กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 22

โอ้..อินเดีย 22

ที่จริงตอนนี้ อยากจะเล่าเรื่องสถานที่ต่อไป
แต่ด้วยความที่ สาวัตถี มีความเกี่ยวข้องกับ ศาสนาพุทธ ของเราอย่างสำคัญหลายเรื่อง
ก็เลยขออีกตอนเดียว นะครับ

ก่อนจะออกจากสาวัตถี ต้องพูดถึงคนสำคัญคือ...พระเจ้าปเสนทิโกศล
พระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็ง และทรงอิทธิพลอย่างมากในสมัยนั้น
ปกครองแคว้นสำคัญ ๆ ในชมพูทวีปตั้งหลายแคว้น
แม้แต่แคว้นสักกะ แห่งศากยะวงศ์ ของพระพุทธองค์ ก็ยังขึ้นอยู่ในการปกครองของพระเจ้าปเสนทิโกศล ด้วย
อีกอย่างหนึ่งพระองค์ท่าน มีอายุเท่า ๆ กับพระพุทธเจ้าพอดี
ได้รู้จักก็เพราะ พระพุทธองค์ ได้รับนิมนต์จาก อนาถะบิณฑิกะเศรษฐี ขอให้ไปประทับจำพรรษาที่เมือง สาวัตถี นี้แหละ
พระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นผู้ที่สนใจด้าน ศาสนา อย่างมาก
ก่อนที่จะได้รู้จักกับ พระพุทธเจ้า ของเรานี้
ท่านนับถือพวกพราหมณ์ที่เน้นการวิงวอนขอต่อพระเจ้า ด้วยการ...บูชายัญ
ครั้งหนึ่ง พราหมณ์ได้บอกให้ทำการบูชายัญครั้งใหญ่ ด้วยสัตว์ต่าง อย่างละ 700 ตัว
ซึ่งพระองค์ก็เชื่อ สั่งให้เตรียมการกันขนานใหญ่ แต่โชคดีที่พระมเหสีชื่อ...พระนางมัลลิกาเทวี
ได้ทรงทัดทานไว้อย่างชาญฉลาด แนะนำว่าเรื่องใหญ่แบบนี้ควรปรึกษากับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งขณะนี้ประทับอยู่ใน เมืองสาวัตถึ เรานี่แล้ว
นั่นแหละจึงทำให้กษัตริย์พระองค์นี้ได้พูดคุยกับ พระพุทธองค์ อย่างตั้งใจ
จนเกิดความเลื่อมใสในสิ่งใหม่ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนอย่างมาก
จนกลายเป็นกษัตริย์ที่อุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างเข็มแข็งทีเดียว

ในสมัยนั้นมีเจ้าลัทธิศาสนา ตั้งตนเป็นศาสดาสั่งสอนธรรมอยู่หลายท่าน
ที่มีชื่อเสียงได้รับยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ ๖ ท่าน คือ
ปูรณกัสสป , มักขลิโคศาล , นิครนถนาฏบุตร , สัญชัยเวลัฏฐบุตร , ปกุธกัจจายนะ และอชิตเกสกัมพล
ซึ่งมักจะรวมเรียกว่าศาสดาทั้ง ๖
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบกิตติศัพท์ เสียงเล่าลือดังกล่าว
ก็อยากจะพบ พระอรหันต์ ผู้ประกาศตนว่าเป็น พุทธะ เป็นสัพพัญญู ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
จึงโปรดให้นิมนต์ศาสดาทั้ง ๖ ไปรับพระราชทานอาหารในพระราชวัง แล้วทรงตรัสถามตรงๆ ว่า
ท่านทั้งหลายกล้ายืนยันได้หรือไม่ว่าเป็น พุทธะ ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธญาณ แล้วจริง
ศาสดาทั้ง ๖ เกรงพระบรมเดชานุภาพของพระราชา
คิดว่าถ้าหากตอบมั่วว่าตนเป็นพุทธะ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะตรัสถามธรรมะที่ลึกซึ้งอันเป็นพุทธวิสัย ก็จะตอบไม่ได้แน่
แล้วก็จะถูกลงโทษฐาน หลอกลวงมหาชน จึงได้นิ่งเสีย
ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิญาณว่าตนเองเป็นพุทธะ
เมื่อถูกถามซ้ำอีกไม่มีทางตอบบ่ายเบี่ยงเป็นอย่างอื่น จึงต้องยอมรับว่าพวกตนมิได้เป็นพุทธะ เป็นแต่คณาจารย์ธรรมดา
คำที่เล่าลือกันว่าเป็นพุทธะนั้นเป็นเรื่องของสาวกบริวารที่ยกย่องพูดกันไปเอง
อ้อ...โทษลูกศิษย์ไปโน่นเลย

เมื่อครั้งที่ได้พบกับ พระพุทธเจ้า ในคราวแรก ๆ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดพระเชตวัน แล้วทูลถามว่า...
ท่านพระโคดม ทรงยืนยันได้หรือไม่ว่าได้ตรัสรู้...พระสัมมาสัมโพธิญาณ แล้ว
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า.... พระองค์ทรงปฏิญาณว่าพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยมแล้ว
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า บรรพชิตเหล่าอื่น เช่น ศาสดาทั้ง ๖
เมื่อพระองค์ตรัสถามคาดคั้นว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณจริง เหรอ...
ก็ไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันสักคน ทั้งๆ ที่ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีอายุมากแล้ว
และเป็นเจ้าลัทธิที่โด่งดังมหาชนยกย่อง
ส่วนพระพุทธเจ้า...ยังทรงหนุ่มอยู่ ผนวชมาก็ไม่สู้นาน ไฉนพระองค์จึงกล้าปฏิญาณเล่า
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า " ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นของ ๔ อย่างว่าเป็นของเล็กน้อย " คือ
1. อย่าดูถูก ดูหมิ่นกษัตริย์ว่ายังทรงพระเยาว์
เพราะพระมหากษัตริย์แม้ยังทรงพระเยาว์ แต่ก็มีพระราชอำนาจมาก หากทรงพิโรธขึ้นอาจลงพระราชอาญาอย่างหนักได้
2. อย่าดูถูก ดูหมิ่นงูว่าตัวเล็ก
เพราะงูพิษแม้ตัวเล็กก็กัดคนให้ตายได้
3. อย่าดูถูก ดูหมิ่นไฟว่าเล็กน้อย
เพราะไฟเพียงเล็กน้อยก็อาจเผาบ้านเรือนผลาญชีวิตคนได้
4. อย่าดูถูก ดูหมิ่นภิกษุว่ายังหนุ่มอยู่
เพราะพระภิกษุแม้ยังหนุ่ม แต่ก็เป็นผู้มีศีล ผู้ใดประทุษร้ายต่อภิกษุผู้มีศีล ผลแห่งกรรมชั่วย่อมแผดเผาผู้นั้น บุตรภรรยาและทรัพย์สมบัติของผู้นั้นย่อมพินาศ
ของ ๔ อย่างนี้ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อยไม่สำคัญ
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสจบแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลที่มีอายุเท่ากับพระบรมศาสดา ฟังแล้วรู้สึกโดนใจแจ่มแจ้ง
ปฏิญาณตนเป็นอุบาสก
ขอถึงซึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิตตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป

ในภายหลังนั้น กษัตริย์หนุ่ม พระองค์นี้ได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และรัก พระพุทธองค์เป็นที่ยิ่ง
ความเคารพเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา และการระลึกถึงพระรัตนไตร อย่างยิ่งยวด
ได้แพร่จากตัวองค์ พระเจ้าปเสนทิโกศล ไปยังคนใกล้เคียงลามเลยไปทั่วถึงประชาชน พสกนิกรทั้งหลายทั้งปวง
ถึงขนาดว่า ประชาชนก็แสดงออกด้วยการทำบุญกุศลตามอย่างที่กษัตริย์เจ้าแผ่นดินทำ
เท่านั้นยังไม่พอ ยังพยายามทำให้มากกว่า ประณีตลึกซึ้งให้มากกว่า
จนเกิดการแข่งขันกันอย่างเอิกเกริก ระหว่างราชวงศ์ และประชาชน
เอ้อ...เมืองนี้เค้าแข่งกันทำบุญ ทำกุศล ทำความดีประชันกัน

ด้วยความรักใน พระบรมศาสดา อย่างจับใจทำให้ พระเจ้าปเสนทิโกศล
ถึงกับคิดที่จะหาทาง เกี่ยวดอง เป็นญาติกับพระพุทธเจ้าให้ได้
จึงไปสู่ขอ เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ศากยะ กับพระเจ้ามหานามะ ที่ขึ้นครองบัลลังก์ต่อจาก พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของพระพุทธองค์
แต่ราชวงศ์นี้ก็แปลก หวงชาติพันธุ์ดีเอ็นเอของตัวเองซะจนเกินไป
เลยย้อมแมวส่ง...เจ้าหญิงวาสภขัตติยา
ซึ่งเป็นลูกสาวของ พระเจ้ามหานามะ กับนางทาสหญิงรับใช้คนหนึ่ง
เรียกว่าไม่ใช่ลูกกษัตริย์แท้ ๆ แต่เป็นลูกกษัตริย์กับคนรับใช้
ไม่ใช่ศากยะวงศ์แท้ ๆ ทั้งวรรณะก็กลายเป็นลูกผสม ซึ่งในอินเดียตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบันนี้ถือนักหนาว่าเป็น พวก...จัณฑาล ไปโน่นเลย
พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็เชื่อว่าเป็นลูกกษัตริย์แท้ ๆ แต่งตั้งให้เป็นถึงอัครมเหสี
จนมีพระโอรส ชื่อ...วิฑูฑภะ
ต่อมาอีกหลาย ๆ ปี เรื่องราวก็แตกออกอย่างนึกไม่ถึง
พอรู้ว่า เจ้าหญิงวาสภขัตติยา เป็นธิดาของนางทาสี ทรงโกรธกริ้วมากที่ถูกหลอก สั่งปลดพระนางวาสภขัตติยาจากตำแหน่งอัครมเหสี
ปลดเจ้าชายวิฑูฑภะ จากตำแหน่งรัชทายาท
แล้วไปฟ้องพระพุทธเจ้า ด้วยความน้อยพระทัยว่าพระญาติของพระพุทธองค์ท่าน ประทานลูกทาสีมาให้เป็นอัครมเหสี
พระพุทธเจ้าตรัสว่า " มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะไม่สมควรทำอย่างนี้ ธรรมดาเมื่อจะให้พระธิดาก็ควรให้พระธิดาที่มีพระชาติเสมอกัน "
เป็นการแสดงความเห็นใจ ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงคลายความขุ่นพระทัยลงที่ทรงเห็นว่าเป็นฝ่ายเดียวกับพระองค์
ไม่เข้าข้างฝ่ายพระญาติ
พระพุทธองค์ ยังทรงชี้แจงต่อไปว่า พระนางวาสภขัตติยาเป็นราชธิดาของกษัตริย์
ได้รับการอภิเษกในตระกูลของกษัตริย์ แม้แต่เจ้าชายวิฑูฑภะกุมาร ก็ถือกำเนิดจากกษัตริย์
วงศ์ตระกูลฝ่ายมารดาไม่สำคัญ วงศ์ตระกูลฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งในสมัยโบราณก็เคยพระราชทานตำแหน่งอัครมเหสีแก่หญิงผู้ยากจนมีอาชีพหาบฟืน
และโอรสที่เกิดจากอัครมเหสีนั้น ต่อมาก็ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสดับพระโอวาทแล้วทรงเห็นจริงว่าวงศ์ตระกูลของบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ
จึงโปรดให้คืนยศและตำแหน่งแก่ พระนางวาสภขัตติยา และวิฑูฑภะ พระโอรสดังเดิม
แต่...เรื่องนี้ยังอีกยาว และเศร้าสะเทือนขวัญมาก
เพราะสร้างความเคียดแค้นแก่ เจ้าชายวิฑูฑภะ อย่างที่สุด
ขอให้ยกทัพไปแก้แค้น แต่พระบิดาคงจะเห็นแก่พระพุทธองค์ ไม่ยอมทำตาม
ทำให้เรื่องบานปลายถึงกับยึดอำนาจจากพระบิดา ขึ้นครองราชย์แทน
ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศล ตัองวิ่งไปขอความช่วยเหลือจาก พระเจ้าอชาติศัตรู
แต่ด้วยพระชนม์มายุมากถึง 80 ปี ทำให้ทรงเหน็ดเหนื่อยเกินไปจนสิ้นพระชนม์ที่ประตูเมืองราชคฤห์ นั่นเอง
ส่วนเจ้าชายวิฑูฑภะ เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็ยกทัพบุก กรุงกบิลพัศดุ์ ไปแก้แค้นราชวงศ์ศากยะ
ด้วยการ ฆ่าเอาเลือดล้างตระกูลอย่างโหดเหี้ยม แม้แต่เด็กและสัตว์เลี้ยงก็ไม่เว้น
จนกระทั่งบางคนที่หนีเล็ดลอดออกมาได้ต้องอพยพมาตั้งเมืองกบิลพัสดุ์ใหม่ ห่างไปร่วมร้อยกิโลเมตร
ส่วนกองทัพเจ้าชายวิฑูฑภะ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจชำระแค้นแล้ว ก็ยกทัพกลับผ่านมาถึงริมแม่น้ำ...อจิรวดี
ขณะนั้นเวลาค่ำจึงหยุดพักตั้งค่ายกันที่ริมหาดทรายแม่น้ำนี้ ด้วยความเหนื่อยอ่อน
คืนนั้นเอง...มีพายุฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก ถึงหนักมาก..ก..ก
เกิดมีน้ำป่าทะลักทะลาย ท่วมพัดเอากองทัพชำระแค้นของเจ้าชายวิฑูฑภะ ทู๊ก..ก....ก คนจมหายไปในสายน้ำทั้งหมด
โอ้...กรรมทันตา

ที่เล่าเรื่องมาตั้งมากมาย ก็เพราะอยากจะบอกว่า...
แต่ก่อนนั้น ผมก็ได้ฟังเทศน์ ฟังเรื่องราวพุทธประวัติ หรือชาดกมาเหมือนกัน
แต่ก็เหมือนฟังนิทาน ฟังเอาสนุก หรือเอาเนื้อหา
ทว่ามันไม่ประติดประต่อกัน เหมือนดูชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถอดออกวางไว้ทีละชิ้น ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง
นึกภาพไม่ออกว่าเอามารวมกันแล้ว จะเป็นยังไง
แต่พอได้มา อินเดีย ได้เห็นผู้คน เห็นสถานที่ต่าง ๆ ได้ฟังข้อมูลเรื่องราวที่เคยได้ฟังมาบ้าง ทั้งเรื่องใหม่ ๆ ที่เพิ่งได้ยินจากพระอาจารย์วิทยากรบ้าง
มันเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง สามารถลำดับเวลาร้อยเรียงเรื่องราว ได้ง่ายขึ้นเยอะ
จินตนาการเห็นภาพในหัว ตามเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างสนุกสนานเร้าอารมณ์
จนสุดท้ายได้ สติ ปัญญา สลดสังเวช เห็นถึงสัจจธรรมดังที่พระบรมศาสดา ท่านสอนไว้
ทุกสิ่งอย่างมันเกิดได้ก็เพราะมีเหตุมีที่มา...อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น
ทุกสิ่งมันไม่เที่ยงแท้ เป็นอนิจจัง...ทุกขัง...อนัตตา
ยิ่งใหญ่ มั่นคง ยืนยงแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนแปลงสูญสลายไป
สำหรับตัวผมนะ สิ่งที่สำคัญก็คือ...
พุทธประวัติ...ไม่ใช่นิทานอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
มีตัวบุคคล มีสถานที่ให้สัมผัส มีบันทึกมากมายสืบค้นได้
คิดไปคิดมา...เอ๊ะ เราไม่ใช่ พุทธตามทะเบียนบ้าน อีกต่อไปแล้วนะ
แต่เป็นคนที่สนใจ พุทธศาสนา ขึ้นมากับเค้าด้วย

เฮ้อ...อินเดีย และ สังเวชนียสถาน
มันช่างมีมนต์ขลังซะ จริง จริ๊ง..ง..ง
ถ้าไม่ได้มา ก็คงจะพลาดสิ่งดี ดี ในชีวิตไปอย่างใหญ่หลวง
ไม่แน่นะ สิ่งที่ได้รู้สึกสัมผัสนี่อาจจะเป็น พละปัจจัย
จุดประกายให้ได้ไปถึงซึ่ง...พระนิพพาน ในเร็วพลัน
สา...ธุ


อนณ 089-995-9377
tobeteam@yahoo.com



Create Date : 25 พฤษภาคม 2555
Last Update : 26 พฤษภาคม 2555 11:19:41 น. 0 comments
Counter : 2747 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.