สูตรขนมไทยโบราณหากินยาก ชื่องามนามเพราะอร่อยเลอค่า


+++++++++++++++++++

สูตรขนมไทยโบราณ

5. ขนมหยกมณี

     ใครมีสาคูหยิบมารอเลยค่ะ ชวนทำขนมไทยโบราณอย่างขนมหยกมณี สูตรจาก คุณ Rin's Cookbook (#Rinscookbook) จับสาคูใส่ใบเตย เติมน้ำตาลทราย ตักชิ้นพอดีคำคลุกมะพร้าว ทำง่ายจริง ๆ นะขอบอก

ส่วนผสม ขนมหยกมณี

     • สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง
     • ใบเตยหั่น 5-6 ใบ
     • น้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิ (สำหรับปั่นน้ำใบเตย) 2 ถ้วยตวง
     • น้ำ (สำหรับต้มสาคู) 1+1/2 ถ้วยตวง
     • น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
     • มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
     • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีทำขนมหยกมณี

     1. ล้างสาคู โดยเทสาคูลงไปบนตะแกรง ใส่น้ำเปล่าลงไป ใช้มือคนเล็กน้อย เทน้ำทิ้ง ทำซ้ำ 2 รอบ พักสาคูไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำประมาณ 15-20 นาที
     2. คั้นน้ำใบเตย โดยหั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่โถปั่น เติมน้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิลงไป ปั่นให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวบาง หรือถุงกาแฟ เตรียมไว้
     3. พอพักสาคูไว้จนครบ 15 นาทีแล้ว เทน้ำเปล่าใส่กระทะ หรือหม้อ เปิดไฟแรงสูง พอน้ำเดือดพล่านให้ปรับเป็นไฟกลาง จากนั้นใส่สาคูลงไปคนอย่างเร็ว (เพราะสาคูจะจับเป็นก้อน) คนจนสาคูเริ่มจับตัวเป็นก้อน มีลักษณะเป็นตากบคือ มีสีขุ่นตรงกลางและภายนอกสีใส
     4. ใส่น้ำใบเตยลงไปคนให้เข้ากัน กวนส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ถ้าชอบสาคูเป็นแบบตากบก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปได้เลย หรือถ้าชอบสาคูสุกมากก็กวนจนน้ำแห้งแล้วค่อยใส่น้ำตาลทรายลงไป (ชอบแบบไหนก็ใส่น้ำตาลลงไปตอนนั้น)
     5. พอใส่น้ำตาลทรายเสร็จแล้วก็กวนส่วนผสมต่อไปอีกประมาณ 5 นาที หรือจนขนมค่อนข้างหนืดตัวและข้นแต่ไม่แห้ง
     6. เทขนมใส่ถาด เกลี่ยให้เท่า ๆ กัน (ห้ามจุ่มมือลงไปเพราะขนมร้อนมาก ๆ) ผึ่งขนมไว้จนเย็น
     7. ระหว่างรอขนมเย็นให้นึ่งมะพร้าวขูดในชุดนึ่งใช้ไฟแรงประมาณ 15 นาที จากนั้นนำมะพร้าวใส่จาน โรยเกลือป่น คลุกเคล้าให้ทั่ว
     8. นำช้อนกินข้าวไปจุ่มน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำมาตักขนมหยกมณีเป็นคำ ๆ วางขนมหยกมณีลงบนมะพร้าว คลุกเคล้าขนมหยกมณีกับมะพร้าวให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ขนมหยกมณี ขนมไทยโบราณเนื้อนุ่มเหนียวหอมกลิ่นใบเตย

+++++++++++++++++++

สูตรขนมไทยโบราณ

6. ขนมช่อม่วง

     สมัยนี้ขนมช่อม่วงหากินยาก ถ้ามีขายก็ราคาแพง ถ้าใครมีเวลาว่างอยากชวนมาทำกินกันเอง มีทั้งสูตรส่วนผสมแป้งและไส้หมู ขั้นตอนอาจเยอะแต่ไม่ยากค่ะ วิธีการจับจีบแรก ๆ อาจมือไม้สั่น แต่ถ้าทำไปเรื่อย ๆ รับรองออกมาสวยแน่นอน

ส่วนผสม ไส้ช่อม่วง

     • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
     • หมูสามชั้นต้มสุก 1/4 ถ้วย (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ)
     • ฟักเชื่อมแห้ง 150 กรัม (หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ)
     • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
     • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
     • งาขาวคั่ว 50 กรัม
     • ถั่วลิสงคั่ว 50 กรัม

ส่วนผสม แป้งช่อม่วง

     • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
     • แป้งเท้ายายม่อม 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย (หรือน้ำผสมกลิ่นมะลิ)
     • ดอกอัญชัน 10 ดอก
     • แป้งมันสำปะหลัง เล็กน้อย (สำหรับทาแหนบตอนจับจีบขนม)
     • ผักกาดหอม สำหรับเสิร์ฟ
     • กระเทียมเจียว (โรยหน้า)
     • พริกขี้หนูสวน (โรยหน้า)

อุปกรณ์ที่ควรมี

     • กระทะทองเหลือง
     • แหนบทองเหลืองสำหรับจับจีบ
     • ชุดนึ่ง

วิธีทำไส้ขนมช่อม่วง

1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป เอาหมูสามชั้นที่หั่นไว้ลงไปผัด ใช้ไฟปานกลาง รอจนน้ำมันหมูออกมาและหมูเริ่มสุกสีเหลือง
2. ใส่ฟักเชื่อมลงไปผัดใช้ไฟอ่อน ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลทราย ใส่งาขาวและถั่วลิสงลงไป ผัดให้เข้ากันดีจนแห้ง ตักใส่ชาม เตรียมไว้

วิธีทำแป้งขนมช่อม่วง

     1. ร่อนแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งเท้ายายม่อมเข้าด้วยกัน 2-3 รอบจนเนียนละเอียด
     2. ใส่น้ำมันพืชลงไป ค่อย ๆ เติมน้ำเปล่าและน้ำดอกมะลิลงไปจนหมด ใช้มือขยำคนนวดส่วนผสมแป้งให้ละเอียดเข้ากัน แบ่งส่วนผสมแป้งเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน
     3. คั้นน้ำดอกอัญชันแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป เทใส่ลงในส่วนผสมแป้ง 1 ถ้วยคลุกเคล้าให้เข้ากัน
     4. ใส่ส่วนผสมแป้งลงในกระทะทองเหลือง ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน ใช้ไม้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมร่อนจากกระทะ ประมาณ 5-10 นาที ตักใส่ภาชนะ พักไว้จนแป้งเริ่มอุ่น
     5. โรยแป้งนวลลงไปเล็กน้อยแล้วลงมือนวดแป้งให้เนียนแล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางหมาด ๆ เพื่อไม่ให้แป้งแห้ง

วิธีทำดอกช่อม่วง

     1. เริ่มทำดอกช่อม่วงโดยปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ ประมาณ 3/4 นิ้ว แล้วแผ่แป้งให้เป็นแผ่นบาง ๆ กะพอให้หุ้มไส้ได้จนมิด ตักไส้ที่ผัดไว้ใส่ลงไปแล้วห่อจากมุมเข้าหากัน จากนั้นใช้มือคลึงให้แป้งหุ้มไส้จนมิด ทำจนหมด เตรียมไว้
     2. เริ่มทำจีบโดยเอาทาแป้งข้าวเจ้าที่ปลายแหนบทองเหลืองเล็กน้อย เริ่มจับจีบชั้นที่ 1 โดยจับจากกึ่งกลางของขนม จับจีบวนไปเรื่อย ๆ จนครบรอบ (อย่าจับจีบให้ติดกันมาก)
     3. เริ่มชั้นที่ 2 โดยจับจีบให้เอียงจากชั้นแรกเล็กน้อย (ประมาณ 45 องศา) และสับหว่างกันกับชั้นแรก จับจีบจนครบรอบ
     4. เริ่มจับจีบชั้นที่ 3 ประมาณ 2-3 จีบและสับหว่างกันกับกลีบชั้นที่ 2
     5. นำไปเรียงบนใบตองที่ทาน้ำมันแล้วในชุดนึ่ง โดยวางเรียงห่างกันเล็กน้อยเวลาสุกจะได้ไม่ติดกัน
     6. ตั้งชุดนึ่งใช้ไฟแรง รอจนน้ำเดือดจัดจึงนำขนมไปนึ่งนานประมาณ 5 นาที
     7. พอสุกแล้วนำช้อนจุ่มน้ำมันพืชตักช่อม่วงใส่จาน เสิร์ฟคู่กับผักกาดหอม และพริกขี้หนูสวน

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ขนมช่อม่วง อาหารว่างไทยแท้ ดอกไม้สีม่วงงดงามเลอค่าน่าลิ้มลอง

+++++++++++++++++++
สูตรขนมไทยโบราณ

8. ขนมเทียนแก้ว

     ปกติหลายคนจะคุ้นเคยกับขนมเทียนที่ใช้ไหว้ในเทศกาลตรุษจีน สำหรับปีนี้อยากชวนมาทำขนมเทียนแก้ว เป็นขนมไทยโบราณหากินยาก แค่เปลี่ยนตัวขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวมาใช้แป้งถั่วเขียว ทำให้ตัวขนมใส มองเห็นไส้ขนมอยู่ตรงกลาง สูตรนี้ใส่ไส้เค็ม ใครจะดัดแปลงเป็นไส้มะพร้าวก็ตามชอบเลยค่ะ

ส่วนผสม แป้งขนมเทียนแก้ว

     • แป้งถั่วเขียว 1 ถ้วย
     • น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วย
     • น้ำลอยดอกมะลิ (หรือน้ำผสมน้ำหอมกลิ่นมะลิ) 5 ถ้วย
     • ใบตอง สำหรับห่อขนม

ส่วนผสม ไส้ขนมเทียน (เค็ม)

     • ถั่วเขียวซีกเราะเปลือก 1 กิโลกรัม
     • หอมแดง
     • พริกไทย
     • น้ำมันพืช (สำหรับผัด)
     • เกลือป่น
     • น้ำตาลทราย

วิธีทำไส้ขนมเทียน

     1. ล้างถั่วเขียวซีกเราะเปลือกให้สะอาด แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือข้ามคืน จากนั้นนำไปนึ่งจนสุก พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท
     2. โขลกหอมแดงกับพริกไทยเข้าด้วยกันจนละเอียด ใส่ถั่วเขียวนึ่งลงโขลกพอหยาบ
     3. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ ใส่ส่วนผสมไส้ลงผัดจนหอม ปรุงรสด้วยเกลือป่น และน้ำตาลทราย ชิมรสตามชอบ ให้มีรสหวาน เค็ม เผ็ด ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น ปั้นเป็นก้อนกลม เตรียมไว้

วิธีทำขนมเทียนแก้ว

     1. ใส่น้ำตาลทรายและน้ำลอยดอกมะลิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อม ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น
     2. ผสมแป้งถั่วเขียวและน้ำลอยดอกมะลิให้เข้ากัน กรองด้วยตะแกรง จากนั้นเทใส่กระทะทองเหลือง ใส่น้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน กวนจนส่วนผสมแป้งสุกและใส ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักไว้จนอุ่น
     3. ตักส่วนผสมแป้งลงในกรวยใบตอง ตามด้วยไส้ ห่อเป็นทรงสามเหลี่ยมให้สวยงาม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ขนมเทียนแก้ว ขนมไทยเหนียวนุ่มที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่ามี

+++++++++++++++++++

สูตรขนมไทยโบราณ

9. ขนมดอกจอก

     สมัยเด็ก ๆ เคยกินขนมดอกจอกที่แม่ค้าหาบมาขายหน้าบ้าน แต่ ณ ปัจจุบันอยากกินทำไมหายากสุด ๆ วันหยุดนี้ก็ไม่ได้ออกไปไหนไปหาซื้อส่วนผสมมาทำกินเองดีกว่า ชอบดอกขนาดไหนก็ไปหาซื้อพิมพ์ไซส์นั้นเลยค่ะ 

ส่วนผสม ขนมดอกจอก

     • แป้งข้าวเจ้า 350 กรัม
     • แป้งมัน 50 กรัม
     • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
     • เกลือป่น (เล็กน้อย)
     • น้ำปูนใส 1 ถ้วย
     • หัวกะทิ 1 ถ้วย
     • ไข่ไก่ 1 ฟอง
     • งาดำคั่ว
     • น้ำมันพืช (สำหรับทอด)
     • พิมพ์สำหรับทำขนมดอกจอก

วิธีทำขนมดอกจอก

     1. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาลทราย และเกลือ ให้เข้ากัน
     2. เติมน้ำปูนใสและหัวกะทิลงไป ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ไข่ลงไป ตีผสมจนเข้ากันอีกครั้ง จากนั้นเติมงาดำลงไป พักแป้งไว้สักครู่
     3. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ (กะพอให้สูงท่วมพิมพ์ขนมดอกจอก) เปิดไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนนำพิมพ์ลงไปแช่ในน้ำมัน พอจนพิมพ์ร้อนจัด ให้ยกขึ้นมาวางลงบนกระดาษซับน้ำมัน
     4. พอน้ำมันแห้งแล้วนำพิมพ์ลงไปจุ่มลงในส่วนผสมแป้ง โดยเว้นให้เหลือขอบเล็กน้อยจะได้ถอดพิมพ์ได้ง่าย ยกพิมพ์ลงไปทอดในน้ำมัน ทอดจนแป้งเริ่มสุกและขนมเริ่มล่อนออกจากพิมพ์ ค่อย ๆ เขย่าพิมพ์ให้หลุดจากตัวแป้ง ทอดต่อจนสุกเหลืองกรอบทั้งสองด้าน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
     5. นำขนมไปวางบนก้นแก้วหรือชามคว่ำ (ขนาดพอ ๆ กับชิ้นขนมแล้ว) แล้วค่อย ๆ ดัดกลีบขนมลง พักทิ้งไว้จนเย็น จัดเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ขนมดอกจอก ขนมไทยโบราณหอมกรอบ ทำง่ายขายคล่อง

+++++++++++++++++++

สูตรขนมไทยโบราณ

11. ขนมฝักบัว


     นึกถึงความอร่อยของขนมฝักบัวหรือขนมดอกบัวเหมือนกันไหม มาทำขนมไทยโบราณชนิดนี้อร่อยย้อนวัยกับครอบครัวกันเถอะ สูตรนี้ใส่กล้วยหอมเพิ่มกลิ่นหอมและใส่น้ำใบเตยให้มีสีเขียวสวย แป้งนุ่มขอบกรอบ ชิ้นเดียวคงไม่พอ

ส่วนผสม ขนมฝักบัว

     • แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วย
     • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
     • น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย
     • กล้วยหอมสุก 1 ลูก (บดละเอียด)
     • ใบเตย 20 ใบ
     • สีผสมอาหารสีเขียว 1 ช้อนชา
     • น้ำมันพืช (สำหรับทอด)

วิธีทำขนมฝักบัว

     1. ล้างใบเตยให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในเครื่องปั่น เติมน้ำเปล่าลงไปพอท่วม ปั่นจนละเอียด จากนั้นกรองและคั้นเอาแต่น้ำ เตรียมไว้
     2. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว และกล้วยหอม ค่อย ๆ เทน้ำใบเตยลงไปนวดให้เข้ากัน ใส่สีผสมอาหารสีเขียวลงไป
     3. ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปนวดกับแป้งให้ละลายจนมีลักษณะข้นเหนียว (เหมือนนมข้นหวาน) พักแป้งทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที
     4. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะขนาดเล็กสูงประมาณ 1/2 ของกระทะ นำขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ พอน้ำมันร้อน กวนแป้งให้เข้ากันแล้วตักหยอดลงตรงกลางกระทะ (ระวังอย่าให้แป้งใต้กระบวยหยดลงในกระทะ) ขนมจะค่อย ๆ พองจากด้านนอกเข้าสู่ด้านในจนปิดสนิท รอจนขนมเหลืองและลอยขึ้นจากน้ำมันแล้วพลิกกลับด้าน จากนั้นตักน้ำมันราดตรงกลางของขนมเพื่อให้ตรงกลางขนมปูดขึ้น ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ขนมฝักบัวใบเตย ขนมไทยโบราณเหนียวนุ่มหวานกรอบ

+++++++++++++++++++




Create Date : 13 มกราคม 2560
Last Update : 13 มกราคม 2560 8:22:24 น.
Counter : 729 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
แค่โดนนอกใจยังไม่ถึงตาย เรื่องนี้แก้ได้ที่ใจตัวเอง


บทความความรัก

หากเคยโดนแฟนหักหลังด้วยการนอกใจไปมีคนอื่นแล้ว ก็คงเป็นเรื่องยากหากต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อใจใครได้อีก แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าคนที่ผ่านมาในชีวิตจะต้องเป็นเหมือนคนที่คุณเคยเจอเสมอไป และคุณยังมีโอกาสเจอความรักดี ๆ เหมือนคนอื่นได้ เพียงแค่เปิดโอกาสให้ตัวเอง พร้อมทั้งรวบรวมความกล้าแล้วลองมองความรักให้กับใครสักคนบ้าง ซึ่งถ้าหากคิดว่าตอนนี้หัวใจยังแข็งแรงพอที่จะก้าวต่อไป มาเอาชนะความรู้สึกแย่ ๆ ไปพร้อมกันด้วยวิธีเหล่านี้ดีกว่า


1. เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต

          มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิดหากแฟนเก่าจะนอกใจคุณไปหาคนอื่น อีกทั้งหากลองมองอีกด้าน มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีไม่น้อย เพราะคุณจะได้ระมัดระวังตัวและหัวใจมากขึ้นหากมีความรักมาทักทายหัวใจอีกครั้ง โดยหลังจากนี้จะได้รู้จักเผื่อใจ ไว้ใจ และวางตัวได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่จะทำให้ชีวิตนี้ไม่ต้องเจ็บปวดในเรื่องความรักอีกต่อไป

2. สืบประวัติคนใหม่ให้แน่ใจ

          ส่วนคนที่เพิ่งคบหาดูใจกับคนใหม่อยู่ แต่ยังมีความคลางแคลงใจ สงสัย หรือไม่แน่ใจว่าเขาจะหักหลังความรักของคุณอีกหรือเปล่า ควรจะสืบประวัติและศึกษานิสัยใจคอให้ดี ก่อนจะตกลงปลงใจคบกันจริงจัง โดยเริ่มจากตัวเขาเองก่อน ทั้งพื้นฐานความคิด นิสัยใจคอ และการกระทำ จากนั้นก็ค่อยเปลี่ยนไปพิจารณาสังคม พร้อมทั้งคนรอบข้างที่เขาเกี่ยวข้องด้วย

3. ตัดขาดจากความสัมพันธ์เก่า ๆ

          ชีวิตไม่อาจเดินต่อไปได้เลย หากความคิดยังวนเวียนอยู่กับแฟนคนเก่า เพราะอย่างไรเสียในสายตาของคุณ แฟนเก่าก็ยังเป็นคนที่คุณรักที่สุดอยู่ดี แม้จะทำให้เจ็บช้ำน้ำใจมานานแล้วก็ตาม หากเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะติดต่อกับแฟนเก่าอีกไม่ว่าทางใดทั้งนั้น และไม่ขุดคุ้ยหรือสืบเสาะหาข่าวคราวของเขา หากสามารถทำได้ การลบความทรงจำเกี่ยวกับคนที่เคยนอกใจ ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เคยคิด


4. เริ่มต้นความเชื่อใจที่ตัวเอง

          เรื่องเหลือเชื่อที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็มักจะเกิดขึ้นจริงอยู่เสมอ ก็คือโลกมักจะพาคนนิสัยเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันมาอยู่ด้วยกัน เพราะหากคุณไม่มีแม้แต่ความเชื่อใจในตัวเอง ก็จะไม่มีใครเชื่อใจคุณ และความคิดเช่นนี้ยังเป็นส่วนที่ดึงดูดคนประเภทเดียวกันมาหาด้วย ฉะนั้นหากไม่เปลี่ยนก็ไม่ต้องแปลกใจถ้าจะมีคนเจ้าชู้เข้ามาแวะเวียนในชีวิตคุณเรื่อย ๆ

5. เลิกโกรธเกลียดและยอมให้อภัย

          ความโกรธเกลียดไม่เคยทำให้ชีวิตของใครดีขึ้น ซ้ำยังแย่ลงกว่าเดิมเพราะคอยคิดที่จะหาทางแก้แค้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่อยากตกอยู่ในหลุมพรางนี้ควรจะให้อภัยแฟนเก่าเสียตั้งแต่ตอนนี้ แม้เขาจะเคยทำให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจมามากก็ตาม อีกทั้งเรื่องแบบนี้จะโทษเขาคนเดียวคงไม่ได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เติบโตมาอาจสร้างให้เขาเป็นคนเช่นนั้น จะโกรธหรือเกลียดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิต ฉะนั้นการให้อภัยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

          เห็นไหมล่ะว่าแม้การโดนนอกใจจะเป็นเรื่องที่ทำร้ายความรู้สึกสุด ๆ แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นเพียงความเจ็บปวดที่ไม่ได้ทำลายชีวิตเสมอไปอีกทั้งยังสามารถรักษาได้ด้วยใจของคุณเอง แค่เพียงทำตามสิ่งที่แนะนำไปทีละสเต็ป เพียงเท่านี้ชีวิตก็คุณก็สามารถเดินต่อไปได้แล้ว แถมยังเป็นการเคลียร์หัวใจกับความรู้สึกให้เรียบร้อย ก่อนรับคนใหม่เข้ามาในหัวใจด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thestir.cafemom.com และ magforwomen.com



Create Date : 13 มกราคม 2560
Last Update : 13 มกราคม 2560 8:17:38 น.
Counter : 305 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
รู้มั้ย? 5 บริษัทไอทีชั้นนำของโลก ล้วนมีจุดเริ่มต้นของสถานที่ก่อตั้งที่คาดไม่ถึง.. ใครจะคิด’ไมโครซอฟ


ก่อนจะยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์เป็นบริษัทชั้นนำในปัจจุบัน แต่ละบริษัทล้วนมีจุดกำเนิดเริ่มต้นที่ต่างกันออกไป

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าบริษัทที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน จะเริ่มก่อตั้งขึ้นจากโรงรถ หรือกระทั่งโรงแรมม่านรูด
นี่คือ 5 บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอที ที่มีจุดเริ่มต้นจากสถานที่เล็กๆ
ก่อนจะยิ่งใหญ่อย่างในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นที่ไหนไปหาคำตอบกัน

Google (ก่อตั้งครั้งแรกในปี 1998)

น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วสำหรับเว็บไซต์ Google เมื่อคิดอะไรไม่ออกหาอะไรไม่เจอ
นี่คงเป็นเว็บไซต์หนึ่งเดียวในใจของใครหลายๆคน แต่ใครจะไปรู้ว่าจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเกิดขึ้นในโรงรถของ
ซูซาน วอซซิซกิ ญาติคนรู้จักของ เซอร์เกย์ บริน และ แลร์รี เพจ 2 ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล
ที่ใช้โรงรถแห่งนี้เป็นสถานที่คิดทำโปรเจคทั้งหมดของกูเกิล และเป็นเวลานานกว่า 5 เดือน
หลังเว็บไซต์เริ่มประสบผลสำเร็จ พวกเค้าจึงย้ายออกจากโรงรถดังกล่าว เพื่อก่อตั้งสำนักงานบริษัทอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะมีบริษัทเป็นหลักแหล่งพนักงานของกูเกิลในยุคเริ่มก่อตั้ง ยังใช้โรงรถเป็นสถานที่ประชุมและทำงานกันอยู่เลย

facebook (ก่อตั้งครั้งแรกในปี 2004)

หนึ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ทุกคนใช้งานกันเป็นประจำทุกวันอย่าง facebook มีจุดกำเนิดเกิดจากห้องพัก
ภายในหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และผู้ร่วมก่อตั้งอีกหลายคน
ร่วมกันพัฒนาเว็บไซต์ในห้องพักดังกล่าว โดยในช่วงแรกใช้ชื่อว่า Thefacebook
ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น facebook หลังจากบริษัทประสบผลสำเร็จขยายฐานผู้ใช้งานออกไปทั่วโลก

Amazon (ก่อตั้งครั้งแรกในปี 1994)

อาจไม่ใช่ความบังเอิญของการก่อตั้งบริษัทในโรงรถตั้งแต่แรกเมื่อ เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ซื้อขายชื่อดังอย่าง Amazon เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เป็นความตั้งใจของเค้าเองที่ต้องการให้บริษัทก่อตั้งขึ้นในโรงรถ
ด้วยการใช้เวลาทั้งหมด พัฒนาเว็บไซต์ขึ้นภายในโรงรถตั้งแต่ปี 1994 ก่อนจะประสบผลสำเร็จก่อตั้งเป็นบริษัทซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา

Microsoft (ก่อตั้งครั้งแรกในปี 1975)

ยักษ์ใหญ่ที่สุดของวงการไอทีคอมพิวเตอร์อย่าง Microsoft ก็ไม่พลาดที่จะมีต้นกำเนิดสุดพิศดารเช่นกัน
เมื่อบิล เกตส์ และพอล อัลเลน เริ่มก่อตั้งบริษัทขึ้นภายในโรงแรม Sundowner Uhuru
โรงแรมม่านรูดแห่งนึงในรัฐนิวเม็กซิโก พวกเค้าเริ่มเขียนพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับ Altair 8800
และเริ่มพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ของตัวเองขึ้นภายในม่านรูดแห่งนี้เช่นกัน

Apple (ก่อตั้งครั้งแรกในปี 1976)

หนึ่งในบริษัทผู้เปลี่ยนแปลงโลกของสมาร์ทโฟนตลอดกาลอย่าง Apple ก็ได้เริ่มก่อตั้งบริษัทขึ้นภายในโรงรถเช่นกัน ซึ่งโรงรถดังกล่าวก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน เป็นโรงรถภายในบ้านของ สตีฟ จอบส์ โดยจอบส์และเพื่อนๆ
ได้เริ่มผลิตคอมพิวเตอร์เครื่องแรก และอีกหลายๆเครื่องภายในโรงรถดังกล่าว
ก่อนจะขยายบริษัทออกไปสู่บริษัทที่แข็งแกร่งมากที่สุดในปัจจุบัน

social-banner-cover

เรียบเรียง : SpokeDark.TV




Create Date : 13 มกราคม 2560
Last Update : 13 มกราคม 2560 8:15:09 น.
Counter : 212 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
สะเดาน้ำปลาหวาน เมนูเปรี้ยวปากของวัยเก๋า


สะเดาน้ำปลาหวาน เมนูเปรี้ยวปากของวัยเก๋า

ช่วงนี้สะเดาแตกยอดอ่อนพร้อมแล้ว เตรียมเครื่องมาทำสะเดาน้ำปลาหวานกินกันเลยดีกว่า เมนูอาหารไทยที่วัยเก๋าเขาสุดปลื้ม

ต้นปีแบบนี้เป็นช่วงที่ "สะเดา" (Neem, Nim) จะเริ่มออกดอกออกใบให้เห็น วัยรุ่นวัยเก๋า ๆ หน่อยก็จะถือเป็นช่วงเวลาที่แฮปปี้ เพราะจะได้ไปซื้อสะเดาสักกำมาลวกแล้วจิ้มกินกับน้ำปลาหวาน ต่อให้เจ้าสะเดาที่ว่าขมปี๋ขนาดไหนพอจิ้มกินกับน้ำปลาหวานสูตรเด็ดก็เป็นต้องสยบในความอร่อยที่เข้ากันดี๊ดี เอาล่ะ ถ้าบ้านไหนมีวัยรุ่นวัยเก๋าอยู่แล้วเกิดอยากลองทำให้พวกท่าน ๆ รับประทานกันดู วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีสูตรสะเดาน้ำปลาหวานมาฝาก ทำไม่ยากเลย รับรองท่าน ๆ ต้องปลื้มปริ่มแน่ ๆ 

ส่วนผสม สะเดาน้ำปลาหวาน

        • สะเดา (ล้างให้สะอาด)
        • น้ำมะขามเปียก 1/2 ถ้วย
        • น้ำตาลปี๊บ 3/4 ถ้วย
        • น้ำปลา 1/4 ถ้วย
        • หอมแดงซอย 1/2 ถ้วย
        • หอมแดงเจียว (สำหรับโรยหน้า)
        • พริกขี้หนูแห้งทอด (สำหรับโรยหน้า)
        • ปลาดุกย่าง หรือปลาย่าง (ตามชอบ)

วิธีลวกสะเดา

วิธีที่ 1 ต้มน้ำด้วยไฟแรงจนน้ำเดือดพล่าน ใส่สะเดาลงต้ม (กดให้จมน้ำ) ประมาณ 3 นาที แล้วรีบตักขึ้นใส่ลงแช่ในน้ำเย็นจัด (น้ำใส่น้ำแข็ง) ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ เตรียมไว้ 
วิธีที่ 2 เทน้ำเดือด ๆ ลงในอ่างที่ใส่สะเดาไว้ แล้วแช่ทิ้งไว้สักครู่ เทน้ำทิ้ง สะเด็ดน้ำ เตรียมไว้ 

วิธีทำน้ำปลาหวาน

          1. ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลาลงในหม้อหรือกระทะ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนข้นและเหนียว ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้พออุ่น
          2. ใส่หอมแดงซอยลงไปคนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ตักใส่ถ้วย โรยหอมแดงเจียว และพริกขี้หนูแห้งทอด เสิร์ฟพร้อมสะเดาที่ลวกไว้ และปลาดุกย่าง

เห็นสะเดาน้ำปลาหวานแบบนี้แล้วก็น้ำลายไหลเลยทีเดียว อุ๊ยตาย ! แบบนี้ก็รู้หมดเลยสิว่า อายุเท่าไรกัน อิอิ



Create Date : 12 มกราคม 2560
Last Update : 12 มกราคม 2560 8:15:50 น.
Counter : 4075 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
5 วิธี ออกกำลังกายที่เท้า แต่ช่วยลดอาการ ปวดหลัง ปวดเข่า


toehealth-03

มาดูวิธีออกกำลังกายที่เท้า แต่ช่วยส่งผลมาที่ หลัง สะโพก และเข่า ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขึ้นชื่อว่าออกกำลังกาย ล้วนดีทั้งนั้น ขอแค่ทำอย่างถูกวิธีและไม่หักโหมจนเกินไปนะคะ

1.กดนิ้วเท้า
คุณจำเป็นต้องวอร์มนิ้วเท้าของคุณก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายเท้า โดยเริ่มต้นที่การกดนิ้วเท้า วิธีการคือ ลุกขึ้นยืนแล้วงอหัวเข่าลงมานั่งคุกเข่าขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นใช้มือกดที่นิ้วเท้า กดขึ้น แล้วนับ 1-3 ปล่อย แล้วกดลง นับ 1-3 แล้วปล่อย ทำแบบนี้ 10 ครั้ง

2. เดินเขย่ง
การเดินเขย่งจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นนิ้วเท้าของคุณ โดยให้คุณยืนเขย่งอยู่บนปลายนิ้วเท้า และเดินเป็นเวลา 20 วินาที คลายนิ้วเท้าลงพัก 10 วินาที แล้วทำใหม่อีกครั้ง โดยให้ทำทั้งหมด 5 ชุด

toehealth-01

3.หมุนข้อเท้า
ยืนกางขาในระดับพอเหมาะ แล้วหมุนข้อเท้าเป็นวงกลม เริ่มจากหมุนตามเข็มนาฬิกาทีละข้าง นับให้ได้ 10 รอบ แล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกา นับอีก 10 รอบ จากนั้นสลับทำกับเท้าอีกข้าง

4. ยืดเหยียด
การออกกำลังกายนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อขนาดเล็กได้กระชับและแข็งแรงขึ้น โดยให้คุณนั่งย่อเข่าบนพื้นก่อน หลังจากนั้น ให้ลุกขึ้นยืนตรงโดยยืดขาให้สุดแล้วเขย่งเท้าขึ้น เหยียดจนรู้สึกตึง ทั้งขาและหลังเป็นลักษณะเส้นตรง อาจวางเก้าอี้ไว้ด้านหน้าคุณ เพื่อช่วยในการทรงตัว นับในใจ 5 วินาทีแล้วคลาย และทำซ้ำอีก 10 ครั้ง

5. ใช้นิ้วเท้าหยิบดินสอ
วางดินสอไว้ที่พื้นด้านหน้าของคุณ แล้วใช้ให้นิ้วเท้าหยิบดินสอขึ้นมาจากพื้น โดยให้ยกเท้าลอยค้างไว้ 10 วินาที แล้วปล่อยออก ทำแบบนี้ 5 ครั้ง

การออกกำลังกายเท้าแบบที่แนะนำนี้ สามารถทำได้ทุก 2-3 วันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เรียบเรียงโดย Health Mthai Team

ที่มาภาพจาก www.womendailymagazine.com




Create Date : 12 มกราคม 2560
Last Update : 12 มกราคม 2560 8:12:48 น.
Counter : 366 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  

หนี่งหน่อง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]



All Blog