กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา ปีชง ต่อ

ปีชง ต่อ

คราวก่อนเล่าเรื่อง ความเชื่อเรื่อง ปีชง ซึ่งคนเกือบทั้งหมดเข้าใจผิด ฟังผิด
ที่จริงจะว่าผิดก็ไม่เชิง เพราะความจริงฟังไม่หมด คนเล่าต่อๆ กันมาก็เล่าไม่หมด
ความจริงคือ โหราศาสตร์ น่าจะเป็นแบบจีน ได้บอกว่าในรอบ 12 ปี
เราจะต้องระมัดระวังทุกๆ 3 ปี จะมีช่วงที่ สวรรค์ ท่านให้คะแนนเบิ้ล 2 เด้ง 3 เด้ง แล้วแต่ใครเกิดตามนักกษัตรไหน
ซึ่งถ้าสังเกตุเรื่อง นักกษัตรปีเกิด ก็แปลกดี อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ อย่าว่ากันนะ
คนโบราณ ได้แบ่งแยกประเภทคนออกเป็น 12 พวก ตามลักษณะนิสัย
พวกที่เกิดปีไหน นิสัยใจคอก็มักจะไปทางนั้น
เช่น พวกปีฉลู วัว นิสัยจะไม่ค่อยวุ่นวาย รักสงบ พูดน้อย ธรรมะธรรมโม
แต่มีความทรหดอดทนต่อการงาน ลักษณะงานประเภทที่ต้องใช้ความอดทน ทำซ้ำๆ ซากๆ เขากลับทำได้ดี ทำอย่างมีความสุขด้วย
แต่พวกนี้จะไม่ชอบงาน ที่เป็นครีเอท คิดค้นสิ่งใหม่ แปลกพิสดาร ไม่ถนัดคิดนอกกรอบ แต่ใจเย็นดี
พวกที่เกิดปีเสือ ดูง่ายมาก ออกแนว ดุ แต่ไม่ใช่ดุเดือด แต่เป็นพวกจิตนิ่ง ห้าวหาญ อยู่ที่ไหนใครๆ ก็มักยกให้เป็นหัวหน้า เพราะกลัวแก
พวกปีม้ายิ่งสนุก โอ้โห..พวกนี้ชอบผาดโผนโจนทะยาน ไม่ชอบชีวิตสมถะรักสงบ
มีความสามารถส่วนตัวสูงมาก แต่มักอยากทดลองทำอะไรที่มันสุดๆ เลยมักจะเกิดเรื่องอยู่เรื่อยๆ

กลับมาเรื่อง ปีชง หากว่าปีเกิดของเรา ไปตก ชง กับปีนั้นๆ
ไปอ่าน ตอนที่แล้วเอาเองนะ
เช่น คนเกิดปีหนู ใช้ชีวิตมาเจอปีหนูด้วยกัน หรือ ปีเถาะ มะเมีย ระกา
จะเป็นโอกาสอันเลิศ ที่จะได้คะแนนดับเบิ้ล สองเท่า สามเท่า
ผลของการกระทำในปีนั้นจะ แรง..ง..ง มากถึงมากที่สุด
ถ้าทำกรรมเลวชั่ว คุณก็จะได้รับสิทธิ์นั้นทันที เอาไปเลยความซวย สองเท่า สามเท่า
ผลของกรรม จะรุมกระหน่ำซ้ำกระทืบอย่างเร่งด่วน
แต่ในทางกลับกัน ถ้าปีที่ ชง เราตั้งอกตั้งใจ เก็บคะแนนเบิ้ล ประกอบแต่กรรมดี มุ่งมั่น จดจ่อแต่สร้างบุญกุศล
รับรองได้ในปีนั้น คุณจะโชคดีมหาศาล ลาภผลจะเรียงรายเข้ามาหาจนตั้งตัวแทบไม่ทัน ไม่เชื่อไปลองทำดู
คนโบราณเขาสอนสั่งกันไว้อย่างนี้ แต่ไอ้คนสมัยใหม่มันใจร้อน ฟังแค่ครึ่งเดียว แค่ทำชั่วจะได้รับผลแสนสาหัส
เท่านั้นก็ตกอกตกใจ ปีนั้นไม่ทำอะไรแล้ว วิตกจริต จดจ่อแต่ความซวยทั้งปี
ผมเคยได้รับการสอนมาว่า....จดจ่อกับอะไร...สิ่งนั้นก็ขยายผล....
เมื่อจดจ่อกับเคราะห์กรรม ไอ้เคราะห์กรรมก็ยิ่งขยายผลนะซิครับ
แต่ถ้ามาจดจ่อ กับการบุญ การทำความดี มุ่งมั่นค้าขาย สิ่งนั้นก็ยิ่งขยายผลเบิกบานเข้าไปใหญ่

ผมเองพอรู้เรื่อง จากคุณลุงสำเนียง ผมก็โล่งอก โล่งใจ ยิ่งมีกำลังใจเพราะเป็น ปีชง ของผมด้วย ผมต้องเอาคะแนนเบิ้ล สามเด้งให้ได้

ผมก็มานอนคิด..คิด..คิด ว่าจะไปขายรถยังไงวะ ช่วงนี้มีแต่คนจิตตก คนโดนปลดจากงานเต็มไปหมด
ผมก็จดจ่ออยู่แต่เรื่องจะขายรถนี่แหละ นอนไม่ค่อยหลับ
อีก 2-3 วัน ความคิดก็ยังไม่ได้ผล นอนไม่หลับลุกขึ้นมาดูเคเบิ้ลทีวี
คืนนั้น...มีหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง เสียดายไม่รู้ชื่อเรื่อง ตามหาอีกหลายปีก็ไม่เจอ
เรื่องมีอยู่ว่า
พระเอก เป็นหนุ่มใหญ่แล้ว ยังโสด มีตำแหน่งเป็น รองประธานฝ่ายขายและสินเชื่อ บริษัทที่ผลิตและจำหน่าย รถแทรกเตอร์ยี่ห้อดังในอเมริกา
ดันเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ ยอดขายตกวูบ สินเชื่อตามเก็บไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะเมืองที่นางเอกอยู่
พระเอกก็โดนเจ้านาย และบอร์ดบริหาร อัดซะน่วมในที่ประชุม สุดท้ายให้ไปหาทางแก้ไข
มีการลงโทษให้หยุดงานไปนอนคิดวิธีมา ประมาณว่าถ้าคิดไม่ออกไม่ต้องกลับมาทำงาน...
พระเอก เลยเก็บเสื้อผ้าใส่รถไปเที่ยว โดยไปมันที่เมืองที่มีปัญหานี่แหละ
ตามประสาหนังนะครับ ไปยางแตกหรืออะไรนี่แหละ ที่หน้าบ้านนางเอก บ้านนอกเลยแหละ ทำฟาร์ม ทำเกษตร
เลยปิ๊งกัน แต่เก็บความลับไม่บอกว่าตัวเองเป็นใคร
จากนั้นก็ใช้เวลา 2 อาทิตย์ ตามจีบนางเอก ฝ่ายนางเอกก็ดีใจมีได้หนุ่มมาดเท่ห์มาเดินตามต๊อกๆ
วันๆ นางเอกก็พาไปเที่ยว ดูไร่ ดูฟาร์ม ของตัวเอง และเพื่อนบ้าน
พระเอก เห็นรถแทร็กเตอร์ ที่ขายมา ทำไมจอดโทรมอยู่หลายคัน หลายที่ แทบทุกบ้าน
นางเอก ก็เล่าว่าพอเศรษฐกิจตก หนุ่มสาวครึ่งหนึ่งก็หันไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรม เพราะคิดว่าเป็นความหวังใหม่ๆ
ไร่นา ก็มีคนทำน้อยลง ไอ้แทรกเตอร์ที่มี ก็ขนาดใหญ่โตมโหราน กินน้ำมันมากไป
ราคาก็แพง ใช้คุ้มก็ใช่ แต่ต้องฟาร์มขนาดใหญ่จริงๆ
คนแก่ หรือผู้หญิง จะขับก็ขับไม่ค่อยไหว อุปกรณ์การบังคับก็ซับซ้อนยุ่งยาก ต้องคนที่ฝึกกับมันจริงๆ เท่านั้นถึงจะขับได้
แล้วข้อเสียอีกอย่าง คือมันไม่สามารถดัดแปลงการทำงานให้เป็นหลายรูปแบบได้ ไม่มีอุปกรณ์หลากหลาย
ไม่เหมือนจักรเย็บผ้าสมัยใหม่ ที่สามารถพลิกแพลงลวดลายได้เยอะแยะ
แรกๆ พระเอกก็งง อะไรวะ...รถของเราออกจะยอดเยี่ยม แข็งแรง สมบุกสมบัน
นี่ดันเอาไปเปรียบเทียบกับจักรเย็บผ้าซะนี่...คนละเรื่อง มันเทียบกันได้ที่ไหน.น...
แต่พระเอก ก็คือพระเอก คิดไปคิดมา งอนกันไปงอนกันมา ก็เกิดไอเดียกระฉูด
รีบกลับไปออกแบบ รถรุ่นใหม่ไซด์เล็กลง ขนาดเบากระทัดรัด แบบเกียร์ออโต้ ผู้หญิงก็ขับได้ ไม่ซับซ้อน
และยังให้ใส่อุปกรณ์ติดตัวที่ปรับเปลี่ยนไปได้หลายรูปแบบ เหมือนมีดพับสวิสอาร์มี่.....บอร์ดบริษัทก็เห็นด้วยทันที...ก็หนังอ่ะนะ
แล้วพระเอกก็เอาไอ้รถตัวใหม่ ไซด์เล็กนี่ไปเปิดตลาด ราคาถูก พอซื้อไหว
ไปออกบู๊ทขายแถวบ้านนางเอก โดยให้เอาคันเก่ามาแลกเปลี่ยน ที่เหลือผ่อนเอายาวๆ
ใครที่ติดเงินอยู่ก็มาคุยกันใหม่ ถือเป็นการสมนาคุณ อุตส่าห์เป็นลูกค้ากันมานาน
ฝ่ายนางเอกก็งอนตุ๊บป่อง ที่ปกปิดฐานะที่แท้จริง แถมยังหนีกลับไปไม่ร่ำไม่ลา นึกว่าแห้วซะแล้ว....

ผมนอนดูไป แรกๆ ก็สนุกดี....แต่มาสะดุดใจ ตรงที่คันมันเล็ก ราคาเอื้อมถึงได้ พระโยชน์การใช้งานหลากหลาย
รุ่งขี้น ผมตื่นตัวมาก ไปแต่เช้าตรู่เลย เอารถที่มีขายอยู่ขณะนั้นมาวิเคราห์ ทั้งลักษณะ ทั้งราคา เงินสด เงินดาวน์
มาลงตัวเอาท้ายสุด ที่รถรุ่นเล็กสุด ถูกที่สุด แต่คนสนใจน้อยที่สุด คือรถเก๋ง ที่เป็นกระบะเล็กด้วย รุ่น NV
รุ่นนี้ขายน้อยมากในตอนนั้น เพราะมันเหมือน นกมีหูหนูมีปีก ยังไงไม่รู้ ไม่ชัดเจนในตัวเอง
ใช้เครื่องเบนซินภายในเป็นรถเก๋ง แต่ภายนอกเป็นรถกระบะ ไม่เท่ห์
ถ้าเอาหรูต้องรถเก๋ง แต่ถ้าเอาเท่ห์ แมน..แมน...ต้องกระบะ เนื้อที่บรรทุกเยอะ บุกน้ำลุยไฟก็ไม่หวั่น
แต่น้อง NV บรรทุกได้น้อย ลุยน้ำลุยโคลนก็ไม่ถนัด ชอบแต่ทางเรียบๆ ออกแนวสำอางค์เล็กๆ
ข้อดีมีหน่อย คือ เครื่องใหญ่ ตัวเล็ก ขับมันส์เป็นบ้า ฟิลลิ่งตอนซิ่งน้องๆ มอเตอร์ไซค์บิคไบค์ หรือออสตินมินิ น้อยๆ เลยละ

ผมไม่เป็นอันทำอะไรเลย จดจ่ออยู่กับน้อง NV ทั้งวัน เข้าไปนั่งในรถ ขึ้นไปเหยีดบนกระบะท้าย
เปิดฝากระโปรง มุดหัวเข้าไปดู นอนกับพื้น พินิจช่วงล่าง ......
สุดท้ายไปคุยกับช่าง ขอความรู้ทางเทคนิคของรุ่นนี้โดยเฉพาะ
ผมไม่พูดไม่จา ศึกษาอย่างเดียว จนเซลส์คนอื่นว่า...คงจะเครียดมาก น่าจะบ้าไปแล้ว
อีกอย่างที่วิเคราะห์มาก คือราคา การผ่อนชำระ เงินดาวน์ ส่วนลด
จดจ่อ เอาจริงเอาจังมาก..ก..ที่สุดเท่าที่เคยขายรถมา
ขณะนั้นถ้าจำไม่ผิด ราคาจะอยู่ที่ 350,000 ต้องดาวน์ขั้นต่ำ 40,000
แต่ผมมีมาร์จิน ช่องว่างส่วนลด แบบหมดตู๊ด.ด.เลย 5,000 - 6,0000

สถานการณ์โชว์รูมตอนนั้นวิกฤต เป้าที่บริษัทบังคับ 20 คัน เศรษฐกิจไม่ดีลดให้เหลือ 15 คัน ต่อเดือน
มีเซลส์ 8 คน แต่ขายกันได้ ไม่เกิน 5 คัน เอ๊ง....
ผมก็นึก....เอาวะ เราเป็นผู้ช่วย ผจก. ขอขายเอายอดมาช่วยโชว์รูมหน่อย
เลยคิดแคมเปญ รูปแบบการขาย ให้ลูกค้า ใช้เงินออกรถเบ็ดเสร็จ...แค่ 39,000 แต่ผมไม่มีกำไร แถมยังขาดทุนค่าใช้จ่ายด้วย
จากนั้นก็มาคิดว่ากลุ่มเป้าหมาย จะเล็งไปที่ลูกค้าแบบไหน
ในเวลานั้น พนักงานแบงค์ สินเชื่อ ธุรกิจก่อสร้าง โดนปลดออกจากงานเพียบ แต่มีเงินชดเชยให้ก้อนหนึ่ง
ส่วนที่ยังไม่โดนปลด ก็ไหวหวั่น ไม่รู้วันไหนจะถูกเรียกให้ไปเขียนใบลาออก
แต่สิ่งที่บูมตูมตาม เกิดขึ้นมามากมาย คือ เปิดท้ายขายของ....ผมก็ไปขายกับเค้าด้วยเหมือนกัน สนุกดี

ผมโฆษณาขายในหนังสือ วัฏจักร โลกรถ ฯลฯ
ที่จริงมีคนอื่น ลงโฆษณาขายรถในนี้อยู่แล้ว แต่เขาขายทุกรุ่น มันหลากหลายไป ดูแล้วมั่วๆ งงๆ...
แต่ผมเจาะจง เฉพาะน้อง NV อย่างเดียว แจกแจงคุณประโยชน์ เงินดาวน์ที่ต้องใช้เบ็ดเสร็จ ข้อดี ข้อจำกัด.....สั้น แต่ได้ใจความ
รูปที่ใช้ลงโฆษณา ก็มีแค่รูปรถรุ่นนี้ มีแค่รูปเดียวเท่านั้น....

ที่จริงผมเอาทุกอย่างที่คิด ไปปรึกษาผู้จัดการ แต่เขาบอก ไม่เวิร์คหรอก รุ่นนี้คนไม่ชอบ เศรษฐกิจแบบนี้อยู่เฉยๆ ดีกว่า...อ้าว.
แต่ผมไม่สนใจ....ลงโฆษณาไปวันแรกๆ ลุ้นน่าดู มีแต่คนทับถม...
จากนั้นก็ค่อยๆ มีโทรศัพท์เข้ามาสอบถาม
แล้วก็เรียกไปคุยกัน.....อย่าลืมนะครับ โชว์รูมผมอยู่ปากอ่าวไทย ไกลสุดกู่....ใครมันจะมาดู

ผมใช้วิธีนัดลูกค้าที่สนใจ ไปพบกันที่โชว์รูม ใกล้กับที่เขาอยู่ ที่เขาสะดวก นัด วัน เวลา แน่นอน...
พวกคุณอาจจะสงสัย...แล้วไม่กลัว โชว์รูมอี่นๆ เขาว่าเอาเหรอ...
ไม่กลัวเซลส์ด้วยกันขโมยลูกค้าเหรอ....ไปตั้งไกล ไหวเหรอ

บอกตรงๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากเลย.....คิดแต่ ปีนี้ปีชง...กรูลุยแหลก
ผมจะนัดสถานที่ เวลาลูกค้าให้แน่นอน...แล้วรีบไปก่อนเวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง....กลัวลูกค้าไปก่อน
ไปถึงก็ไหว้พระภูมิ บอกกล่าว แล้วก็ไปไหว้ผู้จัดการ
บอกว่าผมเป็นใคร ลูกน้องใคร ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ขอยืมให้ลูกค้าดูรถนิ๊ด.ด..นึงนะครับ....เป็นพระคุณอันล้นพ้น ผมเซลส์ตัวเล็กๆ มาไกล..ล...
ใหม่ๆ ผู้จัดการแต่ละท่าน ก็เมตตา....โถ..สงสารมัน บ้านน๊อก...บ้านนอก
พอลูกค้าขึ้นมาโชว์รูม ผมจะปราดเข้าไปหาทันที ประมาณว่า.....นี่ ลูกค้ากรูนัดไว้...
จากนั้นก็นำชมรถ......ซึ่ง มีเกร็ดย่อยๆ อีก คือ

ผมซักซ้อม คำพูด ท่าทางการใช้รถรุ่นนี้ ให้ดูง่ายดาย....
วิธีเปิดฝากระโปรงดูสบายๆ เครื่องยนต์ก็เรียบง่าย ไม่พิสดารพันลึก ยุ่งยากมากกว่าจักรยานหน่อยเดียว
ด้านท้ายสามารถบรรทุกได้สบายๆ ข้าวสาร 5 กระสอบ
จากนั้นก็เปิดฝากระโปรงท้าย...แล้วให้ลูกค้า เอาก้น...ก้นแปะ...นั่งคุยกัน
มันเป็นเรื่องแปลกมาก รถรุ่นนี้ พอเปิดฝากระโปรงท้าย แล้วนั้งห้อยขาบนนั้น
ความสูงของมันกำลังดี....โช๊คอัพก็จะยวบลงมาเบา ๆ....นั่งสบายมาก ยังกับโซฟา
อู๊ย...ผมซักซ้อมมาเป็นร้อยครั้ง...ทั้งท่าทาง ทั้งคำพูด.
....แต่ไม่ได้โกหกซักคำ....ผมรู้สึกอย่างนั้น จริงๆ...รถมันน่าใช้
การใช้งาน ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้หลายหลาก
ขับกันไป 2 คน จู๋จี๋กันไป...เที่ยวต่างจังหวัด นั่งห้อยขาท้ายรถได้อารมณ์ หรือเปิดท้ายขายของก็สะดวก
จะใส่หลังคาไฟเบอร์เพิ่มก็ได้....ของไม่เปียก
วันหลังหัดค้าขายเก่งแล้ว ค่อยปรับเปลี่ยนกันใหม่...คันนี้ถือเป็นคันแรกในชีวิตที่เจ๋งมาก....
อ้อ...ผมไปเอากำไร จากอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม เช่นฟิลม์กรองแสง หลังคาไฟเบอร์ ยิ่งกว่านั้น บางคนให้ทำเป็นเกียร์ออโต้ให้ด้วย
แต่ผมบอกลูกค้าตรงไปตรงมา ขอบวกเพิ่มเป็นค่าใช้จ่าย นิดหน่อย....ก็โอเค..

ผลที่ออกมา เดือนแรก ขายไป ได้ 5 – 6 คัน ดีใจแทบตาย
เดือนที่สอง 15 คัน....
เดือนที่สาม 25 คัน....
ขายทีละคัน...ทีละคัน นีแหละ
เคยมีบางวันเหนื่อยมาก....วันเดียว 3 คัน
วิ่งรอกทั่วกรุงเทพฯ ทู๊ก..ก...วันเลย ไปกับภรรยาสองคน
ผมมีกำไร รวมเงินพิเศษที่บริษัทให้ คันละประมาณ 3,000 – 4,000
เฉลี่ยเดือนละ 20 คัน ขายจนรถหมดสต๊อคนิสสัน เลย
ตอนหลังๆ ผู้จัดการโชว์รูมอี่น แทบจะกระโดดกัดคอผม...มันมาอีกแล๊ว.ว...ก็ลูกค้าในเขตของเขาทั้งนั้น..น....
แต่ผมให้ ใส่เป็นผลงานของทั้งโชว์รูม เพื่อเซลส์คนอื่นจะได้ไม่ถูกลดเงินเดือน....สงสารเค้า...แต่ผู้ใหญ่ก็รู้

นี่แหละครับ....ปีชง...ของผม
ทุกวันนี้ รอว่าเมื่อไหร่จะ ชง อีก
อย่าลืมนะครับ......จดจ่อกับอะไร...สิ่งนั้นก็ขยายผล...


อนณ 089-995-9377
จากคุณ : tobeteam
เขียนเมื่อ : 12 ต.ค. 53 10:52:53



Create Date : 04 มกราคม 2554
Last Update : 4 มกราคม 2554 22:26:32 น. 0 comments
Counter : 630 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.