื้อ ก็ต้องปรับราคากันที่ส่วนอื่น ภาษีรัฐก็เก็บน้อยกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆอยู่ราวๆ 6-9 บาท ซึ่งขณะนี้เก็บอยู่ที่ 2.67 บาท ขณะที่ภาษีของเบนซิน 95 เก็บอยู่ 10.89 บาท เห็นมั้ยครับว่าต่างกันลิบเลย ส่วนของกองทุนน้ำมันและอนุรักษ์พลังงานอุดหนุนราคา (Subsidy) ให้ 10.85 บาท แต่ที่น่าสังเกตอยู่อย่างนึง ค่าการตลาดของน้ำมันชนิดนี้สูงมากอยู่ที่ 7.78 บาทต่อลิตร เนื่องจากน้ำมันชนิดนี้คนเติมน้อย ทำให้มีต้นทุนการขายสูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น เพราะต้องเสียพื้นที่สต๊อกน้ำมันทั้งๆที่ขายไม่ค่อยได้ ถ้าไม่ขายน้ำมันชนิดนี้ ก็เอาพื้นที่ไปเก็บน้ำมันชนิดอื่นจะดีกว่า ถือว่าเป็นค่าเสียโอกาสการทำรายได้จากน้ำมันชนิดอื่นด้วย

ดีเซลหมุนเร็ว (H-Diesel)

ถือว่าเป็นน้ำมันเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะทั้งภาคการค้า ขนส่งและการเกษตร ยังต้องพึ่งพาน้ำมันชนิดนี้มาก เป็นน้ำมันที่มีความต้องการใช้มากถึง 42% ของน้ำมันทั้งหมดจึงเป็นน้ำมันที่ทางภาครัฐเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่นๆทั้งหมด เก็บไม่ถึง 2 บาท เป็นน้ำมันที่รัฐพยายามควบคุมราคา ปัจจุบันไม่เกิน 30 บาท จำได้เคยพยายามจะควบคุมไม่ให้เกิน 14 บาท แต่เอาไม่อยู่เพราะความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นสูงมากรวมถึงราคาน้ำมันโลกมันสูงจนเกินที่จะตั้งเพดานไว้ได้ (สถานการณ์คล้ายๆ LPG ในปัจจุบัน) แถมกองทุนน้ำมันและอนุรักษ์พลังงานใจดีเก็บแค่ 95 สตางค์ ดังนั้นคนที่ใช้ดีเซลก็เลยได้ใช้น้ำมันถูกมาก (ซึ่งพวกกูรูไม่เคยหยิบยกขึ้นมาอ้างเลย) ตอนสมัยผมเรียน ป.โท ที่อังกฤษ ผมจะสังเกตเห็นว่า น้ำมันดีเซลที่นั่นแพงที่สุดครับ เพราะเป็นน้ำมันที่มีอุปสงค์ (Demand) มากที่สุด และต้นทุนการกลั่นแพงกว่าเบนซินด้วย

ตารางที่ 1: ราคาขายปลีกน้ำมันและก๊าซสำเร็จรูปในประเทศอังกฤษ (pence/litre)

ตารางที่ 1: ราคาขายปลีกน้ำมันและก๊าซสำเร็จรูปในประเทศอังกฤษ (pence/litre)

ปัจจุบันราคาน้ำมันของประเทศอังกฤษ น้ำมันดีเซลธรรมดาอยู่ที่ 1.4625 ปอนด์ต่อลิตร (66 บาทต่อลิตร) ส่วนเบนซิน 95 (Unleaded) ราคา 1.3977 ปอนด์ต่อลิตร (63 บาทต่อลิตร) ที่ราคาแรงขนาดนี้เพราะประเทศทางแถบยุโรปเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก (ซึงผู้กล่าวอ้างไม่เคยมีการยกราคาฝั่งยุโรปมาเปรียบเทียบ)

ข้อมูลราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศอังกฤษ

ข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศอังกฤษ


จบตอนที่ 1 ก่อนนะครับ  อิอิ




Create Date : 25 ตุลาคม 2556
Last Update : 25 ตุลาคม 2556 2:11:48 น.
Counter : 526 Pageviews.

0 comment
สถานีรถไฟฟ้าต้นแบบ ความก้าวหน้าจากปตท
เราคนไทยกำลังจะมีรถพลังงานไฟฟ้าวิ่งจริงๆ แล้วนะ ด้วยความร่วมมือกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ปตท และ องค์กรอื่นๆ จากข่าว ข้างล่างนี้ 

ที่มา : http://www.คนเก่งคนดี.com/พลังงานทางเลือกใหม่-สถ/

จากลิงค์ข้างต้น ไม่น่าเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยิน เห็น หรืออ่านเรื่องรถที่วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้ามาไม่มากก็น้อย ซึ่งเทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้าในฐานะพลังงานทางเลือกใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลนี้ในต่างประเทศได้มีการผลิตใช้กันในเชิงพาณิชย์บ้างแล้ว ขณะที่ในประเทศไทยเราเองนั้นยังไม่มีการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

แตถึงกระนั้นก็ดีเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศปตทในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติเล็งเห็นความสำคัญของการใช้รถไฟฟ้าในฐานะพลังงานทางเลือกใหม่ จึงได้ริเริ่มโครงการ สถานีชาร์จต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย ขึ้น โดยในวันที่ 21 กันยายน 2555 ทางเว็บ motorTriviaได้รายงานข่าวว่าปตท. เชฟโรเลต ประเทศไทย และ มิตซูบิชิ ประเทศไทยร่วมกันเปิดสถานีชาร์จแบตเตอรี่ต้นแบบสำหรับรถยนต์พลังงานตัวอย่างรถไฟฟ้าพลังงานทางเลือกใหม่

ไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศไทย หรือ PTT Pilot EV Charging Station ณสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. พระนครศรีอยุธยา 

เป็นไงครับ สุดยอดเลยเนอะ อีกหน่อยเราคนไทย จะได้ไม่ต้องมาบ่นเรื่องน้ำมันแพงซะที หันมาเสียบปลั๊กกันหมด  ด้วยเหตุนี้แหละ ทำให้ในกลุ่ม AEC  ประเทศของเราคือศูนย์กลางพลังงานอย่างแท้จริง 




Create Date : 10 ตุลาคม 2556
Last Update : 10 ตุลาคม 2556 4:27:00 น.
Counter : 497 Pageviews.

0 comment
1  2  

sunnyJa
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]