Group Blog
 
All blogs
 

ขอโทษที่ทำให้รอนะคะทุกคนนนนนนนน

แอร๊ยยยยยยยยยยย

ล็อกอินเข้ามาPantip อีกทีหลังจากที่หายไปจากวงการนาน
แม่เจ้า! ข้อความหลังไมค์ทำไมมันเยอะขนาดนี้เนี่ย (แอบรู้สึกว่าตัวเองเป็นเซเลบ เบาๆ ฮ่าๆๆ)

เฟิร์นต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะที่ทิ้งblogไปนาน มากกกกกกกกก (เดือนกว่าๆแล้ว)
เพราะติดภาระกิจการฝึกงานอันทรหด ทำให้ต้องนอนเร็ว ตื่นเช้า โหนรถเมล์ไปทำงาน(บางวัน
ก็มีผู้ชายแมนๆลุกให้นั่งบ้าง แต่หายากยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง) ถึงออฟฟิศก็ทำงานงกๆ
ตอนเย็นก็โหนรถเมล์กลับบ้าน ถึงบ้านก็ต้องรีบๆหาอะไรใส่ท้องแล้วรีบๆนอนซะ!!!! ชีวิตมันมีอยู่
แค่นี้เอง


ณ จุดจุดนี้ เรียกว่า วิกฤตชีวิตกันเลยทีเดียว

เพราะแบบนี้ เฟิร์นก็เลยพักการอัพบล็อกไว้ชั่วคราว แต่เอาเป็นสัญญาแล้วกันว่าจะกลับมา
อัพ อัพ อัพ อัพ อัพ ทันทีหลังสะสางมารชีวิตทุกตัวได้สำเร็จ ทั้ง งาน การบ้าน สอบ เที่ยว
(อันสุดท้ายนี้เหมือนจะไม่เข้าพวก) ฯลฯ คาดว่าเป็นซักสัปดาห์ที่ 2-3 ของเดือนมกรา 55 แล้วกันเนาะ

เอาเป็นว่าสัญญาเลยแล้วกันว่ากลับมาแน่ๆ ฮี่ๆๆ


เฮ้อ วันนี้ไปก่อนดีกว่า เกเรนอนดึกหนึ่งวัน ไม่รู้พรุ่งนี้จะตื่นไปทำงานสายหรือเปล่าน้อ


ว่าแล้ว ชะแว๊ปไปนอนดีกว่า ฟิ้ววววววว



ปล. ขอโทษทุกคนอีกครั้งที่ทำให้ต้องรออ่านเรื่องของเฟิร์น ไว้เฟิร์นจะส่งหลังไมค์ไปตอบ
ทุกๆคนที่ถามคำถามกันมาแล้วกันนะคะ ^^




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2554    
Last Update : 29 ธันวาคม 2554 1:36:12 น.
Counter : 2014 Pageviews.  

Work and Travel : Step 3.1 จัดกระเป๋าไปแอ่วเมืองเหนือ(ของอเมริกา), บัตร-เอกสารต่างๆที่ควรพกไว้

ตอนแรกเฟิร์นตั้งใจจะเขียน Step 3 นี่เป็นสเต็ปสุดท้ายแล้ว ก่อนที่จะมาพูดถึงประสบการณ์
บินเดี่ยวตะลุยอเมริกา, การดำรงชีพ(ฟังดูแร้นแค้นยังไงก็ไม่รู้) ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่พักอาศัย
การกินอยู่ การซื้อของ การเดินทาง ฯลฯ รวมถึงวีรกรรมและประสบการณ์ประทับใจที่นั่น

แต่เขียนไปเขียนมา แค่เรื่องการจัดกระเป๋าก็ชักจะยาวอีกแล้ว พูดง่ายๆ จบสั้นๆไม่ลงค่ะ
อีกทั้งวันพรุ่งนี้เฟิร์นจะไปแอ่วเชียงใหม่ ย้อนรอยเจ้านางมณีรินสัก 4 วัน เลยคิดว่าคงเขียน
Step 3 นี่ไม่จบแน่ๆ จะรอคลอดรอบเดียวเลยก็คงนานไป กลับตั้งวันจันทร์แน่ะ งานนี้เลยขอแบ่งออก
เป็น 2 ล็อตย่อยๆแล้วกันเนาะ เพื่อเอาส่วนนึงมาให้เพื่อนๆอ่านกันก่อน คือ

Step 3.1 (ฟังดูเหมือนเดี่ยวพี่โน้ตยังไงไม่รู้) ว่าด้วยเรื่องการเก็บกระเป๋า กับ บัตรและเอกสารต่างๆ

กับอีกอัน (อันนี้ล่ะที่ยังเขียนไม่เสร็จ) Step 3.2 จะว่าด้วยเรื่องการจองตั๋วรถไฟ รถบัส โรงแรม
รวมถึงสะสางธุรกรรมต่างๆที่เมืองไทยให้เรียบร้อย


เอาล่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงละ มาว่ากันเลย.......

..........................................................................................................................

Step 3.1 จัดกระเป๋าไปแอ่วเมืองเหนือ(ของอเมริกา), บัตร-เอกสารต่างๆที่ควรพกไว้


1 มาแพ็คของลงกระเป๋ากันเต๊อะ

การจัดกระเป๋านี่เฟิร์นว่าเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากกว่าตอนสัมภาษณ์งาน หรือสัมภาษณ์วีซ่า
กันอีกนะคะเนี่ย โดยเฉพาะบรรดาสาวๆ ที่คงตื่นเต้นกันมาก ว่าอุ๊ย! ชั้นจะเอาโค้ทไปซักกี่ตัวดีนะ?
แล้ว make-up ล่ะ จัดเต็มเลยไม้? รองเท้าล่ะ ส้นสูงเอาไปรึเปล่า? แล้วก็คงจะทนรอไม่ไหว
ที่จะเริ่มจัด...แล้วก็รื้อ...แล้วก็จัด(ใหม่)....อีกซักพักก็เอาออกมารื้ออีก ไม่รู้มันเป็นอะไรกันเนาะ
กลัวลืมนู่นลืมนี่อยู่ได้ บางคนขนไปอย่างกับจะย้ายบ้านหรืออพยพซัก 8 ปี

Calm down จ๊ะสาวๆ คิดว่าจะเอาอะไรไปก็โยนๆกองกันไว้ก่อน อะไรที่ต้องหาซื้อเพิ่มก็จดไว้
เพราะอย่าลืมว่าช่วงนั้นพวกเราต้องปฏิบัติภารกิจสำคัญนั่นก็คือการสอบอยู่ด้วย ใครที่เดินทาง
หลังสอบเสร็จสัก 1-2 อาทิตย์ ค่อยมาจัดตอนนั้นก็ยังทัน ตอนนี้คิดอะไรได้ก็จดๆไว้
แต่ใครสอบเสร็จปุ๊บบินปั๊บ ก็จัดล่วงหน้าเสียเลย (แล้วก็อดใจไม่ต้องมารื้อใหม่แล้วนะ)

ในเมื่อต้องอดใจไม่ให้รื้อกระเป๋าบ่อยๆ เราก็ต้องจดสิคะ ว่าอะไรที่เราเอาลงกระเป๋าไปแล้วบ้าง
อะไรที่ยังไม่ได้เอาลง อะไรที่ต้องซื้อเพิ่ม จะได้เตือนตัวเองตลอดเวลา

ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เฟิร์นจะเอา Check List ของใช้จำเป็นสำหรับไป WAT มาฝากนะคะ
Check List อันนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนนะ เนื่องจากสภาพอากาศ และแหล่งจับจ่ายซื้อของ
ในเมืองของเราอาจแตกต่างกันมาก Check List อันนี้สามารถใช้ไกด์ไลน์ได้กับคนที่จะไป
ยังรัฐที่อากาศค่อนข้างหนาว-หนาวมาก พวกรัฐทางเหนือๆ แล้วก็มี Walmart หรือซุปเปอร์มาเก็ต
อยู่ภายในเมือง (ข้อนี้คงต้องให้เพื่อนๆใช้บริการ เฮีย Google Map หรือเฮีย Mapquest
แล้วล่ะค่ะ) ถ้าเมืองที่เพื่อนๆไปทั้งหนาวและมีซุปเปอร์ฯอยู่ด้วยแล้ว ก็ใช้ Check List อันนี้
เป็นไกด์ไลน์ได้เลย

เฟิร์นจะแปะให้ทั้งหมด 2 อันนะคะ อันแรกคืออันที่เฟิร์นทำก่อนที่เฟิร์นจะเดินทาง
เนื่องจากเฟิร์นมีข้อมูลของเมืองที่เฟิร์นจะไปน้อยมาก(ข้อนี้เราทุกคนต่างรู้ดี ว่าข้อมูลหายากแค่ไหน)
อีกทั้งไปอยู่โดยไม่มีพ่อแม่ดูแลในต่างแดนเป็นครั้งแรก ทำให้ต้องขนของที่คิดว่าจำเป็นทุกอย่าง
เอาไปให้หมด เพื่อนๆจะได้เข้าใจอารมณ์ ‘บ้าหอบฟาง’ ที่เฟิร์นเป็นในตอนนั้น แล้วก็มาสำเหนียก
เอาพอถึงนั่นว่าเราขนของเหล่านี้มาทำไม? ในเมื่อที่นี่ราคาถูกแสนถูกกว่าบ้านเราเยอะแยะเลย

ส่วนอันที่ 2 เป็นอันที่เฟิร์นทำมาใหม่ ซึ่งได้markสิ่งของ ‘จำเป็น’ และตัดสิ่งของ ‘ไม่จำเป็น’
จากอันเดิมมาให้แล้ว พร้อมบอกด้วยว่าทำไมถึงไม่ต้องขนมันมา หวังว่าคงมีประโยชน์
กับเพื่อนๆบ้างนะคะ

อันนี้เป็นชุดแรกค่ะ เป็น ฉบับบ้าหอบฟาง ใครที่ไม่อยากหอบของพะรุงพะรังไป อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
เฟิร์นนะคะ (เฟิร์นหอบไปโดยใส่กระเป๋าใบใหญ่สุด 1 ใบ กับ ใบกลาง อีก 1 ใบ น้ำหนักเฉลี่ย 2 ใบ
ประมาณ 20 kg ซึ่งสายการบินกำหนดให้ใบละ 23 kg ซึ่งเกือบเต็มพิกัดค่ะ รอดหวุดหวิดไป
เฟิร์นเลยอยากให้เอาไปน้อยๆ ไปหาที่นู่นเอาดีกว่า เจอของดีๆจะได้มีที่ว่างหิ้วกลับไทยมาด้วยไง)



[ขยายใหญ่คลิกที่รูปได้เลยนะ หรือถ้ายังอ่านไม่ค่อยออกก็เซฟไปเปิดดูใน ACD See ได้เลย เฟิร์นทำภาพมาใหญ่ เห็นชัดค่ะ]

ต่อมาเป็นฉบับสำนึกได้ว่าอะไรควรเอามา อะไรที่ไม่ควรเอามา เฟิร์นขอเรียกว่า ฉบับไม่บ้าหอบฟาง


[ขยายใหญ่คลิกที่รูปได้เลยนะ หรือถ้ายังอ่านไม่ค่อยออกก็เซฟไปเปิดดูใน ACD See ได้เลย เฟิร์นทำภาพมาใหญ่ เห็นชัดค่ะ]


สรุปนะคะ ของที่ต้องเอามาแบบเน้นๆ เลยก็มี

- เสื้อยืดธรรมดา สัก 3 ตัว เอาไว้ใส่ไปไหนมาไหน ได้ทั้งตอนหนาวก็เอาโค้ททับ และไม่หนาว

- Sweater ซัก 3 ตัว เอาไว้ตอนช่วงใกล้ๆกลับ อากาศยังเย็นๆ แบบเชียงใหม่
จะได้ไม่ต้องพึ่งโค้ทแล้ว

- แจ๊คเก็ต 1 โค้ท 1 เอาไว้แบ่งกันใส่เวลาหนาวน้อย-หนาวมาก ถ้ามีตัวเดียวดูจะรับภาระหนักเกินไป

- กางเกงยีนส์ สัก 2 ตัว ใส่หลายๆวันถึงซักที กันหนาวดีด้วย มาซื้อที่นี่จะไม่มีไซส์
และมีแต่ขาบาน ไม่สวยค่ะ

- ลองจอน จัดมา 2 ชุดพอค่ะ เพราะที่นั่นไม่มีขาย

- (ปล. ประเภทเสื้อผ้า ไม่ต้องเอาไปมาก ใส่ซ้ำๆ ไม่มีใครจำได้หรอกค่ะ จริงๆนะ
เหงื่อไม่ออก ไม่เปื้อน ก็ไม่ต้องซัก หรือถ้าจะซักมันก็จะมีเครื่องอบผ้าให้ เอาออกมาก็คือ
แห้งสนิทแล้ว ไม่ต้องรอตากอีกเป็นวันๆเหมือนบ้านเรา ถ้าไม่พอก็หาซื้อในวลลมาร์ทเอาได้
อีกอย่างเวลาไปทำงานก็ต้องใส่ฟอร์มอยู่แล้วด้วย เสื้อผ้าที่เอาไปแทบไม่ได้ใช้เลยค่ะ)

- ถุงเท้า เอามาเยอะๆ สัก 8 คู่ขึ้นไปเลยค่ะ ใช้บ่อย คิดง่ายๆ กลางวันคู่ กลางคืนคู่
ไม่กี่วันก็หมดแล้ว เลือกที่เนื้อดีๆหน่อย ใส่แล้วอุ่น ถุงเท้านี่หลายคนอาจจะมองว่ามันไม่สำคัญ
แต่เฟิร์นว่าเป็นอะไรที่สำคัญมากนะคะ อย่างตอนนอนเงี้ย ถ้ารู้สึกเย็นเท้า
นอนไม่หลับเลยค่ะ
ทรมานมากนะ

- รองเท้าแตะ ที่ให้ขนมาเพราะตัวเองจะได้เลือกคู่โปรดที่สบายเท้าที่สุดมา แนะนำแบบสอดเท้า
เข้าไปเลยนะคะ(ที่ไม่ใช่หูคีบอ่ะ) เพราะเวลาหนาวใส่ถุงเท้าด้วยจะได้ใส่ได้ มาหาที่นี่อาจไม่มีไซส์
เพราะฝรั่งเท้าใหญ่มาก

- เข็มขัด เอาที่มันเอนกประสงค์มาหน่อยนะคะ ที่ใส่กับชุดอะไรก็ได้ เพราะพออยู่ๆไป
ทำงานหนักๆ อาจผอมลง กางเกงที่เอามาตอนแรกอาจหลวมโผลก เพราะเฟิร์นก็เป็นค่ะ
คิดถูกที่ติดเข็มขัดไปเส้นนึง

- ครีมกันแดด สำหรับสาวๆค่ะ ที่นู่นหากันแดดไม่ได้เลย ฝรั่งเค้าชอบแดด มีแดดแทบวิ่งเข้าใส่
แต่สาวไทยเกลียดแดด เอาไปเลยค่ะ Must have มาก

- คอนแท็คเลนส์ น้ำยา ขวดพกพา จัดไปให้พร้อมค่ะ ที่นู่นแพงมาก เฟิร์นยังคุยกับเพื่อนเลย
ว่าถ้ารู้ว่ามันแพงขนาดนี้ก่อนมาล่ะก็ จะขนจากไทยมาขายทำกะไรซะนี่

- ผ้าอนามัย+carefree เอาไปให้ครบทุกเดือนเลยนะคะ เพราะของที่นั่น มันนนน แข็งงงง
มากกกกกกกกกกก เราใส่แล้วทรมานค่ะ อีกอย่างคือหายาก เพราะเค้านิยมใช้ผ้าอนามัยแบบสอดกัน

- หมอนตัว U หรือหมอนรองคอ เอาติดไปเป่าบนเครื่องด้วย ช่วยชีวิตเราได้มากเลยค่ะ
เพราะอย่าลืมว่าเราต้องนั่งเฉยๆบนเครื่องตั้ง 20กว่าชม.นะ บนเครื่องแจกหมอนแจกผ้าห่มค่ะ
แต่หมอนเป็นแบนๆ แทบไม่ช่วยอะไร

- หนังยางวง และถุงใส่แกง(ถุงใส่กับข้าว) จัดไปเยอะๆเลยค่ะ แล้วมันจะช่วยชีวิตเราได้มาก
เวลาเก็บอาหารที่ทานไม่หมดเข้าตู้เย็น แอบแปลกใจว่าที่นั่นไม่มีหนังยางวงให้เห็นแม้แต่เส้นเดียว

- สายรัดกระเป๋า หรืออะไรที่จะทำตำหนิให้กับกระเป๋าเดินทางของเราให้แปลกกว่าชาวบ้านได้
จะได้หาเจอง่ายๆไง

- กระเป๋าสะพายเล็ก-ใหญ่ กระเป่าตัง อันนี้สำคัญยังไงคงไม่ต้องบอก

- เอกสารจำเป็นต่างๆ ไว้จะบอกละเอียดอีกทีว่ามีอะไรบ้างนะ

- อันนี้เป็นของที่เฟิร์นและเพื่อนลงความเห็นว่าสำคัญที่สุดในบรรดาทั้งหมดค่ะ มันก็คือ
ของยังชีพ เอ้ย! บรรดามาม่า โจ๊กสำเร็จ อาหารกระป๋องรสไทยๆ ผงปรุงสำเร็จรสไทยๆ
ไม่ว่าจะเป็นรสลาบเอย ผงกะหรี่เอย น้ำแดงเอย ยำเอย น้ำตกเอย กระเพราเอยอยากกินรสไหน
ขนไปเยอะๆเลยค่ะ เท่าที่จะเอาไปได้ เพราะไม่ว่ายังไงเราก็จะสวาปามมันหมดอยู่ดีนั่นแหละเชื่อเฟิร์น
แล้วก็ไม่ต้องแบกกลับด้วย ถึงกินไม่หมดก็แจกๆนายจ้างอะไรเค้าได้อยู่ดี เค้าชอบอาหารไทยอยู่แล้ว
ส่วนมาม่า อยากกินรสไหนก็ขนไปค่ะ หมดแน่ แต่รสต้มยำกุ้งเป็นรสเดียวที่ที่นั่นมีขาย แต่ราคาก็แพงอยู่นะ
อ้อ ผงคนอร์ด้วยอีกอย่าง ถ้าไม่เอาไปอาจอดกินต้มจืดหรือข้าวต้มหมูสับอร่อยๆก็ได้นะ

ปล.ค่ะ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่นายจ้างแจ้งมาว่าบ้านพักไม่มีครัว หรือไม่ได้ให้อยู่บ้านให้ แต่ต้องไปอยู่
Motelเอา ส่วนมากพวกที่ได้ไปทำฟาสฟู้ดจะได้ไปอาศัยในโมเทลค่ะ
โมเทลก็คือคล้ายๆห้องในโรงแรม แต่เป็น Long-stay ดังนั้นจะไม่มีครัวนะคะ อาจมีไมโครเวฟให้
อย่างนี้ก็ไม่ต้องเอาผงปรุงรสไปมากนัก เพราะคงไม่มีโอกาสทำอาหารเอง เน้นๆมาม่าเอาไปเยอะๆ
มันจะช่วยเราได้มากเวลาที่เราเบื่อjunk food ค่ะ

- ส่วนเครื่องปรุง เอาน้ำปลาไปอย่างเดียวพอค่ะ เครื่องปรุงอย่างอื่นที่นั่นมีหมด ยกเว้นน้ำปลา
แล้วก็แพคดีๆเลยนะคะ ถ้าไม่อยากเปิดกระเป๋าเดินทางออกมาแล้วพบว่าขวดน้ำปลาแตก
เหม็นหึ่งทั้งกระเป๋า จบไม่สวยแน่งานนี้






วิธีเฟิร์น ใช้เทปพันปากขวดให้แน่นแบบไม่มีทางเปิดออกมาได้เอง แล้วจับขวดมันใส่ถุงก๊อบแก๊บ
มัดปากถุงให้สนิท สัก 2-3 ชั้น แล้วค่อยเอามันมาใส่ในถุงกันกระแทกที่ซื้อจากไปรษณีย์อีกที
แล้วยัดใส่กระเป๋าเดินทาง เท่านี้ก็หายห่วงแล้ว ทั้งกันกระแทก ทั้งกันหกค่ะ

- ปลั๊กแปลงไฟจาก 110 V เป็น 220 V สำหรับอันนี้ถ้าใครเอาเครื่องใช้ไฟฟ้า
ที่ไม่ได้พิสดารเท่าไหร่ไป ก็ไม่จำเป็นค่ะ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าพวก ที่ชาร์จโน้ตบุด ที่ชาร์จกล้อง
ที่ชาร์จโทรศัพท์ iPod เหล่านี้จะรองรับกระแสไฟทั้ง 2 แบบอยู่แล้ว เอาไปเสียบตรงๆได้เลยไม่มีปัญหา
แต่สำหรับบางคนหิ้วเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนแดงราคาถูกๆไป หรือสินค้าบางประเภทที่อาจไม่รับไฟ
110 V ค่ะ ดังนั้นต้องหาซื้อไอ้ที่แปลงไฟนี่ไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของตัวเอง
จะใช้ไฟ 110 V ได้ไหม ให้พลิกหลังอุปกรณ์เหล่านั้นค่ะ มันจะบอกอยู่ว่ารับไฟได้เท่าไหร่

อย่างในรูป(บนแถบสีเขียว) เขียนว่า Input 100V-240V แสดงว่ารองรับกระแสไฟได้ทั้งไทย(220V)
และที่อเมริกา(110V) ค่ะ


- อย่างสุดท้าย บัตรโทรศัพท์โทรกลับไทยค่ะ สำคัญยังไงไม่ต้องบอก ส่วนรายละเอียดจะบอกในเรื่องต่อๆไปนะ


ตรงกันข้ามค่ะ มาพูดถึง ของที่ไม่จำเป็น ต้องเอาไปกันดีกว่าค่ะ ซึ่งเฟิร์นได้ตีกรอบสีแดง
ไว้ให้แล้วว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาไป หรือเอาไปเป็นขวดเล็กๆสำหรับใช้ช่วงสัปดาห์แรกก่อน
เพราะหาซื้อเอาที่นู่นถูกกว่าไทยเรามาก โดยเฉพาะพวกข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน พวกเครื่องสำอาง
หรือเครื่องอุปโภค ที่นั่นถูกกว่า ทั้งยังคุณภาพดีกว่าค่ะ สาวก็จะได้เพลิดเพลินกับการเลือก
เครื่องสำอางในวอลมาร์ท ยี่ห้อก็จะมีคล้ายๆโลตัสบ้านเรานี่ล่ะค่ะ ต่างกันตรงที่กลิ่นหรือรุ่น
ที่บ้านเราไม่มีขาย

อย่างเฟิร์นไปได้ Cleansing cream ที่ใช้ล้างได้ทั้งหน้าปกติและเมคอัพตัวนึงของNeutrogenaมาค่ะ
คือตอนแรกอยากลองว่าเป็นไง เห็นราคาถูกดี 5$ เอง(150 บาท ถูกมากๆ) เลยซื้อมาลองขำๆ
ปรากฏว่าเริ่ดมาก ติดใจ ล้างแล้วรู้สึกสะอาด แต่ไม่รู้สึกแห้งเลย (ปกติเป็นคนหน้าแห้งมาก)
ก่อนกลับเลยสอยกลับไทยมาด้วยเลยอีก 2 ขวด ชอบมากเลย (พอดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นรีวิว
เครื่องสำอางห้องโต๊ะเครื่องแป้งไป อิอิ)

หรืออย่างโลชั่นของ Jergens ขวดใหญ่ที่สุดที่เราเคยเห็นขายในไทยหลายร้อยบาทอยู่
แต่ที่นั่นขายแค่ไม่กี่เหรียญ(ประมาณ ร้อยกว่าบาท พระเจ้า! ฉันหิ้วมันมานี่ด้วยทำไมเนี่ย?)
หรืออย่างวาสลีน(ที่เอาไว้ทาปากแห้ง ทาข้อศอก) กระปุกใหญ่มาก ใหญ่กว่าที่เราๆเคยเห็น
ในไทยประมาณ 2 เท่า ที่นั่นขายอยู่ประมาณ 1$ (30 บาทเองอ่ะ ถือซะว่าหิ้วจากไทยมาเที่ยวเมืองนอก
ละกันนะน้องวาสลีนของฉัน) เฟิร์นถึงได้บอกไงคะว่าใครที่ไม่ได้ติดยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ
หรือไม่ได้ต้องใช้ยาหมอ อะไรแบบนี้ มาซื้อเอาที่นี่ฟินกว่าค่ะ ฮ่าๆๆ

ส่วนของอื่นๆ ลองเลือกดูแล้วกันนะคะว่าตัวเองต้องเอาอะไรไปอีก อะไรสำคัญๆอีก โดยเฉพาะหยูกยาค่ะ
จัดเต็มไปเลยดีกว่า อย่าลืมยาประจำตัวนะคะ เฟิร์นไม่มีโรคประจำตัวเลยเขียนไว้เพียงยาสามัญค่ะ
แล้วก็เตรียมฉลากยาเป็นภาษาอังกฤษด้วยก็จะดีค่ะ

ทีนี้เมื่อเตรียมของลงกระเป๋าค่ะ จัดวางของให้คุ้มที่สุด (ถ้าที่เหลือก็ยัดๆอาหารยังชีพตลอดกาล
พวกมาม่าไปเยอะๆนะคะ เน้นจริงๆ) เรื่องขนาดและน้ำหนักกระเป๋าสามารถเช็คได้ในเวปสายการบิน
แต่ละที่ที่เราจะใช้บริการเลยค่ะ ส่วนของเฟิร์นบิน Delta Airlines เค้ากำหนดน้ำหนักไว้ที่
ใบละ 50 ปอนด์ (หรือคิดแล้ว 23.5 kg ค่ะ) ส่วนขนาดกระเป๋าไม่ต้องmindมากเพราะก็คือ
ไม่มากไปกว่าไซส์กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สุดที่ขายๆกันอยู่ดี งานนี้เฟิร์นจัดใบใหญ่สุด 1 ใบ
กับใบกลางอีก 1 ใบ ตอนขึ้นชั่งใบใหญ่หนัก 22 kg ใบเล็กหนัก 18 kg. (นี่ขนาดขนของอย่างกับอพยพ
น้ำหนักยังไม่เกินเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวค่ะ) บางคนจะมาโมเม ว่าถ้าขอเป็น 2 ใบรวมกัน
47 kg ได้ไหม ไม่ได้นะคะ เอามาบวกกันไม่ได้ ต้องใบละไม่เกิน 23.5 kg. ค่ะ

ส่วนกระเป๋าที่จะหิ้วขึ้นเครื่องด้วย หรือ carry-on ต้องมีขนาดและน้ำหนักตามที่สายการบินกำหนด
หรือถ้าใครเอาโน้ตบุ๊คไปด้วย ก็สามารถเอาขึ้นเครื่องได้ค่ะ โดยไม่ต้องคิดน้ำหนักรวมกับกระเป๋า
ใส่เคสถือแยกได้เลยค่ะ อีกทั้งยังต้องจำกัดปริมาณของเหลวตามที่สายการบินกำหนดอีกด้วยนะ
เพื่อนเฟิร์นไม่รู้เอาน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ขวดใหญ่ขึ้นไป ต้องทิ้งหน้าเกทเลยค่ะ เสียดายมาก
อย่างนี้ก็ต้องแบ่งใส่ขวดพกพาเล็กๆมานะ อย่าลืม

อยากแนะนำไว้นิดนึง ว่าติดพวกสบู่ แปรง ยาสีฟัน น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ ครีมทาหน้า ลิปมัน
แป้งฝุ่น ฯลฯ ของดำรงชีพที่เราคิดว่าจำเป็นใส่ขวดแบ่งเล็กๆหิ้วขึ้นเครื่องไปด้วยนะคะ
คิดเผื่อว่าอาจมีเหตุสุดวิสัย เครื่องดีเลย์ เราต้องค้างเติ่งอยู่ระหว่างทาง กระเป๋าใหญ่ที่โหลดไป
ก็เอามาไม่ได้ แล้วเราจะอยู่ยังไง

กรณีนี้เฟิร์นมีประสบการณ์ตรงอีกเหมือนกัน ตอนที่กำลังจะกลับไทย นั่งเครื่องจาก Minot
มา Menepolis (รัฐ Minesota) และกำลังรอต่อเครื่องไปญี่ปุ่น แต่เครื่องบินก็ไม่สามารถขึ้นได้ค่ะ
ผู้โดยสารก็กลับมารอกันที่เกท 2ชั่วโมงก็แล้ว 4 ชั่วโมงก็แล้ว เครื่องก็ยังขึ้นไม่ได้ จนเกือบ 6 ชม.ค่ะ
เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะเดินทางได้อีก 20 ชม. ข้างหน้า แต่ทางสายการบินจะรับผิดชอบจัดหาโรงแรม
ให้ผู้โดยสารทุกคนออกไปพักผ่อนฟรี อีก 20 ชม.ค่อยกลับเข้ามาขึ้นเครื่อง นอกจากโรงแรมแล้ว
ทางสายการบินยังจัดของยังชีพเบื้องต้น พวกสบู่ ยาสีพัน แปรง(ใช้แล้วทิ้ง) โรลออน แชมพู
ใส่กระเป๋าใบจิ๋วพร้อมคูปองอาหารมูลค่าประมาณ 30$ มาให้ มันก็โออยู่นะ ติดตรงที่บางทีผู้หญิงเรา
มันก็มีอะไรต้องใช้มากไปกว่าสบู่และแปรงสีฟันเหมือนผู้ชายจริงป่ะ โฟมล้างหน้าล่ะ?
ครีมทาหน้าล่ะ?
น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ล่ะ?
เราก็เลยได้ชุดอุปกรณ์ขวดเล็กขวดน้อยที่เราหิ้วติดกระเป๋าขึ้นเครื่องมาด้วยช่วยชีวิตเรางานนั้นได้
ไม่งั้นก็คงต้องกลับไทยสภาพโทรมๆแน่ๆ

เรื่องจัดกระเป่ายาวมากเลย มาต่อกันที่เรื่องที่ 2 บัตรและเอกสารต่างๆที่ควรพกไว้กันดีกว่า

..................................................................................................................................


2 บัตร-เอกสารต่างๆที่ควรพกไว้

Credit Card สำหรับคนที่คิดว่าอาจจะต้องซื้อของออนไลน์ หรือใช้จองโรงแรม จองรถไฟ
จองเครื่องบิน ก็ขอบัตรเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ติดตัวไปด้วยก็สะดวกดีค่ะในการทำสิ่งเหล่านี้
เฟิร์นก็เอาติดไป แต่ไม่เคยได้ใช้ เพราะไปเจอวิธีที่เดิ้นกว่าเอาที่นู่นค่ะ

ผู้หญิงกับช๊อปปิ้งเป็นของคู่กัน เมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีก 3 เดือน
และได้ลงมือสำรวจเมืองจนทั่ว ก็พบว่าที่นี่นั้นไร้ซึ่งแบรนด์เนม Outlet หรืออะไรก็ตามที่ผู้หญิงเรา
อยากจะละลายเงินในกระเป๋า ไม่เป็นไร ได้ยินมาว่าซื้อของออนไลน์นั้นก็สบายไม่แพ้กัน
คลิกๆๆ กระดิกเท้ารอ 2 สัปดาห์ ของก็มาส่งถึงที่

แต่การที่จะซื้อของออนไลน์ได้ก็ต้องใช้บัตรเครดิต ตอนแรกก็จะใช้บัตรที่พกมาจากไทย

แต่ช้าแต่!

ก่อนที่จะได้ใช้มัน เฟิร์นบังเอิญไปเดินมินิมาร์ทในปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน แล้วไปเจ๊อะเข้ากับแผงขาย Gift card
ไอ้เราก็ยืนอ่านว่ามันเอาไปทำอะไรวะไอ้กิ๊ฟการ์ดเนี่ย อ่านได้ไม่นาน ตาก็ไปสะดุดเข้ากับ
การ์ดอีกประเภทหนึ่ง หน้าตามันเหมือนบัตรเครดิตเด๊ะๆ แถมมีเครื่องหมาย ‘Visa’ หรือ ‘Mastercard’
บนหน้าบัตรด้วย บนแพคเกจมันเขียนว่า “Reloadable Debit Card” พลิกอ่านดูมันก็อธิบายไว้
ประมาณว่าไอ้การ์ดเนี่ยสามารถซื้อและเติมเงินเข้าในการ์ดได้ที่มินิมาร์ทตัวแทนจำหน่ายต่างๆ
สามารถใช้รูดปื๊ดๆ หรือช๊อปปิ้งออนไลน์ได้เหมือนบัตรเครดิต เพียงแต่จะหักค่าสินค้าออกไป
จากจำนวนเงินที่เราเติมลงไปในการ์ด (อารมย์บัตรสมาชิกร้านเกมส์)

เราก็สนใจเลยสิ เพราะตอนนี้เราถือเงินดอลล่าอยู่ใช่ป่ะ ถ้าเราเอาเงินพวกนี้กลับไทย เรทแลกเปลี่ยน
ตอนกลับไปถึงไม่รู้จะตกลงไปเหลือเท่าไหร่ (ตอนนั้นตามข่าวที่เมืองไทย ค่าเงินไทยกำลังแข็งขึ้นเรื่อยๆค่ะ)
ไอเดียก็เลยบรรเจิดเลย ว่าเราเอาเงินดอลที่เรามีมาใส่บัตรนี่แล้วใช้ให้เต็มที่ก่อนเลยดีกว่า
เอากลับไปแลกก็ไม่คุ้ม สู้เอาเงินซื้อของจากที่นี่ไป ไม่ได้ใช้ก็ขายต่อเค้าได้อยู่ดี อย่างนี้คุ้มสุดๆ
(วิญญาณแม่ค้าเข้าสิงในร่างแล้วค่าาาาาาา)

ศึกษาไปเรื่อยๆก็พบว่า เราต้องเสียค่าบัตรไปเปล่าๆ 5$ แล้วหากจะเติมเงินแต่ละครั้งก็ต้องเสีย
ค่าชาร์จครั้งละ 3$ ดังนั้นใครคิดจะใช้บัตรนี้ต้องคิดคำนวนความคุ้มค่าให้ดีๆนะคะ
เติมทีนึงให้มากพอที่เราจะใช้ จะได้ไม่ต้องเติมบ่อยๆ แต่ก็ต้องไม่มากเกินไป เพราะเอากลับ
มาใช้ที่เมืองไทยไม่ได้ด้วยนะ อย่างเฟิร์นใช้มันจนคุ้มค่ะ เรียกได้ว่าช๊อปสั่งลาครั้งสุดท้ายก่อนกลับ
รูดไป เหลือเงินคงเหลืออยู่แค่ 25 เซน เรียกว่าเหลือติดบัตรไว้พอเป็นพิธีเท่านั้น

อีกอย่างหนึ่ง ตอนช่วงใช้แรกๆ อย่าเพิ่งเติมเงินเยอะค่ะ หากมีอะไรผิดพลาด ลองเติมเล่นๆ
ดูนิดๆหน่อยๆแล้วค่อยเอาไปซื้ออะไรเล่นๆก่อน ใช้ได้ชัวร์จริงๆค่อยจัดหนักค่ะ

หลังจากนั้นเฟิร์นก็ได้ไอ้บัตรนี้มาอยู่ในครอบครอง แล้วก็รูดปื๊ดๆ ช๊อปๆ สบายใจเฉิบ

เอาหน้าตาบัตรที่พูดถึงนี่มาให้ดูกันค่ะ (ก๊อปมาจากในเวป ใครจะเอาเลขหน้าบัตรไปใช้ ระวังโดนจับนะคะ ล้อเล่น อิอิ)



บัตรโทรศัพท์โทรกลับไทย
เรื่องนี้บอกได้เลยว่ารู้เรื่องค่อนข้างน้อย ไม่รู้ว่าเค้าซื้ออะไรยังไงกัน เพราะเฟิร์นได้มาฟรีค่ะ
เฟิร์นเล่าเคสที่เฟิร์นได้มาก็แล้วกันเนาะ

เอเจนซี่เฟิร์นมีโปรโมชั่นแจกบัตรโทรศัพท์โทรกลับไทย+มูลค่าในบัตร 5$ มาฟรีๆ เฟิร์นก็เลยได้มาค่ะ
แน่นอนเลยว่าเงินแค่ 5$ นี่ไม่ได้เยอะมากมาย คนที่ต้องโทรหาแฟนเป็นชั่วโมงๆแค่วันเดียวก็คงจะหมด
เฟิร์นไม่รู้ว่าคนอื่นๆเค้าใช้กันมากแค่ไหนนะ แต่สำหรับเฟิร์น เฟิร์นโทรค่อนข้างน้อยค่ะ
อย่างอาทิตย์นึงก็จะโทรหาพ่อ-แม่ประมาณ 1-2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาทีเท่านั้นเอง
ทำให้กว่าเฟิร์นจะใช้ไอ้ 5$ นี่หมดก็ปาเข้าไปเกือบเดือน เพราะเล่นเวปแคมกับพ่อแม่มากกว่า
แต่พอเงินใกล้จะหมด ก็สามารถให้คนที่อยู่ที่ไทย(แม่) โทรหาเอเจนซี่เรา แจ้งว่าจะขอเติมเงิน
เข้าในบัตรหมายเลข************ จำนวน 500 บาท แล้วแม่ก็จะโอนเงินให้เค้าค่ะ
แต่เค้าจะไม่ได้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเท่า ณ ขณะนั้นหรอนะคะ เค้าจะคิดเป็นกำไรไปด้วย
อย่างเช่นเรทตอนนั้น 1$ = 30 บาท แต่เค้าก็จะใช้เรท 36 บาท เพื่อเป็นกำไรด้วย
งานนี้เฟิร์นก็เลยได้เงินเติมในบัตรมา 13.88$ ค่ะ(500/36) เท่านี้ก็อยู่ได้ไปจนถึงกลับแล้ว

อย่างที่บอกค่ะ อาจมีวิธีอื่นที่ง่ายกว่าวิธีเฟิร์น ก็ลองๆหาบัตรโทรศัพท์แบบอื่นๆดูนะคะ
หรือถ้าใครคิดว่าบัตรโทรศัพท์มันไม่จำเป็น Skype กับพ่อแม่เอาดีกว่า ก็ไม่ต้องเอาติดไปค่ะ
แต่เฟิร์นว่าโทรศัพท์คุยเลยดีกว่า ง่ายกว่ากันเยอะนะ


บัตร ISIC
เป็นบัตรนักศึกษานานาชาติค่ะ ที่จะทำให้เราได้ส่วนลดของ โรงแรม รถไฟ เครื่องบิน ฯลฯ
บัตรนี้สามารถขอติดต่อทำได้ที่สำนักงานหลายๆที่ในกทม. โดยเสียค่าทำไม่กี่ร้อยบาท
เฟิร์นว่าเอาติดไปด้วยก็ดีค่ะสำหรับคนที่คิดว่าจะได้เที่ยวที่ต่างๆเยอะๆ หรือตามไปอ่านเพิ่มเติมที่
http://writer.dek-d.com/yui-_-carbomb/story/viewlongc.php?id=425454&chapter=13
ได้เลย


เอกสารอื่นๆ
สำหรับเอกสารต่างๆนี้ เฟิร์นอยากให้ซีร็อกไว้หลายๆชุดหน่อย แล้วแยกใส่กระเป๋าเดินทางทุกกระเป๋า
โดยเฉพาะหน้าพาสปอร์ตกับหน้าวีซ่า ซีร็อกไปสัก 4-5 ชุด เอาไว้ไปสมัตรจ๊อบ 2-3-4 ค่ะ
อย่าลืมว่าที่นั่นไม่ได้มีร้านรับพริ้นท์หรือถ่ายเอกสารตั้งเกลื่อนเหมือนบ้านเรานะ เพราะฉะนั้นซีร็อกไปเลยค่ะ
เอกสารต่างๆก็มีตามนี้

- พาสปอร์ตตัวจริง
- สำเนาหน้าพาสปอร์ต, หน้าวีซ่า ถ่ายไปสัก 4-5 ชุดเลยค่ะ ได้ใช้แน่ๆ
- ใบตอบรับต่างๆขององค์กร (เค้าส่งมาให้กี่ชุด พิมพ์เก็บไว้ให้หมด)
- ใบตอบรับต่างๆของนายจ้าง (เค้าส่งมาให้กี่ชุด พิมพ์เก็บไว้ให้หมดเช่นกัน)
- Contact List เบอร์โทรศัพท์สถานทูติไทย และกงสุลไทยที่ใกล้กับเมืองเราที่สุด, เบอร์ติดต่อนายจ้าง, เบอร์พ่อ-แม่ เก็บไว้กับตัวชุดนึงเลยค่ะ เผื่อฉุกเฉิน เช่น เราเกิดอุบัติเหตุ อย่างน้อยคนช่วยจะได้รู้ว่าเราเป็นใคร ต้องติดต่อใคร แล้วก็เก็บไว้กับกระเป๋าเดินทางทุกใบด้วยค่ะ สมมติว่ากระเป๋าไปหลงอยู่ ที่ไหน คนพบจะได้ตามหาตัวเราได้


วันนี้จบแค่นี้ก่อนนะคะ ขอตัวไปแอ่วเจียงใหม่ก่อนนะคะ ฟิ้วววววววววววววววส




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2554 0:31:16 น.
Counter : 5078 Pageviews.  

Work and Travel : Step 2 รับเอกสารยืนยันจากองค์กร, สำรวจตั๋วเครื่องบิน, สัมภาษณ์วีซ่าอันหฤโหด

“แม่ๆๆๆ หนูได้งานชัวร์ๆแล้วนะ หนูจะได้ไปแล้วนะแม่” เรารีบบอกข่าวน่าตื่นเต้นกับแม่ แต่ดูเหมือน
แม่จะไม่ได้ตื่นเต้นกับเราเล้ย แถมยังทำสายตาขู่ไว้อีกว่า ‘เอาให้มันแน่อีกแล้วกันงานนี้
เดี๋ยวมาเปลี่ยนงงเปลี่ยนงานอีกฉันไม่รู้ด้วยนะ’

พอองค์กรในต่างประเทศ (Sponser) เริ่มทยอยส่งเอกสารต่างๆเกี่ยวกับตัวเรา ว่าเราจะเป็นเด็ก
ในโครงการ WAT ภายใต้การดูแลขององค์กรเขา และก็รายละเอียดงานที่ระบุนายจ้างเราที่แน่นอน
มาให้ โดยเค้าจะให้เราไปDownload เอาเองจากเวปไซต์ ไอ้เราก็ดีใจล่ะสิว่าจะได้ไปท่องโลก
ด้วยตัวเองแล้วนะ หาข้อมูล หาที่เที่ยว หานู่นนี่ ไปกันใหญ่เลยเรา ระหว่างนี้ทางพี่เอเจนซี่ก็จะบอก
ให้เราต้องส่งเอกสารอะไรเมื่อไหร่ จ่ายเงินงวดไหนเมื่อไหร่ต่อมา เราก็เออๆออๆตามเค้าไป
จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ แต่เราก็ต้องคอยเช็คการทำงานของเค้ากันด้วยนะว่าเค้าดำเนินเรื่องให้เรา
อย่างรวดเร็วทันควันจริงๆ


เวลาล่วงเลยเข้าสู่ เดือนธันวาคม
เอ๊ะ!! เดือนธันวานี่มันมีอะไรพิเศษหรอ?

ใช่ค่ะ พิเศษมากด้วย เพราะในเดือนธันวาคมนี่ จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการหาตั๋วเครื่องบิน
ราคาโปรโมชั่นที่สายการบินเจ้านู้นเจ้านี้จะออกราคาตั๋วนักเรียน ซึ่งเป็นตั๋วเครื่องบินราคาถูกมากกว่า
ตั๋วเครื่องบินราคาปกติมาให้เด็ก WAT อย่างเรากัน แต่ถึงกระนั้นการหาตั๋วเครื่องบินสายการบิน
เดียวกัน วัน-เวลาเดียวกัน จากตัวแทนจำหน่ายเจ้าต่างๆก็ยังมีราคาไม่เท่ากัน (ไม่รู้มัน
เป็นเพราะอะไร???? ขายของเหมือนกันแท้ๆ)

เพราะฉะนั้น ขอแนะนำนะคะ ให้ถามราคาจากหลายๆเจ้า งานนี้คงต้องพึ่งน้าGoogle
กับน้าPantip ณ ไกลบ้าน กับ ณ Blueplanet กันมือระวิงเลยล่ะค่ะ ว่าตัวแทนจำหน่าย
ตั๋วเครื่องบินเจ้าไหนมีความน่าเชื่อถือ ราคาดี ดำเนินการให้เราได้รวดเร็วทันใจ ที่สำคัญคือติดต่อ
ได้สะดวกเวลาเกิดเรื่องคาดไม่ถึงขึ้น และสามารถแก้ปัญหาให้เราได้อย่างรวดเร็ว

เหตุที่เฟิร์นเน้นข้อสุดท้ายนี้เพราะเจอประสบการณ์ตรงเลยค่ะ วันที่จะขึ้นเครื่องขากลับมาไทย
กำลังจะขึ้นเครื่องอยู่อีก 10 ชม.ข้างหน้า ก็เลยลองเข้าไปใช้เลข Booking ของเราที่ระบุใน E-ticket
ไปค้นหาข้อมูลบุ้คกิ้งของเราในเวปสายการบินโดยตรง แต่ๆๆๆๆ พบว่า ไม่มีข้อมูลผู้โดยสารบุ้คนี้
ในไฟลท์ที่ค้นหา บ๊ะแล้ว ทำไงดี???? ใช้เลขของเพื่อนร่วมชะตากรรมคนอื่นๆที่จองมาพร้อมกัน
ก็ไม่ได้เหมือนกัน ซ้ำร้ายบัตรโทรศัพท์โทรกลับไทยเงินก็กำลังจะหมด เพราะเรากับเพื่อนกะใช้กัน
ให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่เซนเดียวก่อนกลับ ลองโทรถามยอดเงินดูปรากฏว่าเหลือโทรได้
อยู่อีก 3 นาที เอาวะ ลองโทรไปหาเอเจนท์ที่เราจองตั๋วดูดีกว่า โชคดีอย่างนึงที่ตอนนั้นที่อเมริกาตี 2
ที่ไทยบ่าย2 ยังเป็นเวลาเปิดทำการอยู่ค่ะ พอโทรติด ไอ้เราก็พูดรัวๆเลย ว่า “พี่คะ ฟังดีๆนะคะ
ตอนนี้หนูกับเพื่อนอยู่ที่US เงินโทรศัพท์กำลังจะหมด กำลังจะขึ้นเครื่องอีก 10 ชม.นี้ แต่เลข Booking
ของหนูและเพื่อนที่จองไปกับพี่ พอเอาไปค้นในเวปสายการบินแล้วไม่พบ...........”
หลังจากนั้นเค้าก็ขอเลขBooking เรากับเพื่อนไปเช็คค่ะ แต่ระหว่างนั้น สัญญาณอันตรายก็ดังขึ้น
เงินกำลังจะหมดค่ะ เราก็ระร่ำระลักบอกเค้าไป “พี่คะ เงินหนูกำลังจะหมดแล้ว เอางี้นะคะ
พี่เช็คให้หนูเสร็จเมื่อไหร แก้ไขให้พวกหนูทันที ไม่ว่ายังไงพวกหนูก็จะบินพรุ่งนี้เช้าค่ะ
ส่งข้อมูลทั้งหมดกลับมาทางอีเมลหนูทันทีนะคะ” แล้วสายก็ตัดไปค่ะ เรากับเพื่อนร้อนใจกันมาก
แต่รอไม่ถึง 15 นาทีค่ะ ทางบริษัทก็ส่ง E-ticket ชุดใหม่มาให้ พร้อมกับเขียนขอโทษทางเรามาด้วย
ว่าเป็นความผิดของเค้าเองที่ไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเลข Booking ของเรามาให้ทราบ
จริงๆข้อมูลผู้โดยสารไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนเลขเท่านั้น พอเราลองเอาเลขใหม่เข้าดู
ก็เข้าได้แล้วค่ะ ไฟลท์บินปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง มีชื่อเรากับเพื่อนทุกคนเป็นผู้โดยสาร
อันนี้ต้องขอบคุณทางบริษัทตั๋วแห่งนั้นด้วย ที่ช่วยเราได้รวดเร็วทันใจ เพราะตอนนั้นเวลาเพียง 1 นาที
ก็รู้สึกเหมือนนานมาก อีกอย่างคือทนการโวยวายของเราได้ จริงๆเราไม่ได้เป็นคนขี้โวยวาย
หรือเอาเรื่องนะคะ แต่ตอนนั้นเหตุการณ์มันพาไป (จริงจริ๊งงงงงง 555+)

ดังนั้นเฟิร์นจึงอยากให้เพื่อนๆที่กำลังหาตั๋วเครื่องบินคำนึงถึงเรื่องนี้กันด้วยค่ะ
ดูง่ายๆ เวลาที่เราติดต่อสอบถามข้อมูลเค้าทางโทรศัพท์หรืออีเมลก็ตาม(ก่อนที่จะตัดสินใจใช้บริการ)
เค้ามีท่าทีให้ความช่วยเหลือเราอย่างเร็วรึป่าว สายโทรศัพท์มีกี่คู่สาย โทรติดต่อง่ายไหม
หรือต้องรอสายนานๆรึป่าวกว่าจะรับ อีเมลไปตอบเร็วรึป่าว หรือนานจนเราต้องเมลไปถามย้ำอีก
อย่างนี้ค่ะ เพื่อความสบายใจเนาะ



ตั๋วเครื่องบินราคานักเรียนนี้ส่วนมากจะมีไปลงเพียงเมืองใหญ่ๆที่เป็น Hub ของสายการบินต่างๆ
เช่น LAX, JFK, ORD, DEN, MSP อะไรประมาณนี้อีกเยอะค่ะ เราก็ต้องดูการเดินทางของเราค่ะ
ว่าต้องไปลงไหนก่อน ขึ้นต่อไปไหน สายการบินอะไร ต่อDomestic Flightไหม
ขากลับอยาก Stop-over ที่ไหน อันนี้ลองถามเอเจนซี่ขายตั๋วดูก็ได้ค่ะ แบบไหนคุ้มสุด
(ในแง่ราคา ระยะเวลา สายการบิน Stop-over) ก็จัดไปค่ะ

บางเมืองที่กันดารแร้นแค้น(เว่อไป) ลงเครื่องแล้วอาจจะต้องหิ้วกระเป๋าใบโตขึ้นรถบัส หรือรถไฟต่อไป
อันนี้ก็ต้องเตรียมตัวหาข้อมูลดีๆค่ะ กะขนาดกระเป๋าและพละกำลังของเราดีๆว่าเราจะหอบมัน
จากสนามบิน นั่ง Cab หรือแท็กซี่เพื่อไปสถานีรถบัสหรือรถไฟ ต่อด้วยขึ้นรถเหล่านั้นมายัง
จุดหมายปลายทางของเราไหวไหม แต่ส่วนมากที่เห็นกันก็ไม่ค่อยมีปัญหาตรงจุดนี้นะคะ
สำหรับการจองรถเมล์หรือรถไฟก็จองผ่านเวปให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางเลยดีกว่าค่ะ
สบายใจกว่ากันเยอะ แถมจองแต่เนิ่นๆจะถูกกว่าจองกระชั้นชิดด้วยนะ

เวปรถไฟ Amtrak มีรูทมากมาย จองสะดวกมากๆ ตัดเงินจากบัตรเครดิตเลย นั่งไปสบายๆ




กลับมาที่เรื่องตั๋วเครื่องบินอีกที กับคำถามยอดฮิตที่ว่า สมมติว่าเราเจอตั๋วเครื่องบินไปกลับ
ที่ราคาน่าพอใจที่สุดแล้ว(หลังจากที่ถามราคาจากบ.จำหน่ายตั๋วหลายๆเจ้าแล้ว) แล้วอยากจะจองเลย
เพราะกลัวที่นั่งเต็มแล้วแผนการเดินทางที่เราแพลนไว้อย่างสวยหรูอาจต้องถูกปรับเปลี่ยน
แต่วีซ่าเราก็ยังไม่ได้สัมภาษณ์ หรือสัมภาษณ์แล้วผลยังไม่ออก จะจองตั๋วเลยได้ไหม
ตอบเลยว่า จองได้ค่ะ เราสามารถให้ตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินจองที่นั่งให้เราก่อนได้เลยค่ะ
รอให้เราได้วีซ่ามาเป็นที่เรียบร้อย เราจึงค่อยจ่ายเงิน และออกตั๋วเครื่องบินเอาตอนนั้นก็ได้ค่ะ
แค่นี้ไฟลท์สวยๆของเราก็ไม่หนีหายไปไหนแล้ว

เอา หน้าตา E-ticket มาให้ดูค่ะ เวลาเช็คอินก็หิ้วใบนี้+พาสปอร์ต ไปออกบอร์ดดิ้งพาส
หน้าเคาน์เตอร์เวลาเดินทางได้เลย



ย่างเข้าเดือนมกราคม ค่ะ
มกราคม เพิ่งจะพ้นเทศกาลปีใหม่เอง ต้องทำอะไรต่อ?

แน่นอนค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะไม่มีไม่ได๊.....สำหรับ WAT ของเรา คือวีซ่าอเมริกาค่ะ
เอเจนซี่แต่ละเจ้า โดยเฉพาะเจ้าบิ๊กๆของวงการ(ขอไม่เอ่ยนาม) จะเริ่มแจ้งวันสัมภาษณ์วีซ่าของเรา
กันตั้งแต่ช่วงนี้ค่ะ ส่วนเอเจนซี่เจ้าเล็กๆลงไปก็ทยอยแจ้งคิวแก่เด็กตามๆกันมา ยาวไปจนถึง
ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ บางคนได้สัมภาษณ์เดือนมีนาคมก่อนเดินทางเลยก็มีนะคะ
แต่ก็ต้องกะระยะดีๆ เผื่อวันส่งคืนเล่มพาสปอร์ตจากทางสถานทูติสัก 2-3 สัปดาห์ด้วยนะคะ
เผื่อมีอะไรผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ถ้าเราส่งเอกสารต่างๆภายในวันที่ทางเอเจนซี่กำหนดทุกอย่าง
ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนัดสัมภาษณ์วีซ่าล่าช้าค่ะ (หรือถ้าเอเจนซี่จองคิวสัมภาษณ์ให้เราช้า
ก็จะไม่หนีไปจากเดือนกุมภาพันธ์หรอกค่ะ)

ส่วนคนที่อาจจะยังยึกยัก ไปดีไม่ไปดี เพิ่งมาสรุปว่าจะไปตอนธันวา จ่ายเงิน ทำเอกสาร
ถึงตอนนั้นคิวสัมภาษณ์วีซ่าเร็วๆก็คงหมดไปแล้ว อาจต้องรอถึงปลายเดือนกุมภา หรือต้นมีนาค่ะ

อีกเรื่องที่สำคัญ และทำให้เด็ก(กำลังจะ)เวิค กังวลไปตามๆกัน ก็คือเรื่องสัมภาษณ์วีซ่า
อเมริกาที่ขึ้นชื่อว่าได้ยากมากกกกกก มันจริงหรือเปล่าน๊า???

วีซ่าอเมริกา ได้ยากจริงค่ะ แต่!!!! ที่เค้าว่ายากกันน่ะ มันมักจะเป็นวีซ่าประเภทท่องเที่ยว
หรือเยี่ยมเยียนค่ะ ซึ่งแน่นอน ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเล้ยยยยย

วีซ่าที่เรากำลังจะขอ คือวีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน หรือ J-1 ค่ะ มันไม่ได้ยากเลย จริงๆนะคะ
ไม่ได้โม้นา..... แต่แอบมีข้อแม้อยู่ 2 ข้อเท่านั้นแหละที่จะเป็นกุญแจให้เราได้วีซ่ามาได้ง่ายแสนง่าย
มันคืออะไร?

มันก็คือ
1 หลักประกันที่เราจะกลับมาไทยภายในวันที่วีซ่ากำหนด
และ 2 ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมและไม่มีแนวโน้มที่จะมี

เท่านี้น่ะหรอ? ใช่ค่ะ เท่านี้จริงๆ ใครที่คิดว่า 2 ข้อข้างบนเราไม่มีปัญหาใดๆ คุณก็ผ่านด่านวีซ่า
มาครึ่งทางแล้วล่ะค่ะ มีโอกาสได้เกือบจะแน่นอนแล้ว แต่หลักฐานที่สถานทูติต้องเอามาประเมิน
ให้เราผ่านไอ้ 2 ข้อด้านบนนี่สิ ที่เราต้องเตรียมตัวกันให้ดี มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง (เฟิร์นจะไม่บอก
หลักฐานที่ต้องส่งให้ทางสถานทูติทั้งหมดนะคะ เพราะเดี๋ยวทางเอเจนซี่แต่ละที่คงแจ้งกันให้แต่ละคน
ทราบเอง แต่เฟิร์นจะบอกเฉพาะที่สำคัญๆละกันนะ)

1 การศึกษา ว่าเราอยู่ปีไหน ถ้ากำลังจะขึ้นปี 2-3-4 ก็แล้วไป แต่ถ้ากำลังจะเป็นบัณฑิตนี่สิ
ที่จะทำให้มีปัญหาไม่ค่อยได้วีซ่ากัน เพราเค้ากลัวบัณฑิตหนีเป็นโรบินฮูดอยู่ในอเมริกาไม่ยอมกลับ
ไงคะ เรียนก็ไม่ต้องเรียนแล้ว ปริญญาจะกลับมารับหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นจึงไม่มีหลักประกันข้อที่ 1
เรื่องที่เราจะกลับมาตามกำหนดวีซ่าค่ะ ส่วนที่จะขึ้นปี 2-3-4 นี่ข้อนี้ไม่มีปัญหาเพราะยังไงก็ต้อง
กลับมาเรียนค่ะ

การแก้ไขสำหรับปีบัณฑิตที่เห็นเค้าทำๆกันนะคะ คือยังไม่ต้องแจ้งจบค่ะ ขอวีซ่า สัมภาษณ์ให้เรียบร้อย
ให้ได้วีซ่าเสียก่อน ค่อยแจ้งจบค่ะ แค่นี้ก็หมดปัญหาแล้ว (เฟิร์นเห็นเค้าทำกันได้นะคะ
แต่ไม่รู้ว่าตอนการสัมภาษณ์กับทางสถานทูติจริงๆ ต้องตอบคำถามเรื่องนี้ว่าอย่างไร)

2 เกรดค่ะ แต่อย่าเพิ่งกังวล ว่า อุ๊ย! เกรดฉัน 2กว่าๆ จะได้ไปไหม 2กว่านี่ไม่ถือว่าเป็นปัญหานะคะ
เพราะเพื่อนเฟิร์นหลายคนเกรดเท่านี้ก็ผ่านมากันได้ แต่ที่เน้นจริงๆคือที่ไม่ถึง 1 หรือแค่ 1 นิดๆ
อันนี้มีสิทธิสูงค่ะที่จะไม่ได้วีซ่านี้ เพราะเค้าอาจพิจารณาว่า WAT อาจะไปรบกวนการเรียนเพิ่มเติม
หรือคลาสเสริม ของคนกลุ่มนี้

3 หลักฐานการทำงานของผู้ปกครอง + เงินเดือน + บัญชีธนาคารที่แสดงเงินเข้าออก 6 เดือน
ก่อนหน้า
ถามว่าทำไม ก็เพราะว่าเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งที่เราจะไม่คิดหลบหนีอยู่ในอเมริกา
หรือก่ออาชญากรรมที่นั่น เพราะอย่างน้อยเราก็ต้องคำนึงถึง ‘หน้าตา’ หรือ ‘หน้าที่การงาน’
ของพ่อแม่เราบ้างจริงไหม หรืออาจดูว่าหน้าที่การงานของพ่อแม่เรามั่นคงดี เงินเดือนพอประมาณ
ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องรายได้ เงินเข้าออกบัญชีสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่า 6 เดือนไม่มีเงินเข้าบัญชีเลย
แต่จู่ๆมีเงินเพิ่งโอนเข้ามา 2-3 แสน อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน
ที่จะส่งผลให้เราไปหนี ค้าบริการ แรงงานเถื่อน หรือก่อคดีที่นู่น ประมาณนี้ค่ะ เท่านี้แหละค่ะ
ที่เฟิร์นคิดว่าสำคัญที่จะทำให้เราได้วีซ่ามาอย่างไม่มีปัญหา ส่วนหลักฐานอื่นๆเราก็เตรียมไป
ให้เรียบร้อยเท่านี้เอง

ส่วนเรื่องการสัมภาษณ์ ซึ่งแน่นอน เป็นภาษาอังกฤษตลอดการสนทนา ถามว่ายากไหม
ตอบได้เลยว่าแล้วแต่ดวงค่ะ หลายคนคนอาจเคยได้ยินชื่อ ‘เจ๊โหด’ ซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่รับหน้าที่สัมภาษณ์วีซ่าจากทั้งหมดประมาณ 3 คน เจ๊โหดคือชื่อที่คนใน Pantip ตั้งให้
แก่เธอเพื่อสดุดีแก่หน้าตาบึ้งตึง พูดภาษาอังกฤษรัวเป็นไฟ นึกอยากถามอะไรตอนไหนก็ถาม
บางครั้งที่เค้าถามแล้วเราอาจไม่เข้าใจเค้าก็จะทำหน้านอยใส่อย่างรุนแรงแล้วไม่สนใจที่จะฟัง
คำตอบของเรา (ที่อธิบายมาทั้งหมดเป็นคำบอกเล่าที่ฟังมาทั้งนั้นค่ะ เพราะเฟิร์นไม่ได้สัมภาษณ์
กับเธอ แต่ตอนที่ไปสัมภาษณ์ก็แอบมองตอนที่เธอสัมภาษณ์คนอื่นๆ ปรากฏว่าค่อนข้างตรง
กับที่ฟังมาเลยค่ะ หน้าไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสสักนิดอย่างกับโกรธสามีมา หน้าเด็กยังไม่มองด้วยซ้ำ)

เพื่อให้เพื่อนๆเห็นภาพเจ๊โหดอย่างชัดเจน ขอแปะข้อความจากคุณปัณณ์ ปัน จากโต๊ะไกลบ้าน
หน่อยนะคะที่บังเอิญไปปะฉะดะกับเจ๊โหดมา (งานนี้ขออนุญาตคุณปัณณ์ ปัน แล้วค่ะ)

.......................................................................................................................

สวัสดีค่ะ เล่นpantip มาหลายปี แต่นี่เป็นการตั้งกระทู้ครั้งแรก ปกติได้แต่ซุ่มและเม้นตอบ
กลับบ้าง 5555 พอดีวันนี้ได้ไปสัมภาษณ์วีซ่าสำหรับเด็กเวิร์คและเจ๊อะกับเจ๊โหดพอดี เลยอยาก
เอามาแชร์เผื่อจะเป็นประโยชน์ ที่รู้ว่าเป็นเจ๊โหด เพราะสัมภาษณ์นานมาก หน้าค่อนข้างบึ้ง
และคนอื่นๆที่สัมภาษณ์ก่อนหน้าเล่าให้ฟัง พอเจอกับตัวเองก็ยิ่งมั่นใจค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบอก
ว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษเลยจริงๆ ค่อนข้้างแย่มากๆ แต่เพราะว่าเป็นนักศึกษาทุน ถ้าเรียน
ได้เกรดต่ำกว่า 3 จะโดนตัดทุน ก็เลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ และที่รู้ๆกันว่าในมหาวิทยาลัย
ก็จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดในวิชาภาษาอังกฤษ ต้องเรียนกับครูต่างชาติ เราก็เลยต้อง
พยายามมากกว่าคนอื่น พอผ่านมาเกือบ 2 ปี เพื่อนๆก็บอกว่าเราเก่งอังกฤษขึ้นมาก พิมพ์เขียน
อ่านคล่อง เหลือปัญหาข้อเดียวคือการพูด เราก็เลยตัดสินใจไป WAT เพื่อที่อยากจะอยู่ใน
สถานการณ์ที่จำเป็นต้องพูด มีคนพูดเยอะๆ เราจะได้พัฒนาตัวเอง

เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า เวิ่นเว้อนานมาก

เรา มีนัดรอบบ่ายโมงค่ะ แต่ไปตั้งแต่ 11 โมง ก็ได้คิวที่ 4 แต่ตอนตรวจเอกสารรับบัตรคิว
ไม่ได้เรียงลำดับ เราเลยได้เป็นคิวที่ 19 ระหว่างที่รอตรวจเอกสารก็เห็นเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์
อยู่ค่ะ แต่ไม่ใช่ J1 ต้องบอกว่าโหดจริงๆๆ เสียงดังด้วย เราฟังไม่ออกเลย ฟังออกแต่คนที่
ไปสัมภาษณ์ และสัมภาษณ์นานมากๆ แต่สุดท้ายก็ได้เพราะพี่คนนั้นเค้าเก่งจริงๆ
พูดอังกฤษคล่องแบบไม่ต้องคิดเลยทีเดียว ทีนีเราก็นั่งรอจนถึงเกือบบ่าย 2 อ่ะค่ะ
(นานมากว่าจะได้สัมภาษณ์) แล้วเจ้าหน้าที่ก็เรียกทีละ 10 คิว และบอกว่าถ้าเคาท์เตอร์ไหนว่าง
ให้เข้าไปเลย คือจะได้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่คนไหนแล้วแต่ดวงจริงๆ คนอื่นจะสัมภาษณ์แป๊บเดียว
แต่เจ้าหน้าที่ที่ค่อนข้างโหดหน่อยสัมภาษณ์นานมากกกกก แล้วก็เพราะความกลัวจากที่เรา
เข้ามาอ่านในพันทิปนี่แหละสุดท้ายเราก็ได้เจอ กับเค้าจริงๆ 555

เจ้าหน้าที่: Hello
เรา : สวัสดีค่ะ และไหว้ด้วย(อย่างงดงาม)
เค้า มองเราอึ้งๆไปเลย คือเราลืมไง เราติดเป็นนิสัย ตอนเราเข้ามาในอาคาร
เราก็ไหว้ทุกคนอย่างนี้ 555 พอเรารู้ตัวเราก็พูดว่า good afternoon
แต่สวนกับเค้าที่ถามอะไรสักอย่าง
เจ้าหน้าที่ .... study.... คือเราจับได้คำเดียวไง 555
เรา : .......
เจ้าหน้าที่ : ...major... จับได้คำเดียวอีกแล้ว พูดเร็วมาก
เรา : communcation arts
เจ้าหน้าที่ : เปิดเอกสาร : wow pretty grade ทำหน้าแบบทึ่งๆมองที่เรา
เรา : ยิ้ม
เจ้าหน้าที่ให้สแกนนิ้ว
เรา : pardon
เจ้าหน้าที่ : middle finger
เจ้าหน้าที่: ถามเยอะมากๆๆๆๆ เราจำไม่ได้เลย รู้แต่ว่าประหม่าสุดๆ
จำได้ว่าเราพูดว่า again เยอะมากกกก
ที่จำได้มีประมาณนี้
: what't plane บลาๆๆ
เรา : u mean when i come back or...เราถามไม่จบเค้าก็เปลี่ยนคำถามเฉยเลย เรางง?
เจ้าหน้าที่ : ...relate on there
เรา : no one
เจ้าหน้าที่ : who is living
เรา : ทำหน้างงใส่
เจ้าหน้าที่ : your parent who is living?
เรา : งง จนถึงบัดนี้ใครก็ได้ช่วยมาอธิบายด้วย เราได้แต่ทำหน้างงใส่เค้า
เรา : sorry please explan.... ยังถามไม่จบเค้าก็เปลี่ยนคำถาม
เจ้าหน้าที่ : ถามสปอนเซอร์
เรา : พ่อ
เจ้าหน้าที่ : ถามว่าพ่อเราทำงานอะไร
เรา : work at ministry of health public (คือเรามั่วไง เรางง 555)
เจ้าหน้าที่ : public health?
เรา : yes
เจ้าหน้าที่ : ยื่นใบไอ้นั่นคือมาให้เรา บอกว่าเค้าให้วีซ่าเรานะ
เรา : thank you ดีใจที่สุดในสามโลกเลย

5555 คือเราคิดว่าไม่ผ่านแน่ๆ เพราะเราเดตแอร์นานมากก บ่อยมากกก

แต่ ไม่รู้นะ ระหว่างที่สัมภาษณ์เรา เค้าไม่พิมพ์อะไรลยหันมามองหน้าเราตรงๆ พอเราตอบไม่ได้
หรือไม่เข้าใจเค้าก็ทำหน้าแบบเบื่อๆ ไม่พอใจใเรา แต่เค้าเปิดหน้าเกรดไว้ตลอด แล้วก็แบบดูเกรดอ่ะ
ตลอดเวลาเลย

คือเกรดเราอ่ะ อังกฤษสามเทอมที่ผ่านมาได้น้อยกว่าวิชาอื่นๆหมดเลย เห็นได้ชัดเจนมาก
555 เค้าเลยอาจรู้ว่าอังกฤษเราไม่ดีมั้งก็เลยไม่คาดหวัง ให้ผ่านเลย

(จาก http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2011/02/H10231418/H10231418.html)

.........................................................................................................................

อ่านจากข้างบนอาจทำให้บางคนรู้สึกกลัว งั้นลองมาอ่านประสบการณ์สัมภาษณ์วีซ่าของเฟิร์น
กับคนสัมภาษณ์อีกคน คนนี้เป็นผู้ชายค่ะ หัวเกือบล้าน ใส่แว่นหนาๆกรอบเหลี่ยมแบบเด็กแนว
ใจดีค่ะ มาดูกันว่าเป็นยังไง (บทสนทนาอาจเป็นไทยปนอังกฤษนะคะ เพราะเวลามันก็ผ่านมา
เกือบปีแล้ว จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะค่ะ แต่เค้าเป็นคนที่สำเนียงชัดมาก ชัดแบบคนไทยฟังได้จะๆเลย)

เฟิร์น : Good afternoon.

คนสัมภาษณ์ : Sa-Was-Dee-Krub (พูด ‘สวัสดีครับ’ ชัดมากเลย บวกพนมมือไหว้เราซะด้วย
ทำเอาเรางงเลย เรารีบไหว้ตอบแทบไม่ทัน)

เฟิร์น : Wow!! You speak Thai so clearly.

คนสัมภาษณ์ : ใช่แล้ว ผมอยู่ไทยมาเกือบ 10 ปี ก่อนหน้าที่จะมาทำสถานทูติผมทำงานที่.......
(หลังจากนี้ขอแปลให้เป็นไทยแล้วกันเนาะ จำเหตุการณ์ไม่ค่อยจะได้แล้ว)

เฟิร์น : Really? (ไม่รู้จะตอบอะไร)

คนสัมภาษณ์ : คุณกำลังจะไปที่ไหน?

เฟิร์น : North Dakota

คนสัมภาษณ์ : ที่นั่นหนาวมากนะ

เฟิร์น : ใช่ค่ะ ฉันรู้ แต่ฉันอยากลองไป ฉันอยากเจอหิมะ (เค้าหัวเราะ แล้วก็พูดอะไรเกี่ยวกับ
อากาศร้อนเมืองไทยนี่ล่ะค่ะ)

คนสัมภาษณ์ : คิดว่าจะกลับเมื่อไหร่

เฟิร์น : 27 June (จริงๆเราไม่ได้จะกลับ 27 มิถุนาหรอกนะคะ แต่เคยได้ยินมาว่าให้บอกมากๆไปก่อน
เผื่อติดใจอยากอยู่นานๆจะได้ไม่มีปัญหาวีซ่า ท้ายที่สุดเฟิร์นก็กลับ 10 มิถุนาเองค่ะ)

คนสัมภาษณ์ : ก่อนกลับวางแผนจะไปเที่ยวไหนก่อนรึเปล่า?

เฟิร์น : Boston

คนสัมภาษณ์ : ที่สัมภาษณ์มาไม่ค่อยมีคนบอกว่าอยากไปบอสตัน ส่วนมากจะบอกว่าไปนิวยอร์ค
ซานฟราน ทำไมถึงจะไปบอสตันล่ะ?

เฟิร์น : อยากไปดูสถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑ์ แล้วก็ Top Universities บลาๆ โม้ๆไป
(แต่สุดท้ายเฟิร์นก็ไม่ได้ไป เพราะเหตุผลบางประการ ไว้จะเฉลยทีหลังนะ)

คนสัมภาษณ์ : เค้าก็บอกว่าเราคิดแปลกดี แล้วเค้าก็ถามเราว่าเรียนมาทางศิลปกรรมพวกนี้หรอ

เฟิร์น : ป่าว เรียนรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คนสัมภาษณ์ : แล้วเค้าก็ถามให้เราแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลในตอนนั้น
(ตอนนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ) แต่เค้าไม่ได้ถามจริงจังนะคะ ถามเหมือนชวนคุย
เราก็แสดงความคิดเห็นไปตามที่ตอนนั้นจะคิดออก เป็นคำถามที่คาดไม่ถึงค่ะ
แต่โชคดีที่คนสัมภาษณ์ใจดี ไม่รู้ว่าถ้าเป็นคำถามเดียวกันแต่มาจากเจ๊โหด
จะตอบยังไงเหมือนกัน ฮ่าๆๆ


และแล้ว ประโยคที่รอคอยก็มาถึง


คนสัมภาษณ์ : ขอให้คุณเที่ยวอเมริกาให้สนุก แล้วเราอาจได้พบกันอีกเมื่อคุณได้ทำงาน
ในกระทรวงการต่างประเทศ (ว้าว ประโยคนี้ทำเรายิ้มแก้มแทบปริ)

เฟิร์น : ขอบคุณค่ะ แล้วก็เดินตัวปลิวออกมา


สำหรับประสบการณ์สัมภาษณ์วีซ่าของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน ภาษาอังกฤษเตรียมตัวไว้ก่อน
ก็ไม่เสียหาย ถ้าถามว่า ตื่นเต้นไหม ตื่นเต้นมาก เกร็งไหม เกร็งมาก(และถึงมากที่สุด
ตอนที่จะถึงคิวเราอีก 2-3 คิวข้างหน้า) แต่ถ้าถามว่ายากไหม ตอบได้เลยค่ะ ว่าไม่ยากอย่างที่คิด
แต่ที่สำคัญที่สุด คือ สติ ค่ะ สำคัญมาก พกใส่กระเป๋าไปเยอะๆเลยนะคะไอ้สติเนี่ย
เชื่อว่าเพื่อนๆจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน สู้ๆค่ะ


วันนี้เขียนยาวมาก ไว้ตอนต่อไปจะมาเขียนเรื่องการเตรียมตัวออกเดินทาง จัดกระเป๋า สะสางธุระต่างๆ จองตั๋วต่างๆ บัตรต่างๆที่จำเป็น ฯลฯ นะคะ



ปิดท้ายด้วยเมืองที่เฟิร์นอยากไปมากที่สุดในตอนนี้ Boston, MA







 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 22:30:47 น.
Counter : 2573 Pageviews.  

Work and Travel : Step 1 ได้งานถูกใจ ในรัฐที่อยากไป กับการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนแล้ว และ...เปลี่ยนอีก

หลังจากที่เฟิร์นตกลงปลงใจที่จะไป Work and Travel แล้ว ก็เริ่มไปขอพ่อกับแม่
คำถามสารพัดชนิดก็ลอยตามมาทันทีเลย เช่น ‘จะไปได้ยังไง จะไปอยู่กับใคร จะไปทำอะไร
ไปไหน ไปกับใคร ไป......’ สารพัดแบบ เฮ้อ! ตอนนั้นเฟิร์นเลยคิดว่าจะขอกลับไป
เตรียมข้อมูล เตรียมงาน เตรียมรัฐ เตรียมทุกอย่างกลับมาใหม่ก่อนดีกว่า ได้เรื่องที่แน่นอน
ค่อยกลับมาบอกพวกเค้าอีกที ตอนนั้นถึงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ไป เราก็ไม่เป็นไร
ก็มันอยากไปนี่นา เลยเริ่มไปเข้าเวปเอเจนซี่ต่างๆดูงาน ดูรัฐ ดูกระทู้ในบอร์ด W&T
ในห้องไกลบ้าน Pantip ดู Blog ที่เพื่อนๆเคยเขียนไว้ เริ่มโทรไปถามข้อมูลเอเจนซี่ต่างๆ
จำได้ว่าเยอะมาก โทรไปเกือบทุกที่ แล้วก็ไปถูกใจที่สุดกับเอเจนซี่ที่หนึ่ง นั่นก็คือ
Overseas (OEG) เพราะเห็นถึงกิตติศัพท์ในเรื่องต่างๆที่ดีมากกว่าเสีย เพราะเราไปครั้งแรก
ทั้งที แถมต้องการให้พ่อ-แม่มั่นใจในความปลอดภัย ก็เลยคิดจะฝากความหวังไว้กับที่นี่ดีกว่า

พอเริ่มสนใจกับที่นี่ ก็เข้าไปสมัครสมาชิกในเวปที่จัดไว้เป็นระบบดีมากค่ะ อันนี้ขอชม
มีการให้เรา log in เข้าไปดูข้อมูลต่างๆของเราได้ตลอดเวลา ดูว่าตอนนี้ตัวเราดำเนินการ
ถึงตอนไหน อะไร ยังไงแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นอะไร เอกสารขั้นต่อไปมีอะไรบ้าง
ตารางนัดวันไหน วันสอบ วันสัมภาษณ์ต่างๆก็สามารถBookได้จากหน้าเวป มีSMSแจ้งเป็นระยะๆ
ซึ่งตอนนั้นถือว่าประทับใจกับระบบข้อมูลของที่นี่มาก แต่ก็แค่ตอนนั้นนะคะ มาดูกันต่อว่า
ไอ้เรื่องผิดแผนเรื่องแรกมันคืออะไร


อันนี้เอาตัวอย่างหน้าเวปของ OEG หลังจากที่ log in เข้าไปแล้วนะคะ จะเห็นว่า
แถบสีฟ้าข้างบนจัดข้อมูลไว้ค่อนข้างเป็นระบบค่ะ ว่าเราต้องทำอะไร ตอนไหน ยังไงบ้าง


ตอนแรกเฟิร์นตั้งใจจะไปกับเพื่อนอีก 2 คน ก็ลองดูกันเล่นๆ ว่าอยากไปทำที่ Virginia ค่ะ
ก็เออๆ ลองสมัครสอบดูก่อนก็แล้วกัน สอบได้ค่อยคิดกันอีกทีว่าจะไปที่ไหน ทำอะไรดี
ก็ book วันสอบจากในเวป แล้วก็เดินทางไปสอบที่ตึกสินธร สำหรับเฟิร์นนะคะ ข้อสอบ
ค่อนข้างยากสำหรับคนที่จะไปเวิร์ค คือ คล้ายๆกับข้อสอบภาษาอังกฤษม.ปลายที่วัด
Grammar หลักๆเลยอ่ะค่ะ มี Conversation บ้าง แล้วก็มี Listening แล้ววันนั้นเพื่อนที่
จะไปด้วยกันเกิดนอยๆงงๆ ทำข้อเขียนแบบผ่านๆไปเพราะคิดว่ายังไงก็ผ่าน ไม่ได้มา
สอบชิงทุนไปต่างประเทศนี่นา แต่นี่เอาเงินมาจ่ายให้นะ อะไรแบบนี้ สอบเสร็จก็กลับบ้านค่ะ
รอผลไม่กี่วัน ก็ประกาศผลทางเวป ปรากฏว่าเพื่อนคนนั้นสอบไม่ผ่านนนนนนนน!!!!!
บร๊ะเจ้า! เรากับเพื่อนก็ เออๆ ไม่เป็นไร โทรไปถามเค้าก่อนละกันว่าแบบมียืดหยุ่นอะไรไหม
หรือไปสอบใหม่ก็ได้ เพราะวันนั้นสมองมันมึนๆ แต่ทาง OEG เค้าไม่ให้ค่ะ เค้าบอกผลเป็นที่สิ้นสุด
โอ้ว!.....อะไรกันเนี่ย? อินดี้มากๆ ไม่ง้อเด็กอย่างรุนแรง ความคิดที่จะฝากชีวิตไว้กับองค์กรนี้
หายไปต่อหน้าต่อตา เพราะถ้าเพื่อนไม่ได้ไปคนนึงคนอื่นๆก็ไม่ไปค่ะ

ทีนี้ก็ต้องออกหาเอเจนซี่ใหม่ค่ะ ก็กลับเข้าอีหรอบเดิน เข้า Pantip เข้า Blog หาข้อมูลเรื่อยๆ
บวกกับถามพี่ๆที่เค้าเคยไปมาว่าเค้าไปกับ IEO Study Abroad เราก็เลยตัดสินใจ บุกออฟฟิศ
IEO เลยค่ะเพื่อไปติดต่อเค้ากับตัวเลย เพราะว่าทางเวปบริษัทไม่มีระบบข้อมูลที่ดีเท่าไหร่
และข้อมูลไม่ค่อยอัพเดต(อันนี้บอกตามตรงนะคะ) ก็เลยเข้าไปออฟฟิศหลังเซนทรัล ชิดลม
เลยค่ะ ไปถึงเค้าก็ให้ทำข้อสอบข้อเขียนจากคอมฯ ซึ่งค่อนข้างง่ายค่ะ เทียบๆแล้ว
ประมาณม.ต้น - ม.ปลาย คือไม่ยากมากจริงๆค่ะ แล้วก็เข้าห้องลองสัมภาษณ์แบบ
ไม่จริงๆจังๆเป็นภาษาอังกฤษกับพี่ของบริษัท ตรงการสัมภาษณ์นี้เค้าก็ถามเล่นๆว่า
อยากไปทำอะไร ไปไหน จะไปเที่ยวไหน ทำไม เคยไปต่างประเทศไหม อะไรแบบนี้
คือง่ายๆชิลๆเลยค่ะ ทีนี้พี่เค้าก็พอจะรู้ระดับภาษาอังกฤษกับไลฟ์สไตล์ ความสนใจ
ของเราบ้างแล้ว ก็พาออกมาแนะนำงานที่เหมาะสมให้ ซึ่งงานที่เค้ามีมีไม่เยอะมากนะคะ
ประมาณ15-20งาน แต่พี่เค้าจะค่อนข้างเทคแคร์ แนะนำ บอก feedback คนที่เค้าเคยส่งไป
อะไรแบบนี้ เพราะบริษัทเค้าเล็กๆค่ะ ส่งเด็กไม่มาก อะไรๆก็เลยดูชิลๆ

พวกเฟิร์นบอกเค้าเลยตั้งแต่แรกค่ะ ว่าอยากจะไป Alaska คือ มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะไป
เหยียบอลาสก้าอ่ะเนาะ ตอนนั้นก็คิดแค่นั้น พี่เค้าก็บอกว่ามีงานชื่อ
Fountain Head Development ใน AK พอดี เป็นงานดูแลที่พักอาศัย เราก็เลยเอาก็เอาวะงานนี้
เรทดีด้วยค่ะ ประมาณ 9.5 ไปรัฐที่อยากไปด้วย ก็ตัดสินใจจองงานนี้กับพี่เค้าไป

กลับบ้านมาเท่านั้นแหละ หาข้อมูลกี่ยวกับไอ้อลาสกานี่เป็นการด่วน ดูตั๋ว ดูที่เที่ยว
ดูอะไรทุกอย่างเรียบร้อย ใจนี่แบบ “ชั้นจะได้ไปแล้ววววววว อลาสก้า รอชั้นก่อนน้า”
รีบคว้าโทรศัพท์โทรบอกพ่อแม่เลยค่ะว่า หนูจะไปอลาสกานะ ดูงานแล้ว มั่นใจแล้ว ไปแน่
เนี่ย มันมีที่เที่ยวที่นั่นที่นี่ หนูจะไปล่องเรือดูภูเขาน้ำแข็ง ดูปลาวาฬด้วยนะ ตอนนั้นตื่นเต้นมากค่ะ
ช่วงส่งช่องสอบ ไม่สนใจกันแล้วตอนนั้น

ไม่นานค่ะ IEOก็นัดให้เข้าไปสัมภาษณ์กับนายจ้าง เป็นการสัมภาษณ์ผ่าน Skype ค่ะ
เข้าไปในห้องทีละคนๆ นั่งหน้าจอคอมซึ่งมีฝรั่งคนหนึ่งนั่งรออยู่แล้ว ใครที่กลัวว่าตัวเองจะฟัง
ไม่ออก ไม่ต้องกลัวนะคะ จะมีพี่เค้าคอยแอบหลบมุมอยู่หลังกล้องแล้วคอยทำปากให้เราดูว่า
เค้าถามอะไร อันนี้ฮามากค่ะ คือจะมองปากพี่เค้าตรงๆก็ไม่ได้ เดี๋ยวอีตาฝรั่งที่คุยอยู่ด้วย
จะรู้ว่ามีคนพากย์ ก็ต้องพยายามทำตามองกล้องแล้วเหลือบๆมองพี่ ซึ่งก็ผ่านมาได้อย่างโอเค

แต่ๆๆๆๆ เรื่องผิดแผนครั้งที่ 2ก็เกิดขึ้น

ไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นค่ะ พี่ที่ IEO ก็โทรมาบอกค่ะ ว่างานที่ Alaska ที่เพิ่งสัมภาษณ์นั้น
โดน Cancel!!!!!!!!!!!!!!!! บร๊ะ ด้วยเหตุผลว่านายจ้างแจ้งยกเลิกการรับเด็ก พี่เค้าแนะนำ
ให้หางานใหม่ค่ะ เราก็บอกเค้าไปว่าเนี่ย เราอยากได้งาน Housekeeper ขอเรทดีๆ
ในเมืองที่ค่าครองชีพไม่สูง แล้วก็ขอเมืองหนาวๆ มีหิมะ เท่านั้นล่ะคะ เค้าก็แนะนำที่ๆนึง
คือ Marquis Plaza & Suites and Missouri Flat Inn เป็นโรงแรมเล็กๆ ในรัฐ North Dakota
เรท 8.25 และไม่ต้องสัมภาษณ์แล้วด้วย ถ้า say yes ก็คือมั่นใจได้เลย ทุกอย่างเฟิร์น
โอเคหมดนะ ติดอยู่ตรงที่พี่เค้าบอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เค้าจะส่งเด็กไปที่นี่ เลยไม่รู้
feedback อะไรเลย เฟิร์นก็หาข้อมูลเลยค่ะ ว่ามีใครเคยไป ยังไงไหม แต่ ไม่มีคนเขียน
เกี่ยวกับที่นี่เลยค่ะ พอหาข้อมูลรัฐ รัฐนี้ก็ถือว่าหนาวเอาใจไปเลย เป็นรัฐบนสุดตรงกลาง
ของประเทศ ติดกับแคนาดา ลองเช็คอุณหภูมิหน่อยซิว่าช่วงเดือนมีนามันจะซักเท่าไหร
เฮ้ย!!!!! –15 องศา บ้าไปแล้ว ชั้นจะอยู่ได้ไหมเนี่ยยยยย?




ลองเข้าเวปโรงแรมดูซักหน่อย ก็แบบ เฮ้ย นี่มันสไตล์ไหนเนี่ย ออกแนวทึมๆ ทมึนๆ
หลอนแปลกๆ อธิบายไม่ถูกเลยทีเดียว



ตอนนั้นจำได้ว่าหาข้อมูลเยอะมาก ยิ่งรู้สึกกลัวก็ยิ่งหาข้อมูล ดูการเดินทาง ดูทุกอย่างเลยว่างั้น
ในที่สุดก็ตัดสินใจไป พร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน แล้วก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่อีกคนที่จะไปที่นี่ด้วยกัน
กลายเป็นทั้งหมด 4 คน หญิง2 ชาย 2 ลองดูซักตั้ง กับที่ที่แม้แต่ชื่อรัฐยังไม่เคยได้ยิน
งานที่ไม่เคยทำ อุณหภูมิที่ไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะได้เจอ ที่นี่ค่ะ Marquis Plaza & Suite
and Missouri Flat Inn เมือง Williston รัฐ North Dakota (ND)




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2554    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 10:56:11 น.
Counter : 9552 Pageviews.  

Work and Travel : Intro: แนะนำขั้นต้นสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจไปเป็นเด็กWork and Travel

สำหรับประสบการณ์ Work and Travel in USA ครั้งนี้ของเฟิร์นถือเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆค่ะ
สุดยอดแบบ มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ถ้าในวันนั้นไม่ลองตัดสินใจไป ไม่ลองflight ขอพ่อกับแม่
(ที่แรกๆก็ดูเหมือนจะไม่ยอมให้ไปเพราะดูถูกทักษะการเอาตัวรอดของลูกสาว
+กับที่เค้าเคยเห็นประสบการณ์แย่ๆของคนที่เคยไปมาแล้วและถูกลอยแพบ้าง
งานไม่มีให้ทำบ้าง บลาๆๆๆ) แล้วที่สำคัญคือถ้าในวันนั้นไม่กล้าออกไปเจอกับอะไรใหม่
ๆที่เราไม่เคยเจอ ก็คงไม่ได้ประสบการณ์ดีๆ มิตรภาพดีๆ และบททดสอบจากโลกกว้างมากมาย
มาบอกเล่าให้เพื่อนๆฟังในวันนี้

เฟิร์นอยากจะขอแชร์ประสบการณ์ต่างๆตั้งแต่เริ่มต้น ไว้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ตัดสินใจจะไป
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ไปในที่ที่เดียวกัน แต่เฟิร์นก็ยังคิดว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยไกด์หลายๆอย่าง
ที่เป็นประโยชน์ให้ หรือถ้าใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ หลังไมค์มาได้เลยนะคะ
ยินดีช่วยกับทุกๆคำถามอย่างสุดกำลังค่ะ

เริ่มกันเลยแล้วกันเนาะ.......



บทที่ 1 ก่อนตัดสินใจจะไป รู้เป้าหมาย หาข้อมูล(เอเจนซี่ ประเภทของงาน นายจ้าง รัฐ
ฯลฯ) และการติดต่อขั้นต้น


หลายคนคงมีสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้อยากไปเวิคแตกต่างกัน เช่น อยากไปเที่ยว อยากไปทำงาน
อยากได้ภาษา อยากได้ประสบการณ์ตรง และไม่น้อยเลยที่อยากได้เงิน (อันนี้เฟิร์นเป็นค่ะ)
แต่ไม่ว่าเราจะมีเป้าหมายไปทำอะไร นั่นก็คือเราก้าวขาไปครึ่งตัวแล้วล่ะเนาะ ซึ่งต้องขอบอก
ตามตรงจริงๆว่าหวังอะไรจากโครงการ Work and Travel นี้ หวังได้หมดค่ะ แต่ยกเว้นเรื่องเงิน
อย่าคาดหวังกับมันมากนักว่าเราจะต้องหอบกลับมาได้เท่านั้นเท่านี้ อย่าหวังว่าเราจะได้ชั่วโมงงาน
เท่าที่เราวางแผนไว้ อย่าหวังว่า Second Job ที่เราหลายๆคนหวังไว้ว่าจะได้ทำ มันจะได้มาโดยง่ายๆ
แบบนี้เป็นต้น เพราะตราบใดที่เรายังไม่เคยได้ไปอยู่ ณ ที่ที่นั้นมาก่อน เราก็จะไม่มีทางรู้ได้เลย
ว่าเราต้องไปพบเจอกับอะไร จะได้เจอกับเรื่อง ‘ผิดแผน’ ต่างๆเหล่านี้หรือเปล่า
(อ้อ! ยกเว้นกรณีที่มีคนที่เคยไปทำที่นั้นๆกลับมาเล่าให้ฟังนะคะ ยกตัวอย่างเช่น
เฟิร์นเคยเห็นเด็กเวิคที่เคยไปทำงาน Mc สาขานึงใน Massachuset (MA) เค้าก็เอากลับมา
บอกเล่าประสบการณ์กับคนที่กำลังจะไปเหมือนกันว่าที่ทำงานเป็นไง รายได้เป็นไง จ๊อบ2 หาได้ไหม
ตรงไหน ยังไง ซึ่งก็ดีมากๆเลยค่ะ แต่มันมีคนทำแบบนี้ไม่เยอะนี่สิ )

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องพร้อมนั่นก็คือ เราต้องไม่ลำบากในเรื่องการเงินหากเรื่องต่างๆเหล่านี้
เกิดผิดแผนขึ้นมา เพราะการลงทุนตอนแรกก่อนที่จะได้ไปนั้นไม่ใช่น้อยๆเหมือนกัน
เรียกได้ว่าไม่ต่ำกว่า 100000บาทค่ะสำหรับต้นทุน เฟิร์นเลยไม่อยากให้ทุกคนหวังมากว่า
‘โหย เราจะต้องได้เงินกลับมาเท่านั้นเท่านี้ กี่แสนๆ’ เพราะกลัวจะผิดหวังกับทั้งการหาเงิน
ตามที่หวังไม่ได้ ไหนจะขาดทุนเป็นแสนๆซ้ำซ้อนอีก เรียกว่าการจะไปทั้งทีก็ต้องพร้อมเรื่องเหล่านี้
ด้วยเนาะ (เรื่องค่าใช้จ่าย เฟิร์นจะบอกในบทหลังๆไปนะคะ)

แต่ในเมื่อเราไม่รู้ว่าจะมีเรื่องผิดแผนนั้นๆเกิดขึ้นกับเราหรือเปล่า การหาข้อมูลต่างๆให้ดีที่สุด
ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆๆๆๆๆๆ เรื่องอะไรบ้างน่ะหรอ? ก็......


1 Agency เป็นด่านแรกสุดเลยที่เราจะเริ่มต้นประสบการณ์นี้ได้ เอเจนซี่ก็คือ บริษัทดูแล
โครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ บางเจ้าก็ดูแลแค่โครงการ W&T อย่างเดียว บางเจ้า
ดูแลกันไปจนถึงแลกเปลี่ยนนักเรียนมัธยม(แบบAFS) Internship AuPair กันเลยก็มี
ขอบเขตหน้าที่ของเอเจนซี่มีแค่การ ‘อำนวยความสะดวก’ ให้กับเราในเรื่องเอกสาร
การทำเรื่องกับองค์กรในต่างประเทศ การดำเนินการวีซ่า รวมถึงการช่วย ‘ติดต่อ’
ไปหาองค์กรที่อเมริกาเวลาที่เรามีปัญหาอยู่ที่โน่นแล้วเท่านั้น
‘ ไม่ได้’ มีหน้าที่ ‘รับผิดชอบ’ ทุกๆเหตุการณ์ที่เกิดกับเราที่โน่น แต่เพียงช่วยส่งต่อ
ความเดือดร้อนของเราสู่องค์กรที่ประจำในอเมริกา ดังนั้น เราต้องมั่นใจว่าจะสามารถช่วยตัวเองได้
เวลาอยู่ที่โน่น เอเจนซี่ที่เปิดรับก็จะมีที่คุ้นๆหูกันอยู่ไม่กี่เจ้า แต่เจ้าเล็กๆจะมีมากเลยล่ะค่ะ
เฟิร์นจะขอบอกข้อดีข้อเสียของซัก 2 เจ้าใหญ่ที่สุดก็แล้วกันเนาะ เพราะคงจะเป็นประโยชน์
กับคนจำนวนมาก แต่นี่ไม่ได้เป็นการ promote หรือ discredit แค่ 2 ที่นี้นะคะ
เฟิร์นเลยจะบอกทั้งชื่อเสียงในด้านดี และเสียของทั้ง 2 ที่ให้แล้วกันเนาะ ส่วนที่เล็กๆที่อื่นๆ
อีกเยอะแยะมากมายค่ะ ลองเสิร์ชดูนะคะ หรือใครจะหลังไมค์มาถามก็ได้ยินดีค่ะ

1 ACADEX ข้อดี คือ อคาเด็กส์ถือเป็นเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในด้านW&T ปีๆหนึ่งส่งเด็กเยอะที่สุด
มีงานให้เลือกเยอะที่สุด มีการประชาสัมพันธ์อย่างดีที่สุด และมีการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ
เช่น การสัมภาษณ์งาน การขอสัมภาษณ์วีซ่า รวดเร็วทันใจมาก(ซึ่งดีต่อการจองตั๋วเครื่องบินของเรา)
แต่ข้อเสียก็มีเยอะไม่แพ้กันค่ะ คือ งานที่เราจะเลือกต้องเลือกเป็นอันดับๆไว้เลยค่ะ
ถ้าเราสัมภาษณ์ไม่ผ่าน(นายจ้างไม่รับ) เค้าจะโอนเราไปให้ที่อื่นที่เราเลือกไว้อันดับต่อมา
โดยอัตโนมัติซึ่งนั่นอาจทำให้เราไม่ได้ไปที่ที่เราอยากไปมากที่สุด อีกอย่างคือค่าโครงการ
ที่ค่อนข้างแพง (ราคาที่แน่นอนไม่แน่ใจนะคะ แต่เดี๋ยวจะไปหามาให้) และเนื่องจากเด็กเยอะนี่เอง
ที่ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง เวลาไปอยู่ที่นู่นจริงๆ เด็กจำนวนที่เยอะมากกก(แปรผันตามจำนวนเด็ก
ที่เค้าดูแล) ก็มีปัญหามากตามไปด้วย ทำให้เค้าประสบกับปัญหาการดูแลเด็กอย่างมากเหมือนกัน
(อ้างจากการบอกเล่าจากเด็กที่รู้จักในเมืองเดียวกัน และกระทู้จากห้องไกลบ้านค่ะ
เฟิร์นไม่ได้โม้เองน้า) อ้อ อีกเรื่องนึงค่ะ อคาเด็กส์ชอบมีแผนโปรโมทโดยการปิดรับสมัครเร็ว
มักมาก เป็นการทำให้เด็กต้องรีบตัดสินใจมาสมัครอย่างเร็วมากด้วยค่ะ

2 OEG หรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า Oversea ค่ะ ข้อดี คือ ชื่อเสียงของเจ้านี้ค่ะที่ทำกิจการมา
น๊านนาน มีโครงการแลกเปลี่ยนหลายแบบที่เค้ารับผิดชอบค่ะ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ
แล้วก็ระบบการแจ้งข่าวสารต่างๆที่เป็นระบบดีมากค่ะ เพราะเค้าจะมีเวปที่ให้เรา log in เข้าไปดู
ข้อมูลทุกเมื่อที่เราต้องการ มีการทดสอบต่างๆที่เป็นระบบดีมากค่ะ ทำให้เด็กแต่ละปี
สนใจเข้าร่วมกับเจ้านี้มากค่ะ
แต่ ข้อเสียก็คล้ายๆกับ ACADEX ค่ะ คือ เด็กเยอะ(ปานกลาง ไม่ถึงกับมากเท่าอคาเด็กส์)
ทำให้ดูไม่ค่อยทั่วถึง ค่าโครงการแพง แล้วก็ไม่ง้อเด็กด้วยค่ะ ปิดโครงการเร็วมาก
พอเต็มปุ๊บก็จะมี SMS มาบอกเด็กทุกคนว่า ‘ตอนนี้โครงการทุกตำแหน่งเต็มหมดแล้ว
ขอบคุณที่ให้ความสนใจเรา’ ประมาณนี้ หรืออีกกรณีนึงนะคะ ที่เพื่อนเฟิร์นเจอมา
คือความจริงเค้าก็ไม่ได้ทำข้อสอบไม่ได้นะคะ แต่พอดีวันนั้นเค้าง่วงๆเบลอๆ บวกกับเค้าก็คิดว่า
ข้อสอบอ่ะ ทำๆไปเถอะ ยังไงเค้าก็รับทุกคนอยู่แล้ว เพราะเอเจนซี่ทุกเจ้าก็อยากจะเอาเงินเด็กทั้งนั้น
แต่ เพื่อนคนนั้นสอบไม่ผ่านค่ะ แล้วเค้าก็ไม่ให้ดำเนินการต่อไปด้วย เรางงกันมากเลยค่ะว่า
เออ มีงี้ด้วย ไม่ง้อเด็กขั้นรุนแรงเลยนะเนี่ย

ปล. อย่าลืมนะคะ มีเจ้าเล็กๆอีกมากเลยค่ะ ซึ่งเจ้าเล็กๆก็จะมีข้อดีต่างๆแตกต่างกันเป็น
เช่น ด้วยจำนวนเด็กที่น้อย ทำให้มีการดูแลอย่างทั่วถึง เอาใจใส่เด็ก บางที่จำเด็กจำชื่อเด็กได้
ทุกคน บางที่โทรเช็คการเดินทางจนกระทั่งเราถึงมือนายจ้างในอเมริกาอย่างปลอดภัยเลยก็มี
อีกอย่างคือเจ้าเล็กๆมักมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงนัก และมีโปรโมชั่นต่างๆมากมายมาล่อใจ
เช่น แถมนู่นแถมนี่เยอะแยะ แต่ก็ต้องแลกมากับการมีตัวเลือกของงานและรัฐที่น้อยตามไปด้วย
อะไรแบบนี้น่ะค่ะ

ยังไงลองค้นหาดูงานที่น่าสนใจจากทุกที่ก่อนนะคะ ยิ่งเราเตรียมตัวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เปรียบมาก
เท่านั้นค่ะ


ขั้นตอนต่อมาค่ะ เราจะดูเอเจนซี่ที่แนะนำและไม่ได้แนะนำข้างต้นไปทำไม นอกจากดูเรื่อง
ความน่าเชื่อถือแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องเข้าไปดูตำแหน่งงานและรัฐที่เราอยากไปทำ
และเราอยากจะไปค่ะ

ดูเรื่องประเภทของงานก่อนนะคะ ว่ามีงานลักษณะไหนที่เหมาะกับตัวเราบ้าง
งานทั้งหมดที่เราสามารถไปทำได้ก็จะแบ่งประเภทได้กว้างๆตามนี้ค่ะ

1 Hosekeeper/ Resort Worker/ ตำแหน่งงอื่นๆที่เกี่ยวกับทำความสะอาด
งานลักษณะนี้ต้องใช้แรงงานค่ะ ต้องทนกับความลำบากหน่อยค่ะ เหนื่อยค่ะในช่วงแรกๆ
ถ้ายังไม่ชิน แต่ถ้าชินแล้วจะสบายขึ้น แล้วก็ต้องไม่แพ้พวกสารเคมีด้วยนะคะ เพราะต้องอยู่ใกล้ๆ
กับมันทุกวัน ทั้งทางผิวหนัง สูดดม ทุกอย่างเลยค่ะ ค่าแรงงานประเภทนี้ก็ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อ
ไม่มากไม่น้อยค่ะ ขึ้นอยู่กับระดับของโรงแรม และการที่เค้าใช้งานเราค่ะ(อันนี้ต้องคิดหนักนะคะ
ยิ่งเค้าเอาเงินมากๆมาล่อเรา ก็แฝงความหมายไว้แล้วล่ะค่ะว่าเค้าก็คงจะใช้งานเราคุ้มเหมือนกัน)
ค่าจ้างที่เฟิร์นเคยเจอมีอยู่ตั้งแต่ 7-11$ ต่อชม.(ไอ้ตัว11$ เฟิร์นเคยเห็นเป็นของโรงแรมนึง
ใน MA หรือ NY นี่แหละค่ะ ซึ่งค่าครองชีพก็สูงไม่แพ้ค่าแรงเหมือนกัน เวลาดูค่าจ้างอย่าลืม
คิดถึงค่าครองชีพกันด้วยนะคะ) ส่วนทิปมีโอกาสได้ค่ะขึ้นกับนโยบายของโรงแรมค่ะ
ส่วนภาษาว่าจะได้ใช้เยอะใช้น้อยก็ขึ้นอยู่กับนายจ้างเหมือนกันค่ะ อย่างเพื่อนเฟิร์นไปทำ
ที่ รร.นึงใน Missouri ทางโรงแรมให้ทำงานคนเดียว แบบนี้ก็ไม่ได้ใช้ภาษา
แต่บางรร.(อย่างที่เฟิร์นไปทำ) จะกำหนดให้เด็กไทยทำคู่กับอเมริกันค่ะ อันนี้ก็ได้ใช้ภาษา
พอควรเลยคะ ทำงานไปเม้าท์ไป สนุกมากค่ะ บางทีทำงานเสร็จช้าเพราะเม้าท์นี่ล่ะค่ะ
เอาคร่าวๆแล้วกันเนาะ ใครสนใจงานลักษณะนี้ติดตามตอนต่อๆไปนะคะ เพราะเฟิร์นก็ไป
ทำงานประเภทนี้มา จะเอาประสบการณ์มาแชร์อย่างละเอียดให้ทราบกันค่ะ

2 Life Guard
เป็นงานยอดฮิตอีกเหมือนกันค่ะสำหรับคนที่ภาษาไม่เริ่ดเรอนัก แต่ต้องอาศัยกำลังกาย
อย่างแรงค่ะ มีบางที่เค้า require certification รับรองการว่ายน้ำด้วย ว่าว่ายเร็วเท่านี้ๆ
ไกลเท่านี้ๆ เฟิร์นเห็นบางคนมาสอบว่ายน้ำเพื่อเอาcer ที่ม.ธ.ศูนย์รังสิตก็มีค่ะ เห็นเค้าบอก
กันมานะคะว่าค่อนข้างเป็นงานที่น่าเบื่อค่ะ วันๆนั่งเฝ้าขอบสระหรือริมหาด กวาดตามองทั่วๆ
เผื่อคนต้องการความช่วยเหลือ มีบางที่นายจ้างจะทดสอบคุณด้วยค่ะโดยการปล่อยลูกบอล
ออกมาจากซักที่นึงเพื่อทดสอบว่าคุณจะสนใจจนเห็นมันไม้ พอเห็นแล้วจะรีบไปหยิบมันขึ้นมา
เหมือนกับรีบไปช่วยชีวิตคนได้ในกี่วินาที ถ้าทำไม่ได้ตามที่เค้ากำหนดกี่ครั้งๆ ก็โดนหมายหัวค่ะ
แต่ค่าตอบแทนสำหรับงานนี้ก็เรียกว่าคุ้มค่ะ เป็นงานที่รายได้ดีอีกที่งานนึงทีเดียวค่ะ

3 สวนสนุก
งานสวนสนุกนี่เป็นงานที่จะได้ทำงานน้อยนะคะ สวนสนุกส่วนมากเปิดแค่วัน ศ.ส.อา.
เพราะช่วงที่เราไปกันนั้น ถึงแม้จะเป็นSpringแล้ว แต่อากาศยังหนาวเย็นอยู่ค่ะ
เพิ่งจะอากาศสบายตัวตอนเราใกล้จะกลับกันแล้วค่ะ ทำให้งานสวนสนุกนี่รายได้
ยิ่งน้อยกันไปใหญ่ แต่สวนสนุกบางที่ก็จะมีสวัสดิการดีๆให้เราค่ะ เช่น Six Flags, Disney
อะไรแบบนี้ เช่น พนักงานได้เล่นเครื่องเล่นฟรีหรือมีส่วนลด มีส่วนลดอาหาร ประมาณนี้ค่ะ
สำหรับงานนี้เฟิร์นไม่ค่อยอยากแนะนำกับคนที่อยากไปหวังเอาทุนคืนกลับมาบ้าง
เพราะ 1 สวนสนุกก็มักอยู่ในเมืองใหญ่ๆใช่ไหมคะ นั่นก็หมายความว่าค่าครองชีพก็จะ
แพงไปด้วย
และ2 คืองานไม่ค่อยมีให้ทำค่ะ ไปถึงแล้วโดนลดชม. ลดวัน อะไรแบบนี้เยอะค่ะ

4 Fastfood เช่น KFC Mc. Burger King etc.อีกมากมาย งานประเภทนี้
ก็มีคนไปทำอีกมากเช่นกันค่ะ เพราะงานสบาย ลองนึกภาพร้านฟาสฟูดบ้านเราดูสิคะ
พนักงานก็จะสลับๆกันทำหน้าที่ต่างๆในแต่ละวัน ทั้งเตรียมอาหาร รับOrder ทำความสะอาดร้าน
อ้อ ที่จะเพิ่มมาก็คือรับออร์เดอร์ลูกค้า Drive-Thru ที่จะขับรถมาจอด เปิดกระจกรถ สั่ง
แล้วเราก็เอาอาหารออกมาให้เค้า รายได้พอประมาณค่ะสำหรับงานประเภทนี้ ไม่มากไม่น้อย
แต่เป็นงานค่อนข้างสบาย ภาษาได้ใช้บ้างปานกลาง ไม่มาก อาจเพราะงานประเภทนี้
มักจะรับเด็กเวิคเยอะๆค่ะ ทำให้ไม่เหงาค่ะ แต่บางอารมณ์ก็คงจะเบื่อเนาะ เดินไปไหน
ในร้านเจอแต่คนไทย อาจจะนึกภาพร้านMc.ที่อยู่ตามชิดลมเอาก็ได้ค่ะว่าลูกค้าทั้งร้าน
เป็นฝรั่ง แต่พนักงานหลังร้านแทบจะเป็นThai Town

5 Casino
งานประเภทนี้เฟิร์นต้องบอกเลยค่ะว่ามีข้อมูลน้อยมาก เพราะตอนที่เฟิร์นไปยังอายุไม่ถึง21 ปี
แล้วไปทำงานประเภทนี้ไม่ได้ (เค้าrequire อายุ21ขึ้นเท่านั้นนะคะ เป็นกฎหมายเค้าค่ะ)
ก็เลยไม่ค่อยมีข้อมูลประเภทนี้เลย แต่ที่รู้ๆคือ ได้ค่าแรงดี-ดีมาก ทิปเริ่ด แต่งานประเภทนี้
จะมีอยู่ในเฉพาะบางรัฐเท่านั้นนะคะ ที่เด่นๆเลยคือ Las Vegas รัฐ Nevada เป็นเมืองคาสิโน
ระดับโลกเลยค่ะ ขอโทษจริงๆนะคะ เฟิร์นมีข้อมูลเท่านี้จริงๆค่ะ

6 Restaurant Worker เฟิร์นขอแยก Restaurant Worker กับ Server
ออกจากกันนะคะ เพราะงานมันไม่เหมือนกันค่ะ Restaurant Worker เป็นงานหลังครัวค่ะ
ที่เห็นคนไปทำกันก็จะเป็นผู้ช่วยกุ๊กค่ะ เตรียมส่วนประกอบต่างๆของอาหาร บางคนเมพมากค่ะ
ได้เป็นถึงCook ซึ่งค่าแรงดีมากกกกกกกกกกกกกกกก สุดๆ แต่ค่ะแต่ แทบไม่มีเอเจนซี่ใด
มีงานลักษณะนี้เลยค่ะ แต่ที่เฟิร์นไปเจอมาคือเด็กไทยไปทำเป็นจ๊อบ2ค่ะ(ค่าแรงสูง
Cook 14$ ผช.กุ๊ก11$ เมพไหมล่ะ) อีกงานนึงคือเป็นงานทำความสะอาดร้านค่ะ
อันนี้ไม่ทราบค่าแรงค่ะ

7 Server/Hostess
เสิร์ฟนี่เป็นงานส่วนหน้าร้านค่ะ ไม่เหมือนฟาสฟู้ดนะคะ แต่นี่คือต้องเทคแคร์ลูกค้าตัวต่อตัว
โต๊ะต่อโต๊ะ ทำหน้าที่เสิร์ฟ และโฮสต์ คือดูแลลูกค้า ยิ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นราชาเท่าไร
นั่นหมายความว่าทิปคุณจะฟูมากขึ้นเท่านั้น ค่าแรงงานลักษณะนี้น้อยค่ะ ประมาณ 3-4$
แต่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะอย่างที่เฟิร์นได้บอกไปแล้วไง ทิปมันฟูมากจริงๆค่ะ
ธรรมเนียมฝรั่งก็งี้แหละค่ะ ถูกใจอะไรทิปหมด เฟิร์นไม่ได้ทำงานนี้นะคะ แต่ก็เคยไปนั่ง
ร้านอาหาร โต๊ะข้างๆนี่พอจะลุกวางทิปกันไม่ต่ำกว่า 10-20$ นี่โต๊ะนึงนะคะ แล้วคิดดูแล้วกัน
วันๆนึงเสิร์ฟกันกี่โต๊ะ คนที่เฟิร์นเคยรู้จักคนนึงเค้าทำงานนี้แล้วภาษาเขาดีมากๆ
ชวนแขกคุยเก่งค่ะ แบบ รู้จักพูด รู้จักเล่น รู้จักหยอด เค้าได้กลับมาเยอะมากค่ะ
ประมาณ 2 แสนกว่าบาท งานลักษณะนี้จะดีมากๆๆๆๆๆค่ะสำหรับคนที่ภาษาดี รู้จักพูด
รู้จักวิธีคุยกับแขก อ้อ สำหรับผู้หญิง ตู้มๆด้วยนี่ดีสุดๆเลยค่ะ ทิปเริ่ดแน่ๆ

8 Retail Shop
งานนี้เฟิร์นก็ไม่ค่อยรู้เรื่องมากมายเหมือนกันค่ะ แต่ภาษาต้องนำมาก่อนเลย
คือต้องสามารถเชิญชวนลูกค้าให้หยุดอยู่ที่ร้านคุณให้ได้ ทำให้เค้ามาลองนู่นลองนี่
ที่คุณจะเสนอขายให้เค้า แต่ค่าแรงพอประมาณค่ะ ไม่มากไม่น้อย มีบางที่นายจ้างเค้า
จะกำหนดให้เราต้องเคลื่อนย้ายไปตามมุมเมืองต่างๆ ตาม event สำคัญต่างๆด้วยค่ะ

9 Front Desk
งานนี้ภาษาต้องเริ่ดดดดดด สุดๆค่ะ เพราะนอกจากจะต้องเป็นด่านหน้าในการต้อนรับ
ลูกค้าของโรงแรมหรือบริษัทต่างๆ รับโทรศัพท์ ให้ข้อมูลลูกค้า แก้ปัญหาสารพัดอย่าง
แต่ยังต้องมีโอกาสทำงานเอกสารใน Office บางส่วน เช่น ข้อมูลBooking ด้วยค่ะ
ซึ่งถ้าภาษาไม่เจ๋งจริงนี่ไม่ได้เลยค่ะ

และ 10 งานประเภทอื่นๆ
ที่เฟิร์นไม่รู้ว่าจะจัดให้อยู่ในประเภทไหนค่ะ เช่น งานโรงงาน เช่น โรงงาน Chocolat Hershey
ที่PA งานดูแลโรงยิมส์ แบบนี้เป็นต้นค่ะ อันนี้ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่หลังไมค์มาถามได้นะคะ

พอเราเริ่มรู้แล้วว่าตัวเราเหมาะกับงานประเภทไหน ก็ลองไปเปิดในเวปเอเจนซี่ต่างๆดูค่ะ
ว่ามีงานที่เราสนใจเปิดรับสมัครอยู่ที่รัฐใดที่เราพอจะสนใจหรือเปล่า แล้วค่าจ้างเป็นยังไง
สมน้ำสมเนื้อกับค่าครองชีพของเมืองที่อยู่หรือเปล่า แล้วเค้าการันตีชั่วโมงงานแค่ไหน
คำนวณเล่นๆแล้วคิดว่าจะเพียงพอกับเรารึเปล่า ค่าเช่าบ้านเป็นยังไง แล้วก็ลองเอาชื่อนายจ้าง
กับชื่อรัฐเสิร์ชดูในกูเกิล หรือ pantip ห้องไกลบ้าน หรือ Blueplanet ก็ดีค่ะ ว่าเมืองนั้นเป็นยังไง
งานนั้นเป็นยังไง จ๊อบ2หาได้ไหม อะไรแบบนี้ค่ะ บางคนที่เคยไปมาแล้วก็อาจจะมาบอกเล่า
ประสบการณ์ให้ฟังก็ได้ค่ะ


ทีนี้ก็ถึงขั้นตอนติดต่อเจนซี่แล้วค่ะ ขั้นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วค่ะ พอเราเจอเอเจนซี่ไหน
ที่มีงานที่เราสนใจ และงานตั้งอยู่ที่รัฐที่เราอยากจะไป (โดยเราต้องหาข้อมูลขั้นต้นโดย
การถามคนที่เคยไปมาแล้วให้แน่ใจก่อนนะคะ หรือสำหรับบางคนที่หาจากในเนตไม่ได้
เฟิร์นแนะนำให้เข้าไปหาเอเจนซี่ที่มีงานนั้นๆเลยค่ะ ติดต่อเค้าว่าเราอยากไปที่นี่ๆ
ยังมีตำแหน่งเหลือไหม แล้วขอเบอร์/เมล/เฟส ของคนที่เคยไปมาแล้ว ทางเอเจนซี่เค้า
จะมีข้อมูลอยู่ค่ะ เพราะเอเจนซี่ก็มักจะส่งเด็กไปที่เดิมๆทุกปี ขอเค้ามาแล้วติดต่อไป
สอบถามคนที่เคยไปให้เค้าแนะนำให้แน่ๆเลยค่ะว่าการทำงานที่นั่นจะเหมาะสำหรับคุณ
จริงหรือเปล่า แล้วก็ถามมาเลยค่ะ ว่าต้องดำเนินการยังไงต่อไป เอกสารมีอะไรยังไงบ้าง
วีซ่าอะไรยังไง ถามให้หมดเลยนะคะ พอมั่นใจแล้วค่อยจ่ายเงินค่ะ


เรื่องเงินที่ต้องจ่าย จะแบ่งออกเป็นงวดต่างๆประมาณ 2-3งวดค่ะ คือ

1 เงินมัดจำ ขึ้นอยู่กับแต่ละที่ค่ะ มีตั้งแต่เก็บ 3000-9000บาท ซึ่งขั้นนี้พอเราจ่ายเงินไป
ยังไม่ได้เป็นการรับรองนะคะว่าเราจะได้งานนั้นจริงๆ คือจ่ายก่อนเพื่อจองน่ะค่ะว่างั้น
ซึ่งถ้าเราไม่ได้งานที่เราอยากจะได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ (เช่น นายจ้างไม่เลือกเรา
นายจ้างปิดกิจการ บลาๆๆ) เอเจนซี่ก็จะแนะนำเราให้เลือกที่อื่นๆที่มีงานเหลืออยู่
และงานใหม่ๆที่กำลังทยอยเข้ามาไปจนถึงเกือบสิ้นปี แต่รับรองค่ะ ได้ไปแน่ๆ
แต่จะได้งานที่ถูกใจที่สุดหรือเปล่าก็ต้องติดต่อพี่เอเจนซี่เอาบ่อยๆให้เค้าดูงานที่เราอยากได้
รัฐที่เราอยากได้ให้

2 เงินงวดใหญ่ จ่ายที่เหลือหลังจากหักไอ้งวดแรกออกไปจากค่าโครงการทั้งหมดแล้ว
อันนี้จ่ายตอนที่เค้ารับรองงานเราแล้ว ว่าเรากำลังจะได้ไปที่นั่น ตำแหน่งนั้นจริงๆ
และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆอีก(ถ้าไม่จำเป็นสุดๆจริงๆ) ขั้นนี้จะจ่ายอีกประมาณ
30000-40000 ขึ้นกับว่าจ่ายงวดมัดจำไปแล้วเท่าไหร่ นี่ก็จ่ายที่เหลือเท่านั้น

และ 3 ค่าดำเนินการวีซ่าต่าง ๆ ประมาณ 7000 บาท อันนี้บางที่ให้จ่ายพร้อม
กับงวดที่2ไปเลย บางที่ให้จ่ายตอนใกล้ๆเราจะสัมภาษณ์วีซ่า แต่ยังไงเราก็ต้องจ่ายค่ะ

สรุปแล้ว ค่าที่เราต้องจ่ายทั้งหมดนี้(คือยังไม่รวมตั๋วเครื่องบินและ Pocket Money)
ประมาณ 42000-48000 บาท ขึ้นกับเอเจนซี่ที่คุณเลือกค่ะ(ซึ่งอย่างที่บอกไปตอนต้นค่ะ
แปรผันตรงกับชื่อเสียงและความนิยมของเอเจนซี่)

จบแล้วค่ะสำหรับบทแรก ติดตามการเตรียมตัวขั้นต่อไปนะคะ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2554    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 10:57:15 น.
Counter : 7080 Pageviews.  


ToGeTher_e
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ToGeTher_e's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.