ครอบแก้วปล่อยเลือด บำบัดโรคได้จริง หรือแฝงอันตราย !?


ครอบแก้ว
ครอบแก้วเจาะเลือดแบบที่แชร์กันสนั่นอินเทอร์เน็ต ทำแล้วขับเลือดเสียออกจากร่างกาย รักษาโรคได้จริงหรือ มารู้จักศาสตร์การรักษาแบบแพทย์แผนจีนให้มากขึ้น

          เห็นข่าวการบำบัดโรคด้วยการครอบแก้วดูดเลือดแชร์กันในอินเทอร์เน็ต ก็ทำให้หลายคนสงสัยว่า การครอบแก้วด้วยวิธีนี้อันตรายหรือไม่ เพราะดูแล้วน่าหวาดเสียวพอสมควร แล้วจะช่วยรักษาโรคได้ตามที่กล่าวอ้างจริงหรือ วันนี้กระปุกดอทคอม เลยนำข้อมูลเกี่ยวกับการครอบแก้วมาอธิบายให้ทุกคนได้ทราบกัน

ครอบแก้ว

การครอบแก้วคืออะไร

          ครอบแก้ว หรือ Cupping therapy เป็นหนึ่งในวิธีบำบัดโรคด้วยแพทย์ทางเลือกซึ่งค้นพบมานานกว่าพันปีแล้ว โดยมีบันทึกอยู่ในตำราแพทย์แผนจีน ซึ่งสมัยโบราณจะใช้เขาวัวมาทำเป็นอุปกรณ์ครอบแก้ว ก่อนจะพัฒนาการเรื่อยมาจนกลายเป็นแก้วในปัจจุบัน

ทั้งนี้การครอบแก้ว โดยหลักการคือ จะนำเอาถ้วย ซึ่งอาจเป็นแก้ว เครื่องเคลือบ ซิลิโคน บ้องไม้ไผ่ ฯลฯ ไปใส่แอลกอฮอล์แล้วจุดไฟ เพื่อทำให้เกิดสภาพสุญญากาศ จากนั้นนำแก้วมาวางบนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหลังซึ่งเป็นจุดเส้นลมปราณ ถ้วยแก้วที่วางลงไปจะดูดกล้ามเนื้อบริเวณนั้นจนเกิดเป็นสีแดงจ้ำ ๆ วางทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีหรือตามแต่แพทย์พิจารณา จึงค่อยนำแก้วออก ซึ่งรอยช้ำจ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
ครอบแก้ว

การครอบแก้วตามศาสตร์แพทย์จีนมีอยู่หลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น

- หลิวก้วน เป็นการครอบแก้วทิ้งไว้บนผิวหนัง 5-15 นาที ขึ้นอยู่กับแพทย์จะพิจารณา จากนั้นจึงดึงแก้วออก วิธีนี้ใช้สำหรับแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่น ปวดหลัง ปวดเอว

- โจ่วก้วน เป็นการเดินแก้วโดยทาน้ำมันหล่อลื่น หรือวาสลีนลงไปบนผิวหนังตำแหน่งที่จะทำการครอบแก้ว หรืออาจทาไว้ที่ปากกระบอก จากนั้นจึงนำแก้วครอบลงไปแล้วถูไป-มา ขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา จนผิวเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ มักใช้กับเนื้อที่ขนาดใหญ่และมีกล้ามเนื้อมาก เช่น แผ่นหลัง เอว ก้น ต้นขา เพื่อรักษาโรคปวดจากลมและความชื้น รวมทั้งอาการชาด้วย

- ส่านก้วน คือการครอบแก้วแบบดึงเร็ว คือหลังจากครอบแก้วเสร็จแล้วจะต้องรีบดึงเอาแก้วออก ไม่วางทิ้งไว้ และทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ หลายครั้งจนกว่าผิวหนังบริเวณดังกล่าว จะเปลี่ยนเป็นสีแดงคือ มีภาวะเลือดคั่งแล้วจึงหยุด ส่วนมากใช้รักษาผู้ป่วย ที่มีอาการปวดและชาที่ผิวหนังหรือสมรรถภาพเสื่อมถอย

- ชือลั่วป๋าก้วน เป็นการครอบแก้วที่ประสานกับการใช้เข็มเพื่อแทงสะกิดเลือด หลังจากการฆ่าเชื้อตำแหน่งที่ต้องการทำการครอบแก้วแล้ว จะมีการใช้เข็มซานหลิงจิ้มให้เลือดออก หรือใช้เข็มดอกเหมยเคาะตี หลังจากนั้น จึงครอบแก้วลงไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ส่วนมากใช้รักษาโรคไฟลามทุ่ง ฝีหนอง ที่เต้านม หรือเคล็ดขัดยอก เป็นต้น

- หลิวเจินป๋าก้วน คือการฝังเข็มพร้อมกับการครอบแก้ว เรียกง่าย ๆ ว่า เจินก้วน วิธีการรักษานี้ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฝังเข็ม และการครอบแก้วควบคู่กัน คือ หลังจากฝังเข็มลงไปแล้ว จึงนำแก้วครอบลงไปอีกทีโดยมีเข็มที่ปักอยู่เป็นจุดศูนย์กลาง วางไว้ประมาณ 5-10 นาที รอจนผิวเป็นสีแดงหรือมีเลือดคั่งจึงเอาแก้วและถอนเข็มออก

อย่างไรก็ตาม แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยว่าต้องใช้วิธีใดจึงจะเหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป

ครอบแก้ว

ครอบแก้วเพื่ออะไร ?

          ตามตำราจีนเชื่อว่า ในร่างกายของเรามีพลังชี่ (Qi) ซึ่งเกิดความไม่สมดุลขึ้นได้ และทำให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้น แต่การครอบแก้วจะช่วยนำพลังชี่กลับมา และทำให้กล้ามเนื้อที่เกร็งตัวได้คลายตัว อีกทั้งไปกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตที่ติดขัด เลือดที่คั่งค้างอยู่ในผิวหนังทำให้หายปวด หายเมื่อย ไปจนถึงมีสุขภาพดีขึ้น เช่น ช่วยรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะไอเรื้อรัง หรือหอบ อัมพฤกษ์ อัมพาต อีกทั้งยังอาจรักษาโรคซึมเศร้าได้ด้วย เนื่องจากเชื่อว่าความร้อนจากถ้วยที่ไปกระตุ้นพลังชี่ จะทำให้จิตใจของผู้ป่วยรู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยา

ครอบแก้ว

อาการป่วยแบบไหนถึงควรใช้การครอบแก้ว ?

          นพ.ภาสกิจ วัณนาวิบูล อุปนายกและเลขาธิการสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า แพทย์แผนจีนจะพิจารณาใช้การครอบแก้วกับคนที่มีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อมาก ๆ โดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลัง สะบัก แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรงหรือไม่ เพราะหากร่างกายอ่อนแอจะไม่เหมาะที่จะใช้การครอบแก้ว เนื่องจากการใช้แก้วดูดอาจเป็นการดึงพลังออกมาแทน ทั้งนี้การครอบแก้วอาจต้องทำหลาย ๆ ครั้งถึงเห็นผล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยว่าต้องทำบ่อยแค่ไหน บางคนอาจต้องรอให้รอยแผลจ้ำ ๆ จางไปก่อน

ครอบแก้วดูดเลือดเสีย มีจริงหรือ ?

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าการครอบแก้วมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี หนึ่งในนั้นก็คือวิธี "ชือลั่วป๋าก้วน" ที่ใช้เข็มแทงสะกิดเลือดออกมา อาจเรียกได้ว่า Wet Cupping ซึ่งต้องบอกว่าโดยปกติแล้วแพทย์จะไม่ใช้วิธีครอบแก้วปล่อยเลือดเท่าไรนัก ยกเว้นในผู้ป่วยบางกรณีเท่านั้นที่แพทย์ลงความเห็นว่าต้องใช้วิธีปล่อยเลือดร่วมด้วย ดังนั้นแพทย์จะไม่ใช้วิธีครอบแก้วปล่อยเลือดแบบพร่ำเพรื่อ แต่จะต้องตรวจ และชี้แจงให้ผู้ป่วยทราบว่าทำไมต้องรักษาด้วยการปล่อยเลือด

          ส่วนที่ว่าการปล่อยเลือดเช่นนี้จะนำเอาเลือดเสียและสารพิษออกจากร่างกายได้ดังที่ในอินเทอร์เน็ตกล่าวอ้างไว้หรือไม่นั้น... จริง ๆ แล้วเลือดที่ออกมาเป็นเพียงเลือดจากเส้นเลือดฝอยทั่วไป ไม่ใช่เลือดชั่ว เลือดเสีย ซึ่งแพทย์แผนจีนมองว่าการปล่อยเลือดที่คั่งอยู่ในส่วนนั้น ๆ ออกมาจะช่วยกระตุ้นให้เลือดบริเวณนั้นไหลเวียนได้สะดวกขึ้น มักใช้กับผู้ป่วยที่มีเลือดคั่งหรือผู้ที่มีความร้อนสูง

ครอบแก้ว

เจาะปล่อยเลือดแบบนี้ อันตรายไหม ?

          เรื่องนี้..อาจารย์พีระ อธิปธรรมวารี แพทย์แผนไทยประจำโรงพยาบาลนครธน ให้สัมภาษณ์ทางช่องอมรินทร์ 34 ว่า กระบวนการรักษาเช่นนี้เป็นศาสตร์การรักษาอย่างหนึ่งของแพทย์แผนจีน ชื่อว่า Blood Letting หรือการเจาะปล่อยเลือด เพื่อบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย ปกติแล้วจะนิยมในประเทศจีน อเมริกา สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่วนไทยจะเป็นการรักษาในห้องเวชกรรมเสียส่วนใหญ่ 

วิธีการก็คือ แพทย์ต้องพิจารณาก่อนว่าอาการนั้นควรเจาะปล่อยเลือดหรือไม่ คนไข้มีความพร้อมแค่ไหน โดยเมื่อครอบแก้วลงไปแล้ว ก็จะดูที่สีผิว คือถ้ารอยช้ำเป็นสีแดง ๆ ชมพูบาง ๆ แสดงว่าเลือดไหลเวียนดี ไม่มีการติดขัดมาก แต่ถ้าครอบไปแล้วมีสีแดงเข้มแกมม่วง แสดงว่าเป็นมาเรื้อรัง มีเลือดคั่งอยู่ แพทย์ก็จะถามคนไข้ว่ามีอาการปวดตึงมากแค่ไหน ซึ่งถ้าปวดมากก็อาจจะใช้วิธีลดแรงดันของเลือดในมัดกล้ามเนื้อออกโดยใช้เข็มสะกิดที่ผิว

อย่างไรก็ดี คนไข้ที่ได้รับการรักษาแบบนี้ ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะต้องรักษาความสะอาดให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งรอยช้ำตามร่างกายจากการรักษาแบบนี้จะหายไปใน 4-5 วัน โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่า คนไข้รายใดจะต้องรักษาด้วยการเจาะเลือดแบบนี้

          ส่วนที่ว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่นั้น อาจารย์พีระ ยืนยันว่า การรักษาเช่นนี้ไม่มีอันตรายและไม่มีผลข้างเคียง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม ปวดไมเกรน เพราะเป็นการสะกิดเอาเลือดที่อยู่ในผิวหนังออกมาเท่านั้น และคนไข้ก็ไม่ต้องพักฟื้นเหมือนการผ่าตัดแต่อย่างใด ส่วนคลิปที่ถูกแชร์กันตอนนี้ยอมรับว่าค่อนข้างหวาดเสียว น่าจะเพราะเป็นการรักษาตรงบริเวณบ่า ไหล่ ที่มีความรัดตึง ทำให้เลือดระบายออกมาเร็ว

การครอบแก้วรักษาโรคได้จริงหรือ ?

          ข้อมูลในส่วนนี้ยังขัดแย้งกันอยู่พอสมควร โดยทางการแพทย์แผนจีนระบุว่า การครอบแก้วรักษาโรคได้จริง เพราะจะช่วยกระตุ้นให้เลือดที่คั่งค้าง เลือดไม่เดิน ไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่ทว่า...รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีงานวิจัยใด ๆ ออกมารองรับว่าทำได้จริง มีเพียงเรื่องการแก้ปวดเมื่อยที่จะพอเป็นไปได้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ น่าจะเป็นเพียงแค่อุปาทานไปเองว่าดีขึ้น

ขณะที่มีงานวิจัยหนึ่งที่ประเทศออสเตรเลียได้ศึกษาร่วมกับนักวิจัยชาวจีน ในปี 2012 และตีพิมพ์ในวารสาร PLoS One หลังจากการทำการครอบแก้วบำบัดกว่า 135 รายงาน พบว่า การครอบแก้วอาจจะได้ผลดีในการบำบัดบางอาการ เมื่อใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น ครอบแก้วร่วมกับการกินยาและการฝังเข็มด้วย แต่ทีมวิจัยเองก็เตือนว่า รายงานที่เขานำวิเคราะห์นั้นอาจมีความลำเอียง และไม่ได้น่าเชื่อถือร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเรื่องนี้ยังต้องทำการศึกษาอีกมาก

          ส่วนที่มีการอ้างว่า การครอบแก้วจะช่วยรักษาโรคมะเร็งได้นั้น ทางสมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกา ได้เคยออกมาเตือนแล้วว่า ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้

ครอบแก้ว

ระวัง ! ผลข้างเคียงจากการครอบแก้ว

          การครอบแก้วในบางคนอาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นกับร่างกายได้ เช่น อาจมีอาการระบมบริเวณรอยช้ำ หรือมีไข้ต่ำ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งสามารถทานยาลดไข้ได้ แต่หากเป็นมากอาจมีอาการปวดบริเวณที่ครอบแก้ว ผิวไหม้เพราะถูกไฟและความร้อนจากแก้ว มีอาการช้ำห้อเลือด หรือติดเชื้อโรคที่ผิวหนังกรณีอุปกรณ์ไม่สะอาด

          ทั้งนี้มีคำแนะนำด้วยว่าหลังครอบแก้วควรรอสัก 1-2 ชั่วโมงจึงค่อยอาบน้ำ ไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะรูขุมขนยังเปิดอยู่ อีกทั้งควรรอให้ร่างกายปรับอุณหภูมิก่อน

ใครไม่ควรบำบัดด้วยการครอบแก้ว ?

          ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ควรรักษาด้วยการครอบแก้ว เช่น สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีไข้ขึ้นสูง เป็นหวัด คนเป็นโรคผิวหนังบางอย่าง คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง คนที่เป็นโรคเลือดหยุดไหลยาก หรือไหลไม่หยุด กระดูกหัก และอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ว่าสามารถครอบแก้วได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ต้องย้ำว่าการครอบแก้วนั้นต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีใบประกอบโรคศิลป์สาขาการแพทย์แผนจีน เพราะจะได้ทราบว่าควรวางแก้วในตำแหน่งไหนถึงจะได้ผล หรือใช้ความร้อนแค่ไหน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ นอกจากนี้การครอบแก้วต้องกระทำในสถานประกอบพยาบาล หากไม่ใช่ดังที่กล่าวมาหรือผู้ทำการครอบแก้วไม่ใช่แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ การครอบแก้วอย่างไม่ถูกวิธีก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
มหาวิทยาลัยรังสิต, เฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์, เฟซบุ๊ก Kavin Kasiolarn, amarintv.com, รายการนารีกระจ่าง ThaiPBS, โรงพยาบาลกรุงเทพ, webmd.com, sciencebasedmedicine.org




Create Date : 23 พฤษภาคม 2560
Last Update : 23 พฤษภาคม 2560 8:24:50 น.
Counter : 84 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
10 วิธีปลุกตัวเองให้ตื่นมาออกกำลังตอนเช้า


ออกกำลังตอนเช้า
อยากฟิต แอนด์ เฟิร์มต้องทำ ! มาดูเคล็ดลับการปลุกตัวเองให้ตื่นมาออกกำลังตอนเช้าแบบง่าย ๆ ที่หนุ่ม ๆ ต้องลอง

      หลายคนอาจจะบ่นว่า แค่บังคับตัวเองให้ตื่นเช้าก็ยากเต็มทีแล้ว ถ้าจะให้ตื่นมาออกกำลังด้วยนี่ลืมไปได้เลย แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่าการตื่นมาขยับร่างกายออกกำลังยามเช้านั้นมีประโยชน์มากมาย นอกจากเรื่องของสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้กินอาหารได้ดีขึ้น รวมทั้งตื่นตัวมากกว่าปกติด้วย ดังนั้น ถ้าหนุ่ม ๆ คนไหนกำลังหาแรงกระตุ้นให้ตัวเองลุกขึ้นมาออกกำลังตอนเช้าอยู่ละก็ ลองมาดูเคล็ดลับที่เราหยิบมาฝากกันก่อนเลยดีกว่าครับ

1. จัดเตรียมเสื้อผ้าออกกำลังไว้ก่อนเลย

          นอกจากชุดออกกำลังแล้วก็เตรียมชุดใส่ไปทำงานด้วยเลยตั้งแต่ตอนกลางคืน พอเช้าปุ๊บจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปวิ่งโลด เพราะถ้ามัวมาหาตอนเช้านี่คงสายแน่ ๆ ดังนั้นจัดเตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมรอไว้เลยดีกว่า

ออกกำลังตอนเช้า

2. อย่านอนดึกมาก ไม่งั้นตื่นไม่ไหวแน่นอน

          อย่าลืมว่าหลายครั้งที่หนุ่ม ๆ ลุกจากที่นอนไปออกกำลังไม่ไหวนั้น ไม่ใช่แค่ความขี้เกียจอย่างเดียวหรอกนะ แต่เพราะคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจึงไม่พร้อมที่จะออกกำลังยังไงล่ะ ทางที่ดี ควรปรับพฤติกรรมการนอนซะใหม่ พยายามนอนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง จะได้ตื่นไหวเนอะ

3. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

          เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองในการลุกขึ้นมาออกกำลังแต่เช้า แนะนำให้คุณเขียนเป้าหมายไว้ว่า ที่ต้องตื่นมาออกกำลังทุกเช้านั้นเพื่ออะไร เช่น เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง, ลดความอ้วน หรือสร้างหุ่นที่ฟิต แอนด์ เฟิร์ม เป็นต้น ดีกว่าตื่นมาพร้อมคำถามที่ว่า "นี่เราตื่นมาทำไมแต่เช้าเนี่ย ?"

ออกกำลังตอนเช้า

4. วางนาฬิกาปลุกให้ห่างจากตัว

          เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนชอบเผลอกด (บางทีก็ตั้งใจ) นาฬิกาปลุกแล้วนอนต่อประจำ ถ้าอย่างนั้น เอานาฬิกาปลุกหรือมือถือที่ใช้ตั้งปลุกไปตั้งไว้ห่าง ๆ ตัวสิ ไกลซะจนต้องลุกออกจากเตียงไปปิดได้เท่าไรยิ่งดี แต่ก็ต้องอยู่ในระยะที่ได้ยินเช่นกัน อ้อ ! แนะนำให้ตั้งเสียงปลุกที่ปลุกเร้าอารมณ์ให้ตื่นนอนด้วยนะ

5. ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเรียกความสดชื่นซะหน่อย

          อาการสลึมสลือยามเช้านี่เป็นช่วงที่ทำให้ไม่อยากลุกจากเตียงเลยพับผ่า แต่เราต้องฮึดครับฮึด ! บังคับตัวเองให้ลุกไปล้างหน้าล้างตาให้ได้ เชื่อเถอะว่าต่อให้เมาขี้ตาแค่ไหนก็ตื่น

ออกกำลังตอนเช้า

6. จัดกาแฟสักแก้วเพื่อบูสต์พลังงาน

          จะร้อนหรือเย็นก็แล้วแต่ชอบเลย แต่ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ดื่มกาแฟดำ (อนุโลมให้ใส่น้ำตาลได้นิดหน่อย นิดเดียวนะ) แล้วก็ดื่มก่อนออกกำลังสักครึ่งชั่วโมง เพราะนอกจากจะช่วยปลุกพลังให้ออกกำลังได้ดีขึ้นแล้ว กาแฟยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอีกด้วย งั้นจัดสักแก้วดิ รออะไร !

7. เลือกเพลย์ลิสต์ที่ช่วยบิวท์อารมณ์ให้ตื่นตัว

          ขอบอกเลยว่าการฟังเพลงที่ถูกใจและสร้างความคึกคักให้กับตัวเองได้ เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ออกกำลังได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเบื่อ โดยเฉพาะเพลงที่มีจังหวะเร็ว ๆ ปลุกอารมณ์ให้พุ่งพล่าน ฟังได้เพลินซะจนคุณลืมเวลาที่ออกกำลังไปได้เลย

ออกกำลังตอนเช้า

8. ค่อย ๆ ออกกำลังแบบค่อยเป็นค่อยไป

          สำหรับคนที่ไม่เคยตื่นมาออกกำลังแต่เช้า ช่วงแรกแนะนำว่าให้ออกแบบเบา ๆ เช่น จ๊อกกิ้งหรือเล่นเครื่อง Elliptical เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้ก่อน จากนั้นเมื่อร่างกายคุ้นเคยกับการออกกำลังตอนเช้าแล้ว ค่อยเพิ่มระดับความเข้มข้นในภายหลัง

9. ปรับโปรแกรมการออกกำลังทุก ๆ 2-3 สัปดาห์

          ถ้าเอาแต่วิ่งออกกำลังตอนเช้าทุกวัน บางทีก็อาจมีอาการเบื่อได้ ทางที่ดีเพื่อน ๆ ควรเปลี่ยนวิธีออกกำลังใหม่บ้าง จะได้ไม่รู้สึกซ้ำซากจำเจ เช่น จากเดิมที่เคยวิ่งก็อาจเปลี่ยนไปปั่นจักรยานแทน เป็นต้น

ออกกำลังตอนเช้า

10. หาเพื่อนออกกำลังด้วยสิ

          บางคนรู้สึกว่าออกกำลังคนเดียวจะเหงาหรือไม่ก็รู้สึกเบื่อง่าย ไปออกแป๊บเดียวก็เลิกเล่นแล้วดีกว่า เอางี้ ลองหาเพื่อนแถวบ้านหรือเพื่อนคนไหนที่ชอบออกกำลัง มาออกกำลังพร้อมกันตอนเช้าด้วยซะเลย จะได้ไม่เหงา

    เอาล่ะ หลังจากทราบวิธีปลุกตัวเองให้ตื่นมาออกกำลังยามเช้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะ ที่ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถึงช่วงแรกอาจจะยากสักหน่อย แต่เราเชื่อว่าเพื่อน ๆ ทำได้แน่นอน !

ข้อมูลจาก : eatthis.com, trainright.com, makeyourbodywork.com



Create Date : 23 พฤษภาคม 2560
Last Update : 23 พฤษภาคม 2560 8:18:36 น.
Counter : 49 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ชมเฌย มุมถ่ายรูปย้อนยุคสุดชิค อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นิดเดียว


ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า
แนะนำที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ มุมถ่ายรูปสวย ๆ ชิค ๆ ที่ต้องไม่พลาด กับสตูดิโอ "ชมเฌย" จังหวัดนนทบุรี มีร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ให้ได้นั่งดื่มกาแฟและเครื่องดื่มอื่น ๆ กันแบบชิล ๆ วันหยุดนี้ต้องไปเช็กอิน

  ถ้าคุณกำลังมองหาที่เที่ยวคลายเครียด เพื่อเดินเล่นหรือนั่งพักผ่อนแบบชิล ๆ โดยที่ไม่ต้องไปไหนไกล วันนี้เรามีอีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สวย ๆ มาแนะนำกันค่ะ นั่นก็คือ ชมเฌย สตูดิโอ อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงนิดเดียว

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า
ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

          ชมเฌย เป็นสตูดิโอขนาดย่อม ๆ ที่จำลองบ้านเรือนในสมัยก่อนขึ้นมาอย่างสวยงาม โดยอาคารต่าง ๆ จะออกแบบในสไตล์โคโรเนียล จึงทำให้มีบรรยากาศเหมือนย้อนอดีตกลับไปในยุคสมัยรัชกาลที่ 5

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

         บ้านเรือนที่อยู่ในสตูดิโอก็จะจำลองมาเป็นร้านค้าขายของเก่าไว้ให้เราได้เดินเที่ยวชมกันอย่างเพลิดเพลิน มีการจำลองปั้มน้ำมันสมัยก่อน บ้านเรือนริมคลอง โรงภาพยนตร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถเดินถ่ายรูปกันได้ไม่ซ้ำมุม ไม่มีเบื่อ

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

         อีกทั้งยังมีร้านกาแฟเล็ก ๆ ชื่อว่า "ชมเฌยคาเฟ่" ไว้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งก็มีทั้งอาหารว่างเบา ๆ ขนมเค้ก และเครื่องดื่มไว้ให้เลือกชิมลิ้มรสอีกด้วย

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า

         ชมเฌย จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมตั้งแต่วันอังคาร-อาทิตย์ ปิดทุกวันจันทร์ (บ้านเก่าจะเปิดประตูให้ชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. เข้าชมฟรี !!! ไม่เสียค่าใช้จ่าย (สื่อมวลชนควรทำเรื่องขออนุญาตก่อนเข้าถ่ายทำ)

ชมเฌย ย้อนอดีตกับเมืองเก่า
ภาพจาก google

          การเดินทางไปยังชมเฌย เส้นทางที่สะดวกที่สุดให้มาทางถนนบรมราชชนนี ตรงมาจนถึงพุทธมณฑลสาย 3 เลี้ยวซ้ายไปหาทางยูเทิร์นไปยังฝั่งตรงข้าม เพื่อไปเข้าถนนศาลาธรรมสพน์ ตรงไปทางพุทธมณฑลสาย 4 เล็กน้อย พอเจอซอยศาลาธรรมสพน์ 33 เลี้ยวขวา ไปยังซอยกำนันทินกร

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก ชมเฌย หรือติดต่อคุณนับ โทรศัพท์ 08 9415 2038

ชมเฌย

ที่ตั้ง : 68 หมู่ 4 ซอยกำนันทินกร ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
เวลาเปิด-ปิด : ปิดวันจันทร์ วันอังคาร-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น.
โทรศัพท์ : 08 9415 2038
เฟซบุ๊ก : ชมเฌย

ฟ้าฝนตกปรอย ๆ แบบนี้ ไปเดินเล่นชิล ๆ ชมบ้านเรือนสุดคลาสสิกก็ดูเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียวใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นวันหยุดว่าง ๆ นี้ ก็เตรียมชวนเพื่อน ๆ ไปถ่ายรูปสวย ๆ กันได้เลย :)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คุณนับ ชมเฌย สตูดิโอ



Create Date : 21 พฤษภาคม 2560
Last Update : 21 พฤษภาคม 2560 19:03:34 น.
Counter : 579 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
น้ำอัญชันมะนาว เปรี้ยวหวานสดชื่นโดนใจ หาง่ายทำง่าย


น้ำอัญชันมะนาว เปรี้ยวหวานสดชื่นโดนใจ หาง่ายทำง่าย
น้ำอัญชันมะนาว เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสีม่วงสวยที่นอกจากดื่มแล้วได้ความสดชื่น รสชาติอร่อยแล้ว ยังได้ประโยชน์จากดอกอัญชัน แถมยังทำง่าย ๆ หาง่าย ๆ จากพืชสมุนไพรพื้นบ้านตามริมรั้ว

           พืชสมุนไพรไทยริมรั้วอย่าง ดอกอัญชัน ที่คนโบราณชอบเอาไว้เขียนคิ้วให้ลูกเด็กเล็กแดงตัวเล็ก ๆ ได้แล้ว ยังนิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มด้วย เพราะดอกอัญชันมีสีม่วงอมน้ำเงิน แถมยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มดับกระหายได้ดีทีเดียว ประโยชน์ของดอกอัญชันก็มีเยอะ เช่น ดอกอัญชันมีสารแอนโธไซยานิน ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ระบบการมองเห็นของดวงตาดีขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอม นำสูตรการทำน้ำอัญชันมะนาว หรือ น้ำพันซ์ดอกอัญชันมาฝาก ที่ไม่ใช่มีดีแค่สีสวย แต่ดื่มแล้วสดชื่น และมีประโยชน์อีกด้วย


ส่วนผสม น้ำอัญชันมะนาว

      ◆ ดอกอัญชันสด 100 กรัม
      ◆ น้ำ 2 ถ้วยตวง
      ◆ น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
      ◆ น้ำมะนาว (ตามชอบ)
      ◆ น้ำแข็ง 1 แก้ว

วิธีทำน้ำอัญชันมะนาว

1. ต้มดอกอัญชันในน้ำ ปิดฝาต้มประมาณ 2-3 นาที จนเดือด ยกลงจากเตา ยกลงกรองดอกอัญชันออกเอาเฉพาะน้ำ เตรียมไว้
2. รอจนน้ำอัญชันเริ่มอุ่น ใส่น้ำเชื่อมลงไป ตามด้วยน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมดื่ม

หรือใครที่ต้องการความซ่าก็ให้เติมโซดาแช่เย็นจัดลงไปตบท้ายก็จะได้น้ำพันซ์อันชัญมะนาวโซดาเครื่องดื่มสมุนไพรอีกแบบหนึ่งแล้ว



Create Date : 21 พฤษภาคม 2560
Last Update : 21 พฤษภาคม 2560 18:58:20 น.
Counter : 205 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Post-Vacation Blues ภาวะเศร้า ๆ ของคนที่อยากขอ...หยุดต่อเลยได้ไหม


โรคซึมเศร้า
ความรู้สึกเฉา ๆ หลังจากหยุดยาว ห่างหายจากการทำงาน การเรียน และวิถีเดิม ๆ ที่จำเจไปสักพัก ทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากกลับมาทำงาน หรือวนลูปเดิมต่อ อารมณ์สีเทาแบบนี้เราเรียกกันว่า Post-Vacation Blues 

ตอนนี้ใครกำลังงอแงไม่อยากกลับไปทำงานหลังจากหยุดยาวมาหลายวัน หรือเบื่อมากที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปเรียนหลังจากไปเที่ยวกลับมา ยกมือแสดงตัวกันหน่อยค่ะ เพื่อเป็นสัญญาณบอกเราสักนิดว่าคุณก็ตกอยู่ในสภาวะ Post-Vacation Blues ด้วยเหมือนกัน และตอนนี้สภาวะอารมณ์ก็เหี่ยวเฉา เพลียจิตเพลียใจไม่คิดอยากทำอะไรเลยสักอย่าง ทว่าจะปล่อยให้ตัวเองจมกับความเศร้าหลังวันหยุดยาวคงไม่ดีต่อใจนัก งั้นเอาเป็นว่ามาทำความรู้จักภาวะ Post-Vacation Blues ไปพร้อมกับวิธีฟื้นฟูจิตใจตัวเองจากอาการซึม ๆ กันดีกว่า
ซึมเศร้าหลังหยุดยาว
Post-Vacation Blues คืออะไร

ในทางจิตวิทยาแล้วสภาวะ Post-Vacation Blues คือ ห้วงอารมณ์ซึม เศร้า เหงา หงอย หลังจากได้ใช้ชีวิตสนุกสนานไปกับวันหยุดยาว บางคนมีความคิดถึงความสุขในช่วงวันหยุดนั้น คิดถึงคนที่บ้าน คิดถึงบรรยากาศสบาย ๆ ไม่มีเรื่องงาน ไม่มีเรื่องเรียนมากวนใจ ทำให้ไม่อยากกลับไปทำงาน ไม่อยากกลับไปเรียน ก่อเป็นความเซ็งระดับสิบจนทำให้โลกไม่สดใสไปชั่วขณะหนึ่งเลย

          ทว่าจริง ๆ แล้ว Post-Vacation Blues ก็ไม่จัดอยู่ในโรคจิตเวชนะคะ เพราะส่วนมากแล้วอารมณ์ซึมเศร้าหลังวันหยุดยาวจะค่อย ๆ หายไปตามวันเวลา พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงได้ว่าชีวิตต้องไปต่อ แต่กระนั้นก็มีบางเคสเหมือนกันที่ความเศร้าครอบงำจนกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งหากคุณมีอาการซึมเศร้าจนอะไรก็ห่อเหี่ยวไปหมดในลักษณะนี้ ลองวิธีปราบความซึมเศร้าหลังวันหยุดยาวตามนี้ดูสักตั้งไหมล่ะ
อารมณ์ดี
วิธีเอาชนะความซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว

1. วางแผนเที่ยวครั้งต่อไป

          ผลการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Applied Research in Quality Of Life ปี 2010 เผยว่า เพียงเราวางแผนเที่ยวก็สามารถสร้างความสุขให้เราได้ และความสนุกจะยิ่งทวีคูณมากขึ้น หากเราหาที่พัก หาทริปเที่ยวในเวลางาน ซึ่งนักวิจัยก็อธิบายว่าเป็นการดึงตัวเองออกจากความเครียดและความกดดันที่เป็นอยู่ โดยการหันเหความสนใจไปที่ทริปเที่ยวทริปต่อไปของเรานั่นเอง
ซึมเศร้าหลังหยุดยาว
2. ตั้งเป้าหมายระยะสั้น

          การใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายจะทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาได้ง่าย ๆ ดูอย่างตอนที่เราจองทริปเที่ยวไปแล้วสิคะ เรายังมีไฟอยากเร่งให้ถึงวันออกเดินทางเร็ว ๆ เลย ดังนั้นก็เช่นกัน หากเราตั้งเป้าหมายระยะสั้น ๆ ในชีวิตตัวเองทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นตั้งเป้าหมายพิชิตงาน พิชิตความอ้วน ท้าตัวเองกินคลีน 1 สัปดาห์ หรือนัดไปดูหนังกับเพื่อนสุดสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง ชีวิตเราก็คงจะมีแต่เรื่องที่น่าสนุกและมีสีสันขึ้นแล้วล่ะ

3. กินอาหารเหมือนตอนไปเที่ยว

          หนึ่งในความสุขของมนุษย์เราคือการกินค่ะ ยิ่งในตอนไปเที่ยว ก็ต้องมีร้านเด็ดต้องไปโดน มีเมนู Don’t miss ที่ต้องไปลองให้ได้ ซึ่งความสุขเหล่านี้เราก็นำกลับมาสร้างสีสันให้ชีวิตประจำวันได้ด้วยนะคะ อย่างการพาตัวเองไปกินซีฟู้ดปิ้งย่าง อาหารทะเลตามร้านใกล้บ้าน หรือถ้าคิดถึงอาหารญี่ปุ่นจากทริปเจแปนเมื่อเดือนที่แล้ว เราก็ไปหาราเม็งในร้านอาหารญี่ปุ่นแท้ ๆ กินก็ได้นี่ คงช่วยลดความคิดถึงลงไปได้ไม่มากก็น้อยล่ะเนอะ
จัดบ้าน
4. จัดบ้านใหม่ ทำความสะอาดบ้านให้น่าอยู่

          มัวนั่งซึมเศร้าไม่เกิดประโยชน์หรอกค่ะ ลุกมาทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านให้น่าอยู่ขึ้นกันดีกว่า เปลี่ยนมุมสักหน่อย ย้ายเฟอร์นิเจอร์สักนิด แค่นี้เราก็เหมือนได้เปลี่ยนบรรยากาศให้ตัวเองแล้ว อีกทั้งการทำงานบ้าน ออกแบบการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ยังเป็นวิธีผ่อนคลายอย่างหนึ่งด้วยนะ

5. ย้อนความทรงจำ

          ในบางห้วงที่รู้สึกซึมกะทือมาก ๆ การได้ย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความสุขจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีให้เราได้ โดยคุณอาจเปิดดูภาพ ดูคลิปวิดีโอที่ถ่ายตอนไปเที่ยวก็ได้ หรือจะอัดภาพมาติดประดับบ้านก็แล้วแต่สะดวกเลย
ซึมเศร้าหลังหยุดยาว
6. รีแลกซ์บ้าง

          ผลการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Applied Research in Quality Of Life ปี 2010 เผยว่า การผ่อนคลายให้ตัวเองไม่ได้แปลว่าเราต้องออกเดินทางเสมอไป เพียงนอนแช่น้ำอุ่นผสมน้ำมันหอมระเหย แค่นี้ก็ช่วยผ่อนคลายอารมณ์เหงา ๆ ให้เราได้แล้ว หรือจะลองไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือเดินชมสถานที่ที่เคยผ่านแต่ไม่เคยแวะ นักวิจัยก็บอกว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกดี ๆ ได้ไม่น้อยเลยเหมือนกัน

7. ออกกำลังกาย

          ถ้ารู้สึกซึม ๆ เศร้า ๆ ไปออกกำลังกายเรียกเหงื่อบ้างก็ดีนะคะ เพราะการมีกิจกรรมให้ทำก็ดีกว่านั่งจมกับความรู้สึกดาวน์เป็นไหน ๆ และการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณโฟกัสในเรื่องอื่นรอบ ๆ ตัวได้มากขึ้น แถมยังได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง นี่แหละที่เขาว่ากันว่า กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ

          - 10 วิธีออกกำลังกายสลายโรคซึมเศร้า !
ซึมเศร้าหลังหยุดยาว
8. พักผ่อนให้เพียงพอ 

          ถ้าวันหยุดยาวที่ผ่านมาคุณตื่นเช้า นอนดึกทุกวัน ต้องรีบจัดตารางชีวิตให้ลงตัวโดยเร็วค่ะ เริ่มจากการนอนให้เพียงพอก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ก็เพื่อขจัดความรู้สึกอ่อนล้า หมดแรงออกไปก่อน จะได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังกายที่สดชื่นเต็มเปี่ยม

ถึงแม้วันหยุดจะผ่านไปไวแค่ไหน แต่ความสุขเราก็สร้างเองได้ทุกวินาทีนะคะ ฉะนั้นเรียกตัวเองกลับคืนจากความซึมความเศร้ากันดีกว่า แล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปทุกวันกันเถอะ !


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
huffingtonpost
readersdigest
psychologytoday



Create Date : 21 พฤษภาคม 2560
Last Update : 21 พฤษภาคม 2560 18:50:13 น.
Counter : 76 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  

หนี่งหน่อง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 28 คน [?]



All Blog