สบาย ๆกับเราสิคะ
Group Blog
 
All Blogs
 

สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง

มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับครอบครัวหนึ่งที่มีลูกน้อยอายุเพียง 1ขวบซึ่งต้องขาดแม่ที่คอยโอบอุ้มให้ความรักความอบอุ่นไปในระยะเพียงหกเดือนหลังจากที่ทราบข่าวร้ายว่าเป็นมะเร็งตับในระยะลุกลาม และที่น่าเสียใจไปมากกว่านั้นคือเธอเป็นพยาบาลไอซียูที่ดูแลให้การพยาบาลผู้อื่นมาตลอดแต่เมื่อเกิดอาการผิดปกติกับตนเอง เธอก็คิดว่ามันเป็นอาการเล็ก ๆน้อย ๆไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง สุดท้ายลูกน้อยก็ต้องเสียแม่ไปในที่สุด เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับรุ่นน้องของเราที่ทำงานในโรงพยาบาลแถบภาคตะวันออกแห่งหนึ่ง

แล้วคุณล่ะเคยสังเกตหรือใส่ใจสัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเองบ้างหรือเปล่า

ร่างกายมนุษย์มีการเจริญเติบโต และแบ่งเซลล์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องอาศัยรหัสพันธุกรรมและกระบวนการต่างๆ ที่ซับซ้อน หลายครั้งที่การแบ่งตัวผิดพลาด ทำให้รหัสพันธุกรรมไม่เหมือนเดิม หรือที่เรียกว่า การกลายพันธุ์ เซลล์ที่กลายพันธุ์จะกลายเป็นสิ่งผิดปกติของร่างกาย และจะถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือระบบการทำลายตนเองที่ธรรมชาติสร้างให้มา แต่หากเซลล์ที่กลายพันธุ์รอดพ้นจากการทำลายและสร้างตนเองอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ จนเกินกว่าร่างกายจะทำลายได้ เซลล์เหล่านี้จะแย่งกินอาหารที่เซลล์ปกติควรจะได้รับ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ระบบภูมิคุ้มกันก็อ่อนแอตามลงไป จนกระทั่งผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง

1. มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น อุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือดบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และมักไม่เจ็บปวด
2. กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้อง เป็นเวลานาน
3. มีอาการเสียงแหบ และไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือดบ่อยๆ
4. มีเลือดหรือมีตกขาวที่ผิดปกติ
5. เป็นแผลเรื้อรังและลุกลาม
6. หูดและไฝใหญ่โตขึ้น หรือนูนมากขึ้น
7. มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆ ตามร่างกาย
8. หูอื้อ มีเลือดออกทางจมูกหรือทวารบ่อยๆ

7 ประการเพื่อลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็ง

1.อาหารที่มีราสีเขียวเหลืองขึ้นจะมีสารพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ
2. อาหารที่มีไขมันสูงจะเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ และต่อมลูกหมาก
3. อาหารดองเค็ม อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน จะเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร
4. อาหารสุกๆ ดิบๆ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ
5. การสูบบุหรี่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งปอด ช่องปาก กล่องเสียง และช่องคอ
6. การดื่มแอลกอฮอล์จะเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งตับ
7. การตากแดดจัดมากเกินไป จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง

ที่มา : น.พ.สุรพงษ์ อำพันวงษ์ นสพ.บ้านเมือง

ถ้าคุณมีสิ่งเหล่านี้จะมีผลดีกับชีวิตคุณหรือไม่

แบบประกันคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลโรคมะเร็งให้คุณ ในวงเงิน1,000,000 บาท เพียงคุณออมวันละ 22 บาท(สำหรับผู้หญิงอายุ35ปี) คุณจะได้ความคุ้มครองดังนี้

1.ความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง
เมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งภาวะและ/หรืออาการของโรคจะต้องปรากฏโดยชัดแจ้งเป็นครั้งแรกเืมื่่อพ้นกำหนด 60 วัน นับตั้งแต่วันที่สัญญาเริ่มมีผลบังคับสำหรับโรคมะเร็ งต่อไปนี้
1.1. โรคมะเร็งก่อนระยะลุกลาม (Carcinoma In Situ) 100,000
บริษัทจะจ่ายผลประโยชน์ตามข้อนี้เพียง 1 ครั้ง ตลอดอายุกรมธรรม์ที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบอยู่
1.2. โรคมะเร็งระยะลุกลาม (Invasive Cancers) 1,000,000
สัญญาเพิ่มเติมนี้จะสิ้นผลบังคับทันที เมื่อมีการจ่ายผลประโยชน์ตามข้อนี้แล้ว
ทั้งนี้เงื่อนไขในการจ่ายผลประโยชน์จะเป็นไปตามที่กำ หนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย และสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองโรคมะเร็ง
อนึ่ง หากท่านมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์จากโรคมะเร็งระยะ ลุกลาม ในอวัยวะเดียวกัน หรือ อวัยวะข้างเดียวกันกับที่เคยได้รับ หรือมีสิทธิ์ได้รับเงินผลประโยชน์จากโรคมะเร็งก่อนระ ยะลุกลามภายในระยะเวลา 180 วัน บริษัทฯ จะจ่ายเงินผลประโยชน์ตามสัญญาเพิ่มเติมฉบับนี้สูงสุด ไม่เกิน 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยตามสัญญาเพิ่มเติมนี้

2.ผลประโยชน์ด้านการสะสมทรัพย์ - รับเงินครบกำหนดสัญญาจากสัญญาหลักแบบอยุธยาตลอดชีพพิ เศษ A90/21 (เมื่อครบอายุ 90 ปี)
จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท

3. ผลประโยชน์ความคุ้มครองการเสียชีวิต
ความคุ้มครองการเสียชีวิตจากสัญญาหลักอยุธยาตลอดชีพพิเศษ A90/21 จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท











 

Create Date : 30 เมษายน 2551    
Last Update : 30 เมษายน 2551 12:45:45 น.
Counter : 182 Pageviews.  

กินน้ำอย่างถูกวิธีดีอย่างไร?

คุณว่าท้องผูกเกี่ยวข้องกับการกินน้ำอย่างถูกวิธีไหมคะ คำถามที่หนึ่ง คำถามที่สองคือคุณเคยท้องผูกไหมคะ แล้วทำยังไงล่ะ? คำถามง่าย ๆแบบนี้ใครก็ตอบได้จริงมั๊ยคะ ? กินผัก ผลไม้เยอะสิ หายเองแหละหรือ กินน้ำให้ได้อย่างน้อย วันละ 8 แก้ว ก็หายท้องผูกแล้วล่ะ หรือ กินยาถ่ายสิ สบายดี หรือออกกำลังกายสิให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีการเคลื่อนไหว ลำไส้จะได้เคลื่อนไหว บีบตัวด้วย สารพัดวิธีที่บอกมาน่าจะได้ผลใช่ไหมคะ?

แต่สำหรับเราแล้วล่ะก็ มันไม่ได้ผลเลย อาการท้องผูกอยู่กับเราตั้งแต่สมัยเริ่มไปเรียนพยาบาล (อย่าเพิ่งสงสัยว่าเป็นพยาบาลทำไมจัดการปัญหาง่าย ๆแบบนี้ไม่ได้) เพราะ เป็นเด็กหอ ใช้ห้องน้ำรวม ช่วงเวลาที่จะใช้ห้องน้ำในตอนเช้าสำหรับเด็กหอเป็นเวลาวิกฤติเหลือเกินเพราะฉนั้นเราจึงกลั้น กลั้นและกลั้น เมื่อปวดท้องหนักอยากเข้าห้องน้ำแต่มันไม่ว่าง ทำอย่างนี้หลายปีจนกระทั่งกลายเป็นความเคยชินหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไม่ถ่ายก็อยู่ได้ เพียงแต่หายาระบายมาจัดการก็เรียบร้อย ต่อไป 10 วันยังไม่ถ่ายก็ไม่รู้สึก สองสัปดาห์ยังไม่รู้สึกอยากถ่ายหนักแต่อย่างใด แต่ว่าเราเป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็เริ่มสำนึกบ้างแล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติของมนุษย์แล้วล่ะ ทำไงดี กินผักหรือ ปกติก็กินผักได้สบาย ๆอยู่แล้ว คงไม่ยากที่จะทำ เอ๊ กินเยอะแล้วนี่นาทำไมไม่มีอะไรดีขึ้น อ่อสงสัยต้องกินยาระบายทุกวัน ได้อยู่แล้ว เรื่องกินยาไม่รังเกียจ วันแรกถ่ายสะดวก กินยาวันที่สอง ยังพอถ่ายได้ วันที่สาม วันที่สี่ และวันต่อ ๆมา ไม่มีผลเลย สงสัยลำไส้มันจะคุ้นเคยซะแล้ว
คงสงสัยสิว่าทำไมใจเย็นขนาดนี้ไม่คิดจะหาหมอรักษาเลยหรือ เฮ้อ ปรึกษาหมอตลอดค่ะ ก็อย่างที่เรา ๆท่าน ทราบกันนั่นแหละว่าต้องทำอะไรบ้าง เราก็ทำตามทุกอย่างเพื่อกำจัดอาการท้องผูกแต่ไม่เป็นผลค่ะ ทนทน ทนต่อไปต่อไปปลงซะ ไม่ปลงจะเสียใจ 555ไม่ใช่เรื่องตลกนะเนี่ย ขอบอก


และแล้วเมื่ออะไรดลบันดาลก็ไม่รู้ให้เราได้พบกับนักชีวจิตซึ่งเขา เอ๊ยไม่ใช่เธอต่างหาก แนะนำให้ ดีท๊อกซ์ คุณคิดว่าเราจะทำไหม ตอบง่าย ๆทำสิคะเพราะคิดว่ามันจะช่วยเราได้ ไม่มีใครอยากเก็บของเน่าเสียไว้กับตัวเองนาน ๆหรอกจริงไหมคะ?

ว่าแล้วก็ศึกษาหาตำรามาอ่านว่า ทำอย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง มีผลดีผลเสียอย่างไร ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า สุดท้ายก็เรียบร้อยค่ะ ไม่อยากบรรยายหรอกว่าการทำดีท๊อกซ์มันเป็นอย่างไร ทำไปประมาณสองปี ไม่มีอะไรดีขึ้น วันไหนไม่ทำก็ไม่ถ่าย ทำไปบ่อย ๆก็เฉยซะงั้นไม่มีตอด ๆปวด ๆเลย ให้ตายสิ 555 คงจะได้ตายสมใจแน่ ๆมะเร็งลำไส้ใหญ่คงถามหาหรือไม่ก็ไส้เน่าไปเลยเพราะมีของเสียค้างอยู่เป็นแรมเดือน

แต่ สวรรค์หรือผลบุญคงยังมีเหลืออยุ่บ้างทำให้เราได้มีโอกาสเข้าคอร์สการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ แม้จะใช้เวลาแค่เพียงสองวัน แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดของความรู้และประสบการณ์ที่เราได้มา วิทยากรท่านนี้เป็นเหมือนนางฟ้าที่ผ่านมาช่วยเหลือเรา ท่านอาจารย์สุกัญญา แห่งวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา ท่านถามเราว่า

อจ. : "วัน ๆหนึ่งคุณดื่มน้ำกี่แก้ว "
เราคิดใจว่าโถ ถามแบบนี้ใครๆเค้าก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าวันหนึ่งต้องกินเท่าไรถึงจะพอ แต่ปากก็ตอบไปว่า


เรา :"วันหนึ่งก็ประมาณ 1ลิตรค่ะอาจารย์ ผักผลไม้ก็ทานเยอะค่ะ แต่ท้องก็ยังผูกค่ะ จนหนูทำใจแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ไปชั่วชีวิต สงสัยชาติที่แล้วหนุ่จทำกรรมไปผูกไส้ไก่ไว้มังคะ"

อจ."คุณคงกินน้ำไม่ถูกวิธีสิ"
โอพระพุทธเจ้าช่วย (เรานับถือศาสนาพุทธค่ะ)กินน้ำยังต้องมีการกินที่ถูกวิด้วยเรอะ 555 หูเราเพี้ยนไปหรือเปล่าหว่า

เรา: "อาจารย์คะกินน้ำนี่ต้องมีวิธีด้วยเหรอคะ เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกนะเนี่ย"

อจ.:มีสิการกินน้ำไม่ใช้กินเข้าไปทีละแก้วจนครบ 8แก้วต่อวันแล้วจะได้ประโยชน์นะ การกินน้ำคุณต้องค่อย ๆจิบ ไปเรื่อยๆทั้งวัน ครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมงก็จิบสักครึ่งแ ก้ว จะได้ประโยชน์กว่า"

ตอบมาแบบนี้เรายังไม่เชื่อหรอกแหมเราก็ศิษย์มีครูเนอะ

เรา: "เพราะอะไรคะ มันต่างยังไงกับการกินน้ำที่ละแก้วใหญ่ ๆแล้วในหนึ่งวันก็ได้น้ำเท่ากันด้วย"

อจ.: ต่างสิ เพราะการจิบน้ำไปเรื่อย ๆเป็นการกระตุ้นต่อมไฮโปธาลามัส ให้ออกคำสั่งต่อสมองให้รู้สึกกระหายน้ำ อยู่เรื่อย ๆเพราะร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง70เปอร์เซนต์ จำไม่ได้เหรอ "

แหม ๆๆๆๆๆอาจารย์พูดซะจนเรารู้สึกว่าโง่ไปถนัดใจเลย นี่เป็นความรู้ตั้งแต่ประถมเลยนะเนี่ย

เรา : ค่ะอาจารย์หนูจะลองกลับไปทำดูได้ผลยังไงแล้วหนูจะรีบรายงานผลนะคะ"

อจ.: อย่าลืมล่ะตอนเช้าตื่นมาก็ดื่มน้ำแก้วใหญ่เลยนะ กลางคืนเราขาดน้ำไปหลายชั่วโมง

เรา: ขอบคุณค่ะอาจารย์ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่ากินน้ำก็มีวิธิกินที่ถูกต้องด้วย"


จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาประมาณสองเดือน ช่วงสัปดาห์แรกที่ลองทำ ก็แค่รู้สึกว่าท้องมันป่วน ๆนิดหน่อย แต่ก็ยังอดทนสู้ต่อไป เอ๊ย ไม่ใช่ ทำต่อไปค่ะ สัปดาห์ที่สอง เริ่มถ่ายแล้วนะ แค่ครั้งเดียวก็ดีใจแล้ว สัปดาห์ที่สามเริ่มถ่าย สองครั้ง จนกระทั่งเข้าเดือนที่สอง ถ่ายทุกวัน จันทร์ถึงศูกร์ มีหยุดถ่ายบ้างในวันเสาร์อาทิตย์เพราะตื่นสายกิจวัตรประจำวันเปลี่ยนไป เอ๊หรือว่าลำไส้ก็หยุดทำงานในวันราชการเหมือนกัน 555


นี่คือความสุขที่เกิดจากการถ่ายค่ะ ที่สำคัญ ท่านสามีเค้าดีใจมากที่สามารถนำชุดดีท๊อกซ์ของเราไปทิ้งลงถังขยะเสียได้ เค้าบอกว่าเป็นทุกข์ทุกครั้งที่เห็นเราทำดีท๊อกซ์ กลัวว่าจะเป็นโรคที่อะไรที่ร้ายแรง เฮ้อ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเธอยังรักและห่วงใยฉันเหมือนเดิม



มาถึงตรงนี้ขอยืนยันค่ะว่า กินน้ำต้องกินอย่างถูกวิธีจริง ๆจึงจะมีผลดีต่อสุขภาพ




 

Create Date : 09 มกราคม 2551    
Last Update : 9 มกราคม 2551 13:31:56 น.
Counter : 294 Pageviews.  

อาหารสำคัญไหม

ตอบเองว่าสำคัญที่สุด ถ้าโลกนี้ไม่มีอะไรให้กินขอตายดีกว่าเน้อ

แต่อาจจะมีบางคนบอกว่าถ้ากินแล้วอ้วนตายไม่เอาดีกว่า คิดอย่างไรกับเรื่องนี้แสดงความคิดเห็นได้เลย



หมึกไข่นึ่งมะนาวฝีมือเราเองแหละ ทำเพราะคนขับรถอยากกิน




เมื่อสาวใต้อยากกินแกงอ่อม



เมื่อลูกสาวอยากกินปลาทอดฝีมือคุณแม่



ประโยชน์ของอาหารต่อสุขภาพ

ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต คนเราจะมีรูปร่างสูงใหญ่เพียงใด ขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร และพันธุกรรมของแต่ละคน คนที่มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ หากรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ ร่างกายก็จะสูงใหญ่ตามลักษณะทางพันธุกรรม ตรงกันข้ามกับคนที่รับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ รูปร่างก็จะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้ตัวเล็กกว่าปกติได้ แม้ว่าลักษณะทางพันธุกรรม จะมีรูปร่างสูงใหญ่ก็ตาม
ทำให้หญิงมีครรภ์และทารกในครรภ์แข็งแรง หญิงมีครรภ์รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ จะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ในระหว่างมีครรภ์ได้ เช่น การแท้งบุตร การคลอดบุตรก่อนกำหนด เป็นต้น นอกจากนี้ หญิงมีครรภ์จะมีร่างกายแข็งแรง และทารกในครรภ์ก็จะเจริญเติบโต ทั้งทางด้านร่างกาย และสมองอย่างปกติ เมื่อคลอดทารกก็จะคลอดง่าย ทารกจะมีสุขภาพแข็งแรง
ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย คนที่รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ ร่างกายจะสามารถต้านทานโรคได้ดี เพราะมีภูมิต้านทานโรค แม้เมื่ออาการเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือไม่รุนแรงนัก ร่างกายก็สามารถรักษาตัวเองได้
ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น คนเราะมีอายุยืนยาวได้ ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น สภาพแวดล้อมดี การแพทย์และการสาธารณสุขดี มีการรักษาสุขภาพร่างกายดี และที่สำคัญ คือ รู้จักเลือกรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนยาวขึ้นได้
ประโยชน์ของอาหารต่อสุขภาพจิต และสติปัญญา

ทำให้สมอง สติปัญญาดี สมองของคนจะเริ่มพัฒนา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และเมื่อคลอดแล้ว สมองก็ยังคงเจริญเติบโตต่อไปอีก หญิงมีครรภ์ที่กินอาหารถูกหลักโภชนาการ จะทำให้สมองของทารกในครรภ์ มีการพัฒนา และเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว ถ้าเด็กรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1-3 ปี เด็กจะมีการพัฒนาการทางสมอง และสติปัญญาอย่างสมบูรณ์ ร้อยละ 80 ของสมองทั้งหมด
ทำให้จิตใจ และอารมณ์แจ่มใส คนที่ได้รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ นอกจากทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สมองและสติปัญญาดีแล้ว ยังทำให้จิตใจ และอารมณ์แจ่มใส สามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว และไม่อ่อนเพลีย
ข้อปฏิบัติการรับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย

ปัจจุบันคนไทยยังประสบปัญหาโภชนาการอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหาร เช่น โรคขาดโปรตีนและพลังงาน โรคขาดสารไอโอดีน โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โรคเหล่านี้ ทำให้เด็กไทยเจริญเติบโต และพัฒนาการทางด้านร่างกาย และสมองที่ช้ากว่าปกติ และเจ็บป่วยง่าย ถ้าเกิดในผู้ใหญ่ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ สมรรถภาพในการทำงานต่ำ ในขณะเดียวกัน ภาวะโภชนาการเกิน กำลังเป็นปัญหาใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันจะนำไปสู่โรคที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุการเจ็บป่วย และเสียชีวิตของคนไทยลำดับต้นๆ ปัญหาของคนไทยดังกล่าว เกิดจากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญคือ คนไทยส่วนมากยังไม่ได้รับการส่งเสริม ให้มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อการมีสุขภาพดี




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 14:23:18 น.
Counter : 411 Pageviews.  


tkanun
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ดอกไม้ สายลม แสงแดด ธรรมชาติที่งดงาม ทำให้สงบและสุข หนีวันทำงานที่สับสน วุ่นวาย ไปพักพิงใจกับธรรมชาติกันดีกว่า
มือใหม่หัดสร้างต้องขออภัยนะคะ ทดลองค่ะทดลอง
Friends' blogs
[Add tkanun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.