กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 14

โอ้..อินเดีย 14

เมื่อวานนี้เล่าถึงตอนที่ไปชม สถานที่ถวายเพลิงพระสรีระพระพุทธเจ้า... มกุฏพันธนเจดีย์
ทำให้พวกเราได้สำนึกถึงสิ่งที่ พระพุทธองค์ ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น...สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
ไม่เว้นแม้แต่ธาตุขันธ์ พระสรีระของพระองค์

ก่อนการมากราบ สังเวชนียสถาน ที่อินเดียในครั้งนี้
พุทธศาสนา สำหรับผมแล้วคือ หลักการหรือวิธีคิด
ศาสนานี้สอนเรื่อง ทุกข์ ว่ามันคืออะไร มีที่มาที่ไปและองค์ประกอบยังไง
แล้วก็สอนถึง การดับทุกข์ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งแบบง่าย ๆ จนถึงละเอียดลึกซึ้ง
แต่สำหรับ ประวัติของศาสดาผู้คิดค้นศาสนานี้
ก็คือเรื่องราวของ เจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ที่ได้ตัดสินใจออกค้นหาแนวทางการดับทุกข์เข็ญให้กับประชาชนของท่าน
สำหรับผมแล้ว เจ้าชายพระองค์นี้ ก็เหมือนเจ้าชายในนิทานเรื่องอื่น ๆ
คือชื่นชมในความเก่งกล้าสามารถ ความเสียสละ และตื่นเต้นในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์
ยิ่งตอนที่เกี่ยวข้องกับ พญามาร นรก สวรรค์ เทวดา พระอินทร์ พระพรหม พญานาค และอีกมากมาย
ผมก็ยิ่งชอบ ยิ่งสนุก
พูดไปแล้วก็น่าอายนะ ผมสนใจและเริ่มชอบ พุทธประวัติ ตั้งแต่ยังไม่ถึง 10 ขวบ
เพราะไปชอบภาพวาดฝีมือของ ครูเหม เวชกร
ที่ท่านได้วาดและตีพิมพ์อยู่ที่ปกหลัง นิตยสาร...ฟ้าเมืองไทย
ผมไม่เคยอ่านเรื่องในเล่มก็เพราะยังเด็กมาก อ่านก็ไม่เข้าใจ
แต่ก็ชอบรูปวาดที่ปกหลังอย่างที่สุด ตามดูเกือบทุกเล่มเท่าที่จะหาดูได้
อย่างที่บอกอะนะ ตอนนั้นยังเด็กมากสตางค์จะซื้อก็ไม่มี
แต่เรื่องที่ว่าชอบ พุทธประวัติ เนี่ยะผมไม่กล้าบอกใครหรอกนะ
กลัวเพื่อนๆ มันว่าผมประหลาด วัยรุ่นอะไรชอบพุทธประวัติ ชอบเจ้าชายสิทธัตถะ
ขอสารภาพว่า เชื่อแบบนิทาน เชื่อแบบคลุมเครือ ไม่ค่อยชัดเจน เชื่อเพราะใจชอบแค่นั้นเอง
มันยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ที่น่าสงสัย น่าเคลือบแคลง
คงเป็นเพราะวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนไทย กับคนอินเดีย
ตามเรื่องที่อ่านในพุทธประวัติ มันต่างกันจนงง
นึกไม่ออกหลายอย่าง นึกยังไงก็ไม่ซาบซึ้งยิ่งเรื่อง...วรรณะ
ยังไง ๆ ก็ไม่เข้าใจ บ้านเมืองเราไม่มีอย่างนี้
บางเรื่องที่น่าจะเข้าใจง่าย ๆ อย่างช่วงที่พระพุทธองค์ก่อนการตรัสรู้
ได้เดินลุยข้าม แม่น้ำเนรัญชรา ไปยังอีกฝั่งนึง
ผมก็นึกไม่ออกว่า คนเราจะเดินลุยข้ามแม่น้ำไปได้ยังไง...
เพราะเคยเห็นแต่แม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำแคว...น่ากลัวจะตาย

จนกระทั่งได้มาเหยียบแผ่นดิน อินเดีย ตั้งแต่ก้าวแรกนั่นแหละ
จีงได้ค่อย ๆ เข้าใจ ค่อย ๆ เห็นภาพความเป็นจริงของบ้านเมืองเค้า
แล้วก็ถึงบางอ้อ...อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ยิ่งเรื่อง วรรณะ ได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งซาบซึ้งก็ที่...บ่อน้ำร้อน ตโปธาร
เห็นแล้ว...เศร้า เห็นแล้วเข้าใจถึงความรู้สึกของ พระพุทธองค์ อย่างซาบซึ้ง
อินเดีย นี่ดีอย่างนึงนะ...กาลเวลามันเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
สถานที่ ผู้คน การแต่งกาย วัฒนธรรม วิธีคิด เหมือนเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน
ทำให้เข้าใจได้ง่ายว่าในขณะนั้น เวลานั้น เจ้าชายสิทธัตถะ เห็นอะไรคิดอะไร
ยิ่งเดินทางมาหลายวันเข้า ได้เห็นสถานที่ ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ
ก็ยิ่งเชื่ออย่างสนิทในใจว่า พระพุทธเจ้า มีจริง...จริง

สถานที่ต่าง ๆ ที่พวกเราไปก็เป็นการตาม...รอยบาทพระพุทธเจ้า
ได้รู้สึกถึงระยะทาง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งที่พระองค์ท่านเสด็จไปด้วยพระบาทเปล่า
แต่ละแห่งห่างกันเป็นร้อย หรือหลายร้อยกิโลเมตร
ขนาดว่าเรานั่งรถบัสอย่างดี ยังทุลักทุเลขนาดนี้
แล้วพระพุทธองค์ท่าน ล่ะ จะลำบากขนาดไหน
ท่านทำไปทำไม เหน็ดเหนื่อย แสนสาหัสกว่า 45 ปี ไปทำไม
เมื่อก่อนไม่เคยซักนิดจะเข้าใจคำว่า... พระกรุณาธิคุณ พระบริสุทธ์ธิคุณ พระปัญญาธิคุณ นั้นยังไง
แต่พอเดินทางตะลอน..ตะลอน ตามรอยพระองค์ท่าน
นั่นแหละ...ซาบซึ้งอย่างที่สุด แบบที่อธิบายไม่ได้หรอกครับ

อยากเล่าถึงตอนที่ พระอาจารย์วิทยากร พาไป...มหาสถูปปรินิพพาน
ตั้งอยู่ที่ มาถากุนวะระกาโกฏ ซึ่งแปลว่า ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ
ซึ่งแต่ก่อนนั้นคือ สาลวโนทยาน หรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ตั้งแต่เดินเข้าไปเห็นพระสถูป แต่ไกล ก็ยังไม่รู้สึกอะไร
เหมือนกับไปแค่ไปดูสถานที่สำคัญธรรมดา
วันนั้นก็เหมือนที่เคยเล่าไปทุกแห่ง...คนเยอะมาก
ทั้งผู้แสวงบุญสารพัดชาติ ทั้งพระสงฆ์ ทั้งคนที่เข้ามาหาประโยชน์จากนักท่องเที่ยว
เอาเป็นว่ามันวุ่นวายมากหลายเชียวแหละ
ทีแรกเราตั้งใจจะไปสวดมนต์ข้างใน...นิพพานวิหาร ที่มีพระพุทธรูปปางนิพพาน
แต่ความที่คนเยอะมากจนล้น เลยเปลี่ยนแผนไปนั่งสวดมนต์กันที่ด้านหลังซึ่งเป็นจุดที่ พระบรมศาสดา เสด็จปรินิพพานจริง
พระสถูปนี้ เป็นทรงเหมือนกับระฆังคว่ำ แต่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีตลอดเวลา
วันที่ผมไปก็ยังมีการทาสีใหม่อยู่เลย
คณะพวกเราก็จัดแจงปูผ้า สวดมนต์บูชาพระรัตนไตร
แล้วปฏิบัติฯนั่งสมาธิ เพื่อระลึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้
ในขณะที่เรานั่งสงบใจพระอาจารย์ท่านบรรยายไปเบา ๆ
ให้เราเห็นภาพพระพุทธองค์ ที่พระชนม์ถึง 80 พรรษาแล้ว
แต่ก็ยังเดินทางรอนแรมไปตามชนบท เพื่อโปรดคนทั่วไป
ไม่ได้เห็นแก่ความสุขสบายอยู่แต่ในเมืองหลวง หรือคบหาแต่คนรวย ๆ เท่านั้น
เราไม่ต้องพูดถึง พระบารมี ที่ท่านมีมากมายล้นพ้น
แต่ลองมองแบบที่เราพอจะเข้าใจได้
คิดดูซิ คนอายุ 80 แล้วนี่ สภาพร่างกายจะเป็นยังไง
พระพุทธองค์ท่านก็ต้อง ชรา ไปเหมือนกันนะ
เดินเหินก็คงจะไม่คล่องแคล่วเหมือนเมื่อยังหนุ่ม
แล้วก็ยังเดิน...เดิน ด้วยพระบาทเปล่า เปล่า เหยียบย่ำไปบนดินหิน
ถึงจะมีต้นหญ้า แต่ก็ต้องมีหนามแหลม ๆ มีหินคม ๆ มีหล่มหลุมทั่วไปหมด
ไม่ได้มีถนนลาดยาง หรืออย่างดีก็แค่ทางเกวียนตามชนบท
ผมเองลองเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้าเรียบ ๆ ที่อินเดีย
ยังโดนหนาม และดอกหญ้าบางอย่างตำเอาสะดุ้งเลย
ทั้งสภาพอากาศอีกล่ะ อินเดีย นี่หนาวก็หนาวเข้ากระดูกดำ
ร้อนก็ร้อนเป็นบ้า มีทั้งคนที่หนาวตาย ร้อนตายปีละมาก ๆ
แต่พระพุทธองค์ ก็ยังทรงทำงาน สั่งสอนเรื่องการดับทุกข์ไม่ได้หยุดหย่อน
ไม่มีสักวันที่ท่านหยุดพัก ทุกนาทียอมเหน็ดเหนื่อยไปเพื่ออะไร
จนถึงวันหนึ่งที่ พญามาร มาทูลขอให้เสด็จปรินิพพาน
นั่นแหละจึงทรงได้หยุด พุทธกิจ ที่ได้กระทำต่อเนื่องกันมา 45 ปี
ในขณะที่ท่านอาพาธจนประทับยืนไม่ได้ ประทับนั่งไม่ไหว
ก็ยังทรงห่วงใยการทำหน้าที่โปรดสั่งสอน...จนนาทีสุดท้าย

เมื่อเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินสวดมนต์เวียนรอบ พระสถูป กันอีก 3 รอบ
รอจนคนเริ่มซาลงหน่อย ก็พากันเข้าไปใน นิพพานวิหาร ด้านหน้า
พอก้าวแรกที่เข้าไปข้างใน ก็ต้องผงะกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเรากำลังบรรทมหลับอยู่บนพระแท่น กลางวิหาร
ผมเองนึกไม่ถึงว่า พระพุทธรูป ที่แกะสลักจากหินจะเหมือนกับคนจริง ๆ ได้ขนาดนี้
เมื่อตอนเด็ก ๆ ชอบไปไหว้พระนอนที่วัดโพธิ์ท่าเตียน จำได้ว่าสวยงามมาก ดูแล้วอิ่มเอม
แต่ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ ราวกับว่าเป็น พระพุทธองค์จริง จริง นอนบรรทม ตะแคงขวา พระเศียรราบกับพื้น อย่างสงบเงียบ
บรรยากาศในมหาวิหาร ฯ ทุกคนที่เข้าไปในที่นั้น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง
กลัวจะไปรบกวนพระองค์ท่าน
บวกกับแสงแดดอ่อน ๆ เป็นลำที่ส่องเข้ามาจากทางช่องแสง
ส่องไปที่พระวรกาย ยิ่งทำให้ภาพที่เห็นแลดูมีมนต์ขลังอย่างที่สุด
ผู้แสวงบุญที่อยู่ใน มหาวิหารฯ ก็ได้แต่นั่งเงียบ ๆ มองอยู่อย่างนั้น
ต้องใช้เวลาสักพัก กว่าจะได้สติ รู้สึกตนได้ว่า...พระพุทธเจ้าของเรา เสด็จจากไปแล้ว
ท่านดับขันธ์ ปรินิพพานไปแล้ว ไม่กลับมาโปรดพวกเราอีกแล้ว
ความรัก ความอาลัย ความเศร้าโศกเสียใจ ท่วมท้นขึ้นมาทันที
ไม่แปลกใจเลย ที่มีคนมากมายนั่งร้องไห้เงียบ ๆ ในมหาวิหาร ฯ แห่งนี้
ผมใช้เวลาพักใหญ่เชียวล่ะ กว่าจะถอนความรู้สึกนี้ได้
แล้วก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนเสด็จนิพพาน...
ในครั้งนั้น ต้นสาละทั้งคู่ได้ผลิดอกเบ่งบานเต็มต้นและร่วงหล่นลง
ดอกมณฑารพ ในเมืองสวรรค์ต่างก็เบ่งบานตกลงมา
เป็นการบูชาพุทธสรีระเป็นที่อัศจรรย์
เหล่าเทพยดาทั้งหลายประโคมดนตรีทิพย์ เพื่อบูชาพระบรมศาสดา
แต่พระพุทธองค์ ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
การบูชาด้วยอามิสสิ่งของแม้มากมายปานใด ก็เท่านั้น ก็ไม่ได้ชื่อว่าบูชาพระองค์อย่างแท้จริง
แต่ผู้ใดที่มาปฏิบัติธรรมอันชอบ อันสมควร ในธรรม ผู้นั้นชื่อว่า...
บูชาพระตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง

อดคิดไม่ได้ว่าที่พวกเราชาวพุทธ กระทำอยู่ทุกวันนี้
เป็นการบูชาที่ท่านสรรเสริญหรือไม่
แล้วพวกเราทุกคนก็คลานเข้าไปกราบ เอาหน้าผากแนบชิดที่พระบาท
อธิษฐานขอให้ได้เข้าถึงซึ่ง พระนิพพาน
ตามรอยบาทของพระองค์ด้วย เถิด



อนณ 089-995-9377
tobeteam@yahoo.com



Create Date : 18 เมษายน 2555
Last Update : 18 เมษายน 2555 12:01:47 น. 1 comments
Counter : 2805 Pageviews.

 
อ่านไป ร้องไห้ไปค่ะ ว่าจะไป มี.ค.ปีหน้า เข้ามาหาข้อมูล
ขอบคุณมากๆค่ะ


โดย: มิ้งค์ IP: 180.180.199.150 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2556 เวลา:21:33:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.