คุณพร้อมแค่ไหนที่จะไปงานแต่งงาน ?

 สิ่งสำคัญอย่างแรกที่เราควรนึกถึงเมื่อจะไปแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว ก็คือกาลเทศะ 
 ” กาลเทศะ “ จะเป็นตัวกำหนดว่าชุดของเราควรจะเป็นเช่นไร  ถ้าเป็นงานในโรงแรมหรู คุณผู้หญิงก็ควรสวม Evening Dress  ส่วนคุณผู้ชายก็สวมสูท เพื่อให้เกียรติกับสถานที่ และเจ้าภาพ  แต่แค่นั้นอาจยังไม่เพียงพอ หลายๆ คนยังพลั้งพลาด โดยเฉพาะคุณผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ยังห่วงสวยกันอยู่ จนลืมคิดถึงหัวอกของเจ้าสาว ว่า ในวันแต่งงานของตน ผู้หญิงทุกคนย่อมต้องการที่จะเป็นเจ้าสาวสวยที่สุดในงาน เพราะฉะนั้นงานนี้ไม่ใช่เวทีแคทวอล์คให้คุณๆ เดินเฉิดฉายแย่งความเด่นไปจากเจ้าสาว ยอมๆ กันนิดนึงค่ะ เพราะมันเป็นมารยาทสังคม หลักๆเลย คือไม่ควรสวมชุดที่มีผ้าลูกไม้กรุยกราย และไม่ควรสวมชุดสีขาว อาจจะทำให้แขกเหรื่อคนอื่นๆ ในงานสับสนได้นะคะ ว่าใครเป็นเจ้าสาวกันแน่ !?   

Don’t  do This !       -  ชุดสีแจ่มจ้า ก็ไม่ควรใส่นะคะ อย่างสีแดงเพลิง สีส้มสด สีเขียวปรี๊ด มันแย่งซีนเจ้าสาวๆ ได้ง่ายๆ ค่ะ  

       -  อย่าประโคมเครื่องเพชร และ ทองหยองจนหมดตู้เซฟ ระย้าระยิบวิบวับจนเกินไปก็ไม่ดีนะคะ งานนี้คุณมาเป็นแขก ไม่ใช่นางแบบร้านทองค่ะ

       -  ถ้างานเป็นแบบโต๊ะจีน คุณก็ไม่ควรที่จะเดินโฉบไปโต๊ะนั้น โต๊ะนี้ หรือดื่มซะจนเมายั้งใจตัวเองไม่อยู่ อย่าล่มงานคนอื่นเค้าค่ะ เดี๋ยวกรรมตามสนอง ไม่รู้ด้วยน๊า…

Just do it !
      – สีเสื้อผ้าที่เหมาะสมจะใส่ไปงานแต่งงาน  เราขอแนะนำว่าควรเลือกใช้สีหวานๆ เข้าไว้จะดีกว่าค่ะ เพราะงานแต่งงานก็คือ พิธีที่เกิดจากความรัก ชุดสีหวานๆ จะช่วยเพิ่มบรรยากาศความรักให้แจ่มชัดขึ้น  อย่างเช่น สีพาสเทล ชมพูอ่อน เหลืองอ่อน ฟ้าอ่อน ฯลฯ ก็จะทำให้คุณดูเด็กลงด้วย ลองสมมติว่าเราเป็นเจ้าสาวดูสิคะ แล้วแขกในงานพร้อมใจกันแต่งสีหวานๆ อ่อนๆ มาร่วมงาน ถ้าเราเป็นเจ้าสาวเราคงรู้สึกว่า งานเราช่างหวานชื่นอะไรอย่างนี้

     – เครื่องเพชร เครื่องประดับ สวมใส่พอน่ารัก ให้ดูแค่ว่าชั้นพอมีนะ มิใช่ใส่มาซะเว่อร์ล่อตาโจรค่ะ แค่ต่างหูเพชรเม็ดเล็กๆ น้ำงามๆ ก็อยู่แล้ว

     – ดื่มแค่พอสวย เดินแค่พอประมาณ เท่านี้ก็ช่วยให้คุณมีบุคลิกที่สวยได้นะคะ  


ขอขอบคุณ -ข้อมูลจาก http://women.mthai.com
ขอขอบคุณ -ข้อภาพจาก http://www.theonejewelry.net



Create Date : 01 กรกฎาคม 2556
Last Update : 1 กรกฎาคม 2556 10:31:51 น.
Counter : 855 Pageviews.

1 comment
แหวนแต่งงานแบบเรียบเกลี้ยง : แหวนเกลี้ยง...สัญลักษณ์ของความมั่นคงตลอดไป
แหวนแต่งงานแบบเรียบเกลี้ยง : แหวนเกลี้ยง...สัญลักษณ์ของความมั่นคงตลอดไป

แหวนเกลี้ยงสื่อถึงสัญลักษณ์ของวงกลมอันเป็นตัวแทนของคำมั่นสัญญาว่าจะมั่นคงตลอดไป รูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันมักแตกต่างกันที่ขนาดความกว้างของตัวเรือน รูปทรงการดัดโค้ง และสีสันต่าง ๆ อีกทั้งส่วนใหญ่แล้วแหวนเกลี้ยงเจ้าบ่าวมักเป็นผู้ที่สวมใส่มากกว่าเจ้าสาว :http://www.theonejewelry.net/page5.html




Create Date : 06 มกราคม 2556
Last Update : 6 มกราคม 2556 12:01:37 น.
Counter : 901 Pageviews.

2 comment
ถอดรหัสวัฒนธรรมฝรั่ง : แหวนแต่งงาน


แหวนทองกลมเกลี้ยงบนนิ้วนางข้างซ้ายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าชายหรือหญิงผู้นั้นแต่งงานแล้ว ความกลมเกลี้ยงของแหวนเป็นตัวแทนของความราบรื่นและความเป็นนิจนิรันดร์ของชีวิตคู่ แหวนวงเล็กๆ ดีไซน์เรียบง่ายแต่ความหมายไม่ธรรมดานี้มีประวัติยาวนานมานับพันปี จะมีวิวัฒนาการมาอย่างไรบ้าง ต้องลองมาอ่านกันดูค่ะ

การนำแหวนมาใช้ในพิธีแต่งงานเริ่มต้นมาจากความเชื่อเรื่องโชคลางของคนในสมัยก่อน ที่เห็นว่าอายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้นช่างสั้นนัก แต่งงานกันไปประเดี๋ยวเดียวสาวเจ้าก็ลาโลกไปซะแล้ว เจ้าบ่าวจึงนำกิ่งไม้หรือหญ้ามาผูกข้อมือหรือข้อเท้าเจ้าสาวเอาไว้เพื่อแสดงความรัก และประหนึ่งเป็นการผูกตรึงวิญญาณไว้ไม่ให้หลุดลอยออกจากร่างไปก่อนเวลาอันควร และต่อมาก็ค่อยๆ พัฒนามาเป็นการสวมแหวนไว้ที่นิ้วมือ

โดยแหวนแต่งงานที่มีประวัติเก่าแก่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 5,000 ปีก่อน ในวัฒนธรรมอียิปต์ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานซึ่งปรากฏในอักษรภาพโบราณ วงแหวนที่ถูกใช้แสดงความผูกพันเสน่หาที่เจ้าบ่าวมีต่อเจ้าสาวจะทำจากหญ้าแห้วหมูหญ้าปาปิรุส หรือต้นอ้อ ที่ถักทอเป็นวงแหวน ต่อมาในช่วงสองร้อยปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวโรมันรับเอาวัฒนธรรมนี้มา แล้วปรับเปลี่ยนเป็นแหวนโลหะเพื่อความคงทนยิ่งขึ้น เจ้าบ่าวโรมันนิยมมอบแหวนทองให้กับเจ้าสาวของพวกเขา แต่แหวนนี้จะถูกสวมใส่เฉพาะเมื่ออยู่นอกบ้านเท่านั้น เพราะราคาค่างวดของมันสูงเกินจะเสี่ยงต่อการบุบสลายจากงานบ้านงานเรือน

ดังนั้น เจ้าบ่าวชาวโรมันจึงต้องมีแหวนสำรองแบบสะเทินน้ำสะเทินบก (และผงซักฟอก) ให้เจ้าสาวใส่ทำงานบ้านอีกหนึ่งวง ซึ่งต้องทำจากเหล็กแถมยังเป็นแหวนรูปกุญแจ แล้วก็ถูกใช้เป็นกุญแจจริงๆ ซะด้วย แม้กุญแจนี้จะเป็นแบบเรียบง่ายและไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่นัยสำคัญที่แฝงอยู่นั้นคือการที่สาวเจ้าเป็นผู้ถือครองกุญแจสำหรับไขสมบัติพัสถานทั้งหมดของสามีเธอนั่นเอง

ส่วนการสวมแหวนแทนใจในพิธีแต่งงานของศาสนาคริสต์เริ่มต้นขึ้นในช่วงประมาณปี ค.ศ.860 และตอนนั้นก็ยังไม่ใช่แหวนทองกลมเกลี้ยงอย่างในปัจจุบัน แต่เป็นแหวนดีไซน์หรูหรา ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาสุดอลังการสลักเสลารูปทรงต่างๆ ไว้ด้วย เช่นรูปนกเขา แต่ระยะแรกยังไม่ได้รับความนิยมจากชาวคริสต์ทั่วไปสักเท่าไร กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนเข้าสู่ศตวรรษที่ 13 แหวนแต่งงานก็เริ่มเข้าสู่ยุคบูมสุดขีด โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์หนุ่มๆ ที่กำลังจะแต่งงานเชื่อว่ามันคือ "must have item" หรือของที่ขาดไม่ได้ประจำซีซันเลยทีเดียว ขนาดว่าถ้าไม่มีเงินไปซื้อหา ก็ต้องไปขอแปะเงินเช่ามาให้จงได้

จนกระทั่งช่วงปี ค.ศ. 1500 การสวมแหวนในพิธีแต่งงานก็ถูกประกาศใช้เป็นเรื่องเป็นราวเสียเลยโดยพระโอรสของกษัตริย์เฮนรี่ที่แปด (Henry VIII) พระองค์ทรงเขียนหนังสือเรื่อง "The Book of Common Prayer" ซึ่งกำหนดธรรมเนียมการแลกคำสัตย์ปฏิญาณสำหรับคู่สมรสอังกฤษชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์สมัยใหม่ และระบุไว้ว่าจะต้องมีการสวมแหวนบนนิ้วของเจ้าสาวด้วย

แล้วทำไมต้องเป็นนิ้วนางข้างซ้ายด้วยล่ะ อันนี้มีคำอธิบายจากหลายแหล่งที่มาค่ะ บ้างก็ว่ามีเส้นเลือดหรือเส้นประสาทหนึ่งที่วิ่งตรงจากนิ้วนางข้างซ้ายผ่านเขา้ สหูั่วใจพอดี นิ้วนี้จึงเหมาะเป็นทูตแห่งความรักและการสวมแหวน บ้างก็ว่ามือซ้ายเป็นข้างที่ถกู ใชน้ ้อยกว่ามือขวา แล้วนิ้วนางก็น่าจะเป็นนิ้วที่รองรับแหวนได้ดีที่สุดเนื่องจากถูกห้อมล้อมปกป้องโดยนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วก้อย บ้างก็ว่ามือซ้ายเป็นมือที่แสดงให้เห็นว่าภรรยามีสถานภาพด้อยกว่าผู้เป็นสามี และสำหรับพิธีแต่งงานของชาวคริสต์นั้น บาทหลวงจะนำแหวน (ซึ่งในระหว่างพิธีจะถูกเก็บรักษาไว้โดยเพื่อนเจ้าบ่าวก่อน) มาแตะที่นิ้วชี้ของเจ้าสาว พร้อมกับเอ่ยว่า "ในนามของพระบิดา พระบุตร พระจิตร..." พลางไล่แหวนไปยังนิ้วกลาง และจบลงที่นิ้วนาง ดังนั้นนิ้วนางจึงเป็นนิ้วสำหรับการสวมแหวนพอดี

แม้แหวนแต่งงานจะนิยมสวมกันที่นิ้วนางข้างซ้าย แต่ในบางวัฒนธรรมก็ไม่เป็นเช่นนั้นเช่น ประเทศอิหร่าน ปากีสถานชิลี สเปน กรีซ เวเนซูเอล่า รวมทั้งประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออกทีนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกนิยมสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วนางข้างขวา บางพื้นที่ของอินเดียนิยมให้หญิงสาวสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วเท้าแทน และบางทีก็ใส่ที่นิ้วนางข้างขวา หรือไม่ก็ใส่ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้าเลย ส่วนชาวรัสเซียและผู้ที่นับถือศาสนายูดาห์ (Judaism) มักสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วชี้ นอกจากนี้ในประเทศโรมาเนียยังมีแนวคิดกิ๊บเก๋สำหรับคู่รักยืนยง เมื่อครบรอบการใช้ชีวิตคู่เป็นปีที่ยี่สิบห้า เขาจะซื้อแหวนเงินอีกวงให้กันและกันแล้วสวมไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย ซ้อนคู่แหวนทองวงเดิม คาดว่าวิธีนี้คงช่วยเพิ่มดีกรีความหวานและความผูกพันในชีวิตคู่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทุกครั้งที่ได้ก้มมองนิ้วมือตัวเองน่าอิจฉาจริงๆ ค่ะ

การสวมแหวนแต่งงานระยะแรกๆ นั้นเป็นธรรมเนียมสำหรับฝ่ายหญิงเท่านั้น นึกๆ ไปก็เหนื่อยใจแทนสาวๆ ยุคเก่าก่อนนะคะ มีสารพัดวิธีที่หนุ่มๆ สรรหามาประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่าพวกเธอถูกจับจองเป็นเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการสวมแหวน การเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและทรงผม หรือการสวมใส่เครื่องประดับชิ้พิเศษอื่นๆ บนเรือนร่างไปจนถึงการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อแซ่แต่หนุ่มๆ เหล่านั้นกลับปรากฏตัวต่อสาธารณชนประหนึ่งพวกเขายังไร้มลทินและพันธะโสดสนิทชนิดไม่เค้นให้ตายก็ไม่ยอมปริปาก

อย่างไรก็ตามโชคดีที่มีบริษัทจำหน่ายเครื่องประดับแห่งหนึ่งของอเมริกาออกแคมเปญรณรงค์ให้คู่รักที่กำลังจะสมรสซื้อแหวนแต่งงานเป็นคู่สำหรับทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว แคมเปญนี้เป็นกลวิธีที่ถูกส่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซานิ่งสนิทจากพิษของยุคดีเพรสชั่น (Depression) ในอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 1930 และยุคสงครามโลกครั้งที่สองในช่วงทศวรรษที่ 1940 แล้วแคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วย โดยเฉพาะผลพวงของสงครามโลกนี่แหละค่ะที่ทำให้คู่รักหนุ่มสาวต้องพลัดพรากจากกันไกล เมื่อชายหนุ่มต้องไปปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติ แหวนแต่งงานบนนิ้วของฝ่ายชายจึงชวนให้พวกเขาระลึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขในชีวิตสมรส และเป็นกำลังใจให้เร่งกลับไปพบหน้าภรรยาสุดเลิฟอีกครั้งในเร็ววัน ด้วยวิกฤตที่ถูกพลิกเป็นโอกาสทางธุรกิจดีๆ แบบนี้สาวๆ ทั่วโลกในปัจจุบันก็เลยพลอยได้รับอานิสงส์ผลบุญที่ตกทอดมาด้วย อย่างน้อยก็มีสัญลักษณ์สักชิ้นให้เราได้คัดแยกจำแนกชายโสดและไม่โสดเข้าหมวดเข้าหมู่ได้ถูกไม่มากก็น้อยละนะ

แต่จะว่าไปแล้วแก้วแหวนเงินทองสุดท้ายก็เป็นของนอกกาย สมบัติพัสถานใดก็ไม่สามารถชี้วัดความจริงแท้และความดีงามที่อยู่ข้างในตัวคนได้ บางครั้งที่ตาเราเห็นว่ามี ความจริงอาจจะไม่มี และบางครั้งที่ตาเราไม่เห็นสักสิ่งใด ความจริงอาจจะมีมากมายเหลือคณานับ แล้วเพื่อนๆ จะเลือกสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาหรือสัมผัสได้ด้วยใจล่ะคะ




Create Date : 16 มิถุนายน 2555
Last Update : 16 มิถุนายน 2555 19:03:06 น.
Counter : 1039 Pageviews.

1 comment
10 อันดับ เพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก

10. The Millennium Star



หนัก 203.04 กะรัต ก้อนก่อนเจียระไน หนักถึง 777 กะรัต พบในปี 1990 ที่สาธารณรัฐซาเอีย (ตอนกลางของแอฟริกาครับ) ราคาไม่สามารถประเมินได้ แต่วงประกันสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์เลย..

9. The Red Cross
diaiam.com : top 10 bigest diamond (the red cross)
เพชรสีเหลือง น้ำหนัก 205.07 กะรัต ก่อนเจียระไนหนัก 375 กะรัต พบที่เหมืองคิมเบอร์ลีย์ (แอฟริกาตอนใต้) ปี 1901 ส่วนชื่อเพชรมาจาก the British Red Cross Society

8. The De Beers

พบที่เหมืองคิมเบอร์ลีย์ปี 1888 น้ำหนักก่อนเจีย 428.50 กะรัต เส้นผ่าศุนย์กลางวัดได้ถึง 47.6 มิลลิเมตร หลังเจียรหนัก 234.65 กะรัต Maharaja of Patiala ทรงซื้อเพชรนี้ไปในงานแสดงที่ปารีส ซึ่งในปี 1928 Cartier ได้รับเกียรติให้นำเพชร มาทำเป็นสร้อยคอชื่อ the Patiala Necklace ซึ่งสร้อยคอนี้มีเพชรอื่นๆนำมาประดับด้วยถึง2,930ชิ้น น้ำหนักรวม 962.25 กะรัต ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเพชรนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ไหน (unknown) หรืออยู่ที่ใคร

7. The Jubilee

เพชรไม่มีสี น้ำหนักหลังเจียร 245.35 กะรัต (ก่อนเจียร 650.80 กะรัต) ถูกพบในเหมือง Jagersfontein Mine ในปี 1895 ถือว่าเป็นเพชรที่มีบริสุทธิ์มาก ในตอนแรกเพชร(the Diamond Jubilee of Queen Victoria)นี้จะถูกถวายให้กับสมเด็จพระ นางเจ้าวิคตอเรีย แต่ก็ถูกล้มเลิกไป (ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่กับเจ้าของ) ต่อมาเพชรถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น The Julibee เพื่อระลึก ถึงวโรกาสในงานเฉลิมฉลองคพระชนม์มายุครบ 75 พรรษาของพระราชินี (สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียพระราชินีปกครองประ เทศอังกฤษในช่วงปีค.ศ 1819-1901 และปกครองอินเดียในช่วงปีค.ศ 1876-1901)

6. The Centenary

ถูกพบในเหมืองพรีเมียร์ในปี 1986 น้ำหนักก่อนเจียระไน 599 กะรัต หลังเจียหนัก 273.86 กะรัต (39.90 × 50.50 × 24.55 mm) มีมุมทั้งหมด 247 มุม (ไม่เคยมีใครเจียได้มุมเยอะมากขนาดนี้มาก่อน) ซึ่งทำให้เพชรส่องประกายแวววาวเป็นพิเศษ(ถูกใจไฮโซ อีกแล้ว) มูลค่าของเพชรไม่สามารถประเมินได้แต่มีวงประกันมากถึง 100 ล้านดอลลาร์ ในปี 1991

5. The Spirit of de Grisogono

น้ำหนักเพชร 312.24 กะรัต (น้ำหนักก่อนเจีย 587กะรัต) ถือว่าเป็นเพชรสีดำที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของบรรดา เพชรด้วยกัน) ประดับด้วยทองคำขาวและเพชรสีขาวน้ำหนักรวมถึง 36.69 กะรัต ถูกพบเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ตอนกลาง ทางตะวันตกของแอฟริกาก่อนที่จะนำเข้ามาที่สวิตเซอร์แลนด์

4. The Cullinan II

เพชรเม็ดโตขนาด 317.40 กะรัต ซึ่งประดับอยู่บนมงกุฏ the Imperial State Crown of Great Britain เพชรนี้ถูกแบ่งออกมา จากเพชรก้อนเดิมน้ำหนัก 3106 กะรัต หรือน้ำหนัก 1 1/3 ปอนด์ (O_o ใหญ่โตอะไรจะปานนี้โฮะๆๆ) ชื่อของ เพชรถูกตั้งให้ เป็นเกียรติแก่ Sir Thomas Cullinan ผู้บุกเบิกเหมืองที่ค้นพบเพชรนี้

3. The Incomparable

น้ำหนัก 407.48กะรัต เพชรก่อนเจียหนัก 890 กะรัต ถูกพบที่เมือง Mbuji Mayi สาธารณรัฐคองโกในปี 1980 เพชรที่บริสุทธิ์ และไม่มีตำหนิเลย วัดได้ 53.90 × 35.19 × 28.18 mm.

2. The Cullinan I - aka the Star of Africa

เพชรทรงลูกแพร์น้ำหนัก 530.20 กะรัต (53x44x29 mm.) ได้ชื่อว่าเป็น the Star of Africa ถูกเรียกว่า Cullinan I เพราะตัด แบ่งมาจากก้อน 3106 กะรัต (ก้อนเดียวกับที่ตัดแบ่งเพชรอันดับที่ 4 ของโลก) เพชรนี้ถูกนำมาประดับมงกุฏพระราชาเอ็ดเวิร์ด ปัจจุบันถูกนำมาจัดแสดงไว้ที่ the tower of London มูลค่าของเพชรโดยประมาณอยู่ที่ 400 ล้านดอลลาร์

1. The Golden Jubilee


เพชรสีทองน้ำหนัก 545.67 กะรัต เป็นเพชรน้ำงาม ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกพบที่เหมืองพรีเมียร์ทางแอฟริกาตอนใต้ ปี 1985 เพชรนี้ถูกนำมาถวายให้กับกษัตริย์ของไทยในปี 1997 เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกครองราชย์ครบ 50 ปี ชื่อของเพชรเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า the Unnamed Brown



ขอบคุณข้อมูล: www.toptenthailand.com





Free TextEditor



Create Date : 23 กันยายน 2554
Last Update : 23 กันยายน 2554 21:17:54 น.
Counter : 597 Pageviews.

0 comment
ความหมายของสีของชุดเจ้าสาว
สีของชุดเจ้าสาว: 
ความนิยมในชุดเจ้าสาวสีขาวนั้นมีที่มาหลายตำนานสุดแต่ใครจะเชื่อเรื่องไหน บ้างก็บอกว่าสีขาวเป็นสีแห่งความสุขมาตั้งแต่สมัยกรีก แต่ตำนานอื่น ๆ บอกว่าเจ้าหญิง และพระราชินี ทรงเป็นผู้นำแฟชั่นชุดเจ้าสาวสีขาว พริ้นเซสและควีนองค์ดังของยุโรปอย่างเช่น เจ้าหญิงแอนน์ แห่งบริตตานี สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย และพระชายาของ นโปเลียนที่ 3 ล้วนแต่ทรงชุดขาวล้วนในพระราชพิธีอภิเษกสมรส แล้วหญิงสาวทั่วไปก็เลยยึดถือเป็นแบบอย่าง< โดยก่อนหน้านั้นเจ้าสาวจะเลือกสวมชุดสีอะไรก็ได้ แต่มีข้อห้าม ที่เชื่อกันอยู่ว่า








สวมชุดสีขาวแต่งงาน      คือการเลือกคู่ครองที่ถูกต้อง   
สวมชุดสีเทาแต่งงาน      คือการเดินทางยาวไกล   
สวมชุดสีดำแต่งงาน       คือยากกลับเป็นสาวใหม่     
สวมชุดสีแดงแต่งงาน     คือจะอยากตายให้แล้วไป   
สวมชุดสีเขียวแต่งงาน    คือจะอับอายไม่อยากพบผู้ใด   
สวมชุดสีฟ้าแต่งงาน      คือจะซื่อสัตย์ตลอดกาล   
สวมชุดสีมุกแต่งงาน      คือชีวิตจะพาวุ่นวาย   
สวมชุดสีเหลืองแต่งงานเหมือนอายที่เจ้าบ่าวไม่ดีพอ  
สวมชุดสีน้ำตาลแต่งงาน       คือจะได้อยู่ในเมือง   
สวมชุดสีชมพูแต่งงานความสนุกสนานจะลดลง   
ชุดสีเขียวน่าอายเพราะเหมือนเจ้าสาวปล่อยตัวเกลือกกลิ้งจนมีรอยหญ้าเปื้อน









Free TextEditor



Create Date : 20 สิงหาคม 2554
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 14:54:30 น.
Counter : 768 Pageviews.

1 comment
1  2  

tar na
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]









เพชรแท้ย่อมส่องแสงเจิดจรัส แม้อยู่ในที่มืด


เปรียบเสมือนคนดี ย่อมเปล่งประกายความดี แม้ตกอยู่ในดงโจร


 


Facebook :  https://www.facebook.com/theonejewelry


หน้าร้าน : เซ็นทรัลรามอินทรา ชั้น 1 จันทร์ – เสาร์ เวลา 11.00 – 20.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์)


เว็บไซต์ : http://www.theonejewelry.net



tar tar สวัสดีค่ะ
New Comments
Group Blog
MY VIP Friend