...Snow in Neldoreth...
Group Blog
 
All blogs
 

กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ต

ไม่นานนี้ได้ไปทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์งานเขียนบนอินเตอร์เน็ต (อีกแล้ว) เลยไปคุ้ยหากระทู้เก่าที่ตัวเองเคยแจ้งความฟ้องร้องส่งไปให้เพื่อนอ่าน จะได้ไม่ต้องกลัวการแจ้งความฟ้องร้อง คิดแล้วก็เก็บเอามาใส่ในบล็อกตัวเองดีกว่า จะได้หาง่ายๆ หน่อย

เหตุเกิดเมื่อปลายปี พ.ศ. 2549 คดีสิ้นสุดราวปลายปี 2550

++++++++++++++++++++++++++++++

กรณีศึกษา .. กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ต .. (ขั้นตอนการดำเนินการอย่างละเอียด ตั้งแต่ แจ้งความ ถึง ปิดคดี)

จาก http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/11/K5995768/K5995768.html

สวัสดีค่ะ

เราเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตเสมอ จนวันหนึ่งเราก็ได้ประสบกับตัวเอง จึงขอนำมาเล่าไว้เป็นกรณีศึกษา ให้แก่ท่านอื่นๆ ได้ใช้เป็นข้อมูลค่ะ

เราทำเว็บส่วนตัวเอาไว้เว็บหนึ่ง เป็นเว็บเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับนักประพันธ์ท่านหนึ่งในอดีต ในเว็บจะมีข้อมูลชีวประวัติ ผลงานต่างๆ และมีบทความส่วนตัวที่เราเขียนเล่าถึงผลงานแต่ละชิ้นของท่าน โดยใส่ความเห็นส่วนตัวลงไปด้วย (เพราะเราไม่ค่อยเห็นด้วยกับข้อสรุปในทางวิชาการเท่าไหร่) แม้แต่ชีวประวัติของท่าน เรายังเขียนไม่ตรงกับข้อมูลทางวิชาการเลย เอิ๊กๆ

มาวันหนึ่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว เราบังเอิญไปพบเว็บมูลนิธิแห่งหนึ่ง (ต่อไปขอเรียกว่า เว็บมูลนิธิฯ) ซึ่งจัดทำเผยแพร่กิตติคุณของนักประพันธ์ท่านนี้เหมือนกัน แน่นอนว่าเว็บนี้ไม่ได้ทำเพื่อแสวงหากำไร แต่ที่น่าตกใจคือ เว็บนี้ก๊อปปี้บทความของเราที่เขียนเล่าถึงผลงานต่างๆ เอาไปลง แบบทุกตัวอักษร (รวมทั้งความเห็นส่วนตัวที่ไม่ตรงกับข้อสรุปทางวิชาการด้วย เวรกรรม) แถมยังใส่ "copyright" เอาไว้ด้วยแน่ะ

แบบนี้ ถ้าปล่อยไปสักพักหนึ่ง คนอาจจะเข้าใจไปว่า ตัวเราเองเป็นคนไปก๊อปปี้บทความอันนั้น มาจากเว็บมูลนิธิฯ ก็ได้?!

เราหาทางติดต่อกับทางมูลนิธิฯ โดยผ่านทางน้องสาวคนหนึ่งในถนนนักเขียน น้องสาวท่านนั้นได้หาทางส่งข่าวไปให้กับผู้อำนวยการทราบ ผ่านทางรุ่นพี่อีกท่านหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็รอ แต่เวลาผ่านไปเป็นเดือน ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เราจึงขอเบอร์โทรติดต่อเพื่อโทรไปคุยเอง

ผอ.เว็บนั้น รับสายดีมาก และแจ้งเราว่า ทราบเรื่องหมดแล้ว จะจัดการแก้ไขลงเครดิตให้เรียบร้อย เราก็วางใจ

รอไปอีกเป็นเดือน เว็บยังเป็นเหมือนเดิม จะหมดอายุความอยู่แล้ว เราจึงไปแจ้งความไว้ที่ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) http://www.ecotecpolice.com/ อยู่ที่ถนนสาทรเหนือ จากสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ลงฝั่งอาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ เดินไปทางแยกนราธิวาส ถึงแยกเลี้ยวซ้าย เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

**ข้อเตือนใจที่ 1**
รีบไปแจ้งความฟ้องร้องภายในเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ทราบเรื่อง


เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความช่วยเหลือดีมากๆ และให้คำแนะนำหลายอย่าง แต่เราต้องจัดทำเอกสารไปให้เรียบร้อยนะ โดยการ print screen หน้าที่มีการลอก และหน้าต้นฉบับ วางเทียบกันหน้าต่อหน้า ใช้ปากกามาร์คเกอร์ระบายสีส่วนที่ก๊อปปี้ไปด้วย รวมทั้งหลักฐานที่แสดงว่าเราเป็นเจ้าของผลงานต้นฉบับ เตรียมไปให้เรียบร้อยนะ

เมื่อคุณตำรวจตรวจสอบดูแล้วว่า เราเป็นเจ้าของผลงานต้นฉบับจริง และมีการละเมิดเกิดขึ้นจริง ก็จะรับคำร้องไว้ จากนั้นเราก็รอค่ะ

ตรงนี้บางคนอาจจะคิดว่า เว็บไม่แสวงหากำไรสักหน่อย ฟ้องได้ด้วยเหรอ ก็เลยอยากมาเล่าให้เป็นกรณีศึกษาไงคะ ถึงแม้ผู้ที่ลอกเราไป จะไม่ได้นำไปแสวงหากำไรก็จริง แต่เรามีสิทธิ์ทุกประการในงานของเราเอง สิทธิ์ที่ว่านั้นรวมถึงสิทธิ์ในการแก้ไขดัดแปลง ทำสำเนา และเผยแพร่ด้วย ใครจะมาทำสำเนาและเอาไปเผยแพร่โดยที่เราไม่อนุญาตไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น เว็บนี้เป็นของมูลนิธิ... ซึ่งนับว่าเป็นสถาบันหลักแห่งหนึ่งในวงการวรรณกรรม จึงสมควรดำเนินการให้เหมาะสมและถูกต้อง สถาบันหลักเองยังไปลอกข้อมูลมาจากเว็บอื่น (แล้วเอามาใส่ copyright เอง?!) วงการวรรณกรรมคงไม่เหลืออะไรแล้ว

**ข้อเตือนใจที่ 2**
แม้การก๊อปปี้นั้นจะไม่ได้นำไปเพื่อแสวงหากำไร เช่นเอาไปโพสต์ในบล็อก ในเว็บ หรืออะไรก็ตาม เจ้าของผลงานย่อมมีสิทธิ์ทุกประการในการอ้างสิทธิ์ของตัวเอง


ผ่านไปประมาณ 2-3 อาทิตย์ เราได้รับอีเมล์จากเว็บมาสเตอร์ของเว็บมูลนิธิฯ นั้น ชี้แจงว่าเขาไม่ทราบเลยว่าข้อมูลที่นำมาแสดงเป็นข้อมูลที่ลอกมาจากเว็บอื่น เพราะเขาได้รับข้อมูลเหล่านั้นมาจากทางมูลนิธิฯ เอง

เวลาเดียวกันนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จาก ผอ.มูลนิธิ มาบอกเราว่าเขาได้รับหมายจากทางตำรวจ และได้สั่งปิดเว็บไปแล้ว พร้อมทั้งต่อว่าต่อขานเว็บมาสเตอร์ของเขาเองหลายประการ ว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหนเขาไม่รู้เรื่องเลย

ทำไมพูดไม่ตรงกันละเนี่ย โอเคไม่เป็นไร เราไม่สนใจหรอกว่าใครจะเอาอะไรมาจากไหน แก้ไขให้ถูกต้องก็พอ เราอธิบายจุดยืนของเราให้ท่าน ผอ. ฟัง และบอกว่า เราไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร ขอเพียงให้มีการลงเครดิตบทความให้ถูกต้อง ทำลิงก์กลับมาที่ต้นฉบับให้เรียบร้อย เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำหรับวงการวรรณกรรมเท่านั้น

ท่าน ผอ. บอกว่า เขาตั้งใจจะโละเว็บนี้ทิ้ง และทำใหม่หมดอยู่แล้ว เพราะเว็บเดิมทำไว้ไม่ดีเลย บลาๆๆ (ตำหนิเว็บมาสเตอร์ของตัวเองต่อ) และจะไม่ใช้บทความของเราด้วย แต่จะลงขอโทษให้ และจะส่งจดหมายขอโทษมาให้เราด้วย เราบอกว่า ไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร (จริงๆ ก็ไม่ควรใช้อยู่แล้วแหละ เพราะบทความของเราไม่ค่อยตรงตามข้อมูลทางวิชาการนัก) ถ้าอย่างนั้นก็ส่งจดหมายมาก็แล้วกัน

รอไปอีกพักใหญ่ ไม่มีจดหมายขอโทษส่งมา มีแต่อีเมล์ฉบับหนึ่ง ส่งมาจาก สยามกีฬาฟุตบอลsomething@yahoo.com (เมล์สมมุติ) แสดงความขอโทษ และลงชื่อ ผอ.

โอมายก็อด คิดได้ไงเนี่ย ส่งจดหมายขอโทษมาทางฟรีอีเมล์ที่ระบุตัวตนไม่ได้?!

เรารออีกพักใหญ่ หวังว่าจะมีจดหมายเป็นทางการตามมา แต่ก็ไม่มี จึงโทรไปทวง ท่าน ผอ. บอกว่า ก็ส่งเมล์มาแล้วไง เราบอกไปว่ามันใช้ไม่ได้หรอก มันเป็นฟรีอีเมล์ เราต้องการจดหมายที่เป็นรูปธรรม เป็นทางการ ท่านรับปากว่าจะส่งมาใหม่ แล้วก็เงียบหายไปอีก

ดังนั้นเราจึงส่งจดหมายลงทะเบียน EMS ไปยังมูลนิธิฯ ขอให้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ นอกจากการลงเครดิตบทความให้เรา และลงข้อความขอโทษบนเว็บมูลนิธิแล้ว ให้ลงขอโทษบนเว็บบอร์ดสาธารณะอีกอย่างน้อยสามแห่งด้วย

เอาละค่ะ คราวนี้ ผอ. ท่านส่งจดหมายขอโทษตอบกลับมาอย่างยาวเหยียด ที่เราอ่านแล้วอยากเอาหัวโขกกำแพงด้วยความสับสนว่า ตกลงเราเป็นฝ่ายผิดที่อ้างสิทธิ์ในงานของตัวเอง และสมควรขอบพระคุณเขาที่ช่วยเผยแพร่ผลงานของเรา (ภายใต้ copyright ของเขา) ใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ดี ในจดหมายนั้นก็ยังเขียนไว้ว่า จะจัดการขอโทษและลงเครดิตบทความให้ แต่จะลงเฉพาะในเว็บมูลนิธิฯ เท่านั้น จะไม่ลงในเว็บบอร์ดสาธารณะ เราคิดว่ายอมรับได้ และได้โทรศัพท์คุยกันอีกครั้ง ผอ.รับปากว่าจะทำเว็บใหม่ให้เสร็จภายในเดือนเมษายน ขอให้เราไปถอนแจ้งความก่อน

แต่เราไปปรึกษากับคุณตำรวจ และได้รับคำแนะนำว่า หากเราถอนแจ้งความแล้ว ฝ่ายโน้นทำเฉยๆ ไม่แก้ไขอะไร เราก็จะทำอะไรไม่ได้แล้วนะ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจรอให้มีการแก้ไขเกิดขึ้นเสียก่อน จึงค่อยไปถอนแจ้งความ

เวลาล่วงเลยไปหลายเดือน ในที่สุดเว็บมูลนิธิฯ ก็กลับขึ้นมาออนไลน์อีกครั้ง โดยมีหน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ เว้นแต่เพียงหน้าที่ลิงก์ไปยังบทความที่ลอกของเรามาเท่านั้น ที่เป็นลิงก์เปล่าๆ ไม่มีข้อมูล

สรุปก็คือ ยังไม่ได้แก้ไขนั่นเอง ตอนนั้นนึกดีใจว่า ดีนะเนี่ย ที่ไม่ใจอ่อนถอนแจ้งความไปเสียก่อน

**ข้อเตือนใจที่ 3**
อย่าใจอ่อน


เราพยายามเข้าไปตรวจเช็คเรื่อยๆ ว่า เว็บได้มีการแก้ไขตามที่รับปากไว้หรือยัง เพราะถ้าแก้ไขเมื่อไหร่ เราก็จะรีบไปถอนแจ้งความเมื่อนั้น แต่ก็ไม่มีการแก้ไขใดๆ ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีหน้าบทความอีกแล้ว (เหลือแต่ลิงก์เปล่าๆ) อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีหน้า เชิงอรรถ เล็กๆ เพิ่มขึ้นมาบนเมนู ขอบคุณแหล่งข้อมูลมากมาย และมีชื่อ+เว็บของเรา เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลเหล่านั้น

ขอบคุณทำไม? เนื่องในโอกาสอะไร? แล้วคำขอโทษกับเครดิตล่ะ? เมื่อเป็นอย่างนี้เราจึงรอต่อไป

เป็นที่น่ายินดีว่าทางคุณตำรวจมิได้ทอดทิ้ง ยังคงติดตามคดีให้เราอย่างต่อเนื่อง ปลายเดือนสิงหาคม เราได้รับโทรศัพท์จาก ผอ.ท่านใหม่ ของมูลนิธิฯ ซึ่งพยายามมาไกล่เกลี่ยประนีประนอม และยังเอ่ยคำขอโทษแทนเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด (ทั้งที่ท่านเพิ่งทราบเรื่อง และไม่ได้ทำอะไรผิด) น่าเสียดายว่าทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะเว็บถูกหมายสั่งปิดไปเสียแล้ว?!

เราเรียนท่าน ผอ. ท่านใหม่ไปว่า เราไม่ทราบเรื่องการปิดเว็บ และเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะทำยังไง เพราะอันที่จริงเราไม่ได้ต้องการให้ปิดเว็บ เราแค่ขอให้มีการดำเนินการอย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นเว็บหลักทางด้านวรรณกรรมเท่านั้นเอง

จากนั้นเราได้รับโทรศัพท์จากทางตำรวจ อธิบายให้เราฟังว่าได้ดำเนินการอย่างไรไปบ้าง กล่าวคือ ทางตำรวจได้ขออนุญาตสืบไอพี จนได้ชื่อผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งของเว็บมูลนิธิฯ มาแล้ว ทางเว็บโฮสติ้งจะมีความผิดร่วมด้วยในฐานะยินยอมให้มีการเผยแพร่ผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์

ทางเว็บโฮสติ้งจึงเป็นฝ่ายมาขอประนีประนอม โดยให้ความร่วมมือแก่ทางตำรวจ ระงับการใช้งานเว็บมูลนิธิฯ โดยสิ้นเชิง เพื่อไม่ให้มีการเผยแพร่งานที่ละเมิดลิขสิทธิ์อีกต่อไป คุณตำรวจจึงโทรมาสอบถามเราว่า ยอมรับได้หรือไม่

ขอเรียนไว้ที่นี้ว่า เราซาบซึ้งมาก ที่ทางตำรวจติดตามคดีนี้โดยมิได้ละทิ้ง ทั้งที่เวลาก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว และนี่ก็เป็นแค่คดีเล็กๆ คดีหนึ่งเท่านั้นเอง เราเห็นว่า ทางมูลนิธิเอง โดย ผอ.ท่านใหม่ ก็กระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และการระงับการเผยแพร่เว็บเดิม ก็น่าจะพอสมควรแล้ว จึงได้ไปถอนแจ้งความ เป็นอันปิดคดีไปแล้วเรียบร้อย

+ + + + + + +

ขอขอบพระคุณ
พ.ต.ต.หญิง ณภัชนันท์ กวยธารา
พ.ต.ท.กิตติชนม์ สมบุญนา
แห่งกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) ที่ได้ช่วยรับเรื่องและติดตามคดีมาจนถึงที่สุด ทำให้ประชาชนตัวเล็กๆ อุ่นใจจริงๆ ที่สิทธิในการสร้างสรรค์ผลงานของเรา ก็ได้รับความคุ้มครองเป็นอย่างดี

บทสรุป

เมื่อรู้ตัวว่าถูกละเมิดลิขสิทธิ์

- พึงสังวรณ์ไว้ว่า .. การดำเนินการปกป้องสิทธิในผลงานของเรานั้น ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยแม้แต่น้อย ..

- โปรดจัดเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้เรียบร้อย (เห็นใจคุณตำรวจด้วย) โดย print หน้าที่คัดลอก กับหน้าต้นฉบับ เปรียบเทียบกับหน้าต่อหน้า ใช้ปากกามาร์คเกอร์ระบายสีส่วนที่ก๊อปปี้งานของเราไปให้ชัดๆ

- เตรียมเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าเราเป็นเจ้าของผลงานต้นฉบับไปด้วย

- ถ้าช่วยหาชื่อผู้ละเมิดไปให้คุณตำรวจได้ จะลดขั้นตอนงานของคุณตำรวจไปได้มาก

- ไปแจ้งความฟ้องร้องภายใน 3 เดือนนับแต่ทราบ ไม่ต้องกังวลว่าจะวุ่นวายอะไรมากนัก เพราะไม่วุ่นวายเลย แต่จะยุ่งตอนเตรียมเอกสารหลักฐานในช่วงแรกเท่านั้น ถ้าคุณตำรวจพิจารณาหลักฐานว่าถูกต้องครบถ้วน รับแจ้งความไว้แล้ว ก็หายห่วง

- ถ้าเกิน 3 เดือนจะทำยังไง? แม้เกิน 3 เดือนก็ยังแจ้งความฟ้องร้องได้ ภายใน 1 ปี แต่จะเป็นคดีแพ่ง ซึ่งเราต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างทนายเอง แต่ถ้าแจ้งความภายใน 3 เดือน เป็นคดีอาญา คุณตำรวจจะดำเนินเรื่อง จัดทำสำนวน เพื่อส่งให้อัยการสั่งฟ้องค่ะ


.. อย่าลืมนะคะ ปกป้องลิขสิทธิ์ในผลงานของตัวเอง ง่ายนิดเดียว ..




 

Create Date : 26 เมษายน 2552    
Last Update : 26 เมษายน 2552 18:30:57 น.
Counter : 377 Pageviews.  

Anette Hattula

เมื่อวานเพิ่งดูซีรี่ส์ "24" จบ สิ่งหนึ่งที่ยังติดค้างเอามาคิดต่อ คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา กับสตรีหมายเลข 1 ของรัสเซีย คนต่างเชื้อชาติสองคนเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทกันจนสามารถไหว้วานเรื่องซีเรียสๆ ได้ (ในเรื่องคือ ผู้หญิงสองคนหารือกันเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งบอกกับสามีของตัวเองโดยตรงเพื่อลัดขั้นตอนทางการทูต) เรามานึกสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างนั้นจริงหรือเปล่า

นึกไปนึกมาเลยคิดถึงเพื่อนเก่าสมัยเด็ก ยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนเราอยู่ ม.ต้น ยุคนั้นมีกิจกรรมยอดฮิตอย่างหนึ่งคือ การมี "Penfriend" เมื่อสมัครเป็นสมาชิกองค์กรการศึกษาแห่งหนึ่งเราจะได้รับชื่อที่อยู่ของเพื่อนต่างประเทศมา 4 ชื่อที่มีความสนใจคล้ายๆ กัน ให้เขียนจดหมายติดต่อกัน เป็นการฝึกภาษาอังกฤษ

"Anette Hattula" เป็นเด็กหญิงชาวฟินแลนด์ (Finland) ที่มาเข้าโครงการหัดเขียนภาษาอังกฤษนี้เหมือนกัน เธอเป็น Penfriend คนแรกของเรา และเป็น Penfriend ที่ติดต่อกันอย่างยาวนานที่สุดเป็นเวลาหลายปี การติดต่อเริ่มขาดหายไปเมื่อเราต้องสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย

สมัยก่อนไม่มีอีเมล์ การส่งจดหมายไปต่างประเทศต้องใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน เมื่อเราได้รับจดหมาย ถ้าเขียนตอบและส่งกลับทันที ก็ต้องใช้เวลาอีก 7-10 วันกว่าอีกฝ่ายจะได้รับ และรออีก 7-10 วันกว่าเราจะได้รับจดหมายตอบ ดังนั้นในเดือนๆ หนึ่งเราจะมีโอกาสเขียนจดหมายอย่างมากที่สุดแค่ 2 ฉบับเท่านั้น

เราจึงต่างมีเรื่องให้เล่ามากมาย เล่าเรื่องโรงเรียน เล่าเรื่องบ้าน เล่าเรื่องแมวเรื่องหมา เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน จนแทบนึกภาพออกว่าแต่ละคนทำอะไรในแต่ละวัน จดหมายแต่ละฉบับจะยาวเหยียด ยาวมากกว่า 3 แผ่น เพราะเมื่อจดหมายมาถึงแต่ละครั้งก็จะได้อ่านกันอย่างจุใจ

Anette อยากเป็นพยาบาล บ้านของเธออยู่ในเมืองเฮลซิงกิซึ่งเป็นเมืองหลวง แต่เธอบอกว่าเธอมีสวนผักอยู่หลังบ้าน ปลูกผักหลายอย่าง เช่น cucumber (คำนี้จำได้แม่นจริงๆ เพราะเป็นคำที่ไม่รู้จัก 555) Anette ยังบอกให้เราเขียนจดหมายไปหาซานตาครอสด้วย เด็กๆ ในฟินแลนด์จะเขียนจดหมายไปหาซานตาครอสที่ Lapland และซานตาครอสจะมาหา เอาของขวัญมาให้ (เธอบอกอย่างนั้น) เธอให้ที่อยู่ของซานตาครอสมาและให้เราเขียนไปหาบ้าง แต่ซานตาครอสไม่ยักตอบเรา จนป่านนี้มานั่งคิดดูไม่รู้ว่า Anette แกล้งเราหรือเปล่าหว่า

ยังมี Penfriend อีกคนหนึ่งที่เราจำได้ (เรามี Penfriend ประมาณ 5 คน แต่จำคนอื่นไม่ได้แล้ว) คนนั้นชื่อว่า Annet ที่จำได้เพราะชื่อคล้าย Anette และยังอยากเป็นพยาบาลเหมือนกันด้วย Annet เป็นชาวแอฟริกาใต้ (South Africa) เธอเป็นพี่คนโต มีน้องๆ เยอะถึง 5 คน มีแม่เพียงคนเดียว ชีวิตเธอไม่สบายนัก แต่เธอตั้งใจจะสอบเข้าเรียนพยาบาลให้ได้

สิ่งที่ Annet ทำให้เราประทับใจคือ เธอส่งน้ำหอมขวดเล็กๆ (เหมือนขนาดทดลองใช้) มาให้เราสามขวดในวันเกิด เมื่อนึกถึงว่าครอบครัวเธอไม่สบายนัก แต่ยังอุตส่าห์ส่งของมาให้ สมัยก่อนค่าส่งพัสดุแพงมาก แม่เราตัดเสื้อฮาวายใช้ผ้าลายพร้อยแบบที่ใส่เล่นน้ำวันสงกรานต์ ส่งไปให้ทั้ง Annet และ Anette (ดูสิ รัก Anette นะเนี่ย จะส่งทั้งทีต้องส่งให้เขาด้วย) ค่าส่งพัสดุสามร้อยกว่าบาท แพงกว่าค่าเสื้ออีก

แต่ Annet ไม่ค่อยได้เขียนจดหมายหาเราบ่อย ตอนนั้นเราเด็ก ไม่ได้คิดอะไร มานึกตอนนี้เป็นห่วงเธอจัง ไม่รู้ว่าได้เป็นพยาบาลสมดังที่ตั้งใจหรือเปล่า

คิดถึงทั้ง Anette และ Annet อยากได้ข่าวจากทั้งสองคนอีก เสียดายที่ระหว่างย้ายบ้านสองครั้ง ไม่รู้ว่าข้าวของสมัยเด็กหายไปอยู่ที่ไหนแล้ว (หายไปหลายอย่างเลย)

ถ้าทั้งสองคนบังเอิญค้นชื่อของตัวเองในกูเกิล แล้วมาเจอบล็อกนี้เข้าก็ดีสินะ

If you happen to find this blog, Anette Hattula of Finland, and Annet of South Africa, please leave your comments here. Here's your old friend Thida from Thailand. I miss you.

ฝันลมๆ แล้งๆ เกินไปไหมเนี่ย...




 

Create Date : 05 มกราคม 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2551 0:58:02 น.
Counter : 268 Pageviews.  

โดนอีกแล้ว :: Wallpaper Tagged

ไปไงมาไงกันละเนี่ย โดนบังคับมาอัพบล็อกอีกแล้ว (เกือบหาทางเข้าไม่เจอจริงๆ นะเนี่ย งงกับเมนูตัวเอง -_-") น้องสาวคนดี Kitsunegari ส่งต่อ Wallpaper Tag มาให้ อันนี้เล่นไม่ยาก รีบเล่นเลยดีกว่า อิอิ

ให้ตอบคำถามต่อไปนี้

๑. แปะ Wallpaper ในหน้าจอคอมของตนเอง

ภาพทวิพฤกษาแห่งวาลินอร์ (จากเรื่อง The Silmarillion)




๒. บอก OS (Operation System) ของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้อยู่ เช่น Window xp , Window vista หรือ Macintosh ฯลฯ และ Resolution หน้าจอ
Windows XP 1280*1024

๓. ระบุหน่อยว่าเอารูปภาพ Wallpaper มาจากไหน
จากศิลปินแห่งบอร์ดแตงกวา น้อง Noei1984

๔. เหตุใดถึงเลือกมาเป็น Wallpaper
ประทับใจมาก สวยมาก

๕. จากนั้นหาเหยื่อ..เอ๊ยผู้โชคดีอีก 5 คนรับ tagไป
ใครดีล่ะ *หันซ้ายหันขวา*

- มม (อยากเห็นหน้าจอ ^^)
- ทค (อยากเห็นหน้าจอด้วย ^^)
- นป (คราวก่อนคนนี้ไม่โดนได้ไง)
- ทซ (คราวก่อนคนนี้ก็รอด)
- มลก (จะได้ไม่ตกเทรนด์ ^^)

ครบแล้ว อิอิ




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2550 0:39:07 น.
Counter : 1550 Pageviews.  

บล็อกแท็ก

สงสัยเพื่อนจะอยากให้เรามาปัดหยากไย่ที่นี่เสียที เลยส่งแท็กต่อมาให้เรา อ่านะ...

ถ้าเข้าใจไม่ผิด คงเป็นวิธีการส่งจดหมายลูกโซ่ในหมู่ชาวบล็อกละมั้ง งงๆ เกิดมาตรูไม่เคยคิดเลยว่าจะมาส่งจดหมายลูกโซ่กะเขาด้วย เฮอๆๆ พี่แท็กของเราคือคุณฮันโซ ปู่แท็กคือคุณปริเยศ และทวดแท็กคือคุณคนชายขอบ สาแหรก blog tag ในประเทศไทยดูได้ที่นี่ค่ะ --> blog tag trace

พี่แท็กบอกมาว่า "ตามธรรมเนียม เมื่อโดน tag แล้วก็จะต้องเล่าสิ่งที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับตนเอง 5 เรื่อง ("...sharing five things about themselves that relatively few people know...") แล้วเลือกรายชื่อผู้โชคดีต่ออีก 5 คน" อืมมม... เอา... เล่นกะเฮียเขาหน่อย

ว่าด้วยเรื่องที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับสาวน้อยร้อยแปด

1. ตอนเด็กเราสายตาปกติ แต่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุระหว่างการเล่นเกมอะไรสักอย่าง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นบัลลูน เกิดกระแทกอย่างรุนแรงที่ตาข้างขวาจนบวมเป่งลูกใหญ่กว่ามะนาว หมอบอกให้แม่คอยคั้นเอาเลือดคั่งออกจากลูกมะนาวลูกนั้นให้หมด นับแต่นั้นเราก็เลยสายตาสั้น ตาขวาสั้นมากกว่าตาซ้ายนิดหน่อย และถ้าดูดีๆ ตาขวาเราจะเป็นสองชั้นแบบเหลื่อมๆ ไม่เข้าที่ มันยังบวมอยู่เล็กน้อยจนถึงทุกวันนี้ ถ้าอยากเห็นตาสวยๆ ฉบับดั้งเดิมให้มาดูตาข้างซ้ายจ้ะ

2. ตั้งแต่เล็กจนเรียนจบปริญญาตรี เราไม่เคยไปเรียนไกลบ้านเลย สามารถเดินจากบ้านไปโรงเรียนได้ ไม่ต้องขึ้นรถ (ก็เลยขึ้นรถเมล์ไม่เป็นจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเพื่อนพาขึ้นรถเมล์ไปดูหนังที่สยาม เป็นการขึ้นรถเมล์ครั้งแรกโดยไม่มีพ่อแม่ ตื่นเต้นมาก) ตอนสอบเอนทรานซ์ อาจารย์ผู้สัมภาษณ์ถามว่า "ทำไมถึงเลือกวิศวะ จุฬาฯ" เราตอบว่า "เพราะอยู่ใกล้บ้าน" คณะกรรมการขำกันใหญ่ ก็มันจริงนี่นา ถ้าเกิดเอนท์ได้ลาดกระบัง ตรูจะไปเรียนยังไงล่ะ

3. เนื่องจากมีพื้นฐานด้านการฟ้อนรำมาตั้งแต่มัธยม เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ขณะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าชมรมอะไรดี ก็ได้ไปช่วยงานชมรมนาฏศิลป์อยู่พักหนึ่ง เข้าชมรมได้สองวัน พี่พาไปออกงานที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (รู้สึกว่าจะเป็นงานนิทรรศการของ สจพ. แล้วเชิญชมรมนาฏศิลป์ จุฬาฯ ไปแสดงบนเวที) เนื่องจากสมาชิกที่ "รำเป็น" โดยพี่ไม่ต้องสอนนั้น ไม่มีเลย

น่าเสียดายที่หลังจากงานนั้น คณะวิศวะต้องใช้ตัวเราเพื่อการแข่งขันโต้วาที เลยมัวมายุ่งอยู่ในคณะจนไม่ได้กลับไปที่ชมรมนาฏศิลป์อีก

4. ตอนอยู่ปีหนึ่ง คณะวิศวะจัดงาน "ราตรีสีเลือดหมู" เราจำไม่ค่อยได้แล้วว่ามันเป็นงานเฉพาะกิจเนื่องในโอกาสอะไร รู้แต่มีพี่นายช่างกลับมาช่วยงานกันเยอะแยะ ได้ฟังเพลงเชียร์เก่าๆ ที่ร้องด้วยท่วงทำนองไพเราะมาก น้องปีหนึ่งจำนวนหนึ่งจะถูกเกณฑ์ไปเป็นคอรัสร้องเพลงคณะ ส่วนเราได้รับเลือกให้เป็นนักร้องนำหญิง (คนเดียว) โดยมีนักร้องนำชายอีก 4 คน เป็นพี่ปีสาม การซ้อมร้องเพลงไม่เป็นเรื่องยากอะไร แต่ที่ยากกว่าคือการซ้อมถอนสายบัวและถวายคำนับ ซ้อมกันนานมาก ในคืน "ราตรีสีเลือดหมู" เราได้ร้องเพลงถวายหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระเทพฯ (ถ้าจำไม่ผิดนะ เพราะกลุ่มนักร้องนักดนตรีจะต้องอยู่หลังเวทีตลอดเลย เราจำรายละเอียดงานไม่ได้มากเท่าไหร่ ตอนยืนบนเวทีก็โดนไฟส่องจนมองข้างล่างไม่เห็นเลย) แต่นั่นเป็นการได้เข้าเฝ้าพระราชวงศ์ครั้งแรกในชีวิต ส่วนครั้งที่สองเป็นการเฝ้ารับเสด็จในงานพิธีพระราชทานปริญญา

5. เรายังเป็นนักลีลาศด้วย (นี่ตรูเรียนคณะอะไรกันเนี่ย ) เริ่มจากการเรียนวิชาเลือกเสรี ทำให้เราติดใจจนไปเรียนเพิ่มเติมตอนเย็นกับอาจารย์ เรียนไปเรียนมาอาจารย์ไม่เก็บตังค์ แต่ให้เราเป็นคนเต้นนำ สอนเด็กหัดใหม่แทนอาจารย์ แลกกับการได้ฝึกซ้อมสเต็ปใหม่ๆ กับอาจารย์และรุ่นพี่ เราได้เป็นคู่ซ้อมลีลาศให้ศิษย์ผู้มีศักดิ์ของอาจารย์หลายท่าน ที่จำได้ท่านหนึ่งเนื่องจากท่านให้นามบัตรเรามาด้วย คือ ดร.ประเทศ สูตะบุตร (เวลานั้นท่านเป็นรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน) ท่านมาเรียนกันทั้งสองสามีภรรยา เป็นคู่ที่น่ารักมาก อาจารย์ยังพาพวกเราไปออกงาน เป็นงานเลี้ยงฉลองจบของโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ เกียกกาย เราได้เป็นคู่เต้นรำกับ ผอ.โรงเรียนด้วย

เมื่อจบ ป.ตรี เราได้ไปเรียนลีลาศเพิ่มเติมกับครูลีลาศ เสียใจจังจำชื่อท่านไม่ได้ (ลูกศิษย์เวร ) จำได้แต่ว่าท่านเป็นแชมป์ลีลาศประเทศไทย พ.ศ.2512 (ก่อนตรูเกิดอีก ) และโรงเรียนของท่านชื่อ ไมตรีลีลาศ แต่ลีลาศเนี่ยเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นคู่ และต้องมีคู่ที่รู้ใจด้วย เหมือนอย่างในหนัง Shall We Dance นั่นแหละ ตอนนั้นครูบอกให้เราหาคู่ซ้อมไป ครูจะฝึกให้เราเข้าแข่งประเภทสมัครเล่น น่าเสียดายที่คุณแฟนเธอไม่สนใจลีลาศเอาเสียเลย ไม่งั้นพวกเราที่อ่านอาจมีเพื่อนเป็นแชมป์ลีลาศสมัครเล่นแล้วก็ได้ (จริงนะ ไม่ได้โม้ )

เย้ ครบห้าข้อแล้ว

แต่... ซวยล่ะ พอหันไปอีกที เพื่อนที่ยังไม่โดนแท็ก โดนแย่งแท็กไปหลายคนแล้ว

จึงขอแจ้งรายชื่อผู้โชคดี รับแท็กต่อไปดังนี้นะจ๊ะ

1. หญิงเหล็ก
2. ศาลาไทย
3. น้อง(ของ)หมา
4. ว้อบแว้บ* (ของแท้ต้องมี *)
5. biblio

โทษฐานที่รู้จักกัน ฮี่ๆๆ




 

Create Date : 08 มกราคม 2550    
Last Update : 8 มกราคม 2550 18:53:50 น.
Counter : 205 Pageviews.  

...ครั้งหนึ่ง...เมื่อได้ขับลิฟต์ถวายสมเด็จพระเทพฯ...

นึกอยากหัดทำบล็อกขึ้นมา ในวันที่นอนป่วยอยู่กับบ้าน แต่ยังไม่รู้จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรดี จนกระทั่งดูข่าวในพระราชสำนักจบ จึงนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

เมื่อสิบปีที่แล้ว (พ.ศ.2539) เป็นปีที่ธนาคารไทยพาณิชย์มีอายุครบ 90 ปี ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากสำนักชิดลม ไปยังสำนักรัชโยธิน คือสำนักงานใหญ่ปัจจุบันนี้ที่ตั้งอยู่บริเวณแยกรัชโยธิน ตัวเราเองเป็นวิศวกรอยู่บริษัทในเครือของธนาคาร มีหน้าที่ดูแลการก่อสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ตลอดทั้งไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า เมื่อการก่อสร้างสำเร็จลง ก็มีหน้าที่ดูแลงานทางด้านวิศวกรรมของกลุ่มอาคารแห่งนั้น ตลอดจนอาคารทั้งหลายในเครือของธนาคารไทยพาณิชย์ เช่น ศูนย์คอมพิวเตอร์ และศูนย์ฝึกอบรม เป็นต้น

ในปีนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงประชุมที่ธนาคาร ห้องประชุมของธนาคารนั้นอยู่ที่ชั้น 22 (เป็นคนละแห่งกับหอประชุมมหิศร ที่มักใช้จัดกิจกรรมต่างๆ อยู่เป็นประจำ) ซึ่งแน่นอนว่าพระองค์ต้องเสด็จขึ้นไปด้วยลิฟต์ ทางธนาคารมีคำสั่งลงมาว่า ให้กำกับดูแลงานระบบทั้งหมดอย่าให้ขาดตกบกพร่อง และให้มีวิศวกรเป็นผู้ควบคุมลิฟต์ถวายด้วย

ทีมวิศวกรตื่นเต้นกันมาก เพราะอาคารก็เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ยังไม่รู้ใจหรือรู้เส้นรู้สายกันกับเครื่องจักรเท่าไร จึงต้องแบ่งหน้าที่กันไปประจำตามตำแหน่งห้องเครื่องสำคัญต่างๆ เช่นห้องเครื่องไฟฟ้าหลัก ห้องเครื่องทำน้ำเย็น ห้องควบคุมอาคาร และห้องควบคุมลิฟต์ ระบบทั้งหมดถูกปลดจากการทำงานอัตโนมัติ มาเป็นการควบคุมด้วยมือ (manual) นี่แสดงว่าถึงอย่างไร คนก็ยังไว้ใจคนมากกว่าคอมพิวเตอร์อยู่ดี

เข้าใจว่า ด้วยความที่เป็นวิศวกรหญิงหนึ่งเดียวในทีมงาน เราจึงได้รับโอกาสอันสำคัญมาก และถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งในชีวิต เพราะพี่ผู้จัดการเสนอให้เราเป็นผู้ควบคุมลิฟต์เสด็จฯ ส่วนลิฟต์ผู้ติดตามอีก 2 ชุด จะมีวิศวกรท่านอื่นไปเป็นผู้ควบคุม แม้ว่าผู้ใหญ่บางท่านจะไม่เห็นด้วย แต่พี่ผู้จัดการยืนยันหนักแน่นให้เราทำหน้าที่นี้ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจเขาให้ไว้ใจเราขนาดนี้นะ

ดังนั้น เราจึงต้องไปเรียนรู้วิธีควบคุมลิฟต์ และการกู้ภัยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เราต้องเรียนรู้วิธีการทำงานของระบบควบคุมลิฟต์โดยละเอียด และวิธีบังคับลิฟต์ด้วยมือในกรณีเกิดปัญหา การขับลิฟต์ให้เคลื่อนที่ช้าๆ เข้าสู่ระดับที่ต้องการ และการไขประตูลิฟต์หากเกิดลิฟต์ค้าง (ต้องพกกุญแจสำหรับไขประตูลิฟต์โดยเฉพาะ) โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตลิฟต์มาฝึกสอนให้เราเป็นการเฉพาะ

ในวันจริง เราต้องพกทั้งเครื่องมือช่างและเครื่องมือสื่อสารรอบเอว ทั้งวิทยุของธนาคาร วิทยุของช่าง (ซึ่งคลื่นส่งจะแรงกว่าวิทยุปกติ ไม่อย่างนั้นส่งเข้าไปในห้องเครื่องไม่ถึง) โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ และไฟฉาย ทำให้เอวน้อยๆ ของเราป่องออกมาจนแทบจะติดกระดุมเสื้อสูทไม่ได้

ครั้นเมื่อสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ มาถึง เราถอนสายบัวถวายคำนับแล้วรอให้เสด็จฯ เข้าในลิฟต์พร้อมด้วยผู้ติดตามอีกสองสามท่าน แล้วจึงเข้าไปในลิฟต์เป็นคนสุดท้าย นับว่าเป็นการได้เข้าเฝ้าในระยะประชิดที่ใกล้พระองค์ที่สุด ด้วยระยะห่างเพียงเมตรกว่าๆ เท่านั้น

ช่วงเวลาประมาณไม่ถึงนาทีในลิฟต์ แต่เป็นหนึ่งนาทีที่มีคุณค่าเหลือเกิน สมเด็จพระเทพฯ ทรงน่ารักมากจริงๆ พระสุรเสียงอ่อนโยนและเป็นกันเอง ฟังดูก็รู้ว่าทรงใจดีอย่างยิ่ง ทรงน่ารักมากๆ ค่ะ

สำหรับการควบคุมลิฟต์นั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย

เมื่อส่งเสด็จฯ ถึงชั้น 22 แล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่ราชองครักษ์มาสั่งกับเราว่า ถวายคำนับแล้ว ให้รีบเข้าไปในลิฟต์ก่อนพระองค์ อย่าให้พระองค์เสด็จฯ เข้าลิฟต์ก่อนเรา ซึ่งทำให้เรางงไปเหมือนกัน ก็เราจะเดินนำหน้าพระองค์ได้ยังไงล่ะ หันไปถามพี่ๆ ผู้จัดการฝ่ายของธนาคารที่รู้จัก ท่านก็บอกให้ทำตามที่เจ้าหน้าที่เขาสั่ง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ กลับ หลังจากถอนสายบัวแล้ว ก็ต้องรีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าลิฟต์ก่อนพระองค์ ขาแทบขวิดแน่ะ กลัวเดินชนพระองค์ท่านน่ะซี

เรามารู้เอาทีหลังว่า เรื่องลิฟต์นี้เป็นปัญหาในการเสด็จฯ มาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่สมัยที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารยังอยู่ที่ชิดลม เพราะตึกชิดลมนั้นเป็นอาคารเก่า ระบบลิฟต์ก็เก่าเต็มที จึงมีปัญหาลิฟต์ค้างบ่อยๆ เล่ากันว่าครั้งหนึ่งถึงกับต้องทรงกระโดดลงจากลิฟต์ เพราะลิฟต์ค้างอยู่ครึ่งชั้น (เอ.. เรื่องนี้เป็นความลับหรือเปล่านะเนี่ย ^^")

ราชองครักษ์จึงซีเรียสเรื่องนี้มาก พอเราได้ฟังก็ถึงบางอ้อ หลังจากนั้น เรามีโอกาสได้ขับลิฟต์ถวายสมเด็จพระเทพฯ อีกสองครั้ง คือเมื่อครั้งเสด็จฯ มาเปิดสำนักงานของไอทีวี ที่ไทยพาณิชย์ปาร์ค พลาซ่าอีสต์ และอีกครั้งหนึ่งเสด็จฯ มาทรงเป็นประธานการประชุมมูลนิธิแห่งหนึ่งในพระราชูปถัมภ์ ที่ห้องประชุมชั้น 22 ห้องเดิมนี้ คราวนี้ทำหน้าที่ได้ดี ไม่ต้องถูกราชองครักษ์เตือนอีกแล้ว

นับเป็นความทรงจำครั้งสำคัญอย่างยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เราจะไม่มีวันลืมเลย.




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2549 21:19:36 น.
Counter : 2301 Pageviews.  


สาวน้อยร้อยแปด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




My Other Weblog
* @ Wordpress
* @ Facebook
* My Twitter

Shopping Area

หนังสือหนังหา
* Science Fiction eBooks
* Folklore & Mythology eBooks
* Technology eBooks
* Travel eBooks
* Business Book Summaries

เดินทาง-ท่องเที่ยว
* บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์-มรดกโลก ในประเทศอังกฤษ
* ใบเดียว เที่ยวทั่วลอนดอน
* เที่ยวปารีส - Day Tours/Night Tours
* โรงแรม-ที่พัก ในกรุงลอนดอน
* โรงแรม-ที่พัก ในกรุงปารีส
* ที่พักอื่นๆ ในยุโรป
* Priority Pass : บัตรสมาชิก Airport Lounge ทั่วโลก

ของสะสม
* ตุ๊กตา, ดาบ, film cell, แอร๊ย... เยอะ บอกไม่ถูก >_< มีทั้ง LOTR และ Narnia
* ตุ๊กตาของ Twilight ก็มี
* และนี่สำหรับแฟน Star Wars
* ปฏิทินสวยๆ จากหนังและดาราที่ชื่นชอบ
Friends' blogs
[Add สาวน้อยร้อยแปด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.